มกอช.ดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร

มกอช.ดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร

มกอช.ดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

มกอช. เตรียมความพร้อมผลักดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร และอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับอธิบดีด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน–จีน ครั้งที่ 9 โดยมี นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ มกอช. เป็นประธาน และมีผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง และ มกอช. เข้าร่วม

ที่ประชุมหารือเพื่อเตรียมการด้านสารัตถะสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีและอธิบดี SPS อาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน โดยได้พิจารณาประเด็นการดำเนินการความร่วมมือทางวิชาการด้าน SPS ระหว่างอาเซียนกับจีน เช่น โครงการฝึกอบรม สัมมนา การแลกเปลี่ยนการเยือน การวิจัยร่วม เป็นต้น รวมทั้งได้ประเด็นหารือด้านทวิภาคีที่จะหยิบยกขึ้นหารือกับฝ่ายจีน เช่น การเปิดตลาดสินค้าเกษตร การแก้ไขปัญหาสารตกค้างในสินค้าเกษตร เป็นต้น ตลอดจนการเตรียมการลงนามพิธีสารที่เกี่ยวข้องในห้วงการประชุม

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วมในความร่วมมือด้าน SPS อาเซียน-จีน (ASEAN-China MOU on SPS) ซึ่ง มกอช. เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของไทย โดยในการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย

-(016)

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว มุ่งลดต้นทุนอาหารสัตว์ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว มุ่งลดต้นทุนอาหารสัตว์ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว มุ่งลดต้นทุนอาหารสัตว์ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่มุ่งเน้นลดภาระต้นทุนการผลิตด้านอาหารสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการอาหารสัตว์ธงเขียว” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์และยกระดับคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ของประเทศ เดินหน้าบูรณาการร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนสหกรณ์ด้านปศุสัตว์ทั่วประเทศ ให้สามารถผลิตอาหารสัตว์ ทั้งอาหารข้น และอาหารหยาบ ได้ด้วยตนเอง และจำหน่ายให้กับสมาชิกฯ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด สร้างรายได้ที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนอาหารสัตว์ในทุกมิติ ทั้งด้านอาหารหยาบและอาหารข้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ผ่านการดำเนินการภายใต้ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการอาหารสัตว์ TMR (Total Mixed Ration) ส่งเสริมการผลิตอาหารผสมสำเร็จรูปสำหรับโคเนื้อและโคนม โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กากปาล์มน้ำมัน ใบกระถินแห้ง ใบมันสำปะหลังหมัก กากเบียร์ กากมัน กากมะเขือเทศ และเปลือกสับปะรด มาจัดสัดส่วนตามชนิดและระยะการให้ผลผลิตของสัตว์ เป็นการให้อาหารแบบแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังได้จัดตั้ง หน่วยจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ (Feed Management Mobile Unit : FMMU) ให้บริการคำแนะนำการใช้วัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ พร้อมวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะผ่านห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ก่อนนำไปประกอบเป็นอาหารสัตว์ ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมปศุสัตว์ตั้งเป้าผลิต TMR ราคาประหยัด จำนวน 670,000 กิโลกรัม เพื่อให้บริการเกษตรกรทั่วประเทศ 2. โครงการสูตรลดต้นทุนอาหารข้นสำหรับสุกร ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยผลิตอาหารข้นใช้เองในฟาร์ม โดยนักวิชาการจาก FMMU จะให้คำแนะนำสูตรอาหารและแหล่งวัตถุดิบ เช่น รำข้าว ข้าวโพด กากถั่วเหลือง พรีมิกซ์ เกลือ และไดแคลเซียม โดยคำนวณสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 20% ขณะเดียวกันยังคงคุณภาพเนื้อสัตว์ไว้ในระดับดี เกษตรกรพึงพอใจอย่างมาก 3. โครงการขยายแปลงปลูกพืชอาหารสัตว์เพิ่ม 50,000 ไร่ ทั่วประเทศ สนับสนุนการปลูกหญ้าเนเปียร์ ถั่วฮามาต้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงฟื้นฟูแปลงเดิม โดยกรมฯ สนับสนุน เมล็ดพันธุ์หญ้า 100,000 กิโลกรัม และท่อนพันธุ์ 3.5 ล้านกิโลกรัม ทั้งนี้ปีที่ผ่านมามีแปลงปลูกพืชอาหารสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริมดูแลอยู่แล้ว 500,000 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรมีพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีไว้ใช้ในฟาร์ม ลดการพึ่งพาตลาดและเสริมความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในพื้นที่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว เป็นมาตรการสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “3 สร้าง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สร้างรายได้ – สร้างตลาด – สร้างโอกาส ให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยให้มีศักยภาพแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ

หากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ หรือสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ โทร 0 2501 1148 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

-(016)

‘สมุทรสาคร’บูรณาการแนวร่วมจัดการปลาต่างถิ่น ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำ-สร้างโอกาสชุมชน

‘สมุทรสาคร’บูรณาการแนวร่วมจัดการปลาต่างถิ่น ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำ-สร้างโอกาสชุมชน

‘สมุทรสาคร’บูรณาการแนวร่วมจัดการปลาต่างถิ่น ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำ-สร้างโอกาสชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

ประมงสมุทรสาครโชว์ผลสำรวจ “ปลาหมอคางดำ” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการทุกภาคส่วนภายใต้ 7 มาตรการจัดการปลาต่างถิ่นของกรมประมง ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วกว่า 2.9 ล้านตัว พร้อมเปลี่ยนเป็น “โอกาสสร้างรายได้และคุณค่าให้ชุมชนและสังคม” อย่างยั่งยืน

นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าปริมาณความหนาแน่นของปลาหมอคางดำเฉลี่ยทั้งจังหวัดลดเหลือ 19 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ และสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน เกษตรกร และชาวประมงในพื้นที่  และยังเดินหน้าดำเนินการ 7 มาตรการโครงการควบคุมและกำจัดประชากรปลาหมอคางดำต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมกับชุมชนปล่อยปลาผู้ล่ามุ่งตัดวงจรการแพร่กระจายปลาต่างถิ่น และสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่การแจ้งเตือน การจับ การนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ปลาหมอคางดำลดจำนวนลงจนอยู่ระดับที่ควบคุมได้

ประมงจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน หน่วยงานในพื้นที่ ประชาชน คณะครู บุคลากร ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนบ้านแพ้ววิทยา (ตี่ตง)   โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์ อุ่นสุวรรณ) โรงเรียนวัดอ่างทอง โรงเรียนวัดบางยาง เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยปลากะพงขาวขนาด 4 นิ้วขึ้นไปรวม 10,000 ตัวในแหล่งน้ำธรรมชาติทั้ง 4 จุดในอำเภอบ้านแพ้ว และอำเภอกระทุ่มแบน โดยพันธุ์ปลาที่ปล่อยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ 

การปล่อยผู้ล่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญช่วยตัดวงจรการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำ นายเผดิมกล่าวว่า “มาตรการนี้จะเกิดประสิทธิภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนให้ช่วยกันดูแล ไม่จับปลากะพงขาวในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อให้ปลาได้ทำหน้าที่ผู้ล่าอย่างเต็มที่ และจับได้ต่อเมื่อปลากะพงขาวโตเต็มวัย เป็นการจัดการระบบนิเวศแบบพึ่งพาธรรมชาติ ซึ่งในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ประมงสมุทรสาครได้ปล่อยปลาผู้ล่าไปแล้วกว่า 3 แสนตัว มีทั้งปลากะพงขาว ปลาอีกง  เป็นต้น และยังมีแผนปล่อยอย่างต่อเนื่อง”

ประมงสมุทรสาครยังเดินหน้ามาตรการอื่นๆ ทั้งการจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” จับปลาหมอคางดำ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมทั้งในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาสามารถนำปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศได้แล้วกว่า 2.9 ล้านตัว นับเป็นสถิติที่สูงสุดในประเทศ  โดยมี จุดเด่นของการมีแนวร่วมที่ดีและเข้มแข็งทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน เกษตรกร และชาวประมง  อาทิ โรงงานปลาป่นในพื้นที่ ได้แก่ โรงงานศิริแสงอารำพี โรงงานท่าจีนนำไปผลิตปลาป่น และชาวบ้านนำปลาไปแปรรูปเป็นอาหารบริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายสร้างรายได้เสริม

อีกหนึ่งนวัตกรรมการจัดการ คือ โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ของเสียที่ไม่เสีย (Waste, not wasted)” ที่ประมงสมุทรสาครร่วมกับเกษตรกรอำเภอบ้านแพ้ว นำปลาหมอคางดำไปหมักเป็น น้ำหมักชีวภาพ สำหรับให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ โครงการนี้ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบได้ถึง เดือนละกว่า 6,000 กิโลกรัม หรือปีละ 72,000 กิโลกรัม และเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรนำไปใช้ปรับปรุงดินแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มเติมต่อยอดจากความร่วมมือกับ การยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน และหมอดินในพื้นที่ ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อส่งต่อให้เกษตรกร

อีกความร่วมมือในการแก้ปัญหาปลาต่างถิ่นเชิงสร้างสรรค์ คือโครงการ หมักน้ำปลาจากปลาหมอคางดำ ภายใต้แบรนด์ “หับเผยสมุทรสาคร” ที่ประมงสมุทรสาครร่วมกับ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร และ ซีพีเอฟ เพื่อสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง พร้อมเพิ่มมูลค่าให้ปลาหมอคางดำ นำไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปของจังหวัดต่อไป

นอกจากการควบคุมและกำจัด ประมงสมุทรสาครยังให้ความสำคัญกับการ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยปล่อยพันธุ์ปลาพื้นถิ่น เช่น ปลาตะเพียน ปลาอีกง และกุ้งทะเลกว่า 7 ล้านตัว ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ

นายเผดิม กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่จำนวนปลาหมอคางดำที่ลดลง แต่คือพลังความร่วมมือของคนทั้งจังหวัด ที่เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ เพื่อคืนความสมดุลของระบบนิเวศและสร้างความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง”

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ลำพูนติดตามการบริหารน้ำ-การผลิตลำไย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ลำพูนติดตามการบริหารน้ำ-การผลิตลำไย

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่ลำพูนติดตามการบริหารน้ำ-การผลิตลำไย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

‘รมช.เกษตรฯ’ ลงพื้นที่ จ.ลำพูน ติดตามอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาฯ ยกระดับแหล่งน้ำ พร้อมผลักดันโครงการพัฒนาลำไยคุณภาพ 1,400 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน ส่งเสริมเกษตรกรผลิตลำไยพรีเมียม

วันนี้ (16 ต.ค.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.แม่ลาน อ.ลี้ จ.ลำพูน โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ร่วมลงพื้นที่ ว่า อ.ลี้ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ จ.ลำพูน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 105 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 1,702 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 38 ของพื้นที่ทั้งจังหวัดลำพูน มีประชากรรวมประมาณ 65,000 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ลำไย ข้าว พืชไร่ กาแฟ มะม่วงน้ำดอกไม้ สมุนไพรและพืชผักพื้นบ้าน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ ภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีแหล่งน้ำสำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยจะกา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลัก ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของประชาชนในหลายหมู่บ้าน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน กำลังดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำและระบบกระจายน้ำ ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ ลดปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกา จะเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ร.อ.รรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรฯ มอบหมายตนให้มาลงพื้นที่ ต.แม่ลาน อ.ลี้ จ.ลำพูน เพื่อเร่งสร้างแหล่งน้ำ และกระจายน้ำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรเลี้ยงชีพได้ รวมถึงผลักดันราคายางพาราให้ถึง 70 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ ไร่ละ1400 ไม่เกิน 10 ไร่ ต่อครัวเรือน จะยังผลักดันต่อไป เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนลำไยมีการพัฒนาการผลิตลำไยเกรดพรีเมียมออกสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นผลมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบความแห้งแล้งที่บ้านกองวะ หมู่ 7 ต.โป่งทุ่ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ได้ทรงพระราชดำริให้กรมชลประทาน พิจารณาเรื่องที่ราษฎรกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ในการก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรและการอุปโภคบริโภค สำหรับราษฎรบ้านกองวะและหมู่บ้านใกล้เคียง เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำพื้นที่การเกษตร โดยโครงการสามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1.932 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นเขื่อนทำนบดินยาว 590 เมตร ความสูง 17.5 เมตร ความกว้าง 8 เมตร ท่อส่งน้ำขนาด 1.20 เมตร และมีอาคารระบายน้ำล้นได้สูงสุด 67.30 ลบ.ม.ต่อวินาที ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเฉลี่ยรายปี 2 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1,000 ไร่ ประชากรได้รับประโยชน์ 879 ครัวเรือน

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบปัจจัยผลิตทางการเกษตรให้กับเกษตรกร ได้แก่ โฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร โฉนดต้นไม้ โฉนดต้นยางพารา พืชผักพันธุ์ดี และพันธุ์ปลา เพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงชีพสร้างรายได้ต่อไป

015

อธิบดีกรมชลฯ นำทีมลุยน้ำอยุธยา สั่งเร่งเคลียร์คลอง วางแผนระบายน้ำเตรียมเพาะปลูกฤดูแล้ง

อธิบดีกรมชลฯ นำทีมลุยน้ำอยุธยา สั่งเร่งเคลียร์คลอง วางแผนระบายน้ำเตรียมเพาะปลูกฤดูแล้ง

อธิบดีกรมชลฯ นำทีมลุยน้ำอยุธยา สั่งเร่งเคลียร์คลอง วางแผนระบายน้ำเตรียมเพาะปลูกฤดูแล้ง

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.06 น.

อธิบดีกรมชลฯ นำทีมลุยน้ำอยุธยา สั่งเร่งเคลียร์คลอง วางแผนระบายน้ำเตรียมเพาะปลูกฤดูแล้ง

15 ต.ค.68 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นำทีมผู้บริหารลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดอยุธยา โดยมี นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 นายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายรณชัย ศรีรอดบาง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน นายทรงวิทย์ เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ พร้อมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ปัจจุบันมีอัตราการรับน้ำเข้าพื้นที่ 164.41 ลบ.ม./วินาที อัตราการระบายน้ำลงคลองพระยาบรรลือ 165.31 ลบ.ม./วินาที โดยควบคุมระดับน้ำในคลองสายหลักให้ใกล้เคียงกับระดับน้ำสูงสุดในปี 2567 กรมชลประทาน ได้ปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ทั้งนี้ได้ระบายน้ำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงน้ำไว้ส่วนหนึ่งเพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงทำนาในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

ทั้งนี้ นายสุริยพลฯ ได้กำชับให้โครงการชลประทานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำในลำคลองและแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน และส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ตามข้อสั่งการของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘ธนาคารที่ดิน’Quick Big Win ช่วยชาวบุรีรัมย์ ให้ปชช.มีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึง

'ธนาคารที่ดิน'Quick Big Win ช่วยชาวบุรีรัมย์ ให้ปชช.มีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึง

‘ธนาคารที่ดิน’Quick Big Win ช่วยชาวบุรีรัมย์ ให้ปชช.มีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึง

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.12 น.

“ธนาคารที่ดิน” Quick Big Win ช่วยชาวบุรีรัมย์ ตามนโยบายรัฐบาลมุ่งให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม รวมทั้งสร้างรายได้ ลดรายจ่ายในการใช้ชีวิตประจำวัน

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า “ธนาคารที่ดิน” เป็นหน่วยงานรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี นายโสภณ ซารัมย์ กำกับติดตาม โดยตนรับมอบนโยบาย “Quick Big Win” ดำเนินการแก้ไขปัญหาชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเองมาก่อนให้มีที่ดินทำกิน มีกินมีใช้ รายได้ยั่งยืน

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผอ.กองบริหารจัดการและพัฒนาที่ดิน นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผอ.กองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ปฏิบัติหน้าที่แทนผอ.กองบริหารสินเชื่อป้องกันและแก้ไขการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และเจ้าหน้าที่กองบริหารจัดการและพัฒนาที่ดิน เดินทางลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคงามหนองหงส์ กลุ่มที่ 1 ต.ห้วยหิน อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์

สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคงามหนองหงส์ กลุ่มที่ 1 มีสมาชิก 18 ครัวเรือน ที่ดินเนื้อที่ 23 ไร่ โดย “ธนาคารที่ดิน” ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินบุรีรัมย์ สาขาสำปลายมาศ เป็นที่เรียบร้อย

จากนั้น ผอ.ธนาคารที่ดิน และคณะเดินทางไปยังวิสาหกิจชุมชนโคงามหนองหงส์ กลุ่มที่ 1 เพื่อประชุมวางแผนการเข้าใช้ประโยชนที่ดิน และพัฒนาสาธาธารณูปโภคในที่ดิน ตามระเบียบ “ธนาคารที่ดิน”  โดย 2 ปีแรกเป็นการเช่า และในปีที่ 3 เป็นต้นไปจะเช่าซื้อในระยะเวลา 30 ปี ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 3 ต่อปีลดต้นลดดอก

นายบุญเพ็ง สุรักษ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนโคงามหนองหงส์ กลุ่มที่ 1 กล่าวว่า ขอบคุณรองนายกรัฐมนตรี นายโสภณ ซารัมย์ ท่านเป็นเหมือนคนของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคนที่ชาวอำเภอหนองหงส์ อำเภอลำปลายมาศ รักและเคารพ และดีใจอย่างมากเมื่อทราบว่าท่านกำกับดูแล “ธนาคารที่ดิน” ซึ่งกลุ่มของเราได้รับที่ดินทำกินจาก “ธนาคารที่ดิน” และในกลุ่มเราตั้งมั่นว่า ภายใน 4 เดือน จะเข้าทำกินรวมถึงใช้ประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ อันจะช่วยให้เรามีที่ดินทำกิน ตามนโยบายรัฐบาล มุ่งให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม รวมทั้งสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน

‘เอกภาพ’ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

‘เอกภาพ’ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

‘เอกภาพ’ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสครบรอบ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปี 2568

 โดยโรงพยาบาลโพนทอง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลพรมสวรรค์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวารีสวัสดิ์ ได้จัดโครงการฯ นี้ขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแหงชาติ วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันต้นไม้แห่งชาติ

และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนางานสาธารณสุขไทย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ และเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขทั่วประเทศ จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธาน ให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและได้รับบริการสุขภาพด้านต่างๆที่มีคุณภาพและครอบคลุม เพื่อการเข้าถึงบริการและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพองค์รวมของคนพิการและครอบครัวนั้น

-(016)

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.04 น.

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

15 ตุลาคม 2568 กรมชลประทาน ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หลังมีฝนตกในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง  ประกอบกับยังคงมีปริมาณน้ำจากทางตอนบนของลุ่มน้ำไหลลงเขื่อนอย่างต่อเนื่อง  คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จึงมีมติให้กรมชลประทาน ปรับแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์  เพื่อควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยจะเริ่มทยอยปรับเพิ่มการระบาย ในอัตราวันละ 50 ลบ.ม./วินาที จากอัตราเดิม 100 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที ภายในวันที่ 16 ต.ค.68  ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มจากเดิมอีกประมาณ 0.80 – 1.00 ม. ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว ยังคงอยู่ในระดับตลิ่งและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน 

อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง จากอิทธิพลของร่องมรสุม หากปริมาณน้ำทางตอนบนเพิ่มมากขึ้น และมีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.22 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายวีระสันติ ประทุมพล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์  นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ นางสุดารัตน์ เจือจันทร์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ นายรัชพล หลิมวัฒนา รักษาการผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร โดยมี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธานเปิดฯ พร้อมด้วยนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ โดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารสัตว์ TMR เป็นการให้ข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารผสมครบส่วน  สำหรับโคเนื้อ โคนม แพะและแกะ ซึ่งมีการผสมอาหารหยาบและอาหารข้นในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้สัตว์ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณภาพวัตถุดิบ การคำนวณสัดส่วนที่ถูกต้อง และวิธีการให้อาหารที่เหมาะสม  และการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับขั้นตอนการขอรับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะอีกด้วย 

ภาพ : นายฉัตรชัย นวลปลอด ข่าว : คุณจิราภรณ์ เกตุบูรณะ / กลุ่มเผยแพร่ฯ / สลก. / กรมปศุสัตว์

กรมการข้าว เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.28 น.

กรมการข้าวจับมือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ร่วมหารือกับ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมผู้บริหารจากทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อวางแนวทางความร่วมมือในการ ขับเคลื่อนโครงการ “ข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่”
โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการเกษตรไทยสู่ยุค ข้าวคุณภาพ–ข้าวสีเขียว โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่าน ระบบฉลากรับรองข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice Label) ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

 ▫️นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับข้าวไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้เกิดการพัฒนาสินค้าข้าวที่มีคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อโลก และมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยในระยะต่อไปจะมีการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ