‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

14 ตุลาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายธวัชชัย ไตรวารี ผู้อำนวยการส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ โดยมี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาปรับแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลัก เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสมดุลกับปริมาณฝนและน้ำท่าในพื้นที่ โดยเห็นชอบให้ปรับลดการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ แบบขั้นบันได จากเดิม 30 ล้าน ลบ.ม./วัน เหลือ 25 และ 20 ล้าน ลบ.ม./วัน  ตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านท้ายน้ำ

พร้อมกันนี้ให้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก จากเดิม 5 ล้าน ลบ.ม./วัน เป็น 10 ล้าน ลบ.ม./วัน เพื่อเสริมการใช้น้ำในการเพาะปลูกพืชด้านท้ายน้ำ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝนอย่างประณีต ดูแลรักษาความมั่นและคงปลอดภัยของเขื่อน รวมไปถึงอาคารชลประทานต่างๆ ควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้งที่จะเริ่มในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้  ที่สำคัญ ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประเทศไทยลงนามเข้าร่วม ‘งานพืชสวนโลก International Horticultural Expo 2027, Yokohama’

ประเทศไทยลงนามเข้าร่วม ‘งานพืชสวนโลก International Horticultural Expo 2027, Yokohama’

ประเทศไทยลงนามเข้าร่วม ‘งานพืชสวนโลก International Horticultural Expo 2027, Yokohama’

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะ Commissioner General of Section (CG) ผู้แทนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทยที่ได้รับการแต่งตั้งให้รับผิดชอบในการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงาน Expo ระดับโลก โดยเฉพาะงานที่อยู่ภายใต้การรับรองของสมาคม AIPH หรือ BIE ได้ลงนามเอกสารการเข้าร่วมจัดงาน International Horticultural Expo 2027, Yokohama ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ

พิธีลงนามในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยมี  Mr. KOMURA Masato, Secretary-General & Representative Trustee Japan Association for the International Horticultural Expo 2027, Yokohama, Mr. KOSHIKAWA Kazuhiko (Commissioner of GREEN×EXPO 2027) และนายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงโตเกียว ประเทศไทยจะร่วมจัดแสดงบนพื้นที่รวมกว่า 600 ตารางเมตร ซึ่งจะถ่ายทอดเรื่องราวของพืชสวนไทยอย่างร่วมสมัยผ่านรูปแบบ “นิทรรศการมีชีวิต” (Living Exhibition) ที่ผสานนวัตกรรม ความยั่งยืน และความงามของธรรมชาติไทยไว้ด้วยกัน ภายใน Pavilion จะจัดแสดงทั้งโซนในร่ม และกลางแจ้ง นำเสนอผ่านการสร้างสรรค์งานจัดการพื้นที่เกษตรกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต และสอดคล้องกับธีมงาน Scenery of the Future for Happiness

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการยืนยันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก แต่ยังสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และสร้างชื่อเสียงของสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย อาทิ พืชสวน สมุนไพร ผลไม้พรีเมี่ยม ผลิตภัณฑ์แปรรูป และบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับนานาชาติ Thailand Pavilion ในงาน  International Horticultural Expo 2027, Yokohama จะเป็นมากกว่าการจัดแสดงพืชสวน แต่คือประตูสู่อนาคตของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการเกษตรที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบอาหาร ที่ทั้งสวยงาม ยั่งยืน และสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้คนทั่วโลก.

-(016)

เอาจริงเอาจัง!!! ‘ธรรมนัส’ประกาศสงคราม’ปลาหมอคางดำ’

เอาจริงเอาจัง!!! 'ธรรมนัส'ประกาศสงคราม'ปลาหมอคางดำ'

เอาจริงเอาจัง!!! ‘ธรรมนัส’ประกาศสงคราม’ปลาหมอคางดำ’

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

“ธรรมนัส”ประกาศสงคราม”ปลาหมอคางดำ”อีกครั้ง สั่งฟันไม่เลี้ยงพวกของเถื่อน เดินหน้าปลดล็อกกฎหมาย IUU ช่วยชาวประมงทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมทั้งติดตามโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรและชาวประมงในพื้นที่ โดยมี นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม และ น.ส.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง ซึ่งตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว และก็เป็นรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรมในขณะนั้นที่ของบประมาณกลางจากรัฐบาลประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยพวกเราให้สามารถออกนอกระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม สําหรับพี่น้องชาวประมงที่ยังมีปัญหาติดข้อระเบียบ ตนกําลังจะแก้ให้

ส่วนการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า คนที่จุดประเด็นเรื่องนี้ก็คือตัวผมเอง เพราะมันทำให้พี่น้องชาวประมงเดือดร้อนมันขยายพันธุ์ไว และตายยาก เราก็หามาตรการจัดการอย่างต่อเนื่อง แม้จะจัดการได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราจะไม่ยอมแพ้ ต้องปราบให้ได้ ต้องทำให้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะใช้เวลากี่วันกี่ปี จากนี้เราจะนำปลาหมอคางดำมาหมักเป็นปุ๋ย เพราะให้ธาตุอาหารแก่พืช ทั้งไนโตรเจน แคลเซียม และโพแทสเซียม ช่วยให้ต้นไม้เติบโตดีขึ้น โดยพรุ่งนี้ตนจะมีการประชุมประธานสหกรณ์ทั่วประเทศไทยที่เมืองทองธานี เพื่อวางแนวทางลดต้นทุนการผลิต ทั้งพืชไร่ พืชสวน และสหกรณ์จะต้องเป็นแหล่งจําหน่าย ปัจจัยการผลิต และจัดหาช่องทางจำหน่าย รวมถึงส่งเสริมการเป็นตลาดและสถาบันรองรับสินค้าการเกษตรที่ผลิตจากชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาหมอคางดำ โดยในช่วงที่ตนหายไปหนึ่งปีการปราบปรามอาจจะไม่เข้มข้น อย่างที่เคยทํา แต่วันนี้กลับมาประกาศสงครามกับปลาหมอคางดำอย่างเอาจริงเอาจังอีกรอบหนึ่ง

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการปราบปรามสินค้าภาคการเกษตรผิดกฎหมายที่ลักลอบเข้ามาในประเทศสิ่งว่า เป็นนโยบายหลัก หากมีการลักลอบเข้ามา เราจับกุมทันที และเรามีเรือลาดตระเวนตลอดเวลา ดังนั้น อะไรที่มันผิดกฎหมาย อย่าทํา อย่าลักลอบเข้ามา มันเป็นการเอาเปรียบกัน

สำหรับ จังหวัดสมุทรสงครามมีผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอย่าง ลิ้นจี่ ส้มโอ และมะพร้าวอ่อน ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนสินค้าการเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อผลักดันการวิจัย ปรับปรุงคุณภาพ และขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสนใจสินค้าไทย เช่น ลิ้นจี่ ส้มโอ และเครื่องปรุงอาหารจากไทย ตนในฐานะที่กำกับดูแลหลายกระทรวง จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งเปิดตลาดใหม่ให้เกษตรกร โดยเราต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องเห็นผลในปีนี้

“ขอยืนยันกับพี่น้องชาวสมุทรสงครามว่า สิ่งที่ผมเคยให้นโยบายไว้จะเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด ตลอดช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของ ไอยูยู (IUU Fishing) ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชาวประมงไทย แลพดำเนินการแก้กฎหมายไปแล้ว 29 ฉบับ และตอนนี้ พ.ร.บ.หลัก ก็ผ่านกระบวนการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว และระหว่างรอประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ ผมได้มอบหมายให้เร่งจัดทำกฎหมายลูกรองรับ ให้พร้อมบังคับใช้โดยเร็ว” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดงาน’1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล’

'อธิบดีกรมการข้าว'เปิดงาน'1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดงาน’1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล’

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

อธิบดีกรมการข้าว เปิดงาน “1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล” เตรียมจับมือสมาคม/ภาคเอกชน ร่วมกันขยายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องชาวนา

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน “1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล” โดยมี นายนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นาเฮียใช้ จํากัด เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมทั้งผู้บริหารจากกรมการข้าว ประธานสมาคมต่างๆด้านข้าว รวมถึงตัวแทนจากภาคเอกชน ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเปิด ณ หอประชุมร่มโพธิ์ ร่มไทร ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายในพิธีเปิดว่า สถานการณ์ข้าวในปัจจุบันเป็นที่น่ากังวลและสร้างปัญหาให้แก่ชาวนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวนาปรังที่ตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง จนทำให้ชาวนาได้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพันธุ์ข้าวที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านการส่งออกข้าว โดยเฉพาะการให้ผลผลิตที่สูงและมีคุณภาพ ซึ่งทางกรมการข้าวไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับรองข้าวพันธุ์ใหม่ จำนวน 4 พันธุ์ไปเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา และมีจำนวน 2 พันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ชลประทาน คือ พันธุ์ กข113 ข้าวนุ่มที่ให้ผลผลิตสูง  และ กข119 ข้าวหอมไทย นุ่มและมีกลิ่นหอม

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ทางกรมการข้าวกำลังเร่งขยายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องชาวนาโดยเร็วที่สุด โดยจะร่วมมือกับภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ โดยเฉพาะสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยกรมการข้าวยินดีที่จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ตั้งต้นที่มีคุณภาพให้สมาคมนำไปขยายพันธุ์และกระจายให้ถึงชาวนาในทั่วทุกภูมิภาค

“ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะช่วยผลักดันให้สมาคมฯ มีความเข้มแข็งด้วยการให้ความรู้และร่วมมือในงานของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมระบบการผลิต และแก้ปัญหาในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพร้อมควบคุมคุณภาพในภาคเอกชนให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ พ.ร.บ.พันธุ์พืชกำหนด” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้นั่งรถเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) พร้อมทั้งได้ร่วมหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวระหว่างกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมศูนย์วิจัยข้าวนาเฮียไช้อีกด้วย

สำหรับศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) ถือเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ในด้านข้าวและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษไทยให้กับนักเรียน นักศึกษา ชาวนา รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างระบบผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน เป็นแหล่งเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพให้แก่ชาวนา โดยในปี 2568 นี้ ถือเป็นปีครบ 10 ปีการเปิดศูนย์เรียนรู้แห่งนี้อีกด้วย

– 006

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันเพิ่มอ่างฯแก้‘น้ำท่วม-แล้ง’

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันเพิ่มอ่างฯแก้‘น้ำท่วม-แล้ง’

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันเพิ่มอ่างฯแก้‘น้ำท่วม-แล้ง’

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.45 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันแผนเพิ่มโครงการอ่างเก็บน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง

11 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำกก จังหวัดเชียงราย โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ เขื่อนเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

สำหรับเขื่อนเชียงราย เดิมชื่อ ฝายเชียงราย ทำหน้าที่ยกระดับน้ำในแม่น้ำกกให้สูงขึ้น ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2536 โดยมีแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำสายสําคัญในภาคเหนือของประเทศไทย มีความยาว 285 กิโลเมตร และมีลําน้ำสาขาที่สําคัญ ได้แก่ นํ้าฝาง น้ำแม่กรณ์ น้ำแม่ลาว และน้ำสรวย ปัจจุบันโครงการเขื่อนเชียงราย อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการชลประทานเชียงราย สำนักงานชลประทานที่ 2 กรมชลประทาน มีปริมาณเก็บกักน้ำ 2.95 ล้านลูกบาศก์เมตร และให้ประโยชน์พื้นที่ชลประทานรวมกว่า 58,723 ไร่

รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทาน เร่งจัดทำแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักน้ำ รองรับการใช้น้ำในฤดูแล้ง และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขาในจังหวัดเชียงราย เพื่อให้คุณภาพน้ำกลับมาสู่เกณฑ์มาตรฐาน และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย

‘นายกฯอนุทิน’กำชับ‘กรมชลฯ’เร่งบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบปชช.

‘นายกฯอนุทิน’กำชับ‘กรมชลฯ’เร่งบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบปชช.

‘นายกฯอนุทิน’กำชับ‘กรมชลฯ’เร่งบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบปชช.

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

‘นายกฯอนุทิน’นำทีมติดตามพื้นที่ประสบอุทกภัย‘ลุ่มเจ้าพระยา’ สั่งปรับลดอัตราการระบายน้ำ ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

10 ตุลาคม 2568 ณ เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมี นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน  นายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 และผู้ที่แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย 

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ขณะนี้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝน แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน ควบคู่ไปกับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง รัฐบาลได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการอย่างเต็มที่ในการทำงานเชิงรุก และรายงานผลให้รัฐบาลทราบอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ ได้มอบข้อสั่งการสำคัญเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในช่วงเวลานี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม

พร้อมกำชับให้ กรมชลประทาน เร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยลดการระบายน้ำให้น้อยที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน และจัดสรรน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อกระจายและชะลอมวลน้ำ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งให้ประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลการคาดการณ์ฝนและการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ และรายงานผลการดำเนินงานให้รัฐบาลทราบอย่างใกล้ชิด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามคณะรองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร จ.ตาก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามคณะรองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร จ.ตาก

อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามคณะรองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร จ.ตาก

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยสัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ติดตามคณะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและมอบนโยบาย พร้อมมอบปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรกรตกต่ำ

ซึ่งในส่วนของกรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ โดยการแจกไข่ไก่ให้แก่พี่น้องเกษตรกรที่มาร่วมงานฯ และได้นำเสนอรถตู้ห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Lab) ในการตรวจวิเคราะห์สารเร่งเนื้อแดง   โดยมีผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปศุสัตว์เขต  ปศุสัตว์จังหวัด หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ตาก ปศุสัตว์อำเภอ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม ตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

กปศ.เดินหน้ายกระดับ ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง เลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

กปศ.เดินหน้ายกระดับ ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง เลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

กปศ.เดินหน้ายกระดับ ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง เลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

กรมปศุสัตว์ เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยอาหาร ‘ปศุสัตว์ OK’ มั่นใจปลอดสารเร่งเนื้อแดง ผู้บริโภคเลือกซื้อได้อย่างสบายใจ

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยในการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะการปราบปรามการใช้ ‘สารเร่งเนื้อแดง’

‘สารเร่งเนื้อแดง’ เป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (Beta-agonist) เช่น ซาลบูทามอล, เคลนบูเทอรอล, และแรคโตพามีน ซึ่งถูกนำไปผสมในอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมัน แม้จะเป็นสารต้องห้ามในประเทศไทย แต่ยังมีบางรายลักลอบใช้

กรมปศุสัตว์ชี้ว่า หากบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ และเบาหวาน โดยอาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ปวดศีรษะ, มือสั่น, กล้ามเนื้อกระตุก, หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ, และคลื่นไส้

โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ‘ประเทศปลอดสารเร่งเนื้อแดง’ โดยมีการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์, ฟาร์มเลี้ยงสัตว์, ไปจนถึงโรงฆ่าสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศและคู่ค้ากว่า 160 ประเทศทั่วโลก

สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ได้แนะนำให้สังเกต สัญลักษณ์ ‘ปศุสัตว์ OK’ ซึ่งเป็นโครงการรับรองสถานที่จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน และสินค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมายได้

ปัจจุบันมีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการกว่า 8,400 แห่งทั่วประเทศ โดยมีสินค้าที่อยู่ในขอบข่ายรับรองทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อหมู , เนื้อไก่ , เนื้อเป็ด , เนื้อโค , ไข่ไก่สด , ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด

ดังนั้น ทุกครั้งที่เลือกซื้อเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อย่าลืมมองหาสัญลักษณ์ ‘ปศุสัตว์ OK’ เพื่อความมั่นใจว่าอาหารที่รับประทานปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ///-026

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

‘ปลาหมอคางดำ’กำจัดไม่หมด ก็ใช้ประโยชน์มันซะ

ในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ “ปลาหมอคางดำ” โผล่ขึ้นมาในหน้าข่าวและโลกออนไลน์ราวกับเป็นภัยพิบัติชนิดใหม่ หลายคนหวั่นเกรงว่ามันจะกลืนกินระบบนิเวศของไทย ซึ่งถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกและจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เป็นบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของมนุษย์ กับสิ่งที่เรียกว่า “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น  

รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงที่มาของการนำเข้าปลาต่างถิ่นว่าในเชิงวิชาการมีวิธีเข้ามาได้ 2 รูปแบบ  ได้แก่

+ การเข้ามาอย่างจงใจ ซึ่งมีทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย 

กรณีที่ถูกกฎหมาย เช่น การขออนุญาตนำเข้าเพื่อทำการเพาะเลี้ยง เพื่อเป็นปลาสวยงาม กรณีนี้ง่ายต่อการควบคุม มีที่มาที่ไปชัดเจน ตลอดจนมีมาตรการกำจัดกำกับไว้เรียบร้อย

กรณีที่ผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบนำเข้า ซึ่งเห็นทั่วไปตามตลาดปลา กรณีนี้ไม่ใช่แค่ที่ไทยแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นการนำเข้าที่ ไม่สามารถหาได้เลยว่าเอาเข้ามาแล้วไปอยู่ที่ไหน ซึ่งกลุ่มนี้มีมากที่สุด

+ การเข้ามาอย่างไม่จงใจ เช่น ติดมากับใต้ท้องเรือ หรือ ติดมากับน้ำอับเฉาในเรือ

จากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีของ ดร.สุชนา เธอระบุว่า  “ไม่เคยมีประเทศไหนในโลกที่สามารถกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ระบาดแล้วให้หมดสิ้นได้” เนื่องจากเมื่อสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งหลุดรอดเข้ามาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มันก็จะเติบโต ขยายพันธุ์ และปรับตัวอย่างรวดเร็ว เกินกว่าจะจัดการให้หมดไปได้ นี่คือความจริงที่จำต้องยอมรับ

ประเทศไทยอยู่กับพืชและสัตว์ต่างถิ่นมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผักตบชวาที่เต็มแม่น้ำ เต่าญี่ปุ่นที่เคยฮิตเลี้ยงกัน หรือแม้แต่กุ้งขาวที่เพาะเลี้ยงและส่งออกจนกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่เข้ามาและหยั่งรากในสังคมไทยจนแทบไม่มีใครคิดถึงต้นกำเนิดของมันอีกต่อไป การตื่นตระหนกกับปลาหมอคางดำ จึงสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่เพิ่งตระหนักปัญหาที่อยู่มานานนับศตวรรษ เพียงเพราะวันนี้มีโซเชี่ยลมีเดียมาช่วยกระพือข่าว

ถ้ากำจัดไม่หมด แล้วทางออกอยู่ตรงไหน? หลายประเทศเลือกที่จะอยู่ร่วม และหาทางใช้ประโยชน์จากมันแทน เช่น สหรัฐฯ ที่เคยเผชิญกับปลาสิงโตจากไทย ก็ใช้วิธีควบคุมด้วยการส่งเสริมการจับ และบริโภคปลาสิงโต รวมถึงจัดแข่งขันตกปลา เรียกว่าใช้วัฒนธรรมการบริโภคมาเป็นเครื่องมือควบคุม และอาจเป็นแนวทางที่นำมาปรับใช้กับปลาหมอคางดำได้เช่นกัน

เพราะในท้ายที่สุด ปลาหมอคางดำ ก็เป็นปลาที่กินได้ เป็นโปรตีนที่จับต้องได้  หมายความว่า แม้จะมีปัญหาปลาหมอคางดำ ระบาดแต่ก็มีโอกาสซ่อนอยู่ด้วย ปลาหมอคางดำอาจถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ เป็นปุ๋ยชีวภาพ หรือกลายเป็นแหล่งโปรตีนราคาย่อมเยาที่ช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่ สิ่งที่สำคัญคือการปรับมุมมอง จากการมองมันเป็น “ศัตรู” ไปสู่การเห็นว่าเป็น “ทรัพยากร”

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่อาจแก้ได้เพียงการกินอย่างเดียว หากไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย รัฐจำเป็นต้องเข้มงวดกว่านี้ โดยเฉพาะกับการลักลอบนำเข้า กฎหมายไทยยังอ่อนแรงเมื่อเทียบกับประเทศที่เคร่งครัดอย่างออสเตรเลีย ที่แม้แต่ผู้โดยสารยังไม่สามารถนำผลไม้สดติดเข้าประเทศได้ ความเข้มแข็งของกฎเกณฑ์จึงเป็นปราการด่านแรกที่จะช่วยลดความเสี่ยง ไม่ให้ปัญหาบานปลายเหมือนทุกวันนี้

แต่ในจังหวะที่ปัญหาปลาหมอคางดำเกิดขึ้นแล้ว การจะกำจัดให้หมดอาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้น ควรถามตัวเองว่าจะอยู่กับมันอย่างไรโดยไม่ให้กระทบต่อระบบนิเวศเกินควร และในเวลาเดียวกันสามารถดึงประโยชน์กลับคืนมาได้อย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องร่วมกันหาคำตอบ เพราะสุดท้ายแล้วความจริงที่เลี่ยงไม่พ้นก็คือ “ไม่มีใครกำจัดเอเลี่ยนสปีชีส์ให้หมดได้” สิ่งที่ทำได้คือยอมรับมัน ปรับตัว และหันมาใช้ประโยชน์จากมันให้มากที่สุด บางทีการอยู่ร่วมอย่างชาญฉลาด อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าการทำสงครามที่ไม่รู้จบ

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์เกษตรกรพิจารณา4ประเด็นสำคัญ

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์เกษตรกรพิจารณา4ประเด็นสำคัญ

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์เกษตรกรพิจารณา4ประเด็นสำคัญ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 8/2568

วันนี้ (9 ต.ค.) นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตร์และสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 8/2568 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการพิจารณาประเด็นที่สำคัญ ดังนี้ 1.อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 2 โครงการ ได้แก่ โครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิต ระยะที่ 2 ของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และโครงการการเพิ่มศักยภาพโคเนื้อเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคขุนบ้านดอนยาง จังหวัดชุมพร

2.ขอปรับแผนการปฏิบัติงาน แผนการส่งเงินคืนและขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการ โครงการเลี้ยงโคเนื้อบ้านชอนพลู ของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคเนื้อแบบผสมผสานบ้านชอนพลู จังหวัดนครสวรรค์ 3.ขออนุมัติปรับโครงสร้างหนี้และแผนการจ่ายชำระหนี้โครงการแพะ-แกะล้านนาของกรมปศุสัตว์ และ 4.ขอความเห็นชอบให้ฟ้องร้องดำเนินคดีโครงการเลี้ยงแพะแบบยั่งยืน ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะภูพาน

015