‘ธรรมนัส’เคาะขยายเวลา 90 วันแก้หนี้เกษตรกร ย้ำใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า

'ธรรมนัส'เคาะขยายเวลา 90 วันแก้หนี้เกษตรกร ย้ำใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า

‘ธรรมนัส’เคาะขยายเวลา 90 วันแก้หนี้เกษตรกร ย้ำใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

‘ธรรมนัส’ เคาะ 90 วันต่อเวลาโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ลูกหนี้ 4 ธนาคารรัฐ กำชับการจัดสรรงบประมาณ “ต้องใช้อย่างคุ้มค่า สร้างประโยชน์จริง”

วันนี้ (9 ต.ค.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร ครั้งที่ 5/2568 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134-135)

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินพี่น้องเกษตรกร ซึ่งสิ้นสุดการดำเนินโครงการฯ ไปแล้ว เมื่อวันที่   5 กันยายน 2568 หลังมีการขยายเวลาการดำเนินงานโครงการฯ 150 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ซึ่งปัจจุบันยังมีพี่น้องเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายคงเหลือประมาณ 18,000 ราย ที่ยังไม่ได้ทำสัญญากับธนาคารของรัฐ 4 แห่ง รวมถึงมีกรอบวงเงินชดเชยคงเหลืออยู่ประมาณ 1,800 ล้านบาท ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลา การดำเนินโครงการฯ เพิ่มเติม 90 วัน นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรคงเหลือ โดยได้มอบหมายหน่อยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทบทวนและวางแผนแนวทางการดำเนินโครงการฯ ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

“ทุกการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ต้องมีการวางแผนและกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน บนพื้นฐานความสมเหตุสมผลและความเหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานอย่างคุ้มค่า และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างแท้จริง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาวาระสำคัญอื่น ๆ อาทิ 1.เห็นชอบรายชื่อเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่เป็นหนี้ NPA (เพิ่มเติม) จำนวน 11 ราย และอนุมัติซื้อทรัพย์ NPA ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555

2.เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยการดำเนินการเงินรับฝากรอสะสาง พ.ศ. .. 3.เห็นชอบให้คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรดำเนินการจัดการหนี้ตามอำนาจหน้าที่ให้กับเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้ไว้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ 4.เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

015

มกอช.ครบรอบ 23 ปี เปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

มกอช.ครบรอบ 23 ปี เปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

มกอช.ครบรอบ 23 ปี เปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

มกอช. ครบรอบ 23 ปี เน้นย้ำ “ความปลอดภัย-ความมั่นคง-ความยั่งยืน” พร้อมเปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย

9 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “23 years ACFS : From Farm to Future : Safety / Security / Sustainability-23 ปี มกอช. จากฟาร์มสู่อนาคต : มุ่งมั่นความปลอดภัย สร้างความมั่นคง สู่ความยั่งยืน” โดยมี พร้อมเปิดตัว ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและปกป้องเกษตรกรและผู้บริโภค

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล กล่าวว่า ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา มกอช. ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและยกระดับ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ บทบาทของ มกอช. ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การส่งเสริม การตรวจสอบ การรับรอง และการกำกับดูแล ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสินค้า

นอกจากความปลอดภัยแล้ว มกอช. ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร โดยเน้นย้ำว่าการผลิตอาหารของไทยต้องมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงขับเคลื่อนภาคเกษตรให้มุ่งสู่ ความยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ความสำเร็จตลอด 23 ปี สะท้อนผ่าน การยอมรับของต่างประเทศ ต่อสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ผ่านระบบการตรวจสอบรับรอง โดยมีคำกล่าวว่า “สินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรโลก” ซึ่งในปี 2567 ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.66 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสินค้าไทย

เลขาธิการ มกอช. กล่าวถึงภารกิจสำคัญในการ ปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าว่า เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เข้ามาบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกตกต่ำ ซึ่งเป็นการทำลายเกษตรกรโดยตรง มกอช. จึงได้จัดตั้ง “ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน” ขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ปลอดภัย โดยการดำเนินการนี้สอดคล้องกับนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าว และได้มีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ตั้งแต่ปี 2566 และมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ เช่น กรมศุลกากร, ตำรวจ, ทหาร, ฝ่ายปกครอง, ปปง. และอัยการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามและปกป้องคุ้มครองทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร

สำหรับเป้าหมายและภารกิจในปี 2569 มกอช. จะมุ่งเน้นการยกระดับ มาตรฐานสินค้าเกษตร อย่างเข้มข้น โดยจะเน้นหนักในการ สืบหาข่าว เฝ้าระวัง และเข้าตรวจค้นจับกุม โรงงานหรือส่วนที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หากสินค้าเหล่านี้หลุดรอดไปต่างประเทศจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับ การทำงานจะบูรณาการกับหน่วยเฉพาะกิจพญา นาคราช เพื่อเสริมปฏิบัติการในการหาพยานหลักฐาน การจัดทำสำนวนฟ้อง รวมถึงการขยายผลสืบสวนเส้นทางการเงิน เพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดในทุกมิติ ไม่จำกัดเฉพาะกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าหรือสินค้าผิดกฎหมายลดลงเหลือน้อยที่สุด ตามเจตนารมณ์ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

“ขอให้พี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภค มั่นใจในระบบตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรของไทย มกอช. ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการในและนอกกระทรวงเกษตรฯ ภาคเอกชน องค์กรเกษตรกร รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบรับรองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จึงขอให้เชื่อมั่นว่า สินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศไทย มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานระดับสากล” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

-(016)

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา แก้ปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

กรมปศุสัตว์ส่งด่วนหญ้าแห้ง 8 ตัน ช่วยโค-กระบือชายแดน จ.สระแก้ว เหตุเกษตรกรไม่สามารถปล่อยไปกินหญ้าในพื้นที่ไม่สงบได้ พร้อมจัดทำแผนส่งหญ้าแห้งสัปดาห์ละ 4 ตันให้โค-กระบือกว่า 300 ตัว วางแผนจัดหาพื้นที่ว่างเปล่าทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

กรมปศุสัตว์ส่งมอบหญ้าแห้ง 8 ตัน ให้แก่เกษตรกรบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วทันที หลังสำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ร่วมคณะของผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งทำให้เกษตรกรไม่สามารถปล่อยโค –กระบือออกไปเลี้ยงในพื้นที่ได้

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวมีเกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนพืชอาหารสัตว์จากผลกระทบสถานการณ์ชายแดน ทำให้โค–กระบือกว่า 330 ตัวได้รับผลกระทบโดยตรง กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้ความช่วยเหลือโดยจัดส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานจำนวน 8,000 กิโลกรัม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานไปแล้ว รวม 64 ตัน ครอบคลุมเกษตรกร 518 ราย โค–กระบือ 5,508 ตัว และล่าสุดได้มอบหญ้าแห้งจำนวน 8 ตัน (400 ฟ่อน) ให้เกษตรกรใน 3 หมู่บ้าน รวม 106 ราย โค–กระบือ 1,404 ตัว พร้อมจัดทำแผนส่งหญ้าแห้งเพิ่มเติมสัปดาห์ละ 4 ตัน (200 ฟ่อน) ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) สนับสนุนหญ้าแห้งและหญ้าสดอย่างต่อเนื่อง ระยะกลาง สร้างแปลงหญ้าสาธารณะในพื้นที่ร่วมกับชุมชน ระยะยั่งยืน จัดตั้ง “หมู่บ้านพืชอาหารสัตว์ชุมชนยั่งยืน” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในระยะยาว

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า จังหวัดสระแก้วได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้จัดหาพื้นที่ว่างเปล่าของชุมชนเพื่อจัดทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์ โดยมีสำนักพัฒนาอาหารสัตว์และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร่วมดำเนินการ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารสัตว์ใช้เอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก และสร้างระบบพึ่งพาตนเองในระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารสัตว์และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สามารถดำรงชีพได้อย่างยั่งยืน

นายสัตวแพทย์สมชวนกล่าวในตอนท้ายว่า “กรมปศุสัตว์พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และในระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงด้านปศุสัตว์ตามแนวทาง ‘เกษตรเข้มแข็ง เกษตรกรมั่นคง’ ของรัฐบาล”

-(016)

‘เอกภาพ พลซื่อ’เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

'เอกภาพ พลซื่อ'เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

‘เอกภาพ พลซื่อ’เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเอกรัฐ พลซื่อ ได้เป็นประธานมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ต.พลับพลา อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมงาน

ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง ทำให้น้ำจากลำน้ำชี เอ่อล้นผนังกั้นน้ำ ทำให้พื้นริมน้ำได้รับความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่ง ข้าวนาจมน้ำหลายร้อยไร่ และมีผลกระทบต่อปศุสัตว์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน ต.พลับพลาย ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีหญ้าให้วัวควายกิน วันนี้ นายเอกภาพ พลซื่อ จึงได้นำปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด นำหญ้าอาหาร พร้อมด้วย นายเดชา นาใจตอง ปลัดอาวุโสอำเภอโพนทอง ไปมอบให้ประชาชน วังยาว บ้านวังเจริญ และบ้านหนองแก่ง อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยม และติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดี เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่  นอกจากนี้ได้มีการประชุมขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.29 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

7 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมพบปะประชาชนและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกว่า 2,000 ชุด โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานสถานการณ์น้ำ

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำบริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7 (สะพานเสรีประชาธิปไตย) เมื่อเวลา 06.00 น. ระดับน้ำอยู่ที่ +113.45ม.รทก. มีปริมาณน้ำไหลอัตราประมาณ 3,124.00 ลบ.ม./วินาที ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 0.05 ม. ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤต

ส่วนสถานการณ์แม่น้ำโขงที่ อำเภอโขงเจียม ระดับน้ำอยู่ที่ +101.78 ม.รทก. ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1.12 ม. ยังคงระบายน้ำจากแม่น้ำมูลลงสู่แม่น้ำโขงได้ดี

ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ Hydro flow ขนาด 24 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง บริเวณหาดทรายแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร พร้อมทั้ง Standby เครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 60 เครื่อง บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูล (แก่งสะพือ) อำเภอพิบูลมังสาหาร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 และโครงการชลประทานในสังกัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักร – เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย และบุคลากร ในพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขัง ให้สามารถปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนเตรียมแผนเผชิญเหตุรับมือสถานการณ์น้ำหลาก เพื่อบรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

ที่ห้องประชุมเสือพ่นน้ำ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครสวรรค์ ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีการประชุมติดตามความก้าวหน้าการโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด พร้อมกับรับฟังแผนการบริหารจัดการพื้นที่ การเก็บข้อมูล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมคณะฯ ได้ลงพื้นที่บริเวณท่าน้ำบริการนักท่องเที่ยว อาคารศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด เพื่อรับฟังการบรรยายเรื่องสภาพภูมิประเทศแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด และเส้นทางปั่นจักรยาน ซึ่งแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ดมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสัญจรที่ยั่งยืน รวมไปถึงการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจในชุมชน โดยกําหนดให้มีทางจักรยาน (Bicycle Lane) ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม และจุดปรับปรุงภูมิทัศน์ สำหรับใช้เป็นจุดพักรถ สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ ตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งอํานวยความสะดวกต่อผู้ใช้งาน

ต่อมาได้ลงพื้นที่ไปยังประตูระบายน้ำปากคลองบึงบอระเพ็ด ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งโครงการชลประทานนครสวรรค์ และสำนักงานประมงจังหวัดนครสวรรค์ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาบึงบอระเพ็ดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในบึงบอระเพ็ด ( 6 ตุลาคม 2568) มีปริมาณน้ำประมาณ 562.77 ล้าน ลบ.ม.  หรือคิดเป็น 239% ของความจุฯ ( 234.77 ล้าน ลบ.ม.)

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.

วันนี้ (6 ตุลาคม 2568) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ (Project Director) ครั้งที่ 24 (11/2568) เพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานภายใต้ “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” พร้อมด้วยคณะทำงานบริหารโครงการ คณะขับเคลื่อนผลผลิตที่ 1-3 ผู้แทนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกองการเงินและบัญชี ชั้น 1 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Zoom meeting

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อทราบถึงภาพรวมของผลการดำเนินงานและความคืบหน้าของโครงการฯ ข้อสรุปจากการประชุมร่วมกับ Regional Technical Advisor (RTA) UNDP ติดตามความก้าวหน้าตามข้อสั่งการการประชุมคณะทำงานบริหารโครงการครั้งที่ 23 ที่ผ่านมา และเพื่อพิจารณาการจัดทำแผนปฏิบัติการเชื่อมโยง 3 ผลผลิต การปรับแผนการดำเนินงานงานจ้าง ESMF สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 13 แห่ง รวมถึงพิจารณาการขยายระยะเวลาโครงการฯเพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

– 006

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

เกษตรกรในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส มอง “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นปลาต่างถิ่นชนิดพันธุ์รุกรานในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็น “ทรัพยากที่มีมูลค่า” ของชุมชน โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนังมากกว่า 30 ราย ได้นำปลาหมอคางดำที่จับได้ใช้เป็นอาหารเลี้ยงปูขาว แทนการใช้ปลาทะเลสด ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจากการเลี้ยงปู พร้อมทั้ง สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่จับปลามาขายเกษตรกร เป็นอีกแนวทางที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ สะท้อนการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค”  เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนัง เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งเรียนรู้และทดลองเลี้ยงปูขาวในบ่อกุ้งเดิมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยได้ดำเนินการศึกษาและทดลองใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหารเลี้ยงปูขาวมานานกว่า 2 ปี

แนวทางนี้เกิดจากความต้องการแก้ปัญหา ต้นทุนการใช้ปลาทะเลสดเป็นอาหารปูขาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน “ปลาหมอคางดำ” กลับมีจำนวนมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงเป็นโอกาสในการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งช่วย ลดต้นทุนการผลิต และ หาแนวทางควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงปู ควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน ฟาร์มปูขาวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวที่มีสมาชิกกว่า 30 ราย เลี้ยงปูขาวครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ไร่  ต้องการใช้ปลาหมอคางดำรวมกันวันละไม่ต่ำกว่า 600-900 กิโลกรัม สามารถลดต้นทุนค่าอาหารจากเดิมที่ต้องซื้อปลาทะเลกิโลกรัมละ 14 บาท เหลือเพียง 10 บาทต่อกิโลกรัม จากการรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่จับปลามาขายให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

“การใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในธรรมชาติได้รวดเร็ว โดยกลุ่มเกษตรกรจะนำปลามาแช่แข็งก่อนบดละเอียดเพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ในบ่อเพาะเลี้ยง” นายณัฏฐชัย กล่าว พร้อมอธิบายว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) ซึ่งพบว่า การแช่ปลาหมอคางดำในอุณหภูมิ –20 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถทำลายไข่ปลาได้ทั้งหมด ป้องกันการแพร่พันธุ์ในระบบฟาร์ม หากไม่มีตู้แช่แข็ง สามารถใช้การแช่น้ำแข็งหรือแช่ในตู้เย็นนาน 3 วันแทนได้

วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยง “ปูขาว” ที่หัวไทรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ปลาหมอคางดำ” มีคุณค่า เป็น “โอกาสใหม่” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะ “ปูขาว” ที่เติบโตได้ดีเมื่อใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหาร ผลการทดลองพบว่า อัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 4 กิโลกรัมของปลาหมอคางดำต่อเนื้อปู 1 กิโลกรัม

การเปลี่ยนมุมมองจาก “ปัญหา” สู่ “โอกาส” พร้อมกับการวิจัยเชิงวิชาการและการจัดการปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ เป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ ที่ช่วยควบคุมปลาหมอคางดำและฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.59 น.

พลิกวิกฤตโควิดสู่โอกาส! ‘สองเพื่อนซี้’ ลาออกจากงานประจำ หันปลูกผักออร์แกนิก ขายกาแฟ เลี้ยงไก่อารมณ์ดี สร้างรายได้หลักพันต่อวัน

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความสำเร็จของสองเพื่อนซี้ น.ส.ณัฐวดี หรือเจน อายุ 42 ปี และ น.ส.มณิชญา หรือต้า อายุ 44 ปี ที่ร่วมกันสร้างอาชีพใหม่หลังวิกฤตโควิด-19 ภายใต้ชื่อ ‘บ้านเจนต้า’ ณ บ้านเจนต้า หมู่ที่ 5 ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

น.ส.มณิชญา หรือต้า เล่าว่า หลังทั้งคู่ต้องลาออกจากงานประจำในช่วงโควิดระบาด ประกอบกับไม่มั่นใจในพืชผักจากท้องตลาดที่อาจปนเปื้อนสารเคมี จึงตัดสินใจทดลองปลูกผักกินเอง โดยเริ่มจากแปลงผักสลัดเล็ก ๆ ในกล่องโฟม 3 กล่องข้างบ้าน

ต่อมาเมื่อเพื่อนบ้านมาขอแบ่งปัน จึงได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็นกว่า 300 กล่อง โดยใช้ระบบ ไฮโดรโปรนิกส์ ปลูกผักสลัดหลากหลายชนิด เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟินเล่ มินิคอด รวมทั้งปลูกผักไทยที่ใช้ทำกับข้าว เช่น กวางตุ้ง และคะน้าเห็ดหอม โดยมีราคาขายเริ่มต้นเพียงถุงละ 20-50 บาท หรือขายเป็นกิโลกรัมในราคายืนพื้นที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผักสลัดคละชนิด

น.ส.ณัฐวดี หรือเจน กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้ทางการเกษตรมาก่อน (คนหนึ่งจบการตลาด อีกคนจบรัฐศาสตร์) แต่ด้วยความรักในการปลูกและการกินผักสลัด จึงเริ่มต้นจากปลูกกินเองและศึกษาการทำปุ๋ยมูลไส้เดือนเพื่อลดการใช้สารเคมี ซึ่งทำให้ดีต่อสุขภาพของผู้ปลูกและผู้บริโภค

นอกจากแปลงผักแล้ว ที่บ้านเจนต้ายังมีการเลี้ยง ไก่ไข่อารมณ์ดี จำนวน 70 ตัว โดยให้ไก่กินอาหารสำเร็จรูปผสมกับแหนแดงที่เพาะขยายพันธุ์เอง ทำให้ได้ไข่ฟองใหญ่ สีแดงสด มีจำหน่ายเพียงวันละ 2 แผง (60-65 ฟอง) ในราคา 100-125 บาทต่อแผง ซึ่งมีชาวบ้านในชุมชนสั่งจองล่วงหน้าจนหมดเกลี้ยงทุกวัน

นอกจากนี้ ยังมีการปลูก ดอกดาวเรือง เพื่อใช้กลิ่นไล่แมลงในแปลงผัก และนำซากพืช มูลไก่ และมูลไส้เดือนมาทำปุ๋ยบำรุง โดยสามารถตัดดอกขายให้กับแม่ค้าในชุมชนได้หมดเกลี้ยงทุกวันพระ

รายได้จากการขายสินค้าทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ 300-500 บาทต่อวัน และช่วงพีคสุดสามารถทำได้ถึง 1,000 บาทต่อวัน ทำให้ทั้งสองคนเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกผักมากขึ้น โดยไม่คิดจะกลับไปเป็นลูกจ้างอีก ถือเป็นการ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างสวยงาม และสร้างอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘บ้านเจนต้า’ หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 061-9162471 และ 093-6958926 ///-026