‘นเรศ’ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย’แม่แจ่ม’ ดันโครงการเร่งด่วน’อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง’

'นเรศ'ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย'แม่แจ่ม' ดันโครงการเร่งด่วน'อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง'

‘นเรศ’ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย’แม่แจ่ม’ ดันโครงการเร่งด่วน’อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง’

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“นเรศ”เร่งแก้ปัญหาอุทกภัย”แม่แจ่ม”อย่างยั่งยืน ดันโครงการเร่งด่วน”อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง” พร้อมเร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าโครงการชลประทานสำคัญ ณ สะพานช่างเคิ้งสามัคคี บ้านกองกาน ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดชียงใหม่ โดยมี นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และ นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวรายงานสถานการณ์

จากนั้น เดินทางไปยังอาคารอเนกประสงค์ โรงแรมชฎาภรณ์ บ้านสันหนอง ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่มเพื่อพบปะเกษตรกร รับฟังปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่มและได้มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานให้กับเกษตรกรด้วย

โดย นายนเรศ กล่าวว่า พื้นที่อำเภอแม่แจ่มประสบอุทกภัยรุนแรงจากอิทธิพลพายุรากาชา ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ลำน้ำแม่แจ่มเอ่อล้น ท่วมพื้นที่เกษตรกว่า 3,000 ไร่ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนนสายหลัก และพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ โดยเฉพาะข้าวและพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยังเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเกษตรกรอย่างกว้างขวาง จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานบูรณาการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานในพื้นที่ เร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เกษตรเร่งด่วน

“ปัญหาการจัดการน้ำในอำเภอแม่แจ่มต้องวางมาตรการแก้ไขอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จึงมอบหมายให้กรมชลประทานและกรมพัฒนาที่ดินร่วมกันเร่งดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ศึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาลำน้ำแม่แจ่ม และโครงการฝายผาแดง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ รวมถึงโครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด” นายนเรศ กล่าว

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ศึก ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม มีความจุ 5.62 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,230 ไร่ ส่วนโครงการฝายผาแดง ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 2,121 ไร่ เกษตรกรกว่า 3,281 ครัวเรือน จะได้รับน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคโดยตรง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้งและชะลอน้ำหลากในฤดูฝนและเร่งฟื้นฟูพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินขับเคลื่อนโครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยหลังน้ำลด ในลุ่มน้ำอำเภอแม่แจ่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงบูรณาการ ทั้งกิจกรรม ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขุดลอกคลอง และเสริมสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสมด้วย

– 006

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.09 น.

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

4 ตุลาคม 2568 นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ , กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภูมิภาค ทำกิจกรรมจำหน่ายเนื้อหมูปลอดสารเร่งเนื้อแดงราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท เพื่อระบายสุกรส่วนเกินออกให้กับผู้เลี้ยงและเพื่อตอบผู้บริโภคของดีราคาถูก

นายปรีชา กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้น 3 จังหวัด คือ จ.นครศรีธรรมราช , ตรัง และสงขลา จำนวนสินค้า 1,300 กิโลกรัม (กก.) โดยเฉพาะที่ จ.ตรัง 418 กก. เวลาเพียง 10 นาทีขายหมด และจากการสอบถามบรรดาผู้บริโภคที่มาซื้อต่างให้การตอบรับและพูดตรงกันจะให้มีการจัดต่อไป

นายปรีชา กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมเนื้อหมูราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท ยังมีเป้าหมายจัดต่อไป ให้ได้ 100,000 กก. ประมาณ 2,500 ตัว แต่จะเปิดตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคที่กำลังซื้ออ่อนตัวจะได้บริโภคในราคาที่ไม่สูง

“กิจกรรมราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท โดยปกติหมูต้องราคา 100 บาท ต่อ กก.ที่ผู้เลี้ยงจะอยู่ได้ ในกิจกรรมนี้ผู้เลี้ยงต้องสละและขาดทุน 50 บาท ต่อ กก. แต่เพื่อระบายสุกรที่เป็นส่วนเกิน และสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าราคาถูกยามภาวะที่ไม่มีกำลังซื้อ และต้องยอมรับว่าตอนนี้กำลังซื้อไม่มี หมูต้องราคาดิ่งลงมาจาก 80 บาท ต่อ กก. มาอยู่ที่ 50 บาท ต่อกก. ขณะที่ราคาประกาศสมาคมอยู่ที่ 64 บาท ต่อ กก.” นายปรีชา กล่าว

นายปรีชา กล่าวว่า การเลี้ยงสุกรมีความเป็นไปอย่างยากลำบากสำหรับขนาดเล็กขนาดย่อยและขนาดกลาง จากที่ผ่านมรสุมทั้งเรื่องโรคระบาด หมูเถื่อนต่างประเทศที่เข้ามาในตลาดที่ราคาต่ำ และต้องยุติไปแล้วเป็นจำนวนมากสำหรับรายย่อยรายเล็ก โดยการเลี้ยงหมูปัจจัยสำคัญอีกตัวคือต้นทุนการผลิตที่สูงทั้งราคาอาหาร ยา ส่งผลให้ราคาสุกรไม่นิ่ง แต่หากมีต้นทุนที่ต่ำ ผู้เลี้ยงก็จะไม่มีความเสี่ยง และผู้บริโภคก็จะมีกำลังซื้อ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.40 น.

ส.ป.ก. ร่วมติดตามคณะ รองนายกฯ และรมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ และมอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคอีสาน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบนโยบายและรับฟังปัญหาของเกษตรกร ณ โรงเรียนคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ

นอกจากนี้ ได้มีการมอบปัจจัยการผลิตต่าง ๆ อาทิ เสบียงอาหารสัตว์ ถุงยังชีพปศุสัตว์ เมล็ดพันธุ์ข้าว แก่เกษตกร ในการนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ (ส.ป.ก. ชัยภูมิ) ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 50 ราย 52 แปลง เนื้อที่ประมาณ 466 ไร่
 

‘ธรรมนัส’จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

'ธรรมนัส'จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

‘ธรรมนัส’จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“รมว.ธรรมนัส“ฝ่าพายุ ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก เพิ่มความจุกว่า 2 หมื่น เป็น 150,000 ลบ.ม.ใช้ประโยชน์ทันที ภายในปีนี้

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อตรวจราชการและติดตามสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงโครงการพัฒนาเกษตรกรรม และเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยมี นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม ,นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์  สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย,นายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ 

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่โรงเรียนคอนสวรรค์ อ.คอนสวรรค์ พร้อมกล่าวช่วงหนึ่งว่า ในวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่ชายแดน ที่จังหวัดสุรินทร์ เพราะฉะนั้นใน ครม.ชุดนี้ เราต้องมาฟังเสียงความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน นำกลับไปทำเป็นโจทย์ เพื่อเอาไปแก้ปัญหา เราจะไม่ทำงานในห้องแอร์แล้วนั่งเขียนโครงการ รัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 กระทรวงต่างเป็นผู้ที่มีความรู้ และมีใจให้ชาวบ้าน ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญในการทำงาน

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้ตรวจติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำ การขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก บ้านหนองแดง หมู่ที่ 5 และบ้านกุดจิก หมู่ที่ 8 ต.หนองข่า อ.เกษตรสมบูรณ์ พร้อมกล่าวว่า เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสภาพพื้นที่เป็นภูเขา น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลลงสองฝั่ง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บได้เต็มที่ อ่างเก็บน้ำมีความจุเพียง 20,000 ลูกบาศก์เมตร และไม่เพียงพอต่อการเก็บกักน้ำสำหรับภาคการเกษตรและอุปโภคบริโภคในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนจึงได้หารือร่วมกับผู้แทนจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ พบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ และมีบางส่วนอยู่ในเขต ส.ป.ก.สามารถดำเนินได้ ไม่กระทบพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า โดยจะต้องขยายพื้นที่กักเก็บจาก 5 ไร่ เป็น 30 ไร่ เพิ่มความจุเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่ที่จะได้รับประโยชน์

“อ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก ถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาวชัยภูมิ ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และผมพร้อมอนุมัติงบประมาณ 40 ล้านบาทสำหรับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ไม่ต้องรอให้ยืดเยื้อ เพราะคือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรและการดำรงชีพให้ชาวชัยภูมิระยะยาว“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และมอบโฉนดต้นยาง รวมถึงเมล็ดพันธุ์ข้าว 1,000 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์ 1,000 ถุง สัตว์เลี้ยง อาทิ สุกร-ไก่พันธุ์ และพันธุ์ปลา รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น ๆ แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีโครงการทำหมัน สุนัข – แมว ฟรี ไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ด้วย

‘ดร.เอกภาพ’เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

'ดร.เอกภาพ'เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ’เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นายนีโอ พลซื่อ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.เป็นประธานในพิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ จำนวน 159 ตัว ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบิตร ทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง โดยวิธีให้ยืมเพื่อการผลิต

ทั้งนี้ ในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้จัดพิธีมอบโค-กระบือ ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ในพื้นที่ อ.จังหาร รับมอบกระบือ จำนวน 6 ตัว ในพื้นที่ อ.เชียงขวัญ รับมอบกระบือ จำนวน 9 ตัว ในพื้นที่ อ.หนองพอก รับมอบโค จำนวน 39 ตัว และในพื้นที่ อ.โพนทอง รับมอบโค จำนวน 30 ตัว และกระบือ จำนวน 75 ตัว โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตร ด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์แทนปศุสัตว์เขต 4 พันจ่าโท คนึง พูลพิพิธ นายอำเภอโพนทอง และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมโครงการ ณ วัดอุทกวราราม ต.สระนกแก้ว อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด

โดย อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด มีเกษตรกรได้รับโคและกระบือ ดังนี้ ต.สระนกแก้ว รับมอบกระบือ 35 ตัว , ต.แวง รับมอบกระบือ 40 ตัว , ต.คำนาดี รับมอบวัว 30 ตัว และ ต.ท่าสีดา อ.หนองพอก เกษตรกรได้รับวัวตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ อีก 39 ตัว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

3 ตุลาคม 2568  นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียน และประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ โดยมีเกษตรจังหวัด (นางสาวกังสดาล ชาตกุล) พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีว่าที่ ร.ต.อาณัติ หุ่นหลา ผู้อำนวยการกองแผนงาน ร่วมลงพื้นที่ด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามแผนและความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการสำคัญต่างๆ ซึ่งกลุ่ม/ฝ่าย ได้รายงานผลการดำเนินงานที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าชื่นชม โดยเฉพาะการนำแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (อุทกภัย) รับมือ รู้ทัน ฟื้นฟู ตามหลักคิดและแนวทาง 453 มาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ รวมทั้งในเรื่องของ ASP (Agri Service Provider) ที่สามารถนำมาส่งเสริมให้เกิดการให้บริการในพื้นที่ได้  นอกจากนี้ ยังได้ให้แนวทางในการป้องกันการระบาดของโรค-แมลงศัตรูพืช ซึ่งจะต้องสอดคล้องกันระหว่างเป้าหมายการผลิตปัจจัยในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชกับการส่งเสริมผลิตพันธุ์พืชในพื้นที่

มีการเน้นย้ำให้เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ต้องรู้ทุกเรื่อง ทุกโครงการ เพื่อให้เกิดความรู้ เข้าใจ อย่างต่อเนื่องเมื่อมีการโยกย้ายหรือได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเจ้าหน้าที่เอง และเกษตรกรด้วย รวมทั้งให้ศึกษาข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ทั้งในเรื่องของภัยพิบัติ โรคระบาด ราคาสินค้าเกษตร โดยขอให้จังหวัดสนับสนุนข้อมูล และควรจะเรียนรู้จากปัญหา เป็นเพื่อนผู้ร่วมออกแบบให้กับเกษตรกรเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ อธิบดีฯ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนและให้แนวคิดในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีจากการเรียนรู้จากปัญหาในการทำนาอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยยกตัวอย่าง 11 เทคโนโลยีจากการส่งเสริมการทำนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของโครงการที่ GIZ ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ริเริ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มผลผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในที่สุด

-(016)

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

‘รมว.นฤมล’ นำ ศธ.เซ็น MOU ร่วมมือ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทย 

2 ต.ค.68 ที่อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีตลาดรองรับอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เฟอร์นิเจอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนของรัฐบาล
 

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

กระทรวงเกษตรฯ จับมือ 3 กระทรวง ลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในประเทศ เตรียมนำร่องใช้ยางเพื่องานชลประทาน เป็นอันดับแรก

วันนี้ (2 ต.ค.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรฯ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรฯ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.ศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วย การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ ระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และการยางแห่งประเทศไทย ที่ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ การสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและประชาชน ผ่านการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่างๆ 

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ยางพาราไทยนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เป็นรูปธรรม และมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่ประสานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศให้ได้มากที่สุดและต้องมีความยั่งยืน ทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านเกษตร การศึกษา กีฬา การท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงขยายการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทย

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังวางนโยบายขยายตลาดยางพาราไทย ไปยังเป้าหมายหลักในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างประเทศจีน ควบคู่ไปกับการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ ทั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานภายใต้ MOU จะมีการรับซื้อและเปลี่ยนยางรถยนต์ที่จะให้ใช้ยางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เท่านั้น โดยลำดับแรกจะเร่งออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ยางพาราจากของ กยท. เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

“ความร่วมมือ 4 กระทรวง ครั้งนี้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายาง ลดพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่พี่น้องชาวสวนยาง ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานยางพาราทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของไทยให้มีความยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังลงนาม MOU แล้ว การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมรับซื้อน้ำยางสดทันที เพื่อส่งไปยังโรงงานในกำกับใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมยางล้อ และใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตท่อ และทุ่นลอยน้ำเพื่อใช้ในงานระบบระบายน้ำชลประทาน ซึ่งจะเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางพาราในตลาดและทำให้ราคายางขยับสูงขึ้นได้อย่างแน่นอน ในส่วนความร่วมมือจากกระทรวง พม. เตรียมแผนนำยางไปใช้ผลิตเป็นไม้เท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ นำยางไปผลิตเป็นอุปกรณ์กีฬา และของชำร่วยสำหรับนักท่องเที่ยว ขณะที่กระทรวงศึกษาฯ เตรียมแผนนำไปผลิตเป็นหมอนยางพาราเพื่อใช้ในโรงเรียนประจำ รวมถึงผลิตเป็นอุปกรณ์ใช้ในการศึกษาอีกด้วย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายทันที โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการเครือข่ายงานวิจัย ทดสอบและวิเคราะห์คุณภาพ ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย กับกรมชลประทาน เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานวิจัย และบูรณาการงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งเน้นการศึกษาคุณสมบัติ วิเคราะห์ และพัฒนาวัสดุที่มีส่วนผสมของยางเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านชลประทาน

015

‘ธรรมนัส’ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

'ธรรมนัส'ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

‘ธรรมนัส’ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

“รมว.ธรรมนัส” พร้อมด้วย 2 รมช.เกษตรฯ จับมือเดินหน้านโยบายควิกวิน เร่งสางปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

วันนี้ (2 ต.ค). ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและมอบนโยบายการบริหารราชการแก่ข้าราชการและผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรฯ ร่วมในพิธี ทั้งนี้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้กล่าวต้อนรับ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายประจำ) ได้นำเสนอภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการมอบนโยบายดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางและนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายภาคเกษตรที่สำคัญ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจาก ปริมาณ ไปสู่การสร้าง มูลค่า อาทิ การบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การยกระดับสู่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และส่งเสริมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น Food for the Future และ Bio-industry) การจัดการทรัพยากรน้ำและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (PM2.5) และการขยายโอกาสทางการตลาดด้วยการจัดตั้งทีมไทยแลนด์

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการทำงานสำคัญ คือ การยึดมั่นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พร้อมกำหนดเป้าหมายหลัก คือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ด้านการเกษตรและวิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub) การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การขับเคลื่อนด้านการผลิต (Supply-side) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ (Engine) และเป็นหัวใจของภาคการผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ โดยกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการของตลาด (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง) และกลุ่มสินค้าที่ยังผลิตได้น้อยกว่าความต้องการ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง) ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดจะได้รับการบริหารจัดการที่หลากหลายและแตกต่างกันตามมิติของผลิตภัณฑ์

2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (อาทิ พันธุ์ ดิน ปุ๋ย) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการผลิตแบบมีเงื่อนไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อจากนี้ไป คือความมุ่งมั่นที่จะดูแลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้อยู่ดีมีสุข มีรายได้ที่มั่นคง เพื่อเสริมสร้างให้ภาคเกษตรไทยแข็งแกร่ง มีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสานต่อนโยบายเดิมที่เคยได้เดินหน้าไว้ต่อเนื่องและมุ่งเน้น รวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้ 1.เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิ์ให้เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ระบบชลประทาน ถนน และไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

2.บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันจัดทำ แผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เน้นการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูการผลิตพร้อมเน้นย้ำให้รายงานอุปสรรคด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและผลักดันให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

3.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้าง ตราสินค้า (Brand) และ เรื่องราว (Story) ในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริม (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว

4.เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็น ผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร ของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร พร้อมจัดหา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลเพื่อให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดธุรกิจ รวมถึงกำหนดระบบการประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นต่อสมาชิกและสังคม

5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Green) ตามแนวทาง BCG / Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาซังข้าว/ตอซัง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น พร้อมผลักดันการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิต พลังงานทดแทน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมตาม Agri-Map และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ ให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที และเร่งสร้าง อาชีพทดแทน ให้แก่เกษตรกรในช่วงเกิดภัยพิบัติ

6.ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตาม สต็อกสินค้าเกษตร ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย

015

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล , นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา , นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ , นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมรับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต้อนรับ และมีผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมรับมอบนโยบายฯ โดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

พร้อมนี้ได้ประชุมผ่านระบบ Video conference เพื่อให้มีการรับฟังอย่างทั่วถึง นโยบายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยึดหลักการทำงาน คือ มุ่งมั่นจะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง และจะสานต่อนโยบายเดิม ได้แก่

– เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร

– ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง

– บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

– จัดการทรัพยากรทางการเกษตร

– ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

– การทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน

การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน คือ

– สร้างรายได้ โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

– สร้างตลาด โดยขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว

– สร้างโอกาส โดยยกระดับทักษะทั้ง Reskill และ Upskill ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานมุ่งขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างผลงานได้อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม ร่วมกันผลักดันและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป