กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว 'ปรับยุทธศาสตร์' สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

กรมการข้าว ‘ปรับยุทธศาสตร์’ สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.59 น.

กรมการข้าว”ปรับยุทธศาสตร์” สร้างอนาคตเกษตรไทย ลดโลกร้อน ขยายตลาดพรีเมียม

ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความยั่งยืนของห่วงโซ่อาหาร “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” กำลังกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของเกษตรกรไทย ข้าวไม่เพียงแต่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ยังเป็นสินค้าที่มีภาพลักษณ์เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน หากสามารถต่อยอดด้วยมาตรฐานการผลิตที่ลดคาร์บอน จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดโลก

กรมการข้าว เร่งผลักดัน ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แปลงต้นแบบ “การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่สำหรับผลิตข้าวแบบรักษ์โลก มีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวตั้งแต่การปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/V29Xzb_wJE0

– 006

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

'กรมการข้าว'ผลักดัน'นาเปียก-สลับแห้ง' หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

‘กรมการข้าว’ผลักดัน’นาเปียก-สลับแห้ง’ หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.56 น.

กรมการข้าวผลักดัน“นาเปียก-สลับแห้ง” หนทางแห่งอนาคต ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน

กรมการข้าว ผลักดันเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในการทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการน้ำในนา ควบคุมระดับน้ำให้มีช่วงน้ำขังและช่วงที่ดินแห้งสลับกัน เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของรากข้าวและลดการปล่อยก๊าซมีเทน

ทั้งนี้ กรมการข้าว ขอให้พี่-น้องเกษตรกรชาวนาไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน มาเรียนรู้กับแปลงต้นแบบ กับ นายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี

เชิญรับชมองค์ความรู้เพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/wMP5NIvkQnc

– 006

‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

'กรมการข้าว' ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

‘กรมการข้าว’ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

กรมการข้าว เดินหน้าผลักดันเกษตรกรไทยให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างมั่นคงยั่งยืน

พี่-น้องเกษตรกร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำนาเพื่อลดโลกร้อนได้ โดยการเปลี่ยนวิถีการทำนาแบบเดิม หันมาทำนาแบบ “เปียก-สลับแห้ง แกล้งข้าว” พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ ลดการเผาตอซัง ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นางอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ผลักดันเกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เชิญรับชมองค์ความรู้ เพิ่มเติม ลิ้งค์ : https://youtu.be/lLYStOYqEi8?si=5L49rYL29aW2ni-V

-(016)

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ข้าวที่ดี! ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.08 น.

ข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ กับ ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จ.ชัยภูมิ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ จัดทำโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพราะข้าวที่ดี ต้องเริ่มจากเมล็ดพันธุ์ที่ดีและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โครงการดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร

ศูนย์ข้าวชุมชนลำน้ำพรมข้าวผักปัง จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าร่วมเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการผลิตข้าวคุณภาพให้แก่เกษตรกรในชุมชน พร้อมส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการทำนา ผลที่ได้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภค โครงการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนในจังหวัดชัยภูมิ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/L5WKVSeu1vI

– 006

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

'ศมข.ชัยภูมิ'ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

‘ศมข.ชัยภูมิ’ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 09.04 น.

ศมข.ชัยภูมิ ยกระดับมาตรฐานข้าว มุ่งเน้นความปลอดภัย ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยภูมิ ดำเนินโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเน้นความปลอดภัยของผู้บริโภคและความยั่งยืนทางการเกษตรเป็นหลักสำคัญ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการทำนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศูนย์ข้าวชุมชนทำนาประณีตข้าวอินทรีย์ศรีสำราญ ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนา พร้อมทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรรายอื่น ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ สร้างโอกาสในการแข่งขันด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/PwGGaSGBsSM

– 006

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

'กรมการข้าว'ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

‘กรมการข้าว’ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.20 น.

“กรมการข้าว”ลงนาม MOU ภาคเอกชน ร่วมพัฒนาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชและสารย่อยสลายตอซัง หวังลดภาวะโลกร้อน เพิ่มผลิต เพิ่มรายได้ให้ชาวนา

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายคริสเตียน ดูกัล รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง กรมการข้าว และบริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด โดยมี นายสมหมาย เลิศนา รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว นางสาวอมรรัตน์ อินทร์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นายเตชิต ทิวาเรืองรอง ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด และนางสาวณชญาภา วุฒิภัทรโสภณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับ บริษัท รอยัล เอิร์ท เทคโนโลยี จำกัด ในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความร่วมมือวิจัยและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับย่อยสลายเศษข้าววัชพืช ตอซังและฟางข้าว และเศษพืชอื่นๆ ในระยะเวลาสั้น เพื่อลดการเผา ลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปัญหาข้าววัชพืชอันเป็นปัญหาหลักของการทำนา และช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน โดยไม่ต้องใช้สารเคมีอันตราย ช่วยแก้ปัญหาของชาวนาไทย อีกทั้งเพื่อเป็นแนวทางพัฒนา ทดสอบใช้ในพื้นที่นาข้าว เพื่อเป็นทางเลือกให้กับชาวนาต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การย่อยเศษซากข้าววัชพืช จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาหลักของชาวนาไทยที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากวัชพืชข้าวที่ขึ้นแทนข้าวดีจะทำให้การปลูกข้าวได้ผลผลิตที่ลดลง ทำให้ชาวนามีรายได้ที่ไม่เพียงพอ ชาวนาในปัจจุบันทะยอยเลิกทำนาข้าว ส่งผลให้ปริมาณนาข้าวในประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี

ในขณะที่การย่อยฟางและเศษวัสดุทางการเกษตรในนาข้าว จะช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นความท้าทายสำคัญระดับชาติที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตรที่เกษตรกรนิยมเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อการเตรียมพื้นที่ปลูก เช่น ตอซังและฟางข้าว เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การเผาทำลายเศษวัสดุทางการเกษตรไม่เพียงแต่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ยังสร้างผลกระทบต่อคุณภาพดิน ทำให้ดินขาดแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช ทำให้ชาวนาต้องพึ่งพาสารเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและก่อปัญหาต่อชั้นบรรยากาศ

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็นปธ.เปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.00 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาผลสำเร็จโครงการส่งเสริมการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการประชุมวิชาการการปรับตัวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วย Climate Smart Agriculture ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 3 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมเวทีเสวนา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ พร้อมด้วย Dr.Nana Kuenkel ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการด้านการเกษตรและอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) คุณขจีพรรณ บุญศิริ ผู้จัดการการจัดการสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน บริษัท Mars Petcare (ผู้แทนภาคเอกชน) และคุณกิตติ มั่นกตัญญู เจ้าของสวนทุเรียนลุงสมพงษ์ (ผู้แทนเกษตรกร) โดยมี ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย ผู้อำนวยการโครงการข้าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมันประจำประเทศไทย (GIZ) เป็นผู้ดำเนินรายการ

– 006

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.08 น.

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา หนุนเกษตรกรปลูกทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

ดร.สุมิตรา วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านบริหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการปลูกทุเรียนแบบปลอดภัย ณ สวนสมชาย สวนเกษตรปลอดสารพิษ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งดำเนินการโดยนายสมชาย จันทะสระ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านป่ากล้วย เกษตรกรต้นแบบด้านการปลูกทุเรียนต้นแบบตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) และเป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน 

สวนสมชายทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกทุเรียนร่วมกับยางพารา กาแฟ หญ้าอาหารสัตว์ ผักยกแคร่ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์และแปลงวนเกษตร โดยมีนายนรา สุขไชย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 นายวีระพจน์ เรืองมี ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมลงพื้นที่และรายงานข้อมูลเพิ่มเติม

ในแปลงมีการจัดการแบบเกษตรยั่งยืน โดยปลูกทุเรียนร่วมกับพืชอื่น ๆ ได้แก่ ยางพารา กาแฟ และทองหลางน้ำ สร้างระบบรากลอย หรือ  Reborn roots นำเศษใบทุเรียนและใบไม้ในสวนมาคลุมใต้ทรงพุ่ม เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ท้องถิ่น ซึ่งช่วยป้องกันและรักษาโรคไฟทอปธอรา (Phytophthora) และฟิวซาเรียม (Fusarium) พร้อมทั้งมีการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 น้ำหมักชีวภาพ พด.2 และการใช้ พด.3 และ พด.14 สำหรับแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

จากการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ กับสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ทำให้คุณภาพดินในแปลงมีความร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืชลดลง เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการดินและปุ๋ยที่เหมาะสม ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความรู้และแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ พด. ให้แก่สมาชิกเครือข่ายนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ส่งผลให้ผลผลิตในแปลงดีขึ้น ลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพดี ปลอดภัย ปลอดสารพิษ สามารถจำหน่ายในตลาดอินทรีย์ ตลาดเกษตรของโรงพยาบาล และตลาดเกษตร ม.อ. สร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘หนองฟ้า’ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

'หนองฟ้า'ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

‘หนองฟ้า’ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์

วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.48 น.

“หนองฟ้า”ทำหลายพื้นที่น้ำเพิ่มสูง ชป.เฝ้าระวังปรับแผนบริหารจัดการน้ำสอดคล้องสถานการณ์ พร้อมช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตลอดจนผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 – 17 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุม  เพื่อติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน (1 ก.ย.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ รวมกันทั้งสิ้น 53,401 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 23,105 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,651 ล้าน ลบ.ม. (75% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้รวมกันอีก 6,220 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากในระยะนี้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันหนองฟ้า ที่ส่งผลกระทบบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน  รวมไปถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำสะสม 8,147 ล้าน ลบ.ม. (86% ของความจุอ่างฯ) กรมชลประทาน ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม-น่าน ประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยที่ประชุมมีมติให้เขื่อนสิริกิติ์คงการระบายน้ำในเกณฑ์ 50 ล้าน ลบ.ม./วัน ไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน 68  เพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณฝนตกหนักบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างฯ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น  จึงได้ประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับลดการระบายน้ำลงเหลือในอัตรา 33 ล้าน ลบ.ม./วัน เพื่อลดภาระด้านท้ายน้ำ ทั้งนี้ จะร่วมกันพิจารณาปรับการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสัก ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุดิเปรสชันหนองฟ้า ส่งผลให้มีน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ไหลเข้าท่วมเขตชุมชน ในเทศบาลเมืองหล่มสัก กรมชลประทาน ได้ลดการระบายน้ำจากทางตอนบน พร้อมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาสมทบ รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือเข้าสูบระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่เมื่อระบายน้ำกลับเข้าสู่ตลิ่ง ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง คาดว่าหากไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มในพื้นที่ สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ในขณะนี้มีปริมาณน้ำจากทางตอนบนไหลลงมาสมทบ ประกอบกับมีฝนตกกระจายตัวในพื้นที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เมื่อเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,628 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทาน ได้ทำการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ตามศักยภาพของลำคลอง พร้อมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตรา 1,350 ลบ.ม./วินาที ภายในเวลา 13.00 น.ของวันนี้ เพื่อเพิ่มช่องว่างในการรองรับน้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มในช่วงสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ (1 – 7 ก.ย.68) ประเทศไทยยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก กทม.และปริมณฑล อิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่าน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังคงพัดปกคลุม ยังต้องเฝ้าระวังน้ำหลากจากฝนที่ยังตกสะสมกัน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง (พิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์) จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อท้ายเขื่อน ตามข้อสั่งการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568 อย่างเคร่งครัด รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบหมายเจ้าหน้าที่จัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที  ตลอดจนร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

'อธิบดีฝนหลวงฯ'สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

“อธิบดีฝนหลวงฯ”สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย พร้อมปรับแผนตั้งหน่วยปฏิบัติการฯเดือนกันยายน เพิ่มอากาศยาน ช่วยเหลือพื้นที่ให้ตรงความต้องการก่อนหมดฤดูฝน

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (28 สิงหาคม 2568) ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรเพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับทราบถึงเรื่องความต้องการน้ำสำหรับพื้นที่การเกษตร พบว่า บริเวณพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น อำเภอโพนทราย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปีนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น วางแผนปฏิบัติการให้ตรงพื้นที่เป้าหมาย และได้เน้นย้ำให้ระมัดระวังพื้นที่รอยต่อ พื้นที่คาบเกี่ยวที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรของประชาชน และในเช้าวันนี้ หน่วยฯ จังหวัดขอนแก่น ได้วางแผนปฏิบัติการฝนหลวงในเวลา 09.45 น. ใช้เครื่องบิน CASA จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ – อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม – อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด และในเวลา 10.15 น. ใช้เครื่องบิน CN จำนวน 1 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และบริเวณ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่การเกษตร จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนภูมิภาคอื่นๆ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน โดยในช่วงนี้บริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างยังคงให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ภาคกลางเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติการฯ ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนลำตะคองและหากสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขให้เร่งเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนลำตะคอง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 17.13% (ข้อมูล ณ 29 ส.ค. 68)  สำหรับภาคใต้ตอนบนให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขัน์ และเน้นเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน และบริเวณภาคใต้ ยังคงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน กรมฝนหลวงฯ ได้ปรับแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการน้ำ โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดขอนแก่น วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดกลาง CASA จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดลพบุรี วันที่ 1-15 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ AU-23 จำนวน 2 ลำ และ BT-67 จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 1-10 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 3 ลำ และหน่วยปฏิบัติการฯ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 2 ลำ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กรมฝนหลวงฯ จะปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการ จะระมัดระวังพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้วและพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

– 006