‘ธรรมนัส’นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

'ธรรมนัส'นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

‘ธรรมนัส’นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ สู่การยกระดับรายได้เกษตรกร และสร้างเสถียรภาพยางพาราไทยอย่างยืนยืน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ

โดยมีนายอามินทร์ มะยูโซะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายองอาจ ปานประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 4 กระทรวง เข้าร่วม ณ กรมชลประทาน เขตสามเสน กรุงเทพฯ โดยร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นกระทรวงที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งในระยะเวลาที่จำกัดในการบริหารราชการของรัฐบาล ที่ต้องมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ด้วยการนำยางพารามาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและเป็นรูปธรรมมีความต่อเนื่องโดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพาราลดการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและสร้างความมั่นคงด้านรายได้และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมกล่าวด้วยว่า นอกจากการส่งเสริมการใช้ยางล้อรถยนต์ที่ผลิตจากยางพาราไทยของหน่วยงานราชการที่ได้ลงนามร่วมกันแล้ว ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน ร่วมพัฒนางานวิจัยทางวิชาการเพื่อทดสอบ และวิเคราะห์คุณภาพคุณสมบัติวัสดุที่มีส่วนผสมของยางพาราเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านชลประทานในทันทีอีกด้วย 

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า  สำหรับในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดในการนำผลิตยางพาราไทยเข้ามาใช้ในการทำสื่อการเรียนการสอน หรืออุปกรณ์การกีฬาในโรงเรียน รวมไปถึงการศึกษาวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนทเพื่อพัฒนาอาชีพอีกด้วย

ด้านนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ยางพาราไทยจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย ได้เป็นอย่างดี

ด้านนายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวด้วยว่า
ในส่วนของกระทรวงฯ จะนำยางพาราเข้ามาเป็นอุปกรณ์การกีฬา ที่จะเป็นการพัฒนามาตรฐานอุปกรณ์การกีฬาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสามารถ รวมไปถึงการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่ทำจากยากพารา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพยางพาราของไทยทั้งในด้านราคาและปริมาณในตลาด เพิ่มโอกาสและรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางภายในประเทศผ่านการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
 

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

1 ตุลาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  และนายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข) ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหารือแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย

1 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้แทนจากสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สหกรณ์การเกษตรผู้เลี้ยงไก่ไข่สุพรรณบุรี จำกัด สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบหารือเพื่อวางแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย และร่วมแสดงความยินดีกับ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ชั้น 2 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ 

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลา ‘ราคาพุ่ง’ เรืออวนปูสร้างรายได้งาม

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลา 'ราคาพุ่ง' เรืออวนปูสร้างรายได้งาม

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลา ‘ราคาพุ่ง’ เรืออวนปูสร้างรายได้งาม

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

ชาวประมงเก้าเส้งยิ้ม! ปูม้าชายฝั่งสงขลาชุกชุม ราคาพุ่งถึง 350 บาทต่อ กก. เรืออวนปูทำรายได้งามเป็นกอบเป็นกำ

วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการทำประมงของชาวประมงพื้นบ้านชุมชนเก้าเส้ง อ.เมือง จ.สงขลา โดยเฉพาะเรือที่ออกไปทำการประมงจับสัตว์น้ำด้วยเรืออวนปูม้า ซึ่งชาวประมงได้นำเรือออกไปเก็บอวนปูที่วางทิ้งไว้ห่างจากฝั่งประมาณ 7 – 8 กิโลเมตร ตั้งแต่เวลา 03.00 น. และกลับเข้าฝั่งในช่วงเช้า พบว่าเรือประมงพื้นบ้านแต่ละลำสามารถจับปูม้าได้ระหว่าง 5 – 10 กิโลกรัม

สาเหตุที่ชาวประมงทำรายได้เป็นกอบเป็นกำในวันนี้ เนื่องจากในช่วงนี้บริเวณทะเลชายฝั่งจังหวัดสงขลามี ปูม้าชุกชุมกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกทั้งราคาปูม้ายังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยขนาดใหญ่ ราคา 280 บาทต่อกิโลกรัม , ขนาดกลางและเล็ก ราคา 250 บาทต่อกิโลกรัม และปูม้ามีไข่ ราคาสูงถึง 300 – 350 บาทต่อกิโลกรัม

นายเส็น ชาวประมงอวนปู อายุ 50 ปี ในชุมชนบ้านเก้าเส้ง เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ปูม้าประมาณ 6 – 7 กิโลกรัม ทั้งตัวผู้และตัวเมีย โดยระบุว่าต้องวิ่งเรือออกไปจากฝั่งเกือบชั่วโมง เพื่อไปเก็บอวนที่วางไว้เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา และนำอวนชุดใหม่ไปวางทิ้งไว้แทน

นายเส็น ยังเล่าถึงความยากลำบากในการแกะปูม้าว่า การแกะปูม้าออกจากอวนบริเวณชายหาดนั้น ยากกว่าการแกะกุ้งและปลามาก อีกทั้งปูม้าจะต้องขายปูเป็นๆจึงจะได้ราคาดี ดังนั้นเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะต้องรีบนำไปใส่ถุงตาข่ายและ แช่น้ำในทะเล เพื่อรักษาความสดไม่ให้ปูตายก่อนนำไปจำหน่าย ///-026

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.13 น.

ชวนกิน‘หมูหัน’ เมนูหรู ควบคู่ช่วยเกษตรกร 

อ่านบทความของ ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่อง “โอกาสของรัฐบาลใหม่ ปกป้องเกษตรกรไทยจากแรงกดดันมาตรการภาษีทรัมป์” แล้วรับรู้ได้ทันทีถึงสถานการณ์อันยากลำบากของคนเลี้ยงหมูไทยที่ต้องเผชิญหลากหลายเหตุการณ์ประดังประเดเข้ามากระทบไม่เว้นแต่ละวัน ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ไม่เคยต้องพึ่งพาให้รัฐเข้ามาประกันราคาหรือประกันรายได้เหมือนเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ นับเป็นกลุ่มที่มีความพยายามพัฒนาตนเองที่จะยืนหยัดทำหน้าที่ผลิตอาหารให้ผู้บริโภคต่อไปอย่างมั่นคงด้วยลำแข้งของตน

หลายๆ ครั้งที่ราคาหมูตกต่ำเข้าเนื้อจนต้องร่วมตัวกันทุกภูมิภาคเพื่อแก้ปัญหา พอหมูแพงจากเหตุปัจจัยโรคระบาดก็เจอแรงกดดันจากผู้บริโภค  ต่อมาก็เจอขบวนการหมูเถื่อนลักลอบเข้ามาเล่นงานหมูไทยจนอ่วม ล่าสุด ยังเจอแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯที่ต้องการส่งหมูเข้ามาเบียดตลาดหมูไทย…แต่ละมื้อแต่ละเดย์หนักหนาสาหัสทั้งนั้น

ดร.สุวรรณา ระบุว่าสถานการณ์หมูในประเทศไทยปรับตัวลดลงรุนแรงมาก ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ราคาหน้าฟาร์มปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 หลังที่มีข่าวราคาเนื้อหมูแพงในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ประกาศรายงานข้อมูลราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ณ วันที่ 15 กันยายน 2568 เหลือ 52 – 64 บาท/กก. ราคาลูกสุกรขุนเล็ก 1,400 บวก สะท้อนอุปทานภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจนเกิดอุปทานส่วนเกิน สวนทางกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวอย่างมาก

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อพยุงราคาสุกรออกมาหลายมาตรการ และความที่ประเทศไทยผลิตหมูได้เพียงพอกับความต้องการบริโภค อุปทานและอุปสงค์เนื้อหมูภายในประเทศไม่แตกต่างกันมากนัก และการขึ้นลงของราคาก็เป็นไปตามกลไกตลาด ดังนั้น ดร.สุวรรณา จึงประเมินว่า การปรับตัวของราคาจะเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมภายในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน

สำหรับผู้เขียน มองว่าหนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจคือ โครงการ “หมูหัน” ที่จะนำหมูขนาด 4-7 กิโลกรัมไปทำเมนูหมูหัน เพื่อตัดวงจรลูกหมูเข้าขุนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1 แสนตัว ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความสมดุล และช่วยผลักดันเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรคนเลี้ยงหมูแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารหรู “หมูหัน” ในราคาที่จับต้องได้ เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เกิดประโยชน์ทั้งภาคผู้ผลิตและภาคประชาชน

ที่สำคัญยังได้รับความร่วมมือจากช่องทางการค้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคหรือภัตตาคารร้านอาหาร สามารถซื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยห้างค้าส่งแม็คโครและโลตัส ได้ร่วมเปิดตลาดค้าส่งหมูหันแก่ผู้ประกอบการ ถือเป็นการร่วมกันแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรไทย

เมื่อกลไกตลาดทำงาน ปริมาณหมูเข้าสู่ภาวะปกติ ตามมาตรการต่าง ๆ ที่คนเลี้ยงหมู โมเดิร์นเทรด ภาครัฐ และผู้บริโภค ต่างช่วยกันคนละไม้ละมือในการบริหารจัดการ ราคาหมูจะขยับเข้าสู่สมดุลเช่นกัน ภาคผู้ผลิตมีเรี่ยวแรงพอที่จะผลิตเนื้อหมูให้ผู้บริโภคมีโปรตีนคุณภาพดีบริโภคได้อย่างเพียงพอในราคาสมเหตุสมผล เรียกง่ายๆได้ว่า เมื่อถึงวันที่ตลาดกลับสู่สมดุล ผู้ผลิตอยู่ได้ ผู้บริโภคก็ไม่เดือดร้อน

#ลักขณา นิราวัลย์ นักวิชาการอิสระ

ร้อยเอ็ดแจกหญ้าพระราชทานแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว

ร้อยเอ็ดแจกหญ้าพระราชทานแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว

ร้อยเอ็ดแจกหญ้าพระราชทานแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว

วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.47 น.

30 กันยายน 2568 เวลา 10.30 น. ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายนีโอ พลซื่อ เป็นประทานในพิธีแจกหญ้าพระราชทานร่วมกับกรมปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด แก่ประชาชน บ้านปากปลาค้าว ตำบลดอนโอง ตำบลสะอาด อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำในลำน้ำชีล้นตลิ่งนาข้าว ได้รับความเสียหายประมาณ 3,000ไร่ ทำให้ไม่มีหญ้าเลี้ยงวัวควายเพราะทุ่งนาและทุ่งหญ้าถูกน้ำท่วมดังกล่าว

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่พิจิตร ติดตามสถานการณ์น้ำ-รับปัญหาพี่น้องเกษตรกร

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ติดตามคณะ'รมว.เกษตรฯ'ลงพื้นที่พิจิตร ติดตามสถานการณ์น้ำ-รับปัญหาพี่น้องเกษตรกร

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’รมว.เกษตรฯ’ลงพื้นที่พิจิตร ติดตามสถานการณ์น้ำ-รับปัญหาพี่น้องเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.40 น.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ ติดตามคุณะฯ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดพิจิตร กล่าวให้กำลังใจและรับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์ ดร. เทวัญ รัตนะ ปศุสัตว์เขต 6 นายสัตวแพทย์พิเชษฐ สุพิกุลพงศ์ ปศุสัตว์จังหวัดพิจิตร ปศุสัตว์อำเภอ เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้การต้อนรับ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร ต.สามง่าม อ.สามง่าม จ.พิจิตร

ในการนี้กรมปศุสัตว์ ได้มอบเสบียงอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 200 ฟ่อน ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย และได้มอบถุงยังชีพด้านปศุสัตว์แก่ตัวแทนเกษตรกร จำนวน 30 ราย พร้อมทั้งได้ทำการส่งเสริมและรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ แก่เกษตรกรผู้มาร่วมงานอีกด้วย

– 006

ARDA มอบรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย

ARDA มอบรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย

ARDA มอบรางวัลเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.41 น.

“ARDA”มอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผลงานวิจัยและบุคลากรผู้สร้างคุณูปการต่อเกษตรไทย ประจำปี 2568 เพื่อยกย่องความมุ่งมั่นและความสำเร็จในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมไทยสู่อนาคต ในงาน “ARDA AGRINEXT THAILAND 2025” ณ ฮอลล์ 5 อิมแพค เมืองทองธานี

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ในงาน “ARDA AGRINEXT THAILAND 2025” นอกจากมีการจัดแสดงผลงานวิจัย ที่เต็มไปด้วยสีสันและความสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการเกษตรของประเทศแล้ว ยังจัดให้มีพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผลงานวิจัยและบุคลากรผู้สร้างคุณูปการต่อเกษตรไทย ประจำปี 2568 เพื่อเป็นกำลังใจและยกย่องความมุ่งมั่นและความสำเร็จของนักวิจัยไทยด้วย จำนวน 5 รางวัล ได้แก่

1.รางวัลโครงการวิจัยดีเด่น ได้แก่ การวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อความยั่งยืนกรณีศึกษาลุ่มน้ำคลองสวนหมาก โดยมี รศ.ดร.สมชาย ดอนเจดีย์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ

2.รางวัลนักวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ได้แก่ รศ.ดร.น.สพ.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3.รางวัลนักเรียนทุน สวก.ที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประเภทนักวิชาการ ได้แก่ ดร.ประกอบกิจ ดังไธสง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว

4.รางวัลนักเรียนทุน สวก.ที่มีผลงานวิจัยด้านการเกษตรดีเด่น ประเภท Young Smart Farmer ได้แก่ นายธนกร นันติ

5.รางวัลผู้ประกอบการ สวก.ดีเด่น ที่นำผลงานวิจัยด้านการเกษตรไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ที่นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

พิธีมอบรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรตินักวิจัยและผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงการพัฒนาเกษตรไทยด้วยพลังแห่งงานวิจัยและนวัตกรรม ที่พร้อมนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และการเติบโตของเศรษฐกิจเกษตรไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘หมูหัน’ตัวช่วยพยุงราคาหมู ชวนผู้บริโภคกินหมูดี ช่วยเกษตรกรไปต่อได้

'หมูหัน'ตัวช่วยพยุงราคาหมู ชวนผู้บริโภคกินหมูดี ช่วยเกษตรกรไปต่อได้

‘หมูหัน’ตัวช่วยพยุงราคาหมู ชวนผู้บริโภคกินหมูดี ช่วยเกษตรกรไปต่อได้

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.23 น.

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ เปิดแผน “หมูหัน” 1 แสนตัว ลดปริมาณล้นตลาด พยุงราคาให้เกษตรกรอยู่รอด ขณะเดียวกันผู้บริโภคได้กินหมูคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกำลังเผชิญปัญหาราคาหมูตกต่ำ จากผลผลิตที่มากเกินความต้องการบริโภค ราคาหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มเหลือเพียง 52-64 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต สร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรทั่วประเทศ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงร่วมกับกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยการตัดวงจรทำ “หมูหัน” เพื่อลดจำนวนประชากรหมูส่วนเกินในระบบ ช่วยบรรเทาผลกระทบแก่เกษตรกร

“ช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี เป็นช่วง low season ที่การจัดงานต่างๆน้อยลง นักท่องเที่ยวลดลง และตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเข้าพรรษา และช่วงฤดูฝนก็มีอาหารธรรมชาติเป็นจำนวนมาก โดยปกติราคาหมูจะลดลงในช่วงนี้ ภาคผู้เลี้ยงจึงออกมาตรการนำหมู 4 – 7 กิโลกรัม ไปทำ “หมูหัน” ตั้งเป้าหมาย 100,000 ตัวทั่วประเทศ เพื่อตัดวงจรลูกหมูเข้าขุนทั่วประเทศ ทำให้เกิดความสมดุลและช่วยผลักดันเสถียรภาพราคาอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังเข้าถึง “หมูหัน” ในราคาจับต้องได้ เท่ากับได้กินหมูดีและยังช่วยเกษตรกรด้วย” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ห้างค้าส่งโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโครและโลตัส ได้ร่วมเปิดตลาดค้าส่งหมูหันแก่ผู้ประกอบการ ถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรไทย

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวอีกว่า หมูเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) ที่ราคาผันผวนทั่วโลก ราคาปรับขึ้นลงตามกลไกตลาด เกษตรกรมักเป็นผู้รับความเสี่ยง แม้พยายามไม่ให้กระทบผู้บริโภค แต่หลายเดือนที่ผ่านมาราคาลดลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้เลี้ยง โดยเฉพาะรายย่อย ขาดทุนจนต้องเลิกกิจการจำนวนมาก มาตรการ “หมูหัน” จึงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและต่อลมหายใจให้เกษตรกรทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ยกระดับรายได้เกษตรกร เกษตรฯ – เป๊ปซี่ฯ จับมือ MOU ส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตมันฝรั่งคุณภาพ

รายงานพิเศษ : ยกระดับรายได้เกษตรกร เกษตรฯ - เป๊ปซี่ฯ จับมือ MOU ส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตมันฝรั่งคุณภาพ

รายงานพิเศษ : ยกระดับรายได้เกษตรกร เกษตรฯ – เป๊ปซี่ฯ จับมือ MOU ส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตมันฝรั่งคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.29 น.

เมื่อเร็วๆนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ กับบริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพร้อมเป็นเครือข่ายการส่งเสริมการผลิตมันฝรั่งให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้บริโภค และภาคการเกษตรไทย ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามยกระดับศักยภาพการผลิตมันฝรั่งไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการพื้นที่และน้ำ การผลิตหัวพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนถึงการรับซื้อผลผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมมันฝรั่งมีมูลค่าตลาดปลายน้ำกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของระบบเกษตรพันธสัญญา ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องนำเข้ามันฝรั่งสดและหัวพันธุ์ตัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมกับ บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ MOU นี้ ภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันดำเนินงาน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยให้ทนต่อสภาพอากาศและโรค การกระจายหัวพันธุ์คุณภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารจัดการพื้นที่และน้ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยด การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร ผ่านเกษตรพันธสัญญา การรับซื้อผลผลิตอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและรายได้มั่นคงแก่เกษตรกร

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้มันฝรั่งไทยก้าวสู่ความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้ช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ บริหารจัดการต้นทุนการผลิต และส่งเสริมรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจครั้งนี้จะส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งที่ทำงานร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา ให้เกษตรกรสามารถปลูกมันฝรั่งได้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2571 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกฝ่ายได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นให้เกิดกลไกสนับสนุนทางด้านการเพาะปลูก และการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส และเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งต่อไป