‘มนัญญา’หนุนโครงการชุมชนคนทำบัญชี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684683

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร ส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคล ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ชุมชนคนทำบัญชี เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” ระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ บึงพระชนก ต.เกาะเทโพ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ว่าการคิกออฟโครงการนี้เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชีให้ขยายผลไปในทุกกลุ่มเป้าหมาย นับเป็นการวางรากฐานสำคัญและเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืน ตามนิยาม “ชุมชนอยู่ดีมีสุข” ด้วยการพัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพ และรายได้ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการนำระบบบัญชีไปวางรากฐาน สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ผ่านเครือข่ายครูบัญชีอาสา ซึ่งเป็นตัวแทนขับเคลื่อนการถ่ายทอดความรู้การจัดทำบัญชีให้เกษตรกรและเยาวชน รวมถึงประชาชนได้มีความรู้พื้นฐานในเรื่องบัญชี รับรู้สถานะทางการเงินของตนเอง สร้างวินัยทางการเงิน สามารถนำข้อมูลไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในครอบครัวและชุมชน เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการใช้จ่ายเงินได้ในอนาคต

ด้านนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม การจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน หรือบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ กลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ 70,000 คน มีการกำหนดหลักสูตรการอบรม สนับสนุนสมุดบัญชีและสื่อการสอน จัดครูบัญชีอาสา ถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดทำบัญชีตามหลักสูตรที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนด และติดตามประเมินผลการจัดทำบัญชี ในส่วนขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ10-30 คนต่อรุ่น/ชุมชน และสนับสนุนด้านงบประมาณการจัดอบรม

‘อลงกรณ์’ถกสภาฯชูทำเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684407

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นวิทยากรการสัมมนาและบรรยายในหัวข้อเรื่อง “การแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร โดยการเพิ่มมูลค่าด้านการผลิตการแปรรูป และการตลาด” ร่วมกับ นายวีระกร คำประกอบ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร และผู้เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ร่วมสัมมนา 200 คน จัดโดยคณะกรรมาธิการฯที่รัฐสภา มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะ และระดมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มมูลค่าด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อแก้ปัญหาราคาผลิตผลทางการเกษตร และยกระดับรายได้เกษตรกรให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

นายอลงกรณ์กล่าวว่า สินค้าเกษตรของไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก เช่น ราคาปุ๋ยเคมี น้ำมันเชื้อเพลิง และวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพงทำให้ต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรจึงต้องขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนที่เรียกว่า “คานงัด” เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของโลก

ทั้งนี้ ได้สร้างจุดเปลี่ยนแบบองค์รวมเป็นกลไกแก้ปัญหาและพัฒนาศักยภาพภาคเกษตรของไทยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ โดยมีตัวอย่างที่ดำเนินการ อาทิ 1.การสร้างหุ้นส่วนทาง
ยุทธศาสตร์ด้านเกษตร 2.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” 3.สร้างโอกาสตลาดใหม่และลดต้นทุนโลจิสติกส์ด้วยแนวทาง “เชื่อมไทย เชื่อมโลก”4.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ด้วยนโยบายเทคโนโลยีเกษตรและนโยบายคุณภาพและมาตรฐาน เป็นต้น

‘เฉลิมชัย’ดันสินค้าฮาลาล เพิ่มรายได้เกษตรกรพื้นที่ชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684409

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล ในระดับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา

สำหรับแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ในพื้นที่ชายแดนใต้นั้น มีเป้าหมายการขับเคลื่อนในด้านต่างๆ คือ 1.การเพิ่มศักยภาพการผลิตเพื่อการบริโภคภายในและการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารและบริการฮาลาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล) 2.ยกระดับสินค้าเกษตร อาหาร และบริการให้มีการรับรองตามมาตรฐานและฮาลาล 3.การเปิดตลาดใหม่สำหรับสินค้า อาหารและบริการฮาลาลจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน/ประเทศโลกมุสลิม/ประเทศที่มีมุสลิมร่วมอาศัยตามกรอบแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะพหุภาคี/ไตรภาคี/สหภาคี และ 4.สินค้าเกษตรและอาหารของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีภาพลักษณ์ความเป็นฮาลาลพร้อมกับอาหารรสชาติดีมีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ มี 3 กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน และมีนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพร้อมจะร่วมขับเคลื่อนการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ผ่านโครงการสำคัญตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ/เห็นชอบ เช่น โครงการเมืองปศุสัตว์ชายแดนภาคใต้โครงการเมืองปูทะเลโลก และเมืองแห่งผลไม้ เป็นต้น โดยผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ในพื้นที่ชายแดนใต้ พัฒนาโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดย รมช.มหาดไทย เป็นผู้แทนในการมาทำงานร่วมกับพื้นที่ใน
1 เดือนให้แล้วเสร็จ

อย่างไรก็ดี ตั้งใจจะให้ทุกจังหวัดของชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อการบริโภคในพื้นที่บริโภคภายในประเทศ และเป็น “ครัวฮาลาลของโลก” โดยเฉพาะการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปยังพี่น้องผู้นับถือศาสนาอิสลามกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ สามารถเจรจาการค้าและการลงทุนร่วมกับประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรและอื่นๆ ที่มีฐานวัตถุดิบจากพืชผลทางการเกษตรเข้าสู่ประเทศซาอุฯ มีการจัดตั้งหอการค้าไทยและซาอุฯ จึงเป็นโอกาสที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะคณะอนุกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลฯ จะเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ไทย-เวียดนามจับมือ ยกระดับให้ราคาข้าว ชงรมว.เกษตรฯ2ชาติ ขับเคลื่อนการค้าโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684406

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการหารือด้านข้าวกับนายเจิ่น แทงห์ นาม รมช.เกษตรและพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม และคณะผู้บริหารระดับสูง ว่ามีการยืนยันอย่างแข็งขันและมุ่งมั่นในการร่วมมือยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก

“การเจรจาครั้งนี้เป็นการเจรจารอบที่ 2 จากที่ฝ่ายไทยเสนอข้อริเริ่มให้ยกระดับราคาข้าวและรายงานให้ รมว.เกษตรฯ ทั้ง 2 ฝ่าย รับทราบ และเห็นด้วยในหลักการ จนนำมาสู่การเจรจาครั้งนี้ซึ่งนับเป็นความสำเร็จ และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวอันดับที่ 2 และ 3 ของโลก ร่วมกันยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก เป็นงานที่ยากและยังมีภารกิจที่ท้าทายรออยู่เบื้องหน้า ส่วนจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ แต่ได้เริ่มเดินก้าวแรกร่วมกันแล้วในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร”นายอลงกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะนำเสนอผลสรุปของการประชุมเสนอต่อ รมว.เกษตรฯ ของ 2 ประเทศ เพื่อตั้งกลไกขับเคลื่อนร่วมกันในรูปของคณะทำงานเฉพาะกิจ และแจ้งสมาคมชาวนา สมาคมผู้ค้าข้าว สถาบันอาหารและสมาคมผู้ส่งออกข้าว ได้ทราบถึงแนวทางความร่วมมือดังกล่าว รวมทั้งจะเจรจาความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ทั้งสองฝ่าย ยังเห็นตรงกันที่จะเพิ่มการค้าสินค้าเกษตรให้มากขึ้นและสมดุลมากขึ้น

‘เฉลิมชัย’สั่งเปิด‘จุดอพยพ’ช่วยปชช.เดือดร้อนฝนถล่ม-ท่วมหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684278

‘เฉลิมชัย’สั่งเปิด‘จุดอพยพ’ช่วยปชช.เดือดร้อนฝนถล่ม-ท่วมหนัก

‘เฉลิมชัย’สั่งเปิด‘จุดอพยพ’ช่วยปชช.เดือดร้อนฝนถล่ม-ท่วมหนัก

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.48 น.

‘เฉลิมชัย’ สั่งเปิดพื้นที่ของหน่วยงานในสังกัดรองรับการ ‘อพยพ’ ของประชาชน บรรเทาความเดือดร้อนหลังฝนตกหนัก-น้ำท่วมในหลายพื้นที่ สั่ง ‘กรมชลประทาน’ บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์

4 ตุลาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ประเทศลาวตอนบน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง และพายุดีเปรสชัน “โนรู” ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ประกอบกับฝนที่ตกสะสมตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่

ล่าสุดได้สั่งการกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลอ่าวไทย โดยให้โครงการชลประทานในพื้นที่รับช่วงต่อการระบายน้ำให้สอดคล้องกัน ให้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนเป็นหลัก และเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมในการเปิดพื้นที่เป็นสถานที่รองรับการอพยพของประชาชน พร้อมเข้าช่วยเหลือในการอพยพ หรือขนย้ายสิ่งของด้วย

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตร ควบคู่ไปกับการให้ช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ โดยให้เตรียมความพร้อมในส่วนของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ไว้คอยช่วยเหลือ โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวด้วย พร้อมเตรียมแผนทั้งระยะสั้น/ระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหา และเร่งเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทันทีหลังจากที่น้ำลดลงทันที

อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สรุปผลกระทบด้านการเกษตร (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ต.ค. 65) ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 49 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ น่าน ตาก แพร่ พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ เลย มหาสารคาม บุรีรัมย์ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ยโสธร หนองคาย หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ กรุงเทพมหานคร ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ตราด ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี สิงห์บุรี และจังหวัดภูเก็ต

เกษตรกรได้รับผลกระทบ 294,412 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 2,196,131 ไร่ แบ่งเป็น 
ข้าว 1,502,070 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 671,851 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 22,210 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 29,064 ราย พื้นที่ 246,697 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 207,134 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 38,454 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และอื่น ๆ 1,109 ไร่ คิดเป็นเงิน 341.42 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 385 ราย พื้นที่ 2,231 ไร่ วงเงิน 3.54 ล้านบาท

ด้านประมง ได้รับผลกระทบ 30 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน ตาก พะเยา ลำปาง ลำพูน พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุทัยธานีกาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี กรุงเทพมหานคร ตราด ระยอง ปราจีนบุรี นครนายก สระบุรี สระแก้ว สุพรรณบุรี อ่างทอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกษตรกรได้รับผลกระทบ10,562 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 11,736 ไร่ แบ่งเป็น บ่อปลา 11,577 ไร่ บ่อกุ้ง 159 ไร่ กระชัง 1,166 ตรม. สำรวจพบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 477 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหาย 441 ไร่กระชัง 11ตร.ม.คิดเป็นเงิน 2.55 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 156 ราย พื้นที่264 ไร่ วงเงิน 1.52 ล้านบาท

ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 9จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ยโสธร อุบลราชธานี ระยอง จันทบุรี และปราจีนบุรี เกษตรกร 3,952 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 786,259 ตัว แบ่งเป็น โค 9,491ตัว กระบือ 3,217ตัว สุกร 5,987 ตัว แพะ/แกะ 1,3

วันเดียวกัน นายเฉลิมชัย เปิดเผยภายหลังพิธีปล่อยขบวนรถหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยจากพายุโนรูทั่วประเทศ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ ถนนติวานนท์ ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีการวางแผนและเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ จนสามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่มีอยู่กว่า 3 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งสามารถลดทอนความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างมาก จนทำให้กรมปศุสัตว์ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินงาน “หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น และเป็นเกียรติภูมิอันสูงยิ่งของพี่น้องชาวกรมปศุสัตว์ จากการติดตามงานทางช่องทางต่าง ๆ ทำให้ทราบว่า เจ้าหน้าที่ทุกส่วนงานของกรมปศุสัตว์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีความตั้งใจ และทุ่มเทในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวอย่างเต็มกำลังเป็นที่ประจักษ์ และสร้างความพึงพอใจแก่พี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ จากการที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุ “โนรู” จนส่งผลให้เกิดอุทกภัยเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรในหลายพื้นที่ จนทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ขาดแคลนอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง บางพื้นที่มีการอพยพสัตว์เลี้ยงไปบนพื้นที่สูงที่มีความปลอดภัย มีสัตว์เจ็บป่วยที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งในเบื้องต้น กรมปศุสัตว์ได้ระดมสรรพกำลังออกไปให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ทั้งด้านการอพยพสัตว์ เสบียงสัตว์ ตลอดจนการรักษาพยาบาลสัตว์ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและลดความเสียหายให้กับเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่กรมปศุสัตว์ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ด้วย “หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา โดยกรมปศุสัตว์ได้มีการเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ ในปี 2566 ได้แก่ ด้านการบริหาร โดยการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.)” ซึ่งมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ส่วนด้านเสบียงสัตว์สำรอง เพื่อความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ  รวมทั้งสิ้น 5,366 ตัน พร้อมทั้งจัดถุงยังชีพสำหรับสัตว์ จำนวน 3,000 ถุง สำรองยานพาหนะ 118 คัน จัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ 161 ทีม จุดอพยพสัตว์ 1,919 จุด และเวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์ประจำ 9 เขต

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ลงพื้นที่เร่งสำรวจจังหวัดที่ได้รับผลกระทบด้านปศุสัตว์ พบว่า มีจำนวน 10 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าว ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปแล้ว 7 จังหวัด คือ ศรีสะเกษ ยโสธร นครราชสีมา สิงห์บุรี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และอุบลราชธานี และยังเหลืออีก 3 จังหวัดที่จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป ได้แก่ พิษณุโลก เชียงใหม่ และร้อยเอ็ด โดย 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จำนวน 17,632 ราย สัตว์เลี้ยงจำนวน 549,668 ตัว ได้แก่ โค 42,721 ตัว กระบือ 12,161 ตัว สุกร 7,038 ตัว แพะ/แกะ 1,467 ตัว และสัตว์ปีก 486,281 ตัว และแปลงหญ้าที่ได้รับความเสียหายอีกจำนวน 574 ไร่

จากการสรุปผลการช่วยเหลือในวันที่ 30 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ไปแล้ว 8,855 ราย และอพยพสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ เป็นจำนวน 15,695 ตัว แบ่งเป็น โค 11,088 ตัว กระบือ 2,974 ตัว สุกร 30 ตัว แพะ/แกะ 27 ตัว และสัตว์ปีก 1,576 ตัว อีกทั้งกรมปศุสัตว์ยังได้สนับสนุนเสบียงสัตว์ไปแล้ว 126,200 กิโลกรัม รักษาสัตว์ป่วยอีกจำนวน 23 ตัว และมอบถุงยังชีพสัตว์ให้แก่เกษตรกรอีกจำนวน 250 ถุง และหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยได้คลี่คลายและกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว กรมปศุสัตว์จะเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายเพื่อทราบถึงจำนวนสัตว์ตายหรือสูญหายของเกษตรกรแต่ละราย และดำเนินการชดเชยเยียวยาตามระเบียบของทางราชการอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงสัตว์รวมไปถึงความช่วยเหลือด้านการปศุสัตว์ ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น-ท้องที่ หรือติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.) กรมปศุสัตว์

-005

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯเร่งระดม 200 เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ผันน้ำลงทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684257

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯเร่งระดม 200 เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ผันน้ำลงทะเล

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯเร่งระดม 200 เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ผันน้ำลงทะเล

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 10.38 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯเร่งระดม 200 เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ผันน้ำลงทะเล

4 ตุลาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ (4 ต.ค.65) ว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่องอย่างใกล้ชิดที่เกิดจากอิทธิพลของโนรูและฝนที่ตกหนักในพื้นที่และได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระดมกำลังคนเครื่องจักรกลเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทุกจังหวัดโดยบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

สำหรับจังหวัดลุ่มเจ้าพระยา จังหวัดปริมณฑลและกรุงเทพมหานครได้เร่งผันน้ำลงทะเลโดยกรมชลประทานได้ระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่อย่างน้อย 220 เครื่องที่ติดตั้งตามสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตก สูบน้ำลงแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกงทางฝั่งตะวันออกและสูบลงอ่าวไทยทางทิศใต้ คิดเป็นปริมาณวันละ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 525 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก

ทั้งนี้ หากรวมปริมาตรน้ำที่กรมชลประทานสูบน้ำและผันน้ำล่วงหน้ารองรับฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมจนถึงวันนี้มีจำนวนเกือบ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเปรียบเทียบเท่ากับปริมาณน้ำกว่า2เท่าครึ่งของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และยังเร่งรัดผลักดันน้ำลงทะเลอย่างต่อเนื่องส่วนการบริหารจัดการน้ำทั้งตอนเหนือและใต้เขื่อนเจ้าพระยาได้ผันน้ำทุกช่องทางทั้งฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกและฝั่งใต้รวมทั้งพื้นที่แก้มลิงลงทุ่งที่เตรียมไว้โดยให้มีผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรน้อยที่สุด

นอกจากนั้นยังกำชับให้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดเส้นทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงด้วย

-005

‘เฉลิมชัย’ร่วมงาน50ปี ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ร่วมมือเพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงานโปร่งใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684172

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันครบรอบ 50 ปี ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) ที่สำนักงานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด จ.นนทบุรี ว่าจากผลการดำเนินงานของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ และขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ ทำให้ทราบว่าตลอดระยะ 50 ปีที่ผ่านมา ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการรวมตัวของสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่กี่แห่งจนเป็นที่พึ่งและไว้วางใจของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย ทั้งในด้านการเงินและการพัฒนาในทุกด้าน รวมทั้งเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ทั้งระบบให้มีความ
เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดมา

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ยอมรับของขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ในต่างประเทศด้วย ซึ่งชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ถือเป็น
ศูนย์รวมของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมมือและประสานการทำงานกับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ในฐานะเป็นศูนย์กลางทางการเงินการศึกษา การพัฒนาเทคโนโลยี และการรักษาสิทธิประโยชน์ของขบวนการสหกรณ์ ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์และขบวนการสหกรณ์ในประเทศและระหว่างประเทศ จนสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ทิศทางที่ดีและมีประสิทธิภาพ ในการร่วมกันพัฒนากิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีความก้าวหน้าอันส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

‘มนัญญา’มุ่งพัฒนาอ.ส.ค.องค์กรชั้นนำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684173

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดอาคารสำนักงานองค์การส่งเสริมกิจกรรมโคนมแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพฯ โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ประธานกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และ ผู้บริหารระดับสูง อ.ส.ค.ต้อนรับ โดย น.ส.มนัญญากล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการก่อสร้างอาคารใหม่สำนักงาน อ.ส.ค.กรุงเทพแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวอย่างสำคัญของ อ.ส.ค.ที่ชี้วัดให้เห็นถึงความมั่นคงแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน อ.ส.ค.เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ผลิตและจำหน่าย
ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หรือนมวัวแดงเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอยู่ทั่วประเทศ และได้พัฒนาตัวเองเป็นองค์กรชั้นนำด้านอุตสาหกรรมนมที่ได้รับการยอมรับทั้งในและกลุ่มประเทศอาเซียน ครองสัดส่วนการจำหน่ายในตลาดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ไม่ต่ำกว่าปีละ 9,000 ล้านบาท และ อ.ส.ค.มีการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า จะเร่งขับเคลื่อนอ.ส.ค.ให้เป็นองค์กรชั้นนำด้านอุตสาหกรรมนมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งให้ยึดมั่นแนวทางตลาดสมัยใหม่ เช่น ตลาดระบบออนไลน์และเร่งปรับแผนส่งเสริมการขายและการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค เศรษฐกิจและสถานการณ์การแข่งขันมากขึ้น เพื่อรักษาส่วนแบ่งในตลาดและขยายอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คทั้งในและต่างประเทศในอนาคต รวมทั้งขับเคลื่อนองค์กรและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ให้มียอดจำหน่ายเติบโตอย่างมั่นคง ครองสัดส่วนในตลาดในประเทศแบบยั่งยืนก้าวสู่แบรนด์อันดับที่ 1 ในใจผู้บริโภคชาวไทย (Top of Mind) ได้ในไม่ช้า

เปิดสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684177

เปิดสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม  สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้านเกษตร

เปิดสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้านเกษตร

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีเปิดงาน “เทคโนโลยีเกษตรแห่งเอเชีย 2022” (Agritechnica Asia 2022) ที่เมืองเกิ่นเทอ ประเทศเวียดนาม และประชุมหารือกับนายเล มิน ฮวาน รมว.เกษตรและพัฒนาชนบท เวียดนาม และนายเจิ่น แทงห์ นาม รมช.เกษตรฯ ดร.เจิ่น หงับ ถัดห์ ผอ.สถาบันวิจัยข้าวสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (MDRRI : Mekong Delta Rice Research Institute) ถึงแนวทางกรอบความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งมีนายจักรกริช เรืองขจร รองกงสุลใหญ่นครโฮจิมินห์และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะขยายความร่วมมือทางด้านการเกษตรอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร โดยจะมีการจัดตั้งกลไกใหม่ๆในระดับนโยบายและหน่วยงานและระบบสื่อสารระหว่างกัน ทั้งการทำงานเชิงรุกและการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเดินหน้าตามแนวทางความร่วมมือในมิติใหม่ จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและการพบปะหารือระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น

“บรรยากาศการพบปะหารือเป็นไปอย่างกระตือรือร้นแบบญาติมิตร ทั้ง 2 ประเทศเห็นตรงกันว่าประเทศไทยและเวียดนาม ในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายใหญ่ของโลกจะต้องผนึกศักยภาพร่วมมือกันบนแนวทางหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เพื่อร่วมกันพัฒนาการเกษตร ทั้งพืชประมงและปศุสัตว์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและรายได้ของประเทศรวมทั้งตอบโจทย์ปัญหาความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะรายงานผลการปฏิบัติงานให้ รมว.เกษตรฯ ทราบถึงความคืบหน้าในการเจรจาความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามทันทีที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย” นายอลงกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ในระหว่างพิธีเปิดงานเทคโนโลยีเกษตรแห่งเอเชีย 2022 นายอลงกรณ์ ได้กล่าว Opening remark ถึงยุทธศาสตร์และนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ตลาดนำการผลิตและเกษตรกรรมยั่งยืนของ ดร.เฉลิมชัยรมว.เกษตรฯ การขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC : Agritech and Innovation Center) ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Big Data Center) การปฏิรูปการบริหารและบริการในโครงการ Digital Transformation การยกระดับแปลงใหญ่ด้วยนโยบายเครื่องจักรกลและเทคโนโลยี (Mechanization & Agritech) การสนับสนุนการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มผลิตภาพ (productivity) การส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF:Young Smart Farmer) ตลอดจนกล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับ 13 ของโลก รวมทั้งการพัฒนาความร่วมมือและความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่างไทยกับเวียดนามในมิติใหม่ และเชิญชวนเข้าร่วมงาน “เทคโนโลยีเกษตรแห่งเอเชีย 2024” ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย ใน 2 ปีข้างหน้า

กรมประมงรุกบริหารจัดการ ฟื้นฟูผลผลิตกุ้งในประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684170

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์หรือบอร์ดกุ้ง กล่าวถึงการนำเข้ากุ้งทะเลจากต่างประเทศของผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูป ว่าจากปัญหาโรคกุ้งทะเล คุณภาพลูกพันธุ์กุ้ง และอาหารกุ้งในอดีต ทำให้การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องถดถอย ผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปที่ส่งออกกุ้งทะเลเป็นหลักต้องปิดตัวลงจากเดิมที่มีอยู่เกือบ 200 แห่ง ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลก็ลดลง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ จึงมอบนโยบายให้กรมประมง ฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทยและแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารฯ จัดทำแผนฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้กุ้งทะเลกลับมามีผลผลิตในระดับ 400,000 ตัน ภายในปี 2566

ทั้งนี้ ภายใต้การหารือของบอร์ดกุ้ง เกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้และยังคงมีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งบอร์ดกุ้งมีมติร่วมกัน 3 ฝ่าย ได้แก่ 1.ผู้แทนเกษตรกร 2.ผู้ประกอบการห้องเย็นและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และ 3.หน่วยงานภาครัฐ ในการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลจากต่างประเทศเฉพาะช่วงเวลาและปริมาณผลผลิตภายในประเทศมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอ

ซึ่งมาตรการนำเข้าวัตถุดิบกุ้งทะเลนี้เพื่อการแปรรูปและส่งออกเท่านั้น