‘ก.เกษตรฯ- เซ็นทรัลแล็บไทย’หนุนผู้ประกอบการดัน‘กระท่อม’สู่ตลาดตะวันออกกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684075

‘ก.เกษตรฯ- เซ็นทรัลแล็บไทย’หนุนผู้ประกอบการดัน‘กระท่อม’สู่ตลาดตะวันออกกลาง

‘ก.เกษตรฯ- เซ็นทรัลแล็บไทย’หนุนผู้ประกอบการดัน‘กระท่อม’สู่ตลาดตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.13 น.

นายสกุล เกียรติ์จีรวิรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ประภัตร โพธสุธน) และผู้บริหาร บริษัท บุญมงคล 2019 จำกัด นำคณะผู้ประกอบการพืชสมุนไพรกระท่อมจากประเทศไทย และ ต่างชาติ จากมหานครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศมาเลเซีย ที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการมาตรฐานสินค้า เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการทดสอบ สำนักงานสาขากรุงเทพ โดยมี นายชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (เซ็นทรัลแล็บไทย) ให้การต้อนรับ พร้อมหารือด้านการพัฒนากระบวนการทดสอบพืชกระท่อมให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดจำหน่ายไปยังต่างประเทศ 

โดย นายสกุล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการ ในการพัฒนาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มพืชเศรษฐกิจ หลังจากที่มีการปลดล็อกพืชกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติด ทำให้พืชกระท่อม เป็นพืชสมุนไพรตัวใหม่ ที่ทำเงินได้มหาศาล ด้วยคุณสมบัติหลายด้าน ทั้งในทางการแพทย์ เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม ในฐานะที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งเซ็นทรัลแล็บไทย ตั้งแต่ปี 2546 เพื่อรองรับการถ่ายโอนงานภาครัฐ และสนับสนุนงานทางห้องปฏิบัติการ จึงมั่นใจในศักยภาพ มาตรฐาน ความถูกต้องแม่นยำ และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจทดสอบสินค้าทางการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ

 “สำหรับการออกหลักเกณฑ์การสุ่มตัวอย่าง เพื่อใช้ประกอบการออกให้ใบรายงานผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพสินค้า หรือ Certificate of Analysis (COA) ที่ผู้ผลิตตรวจสอบ ทดสอบ และรับรองให้กับผู้ซื้อ ตามล็อตการผลิตนั้น ๆ เทียบกับค่ามาตรฐาน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการในการส่งออกนั้น จะได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ”

ด้านนายชาคริต  เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการเซ็นทรัลแล็บไทย กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของห้องปฏิบัติการ โดยปีนี้มีการลงทุนเครื่องมือขั้นสูงเพื่อรองรับการตรวจทดสอบรายการใหม่ๆ ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของภาครัฐและผู้ประกอบการ สำหรับพืชเศรษฐกิจในกลุ่มสมุนไพร ทั้งกัญชา กัญชง และกระท่อม ถือเป็นสินค้าใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเซ็นทรัลแล็บไทย ได้รับใบอนุญาตในการตรวจคุณภาพพืชกระท่อมถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถตรวจหาสารสำคัญในพืชกระท่อมคือ ไมทราไจนีน (Mitragynine) และ เซเว่นไฮดรอกซี่ไมทราไจนีน (7-hydroxymitragynine) ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ผู้ผลิตสามารถไปนำใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้ เช่น ทางการแพทย์ หรือนำไปเป็นส่วนส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น นอกจากยังสามารถให้การตรวจคุณภาพระหว่างกระบวนการปลูกตั้งแต่ ต้นน้ำ ถึง ปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ มีความมั่นใจในคุณภาพของผลผลิตจากพืชกระท่อม

ขณะที่ นายรีกรือลี เจะแว ประธานที่ปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศบริษัท ดีน่า ฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯได้ศึกษาและติดตามนโยบายภาครัฐถึงแนวทางการพัฒนาพืชเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพืชกระท่อม ซึ่งถือเป็นพืชมหัศจรรย์ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่หลากหลาย และในทางเศรษฐกิจก็เป็นที่ยอมรับจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เนื่องจากไม่ผิดกฎหมายทั้งไทยและในการนำเข้าประเทศ อีกทั้งไม่ขัดหลักศาสนาอิสลามสามารถใช้พืชกระท่อมได้ ซึ่งที่ผ่านมา มีเพียงประเทศอินโอนีเซียและมาเลเซียเท่านั้นที่มีการส่งออกสินค้าจากกระท่อม แต่หลังจากที่ประเทศไทยปลดล็อกแล้ว จึงถือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการและเกษตรกร เพราะผลการศึกษาระบุว่า กระท่อมไทย มีค่าสารสำคัญไมทราไจนีนสูง ดังนั้น จะต้องเร่งทำตลาดผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบคือพืชกระท่อมของไทยสู่ตลาดโลก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคหรือมวลมนุษย์ชาติเพราะประโยชน์ที่มีมากมาย ฉนั้นสิ่งที่คำนึงถึงคือความเป็นมาตรฐาน ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ ปัจจัยการผลิต ดิน/น้ำ/อากาศ และมาตรฐาน GAP,GMP และการแปรรูปอื่นๆเพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกและผลิตกระท่อมที่ดีที่สุดในโลก

เกษตรฯโชว์ใช้นวัตกรรม ทำเฝือกยางพาราชิ้นแรกในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683929

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางของกระทรวงเกษตรฯ และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) กล่าวถึงความสำเร็จของการส่งเสริมนวัตกรรมยางพาราที่ใช้ในทางการแพทย์ ว่าความสำเร็จของการส่งเสริมนวัตกรรมยางพาราที่ใช้ในทางการแพทย์ คือเฝือกประดิษฐ์ยางพาราชิ้นแรกของโลก โดยใช้นวัตกรรมพัฒนาสินค้า “ยางพารา” เพื่อยกระดับอัปเกรดภาคเกษตรกรรมของไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง ซึ่งมีการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อพัฒนาการผลิตและการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลอดจนร่วมมือกับศูนย์ AIC ในงานด้านวิจัยและพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

ในส่วนของศูนย์ AIC กยท.และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ได้มีการวิจัยและพัฒนาในเรื่องของยางพารา 32 เรื่อง ส่วนการผลิตนวัตกรรมยางพาราที่ใช้ในทางการแพทย์ จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและร่วมสร้างผลงานนวัตกรรมจากยางพาราสู่การแพทย์ โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ที่สำคัญคือเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศด้วย

ด้าน รศ.นพ.นิยม ละออปักษิณ เลขาธิการมูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี/นายกสมาคมพัฒนาแพทย์ทางเลือกไทย-จีน ในฐานะหัวหน้าโครงการ “การนำเฝือกประดิษฐ์ยางพาราไปประยุกต์ใช้รักษาทางการแพทย์” เปิดเผยว่า การรักษาผู้ป่วยทางออร์โธปิดิกส์ในเรื่องการบาดเจ็บที่เท้า สำหรับกรณีที่ไม่ต้องผ่าตัด โดยแพทย์จะใช้วิธีการใส่เฝือกซึ่งถือเป็นมาตรฐาน ปัจจุบันเทคโนโลยีมีมากขึ้น เฝือกจึงมีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม แต่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาแพง ดังนั้นการพัฒนาการใช้วัตถุดิบโดยเฉพาะยางพารา จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการฯ จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาปรับปรุงเฝือกยางพาราต้นแบบ (prototype) ให้เป็นเฝือกยางพาราเชิงพาณิชย์

สำหรับผลการวิจัยโครงการฯ ดังกล่าว สามารถพัฒนาเฝือกยางพาราในการออกแบบให้มีความสวยงามมีความทันสมัย และดำเนินการจดสิทธิบัตรการออกแบบจนผ่านการอนุมัติ 4 ฉบับ และร่วมจัดทำร่างข้อกำหนดจากกรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นการกำหนดตัวเลขจากงานวิจัย เพื่อให้เป็นต้นแบบในการอ้างอิงสำหรับประเทศไทยในการประดิษฐ์เฝือกยางพารา และได้ประกาศผ่านการร่างข้อกำหนดไว้นอกจากนี้ ในการประยุกต์ใช้ทางคลินิกได้ทำการศึกษาทางโรงพยาบาล 7 แห่ง รวม 69 ราย หลังจากอธิบายให้แพทย์เข้าใจและติดตามผ่านแบบสอบถามความพึงพอใจหลังจากใส่เฝือกและกิจวัตรภายหลังใส่เฝือกที่ 1 4 และ 8 สัปดาห์ พบว่ามีค่าที่สูงขึ้นโดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

‘เฉลิมชัย’สั่งปศุสัตว์ กำหนดความปลอดภัย ลุยตรวจค้นกวาดล้าง การนำเข้าเนื้อผิดก.ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683928

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการกรมปศุสัตว์ กวาดล้างขบวนการนำเข้าเนื้อหมูผิดกฎหมาย โดยตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง พร้อมผนึกกำลังหน่วยงานเกี่ยวข้อง ป้องกันการลักลอบนำเข้าที่ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมแนะผู้บริโภคซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” และเร่งขับเคลื่อน “Pig Sandbox” ส่งเสริมและยกระดับการผลิตสุกรในประเทศ

รมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า จากที่มีกระแสข่าวการลักลอบนำสินค้าเนื้อและชิ้นส่วนสุกรเข้าประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลและความเสี่ยงต่อการนำเชื้อไวรัส หรือพาหะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรคระบาดร้ายแรง โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever :ASF) ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ตลอดจนผู้บริโภค จึงเข้มงวดในการจัดทีมตรวจค้นห้องเย็นหรือสถานที่พักซากสัตว์ทั่วประเทศ พร้อมกับขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานต่างๆ ตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้มีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์สำหรับซากสัตว์ที่มีการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย ขอให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งเชื่อมั่นถึงความสะอาด ปลอดโรคระบาด และไร้สารตกค้าง ในส่วนของการส่งเสริมและฟื้นฟู ได้ให้กรมปศุสัตว์ เร่งขับเคลื่อนโครงการ Sandbox ปศุสัตว์ ตามนโยบายของรัฐบาล นำร่อง “Pig Sandbox”พื้นที่ควบคุมพิเศษ จ.ราชบุรี และพื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 (ภาคเหนือตอนบน)

‘ประภัตร’เคาะ4ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683926

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2565 โดยมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าที่ประชุมได้รายงานผลสำเร็จของการเข้ารับการตรวจประเมินของกองรับรองมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (กรร.มกอช.) จากคณะผู้ตรวจประเมินจากสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังพิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 4 เรื่อง เพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.ยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมียม เพื่อส่งเสริมการผลิตยางแผ่นรมควันที่มีคุณภาพ 2.ยางเครปบางสีน้ำตาลเกรดพรีเมียม เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพยางเครปสีน้ำตาลสู่เกรดพรีเมียมให้เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ

3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และแนวปฏิบัติ โดยครอบคลุมข้อกำหนดสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์และการอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ทั้งการเพาะพันธุ์และการอนุบาลสัตว์น้ำในบ่อและแหล่งน้ำสาธารณะ ตั้งแต่ขั้นตอน การเพาะพันธุ์การอนุบาล การรวบรวม จนถึงหลังการรวบรวมก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพ มีความแข็งแรง เหมาะสมสำหรับนำไปเลี้ยงต่อเป็นอาหารที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งมาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ไม่รวมกับสัตว์น้ำที่มีข้อกำหนดและมีมาตรฐานสินค้าเกษตรเฉพาะเรื่องแล้วได้แก่ จระเข้ สาหร่ายทะเล และกุ้งเครย์ฟิช และ 4.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่รุ่น โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ ครอบคลุมการผลิตไข่ไก่ตลอดห่วงโซ่การผลิต และยกระดับการผลิตไก่ไข่ที่มีสุขภาพดี ตั้งแต่ระดับฟาร์ม ซึ่งการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่รุ่นเป็นการเฉพาะ ได้ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของไก่ระยะให้ไข่ เพื่อให้ได้ไก่ไข่รุ่นที่มีสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรง

เกษตรฯถกคกก.แก้ปัญหา ระบบนิเวศของแม่น้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683927

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ (คกก.)บูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3/2565 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ โดยมีผู้แทนสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และกรรมการในภาคประชาชน เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ในที่ประชุมรับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน รายงานผลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงปีงบประมาณปี 2565 และรายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน และกิจกรรมโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการพลับพลึงธาร กิจกรรมการเพาะพันธุ์ปลาหายากแม่น้ำโขง

รัฐบาลส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตร-อาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683826

รัฐบาลส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตร-อาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

รัฐบาลส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตร-อาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.18 น.

รัฐบาลขับเคลื่อนการเกษตรสร้างมูลค่า ส่งเสริมพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารไทย เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

2 ตุลาคม 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศและสถานการณ์โลก ที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุดรัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตร (Good Agricultural Practices: GAP) พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้ครอบคลุมส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์พืชและแมลงที่บริโภคได้ รวมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน รวมถึงการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตามมาตรฐาน GAP โดยในปี 2565 มีผู้ยื่นขอการรับรอง 84,098 แปลง เกษตรกร 59,040 ราย โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน GAPแล้ว จำนวน 74,152 แปลง เกษตรกร 50,209 ราย พร้อมมีการจัดทำฐานข้อมูลด้านการเกษตรปลอดภัยร่วมกับสมาชิกที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน GAP ในปี 2565 สหกรณ์ 47 แห่ง เกษตรกร 1,126 ราย ใน 22 จังหวัด และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) แล้ว 65,358 ไร่ 

นายอนุชาย้ำว่า เพื่อให้สินค้าเกษตรเข้าถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและสะดวกมากขึ้น รวมถึงให้สามารถจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าได้ในหลากหลายช่องทาง รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการจัดหาตลาดเพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลไม้ผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ควบคู่กับการจัดหาพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลไม้ไปวางขายได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น ห้างท้องถิ่น สถานีจำหน่ายน้ำมัน รวมทั้งยังร่วมกับบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงที่มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เพื่อบรรเทาปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา) ยังได้จัดทำฐานข้อมูลรวบรวมผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษาและเผยแพร่บนเว็บไซต์ thainvention.net เช่น สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมซอฟท์แวร์และระบบสมองกลฝังตัวและสิ่งประดิษฐ์ด้านพลังงานทดแทนเพื่อการเกษตร ด้วย

“ปัจจุบันตลาดมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เกิดกระแสความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ โดยหันมาบริโภคสินค้าที่ปลอดภัยไม่มีสารเคมีปนเปื้อน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่สอดคล้องต่อความต้องการบริโภค แม้เกษตรกรส่วนใหญ่มีความเคยชินกับการผลิตสินค้าเกษตรแบบใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมีทั่วไป ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในการนำพาเกษตรกรไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีการส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้ และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อขับเคลื่อนการเกษตรสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน เช่น การดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรตามมาตรฐาน GAP ในปี 2565 ทั้งการอบรมเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP จำนวน 15,000 ราย การติดตามให้คำปรึกษาและตรวจสอบประเมินแปลงเบื้องต้น ตลอดจนการสนับสนุนการจัดการและพัฒนาผลิตผลสินค้าเกษตร GAP ในขั้นต้น เป็นต้น” นายอนุชา กล่าว.

ไทย-ซาอุฯเห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683639

ไทย-ซาอุฯเห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร

ไทย-ซาอุฯเห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.52 น.

ไทย-ซาอุดีอาระเบีย เห็นพ้องพัฒนากลไกความร่วมมือด้านการเกษตร เสริมความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน

30 กันยายน65 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับนายอับดุลเราะห์มาน บิน อับดุลมุห์สิน อัลฟัฎลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม น้ำ และการเกษตร แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายหลังการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันให้กลับเป็นปกติโดยสมบูรณ์ เมื่อเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสองฝ่าย กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันพบว่านโยบาย Saudi Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย มีความสอดคล้องกับโมเดล BCG ที่เน้นการเสริมสร้างเศรษฐกิจที่มีความสมดุล รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเน้นการบูรณาการทรัพยากรธรรมชาติทั้ง 5 อย่าง ได้แก่ ระบบนิเวศ ดิน ป่าไม้ ที่ดิน และน้ำ ยึดหลักเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตร โดยฝ่ายไทยพร้อมร่วมมือเพื่อให้บรรลุนโยบาย Saudi Vision 2030

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีกลไกความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยฝ่ายซาอุฯ เสนอให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) และมอบหมายให้สำนักการเกษตรต่างประเทศเป็นผู้ประสานงานหลักของไทย ส่วนความร่วมมือด้านการประมงนั้น ซาอุฯ มีความยินดีที่จะร่วมมือกับไทย ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกฎระเบียบการลงทุนด้านกิจการประมงในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งภาคเอกชนของไทยได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

“ด้านการค้าสินค้าเกษตร ฝ่ายไทยได้ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารปรุงสุกที่มีคุณภาพไปยังซาอุฯ ส่วนฝ่ายซาอุฯ ได้กล่าวถึงตลาดซาอุฯ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีขนาดใหญ่ ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัย มีกำลังซื้อสูง และซาอุฯ ยังสามารถเป็นประตูไปสู่ประเทศแถบตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้มีการขยายความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนในลักษณะ Business to Business (B2B) และการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสการค้าและการลงทุนด้านเกษตรและอาหาร” รมว.เกษตรฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีเกษตรฯ ซาอุฯ ขอเชิญรัฐมนตรีเกษตรฯ ของไทยเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือและขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน พร้อมทั้งเชิญชวนภาครัฐและภาคเอกชนของไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านการเกษตร ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ที่ซาอุฯ

นอกจากนี้ นายเฉลิมชัยได้ขอบคุณที่ซาอุดีอาระเบียที่ได้สนับสนุนให้มีการส่งออกปุ๋ยมายังไทยเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อแก้ไขการขาดแคลนปุ๋ย รวมทั้ง เห็นพ้องกันว่าการหารือในวันนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ ของทั้งสองประเทศ และจะส่งผลถึงการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนด้านการเกษตรและอาหารในอนาคตต่อไป

สำหรับซาอุดิอาระเบียเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 29 ของไทย โดยระหว่างปี 2562-2564 มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรเฉลี่ย 6,836 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 6,791 ล้านบาท ไทยนำเข้า 46 ล้านบาท ซึ่งสินค้าเกษตรส่งออกของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต 2) ข้าว 3) สับปะรด 4) ข้าวโพดหวาน 5) อาหารสุนัขหรือแมว ส่วนสินค้าเกษตรนำเข้าจากซาอุฯ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาหารปรุงแต่ง เช่น เต้าหู้ เครื่องดื่มสำเร็จรูป 2) อาหารสัตว์ 3) ลูกนัทหรือผลไม้แห้ง 4) ปลาหมึกกระดองและปลาหมึกกล้วยแช่แข็ง และ 5) ไม้ต้น ไม้พุ่ม และไม้กอ ที่ให้ผลไม้หรือลูกนัท

– 006

‘มนัญญา’ถกวิชาการ งานกรมบัญชีสหกรณ์ พัฒนาระบบคุณภาพ ยกระดับความเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683383

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2565 เรื่อง “การตรวจสอบบัญชีกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ CAD Audit VS a VUCA World” พร้อมมอบรางวัลผลงานนวัตกรรมดีเด่น ปี 2565 เพื่อพัฒนาคุณภาพการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ป้องปรามการทุจริต และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

น.ส.มนัญญากล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินงานสร้างความเข้มแข็งทางการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้มีระบบการเงินการบัญชีและการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการตรวจสอบบัญชีตามมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ เป็นการยกระดับศักยภาพสถาบันเกษตรกรและพัฒนาสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายที่ต้องเข้าปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชี 11,800 แห่ง ให้สามารถใช้ประโยชน์จากผลการตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปปรับปรุงการบริหารจัดการและอำนวยประโยชน์แก่มวลสมาชิกโดยรวม

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของสหกรณ์ที่มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการเกิดเหตุทุจริต
ในสหกรณ์ จึงต้องมีมาตรการเชิงรุก ทั้งในด้านการพัฒนาระบบการตรวจสอบบัญชีและการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชี เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่มีมูลค่ากว่า 3.58 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.54 ของ GDP ทั้งประเทศ

เกษตรฯรุกเกษตรอัจฉริยะ จับมือญี่ปุ่นร่วมพัฒนาเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683384

เกษตรฯรุกเกษตรอัจฉริยะ จับมือญี่ปุ่นร่วมพัฒนาเทคโนโลยี

เกษตรฯรุกเกษตรอัจฉริยะ จับมือญี่ปุ่นร่วมพัฒนาเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อมอบนโยบายด้านการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น โดยมี ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชรและผู้แทนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ว่าได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคเร่งจัดทำแผนงานและรายละเอียดการของบประมาณประจำปี 2567 ที่ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเสริมสร้างพลิกโฉมระบบการเกษตรและอาหารให้รุดหน้ามีความยั่งยืน ตอบสนองตามแนวทาง BCG โมเดล นโยบาย Thailand 4.0 และแผนปฏิบัติการเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯ โดยการจัดทำโครงการต่างๆ จะต้องสอดคล้องกับขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงกันไว้ อาทิ เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เครื่องจักรกลเกษตรอัจฉริยะ ระบบการจัดการเกษตรอัจฉริยะ การจัดการข้อมูลการเกษตร (agricultural data platforms) การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเกษตรอัจฉริยะ และห่วงโซ่อาหารอัจฉริยะ รวมทั้งการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ผ่านการร่วมวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคนิค การประชุมปฏิบัติการและการสาธิตการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ

สำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ 13 บริษัท ให้ความสนใจในการพัฒนาโครงการฯ กับฝ่ายไทยครอบคลุมตั้งแต่การขับเคลื่อนรถแทรกเตอร์ในรูปแบบอัตโนมัติ การแบ่งจัดสรรและระบุที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรในรูปแบบอัตโนมัติด้วยระบบดาวเทียม โดรน จนถึงโรงเรือนกระจกอัจฉริยะ

นอกจากนี้ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ยังดำเนินโครงการร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับบริษัท Ajinomoto (Thailand) จำกัด และบริษัท เอฟ ดี กรีน (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการสำรวจติดตามสถานการณ์ศัตรูมันสำปะหลัง และกรมการข้าว ร่วมกับบริษัท Topcon Corporation จำกัด ดำเนินความร่วมมือด้านการทดลอง/สาธิตการปรับใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะในแปลงเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ของสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ผลิตภาพ และผลผลิต ระหว่างแปลงที่ใช้รถแทรกเตอร์ในรูปแบบอัตโนมัติกับที่ไม่ใช้ในระบบดังกล่าว

ปรับราคาน้ำนมดิบ1.5บ. ชงช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683381

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมครั้งที่ 2/2565 กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศ ที่ส่งผลกระทบให้ต้นทุนต่างๆ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของอาชีพการเลี้ยงโคนมนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมก็มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าอาหารสัตว์ รวมทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศมีแนวโน้มลดลง จึงมีการขอปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบจากกิโลกรัมละ 17.50 บาท เป็น 19.00 บาท (โดย 0.75 บาท/กิโลกรัม ทางกรมปศุสัตว์ จะดำเนินการจัดโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เป็นระยะเวลา3 เดือน) และขอปรับราคากลางน้ำนมดิบหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม จากกิโลกรัมละ 19 บาท เป็น 20.50 บาท

ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ปรับเพิ่มราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม 1.50 บาท นั้น ครม.ได้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติปรับเพิ่มแล้ว จากกิโลกรัมละ 19 บาท เป็น 20.50 บาท เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมาและในที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินโครงการช่วยเหลือราคาน้ำนมดิบแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เสนอแก่ ครม.เพื่อพิจารณา สำหรับดำเนินโครงการฯเพื่อชดเชยราคารับซื้อน้ำนมดิบให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศ กิโลกรัมละ 0.75 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (90 วัน)เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในระยะสั้นให้สามารถพัฒนาการผลิตให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และสร้างความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงโคนมต่อไป