รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678398

รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.49 น.

รัฐพร้อมหนุนเลี้ยงโคเนื้อ‘พันธุ์ไททาจิ’ บูมเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ส่งออกตลาดฮาลาล

7 กันยายน 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย.65 คณะรัฐมนตรีได้รับทราบการขับเคลื่อนกิจกรรมโคบาลชายแดนใต้ ภายใต้โครงการเมืองปศุสัตว์ ระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะ 7 ปี (พ.ศ.2565-2571) กรอบวงเงิน 1560.50 ล้านบาท โดยให้ ศอ.บต. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ โดยมีเป้าหมายขยายปริมาณการเลี้ยงโคคุณภาพดี และยกระดับคุณภาพการผลิตเนื้อเข้าสู่มาตรฐาน GMP และฮาลาล เพื่อส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศโลกมุสลิม ที่ต้องการเนื้อเกรดดีและฮาลาลไว้เพื่อบริโภค ทั้งนี้ ตามกรอบระยะเวลาของแผน คาดจะสามารถสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้ออย่างยั่งยืนแก่กลุ่มเกษตรกร 1,000 กลุ่ม เกษตรกร 10,000 ราย แม่โคพันธุ์ดี 50,000  ตัว

สำหรับการดำเนินงานแบ่งเป็นสามระดับ คือ

+ ระดับต้นน้ำ เน้นการพัฒนาความรู้เกษตรกรส่งเสริมวิสาหกิจโคไทยในหมู่บ้าน จำนวน 1,000 กลุ่มในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล) เพื่อผลิตโคลูกผสม “สายพันธุ์ไทยทาจิ” และปลูกพืชอาหารสัตว์ที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงโค

+ ระดับกลางน้ำ จะเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์การแปรรูปอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายการก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์ชุมชนพร้อมโรงตัดแต่งและแปรรูปเนื้อสัตว์ห้องเย็น ยกระดับคุณภาพการผลิตเนื้อคุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน GMP และฮาลาล

+ ระดับปลายน้ำ มีกิจกรรมสำคัญคือการส่งเสริมร้านตัดแต่งแปรรูปเนื้อสัตว์ (Butcher Shop) และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อโคเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในชุมชน รวมถึงส่งเสริมการตลาดในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า “โคสายพันธุ์ไททาจิ” เป็นสายพันธุ์พื้นเมืองที่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแม่พันธุ์โคแก่กรมปศุสัตว์ เพื่อเป็นแม่พันธุ์ ต่อยอดการเลี้ยงโคในประเทศ

“ตลาดเนื้อโคในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,000 ล้านบาท มีความต้องการบริโภคหลายหมื่นตัวต่อปี และยังมีตลาดในโลกมุสลิมที่มีความต้องการบริโภคเนื้อคุณภาพดีอีกมาก แต่ที่ผ่านมาการเลี้ยงโคในพื้นที่มีน้อยกว่าความต้องการ รัฐบาลจึงเห็นโอกาสในการส่งเสริมเนื้อโคคุณภาพฮาลาล เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ต่อยอดจากการเป็นเพียงผู้เลี้ยง ให้สามารถแปรรูป และรวมกลุ่มกันส่งออกไปต่างประเทศได้ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มขับเคลื่อนการให้ความรู้แก่เกษตรกรแล้ว และได้รับความสนใจอย่างมาก” นางสาวรัชดา กล่าว

-005

ปลัดเกษตรฯมอบนโยบาย ส.ป.ก.ขับเคลื่อนงบปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678353

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายและเตรียมการขับเคลื่อนงานปีงบประมาณ 2566 โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวรายงานการจัดสัมมนา เรื่อง “การติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2565 และแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานปีงบประมาณ 2566 ของ ส.ป.ก.เพื่อติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2565

นอกจากนี้ ยังรวมถึงรับทราบปัญหา อุปสรรค การดำเนินงาน พร้อมพัฒนาและปรับปรุงแนวทางการดำเนินงาน ขานรับนโยบายการขับเคลื่อนงานปีงบประมาณ 2566 ของปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย ผู้บริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 140 รายจัดขึ้นที่โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ จ.ชลบุรี

ปศุสัตว์หนุนใช้วัตถุดิบ อาหารสัตว์ผลิตภายในประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678356

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตสงครามรัสเซียกับยูเครน ว่ามีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ หันมาใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีการสนับสนุนสูตรการผลิตอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ อย่างข้าวและมันสำปะหลัง ทดแทนการนำเข้าข้าวโพดและข้าวสาลี จากประเทศรัสเซียและยูเครน พร้อมกับเผยแพร่สูตรอาหารสัตว์ 90 สูตรที่มีความเหมาะสมกับแต่ละจังหวัด ที่สามารถหาวัตถุดิบแหล่งพลังงานในท้องถิ่นได้ เช่น การใช้ข้าวกะเทาะเปลือก หรือมันสำปะหลังในสูตรอาหารเพื่อทดแทนข้าวโพดและข้าวสาลี ในสูตรอาหารสุกรได้ 100% และสูตรอาหารไก่ได้ 35% เป็นต้น โดยเกษตรกรสามารถเรียนรู้สูตรอาหารสัตว์นี้ ผ่านสื่อออนไลน์ของกรมปศุสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีการจัดหน่วยบริการจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ “Feeding Management Mobile Unit (FMMU)” ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการที่ฟาร์มเกษตรกร โดยให้คำแนะนำการจัดการด้านอาหารสัตว์ ปรับสูตรอาหารสัตว์รายฟาร์มตามชนิดและวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เพื่อการจัดการอาหารสัตว์ที่มีความแม่นยำ (precision feeding) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ประมาณ 1-2 บาท/กิโลกรัม โดยขอรับบริการได้ที่สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ทั้ง 33 แห่ง ทั่วประเทศ รวมถึงได้เปิดศูนย์บริการเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ด้านปศุสัตว์ (Motor Pool) ถือเป็นนวัตกรรมการบริการเครื่องจักรกลอาหารสัตว์ที่ให้การสนับสนุนเครื่องจักรกลแก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อยืมใช้สำหรับการผลิตเสบียงสัตว์ ช่วยลดภาระการลงทุนซื้อเครื่องจักรกล ลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว เพิ่มการนำวัสดุเหลือใช้ในแปลงนามาเป็นอาหารสัตว์ และช่วยเพิ่มการสำรองเสบียงสัตว์เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารสัตว์ (Feed security)

ในส่วนของการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรด้านพืชอาหารสัตว์ มีโครงการ “พัฒนาอาชีพผลิตพืชอาหารสัตว์” ให้เกษตรกร โดยการผลิตพืชอาหารสัตว์จำหน่ายในรูปแบบหญ้าสด หญ้าหมัก หญ้าแห้ง และเมล็ดพันธุ์ สร้างรายได้
ที่มั่นคง ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผลิตเพื่อจำหน่าย 133 กลุ่ม 2,100 ราย พื้นที่ 23,000 ไร่รายได้ 380,000 บาท/ราย/ปี ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้สำรองเสบียงสัตว์ ตามโครงการ “หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” เพื่อผลิตเสบียงสัตว์ ได้แก่ หญ้าแห้ง หญ้าหมัก และอาหารทีเอ็มอาร์ 6,720,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ โดยสนับสนุนเกษตรกร 23,000 รายต่อปี

‘ชลประทาน’เปิดตัว แอปฯ‘SWOC PR’ รายงานสถานการณ์ มีส่วนร่วมติดตามน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678351

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชผล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การพัฒนาแอปพลิเคชั่น SWOC PR ของกรมชลประทาน นับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการบริหารจัดการน้ำ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำ จากเสาวัดระดับน้ำที่ถูกติดตั้งนำร่องในลำน้ำต่างๆกว่า 42 จุดทั่วประเทศ โดยสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชั่น SWOC PR บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

ด้าน ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กล่าวว่า แอปพลิเคชั่น SWOC PR กรมชลประทาน ได้รับความร่วมมือจากภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ในการวิจัยออกแบบ พัฒนา และทดสอบ นวัตกรรมระบบตรวจวัดระดับน้ำโดยใช้ QR Code ผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือด้วยความสามารถของแอปพลิเคชั่นนี้จะครอบคลุมการรายงานสถานการณ์น้ำจากสถานีตรวจวัดน้ำฝน อ่างเก็บน้ำ และโทรมาตรขนาดเล็ก จากสถานีที่ใกล้ที่สุดตลอดจนการรายงานสถานการณ์อุทกภัยภัยแล้ง จากเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เพื่อให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำในลำน้ำต่างๆ ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น SWOC PR ได้ที่ App Store และ Google Play Store ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

ส.ป.ก.ใช้เงินกองทุนฯพัฒนาแปลงที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678064

วันอังคาร ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 5/2565 โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ คือ 1.งานถนน การเห็นชอบอนุมัติเงินกองทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการปรับปรุงถนนสายหลัก ผิวจราจรหินคลุก ระยะทาง 1.605 กิโลเมตร 1 สาย ในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 แปลงที่ดิน NO 601 ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ งบลงทุน 1,565,000 บาท และ 2.อนุมัติการสำรวจออกแบบงานพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 แปลงที่ดิน NO 83 จ.ชุมพร ระยะที่ 1 เป็นงบดำเนินงาน 236,960 บาท เพื่อเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำสำหรับแก้ปัญหาภัยแล้งและการอุปโภค-บริโภค รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน

นอกจากนั้น ยังมีการอนุมัติค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อและอนุมัติราคาที่ดิน ต.จรเข้ร้อง และ ต.ชะไว อ.ไชโย จ.อ่างทอง รวมเนื้อที่ประมาณ 63-0-09 ไร่ วงเงินจัดซื้อทั้งสิ้น 8,316,425 บาท

ดร.วิณะโรจน์กล่าวว่า ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลเพื่อการอุปโภค-บริโภค มีโครงการสร้างและปรับปรุงถนนทั้งสายหลักและสายซอยในแปลงเกษตรกรรม เพื่อการสัญจรและการขนส่งสินค้าทางการเกษตรออกสู่ตลาดได้อย่างสะดวก นอกจากนั้นยังอนุมัติค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อและอนุมัติราคาที่ดิน โดย ส.ป.ก.จะนำมาวางผังแปลงที่ดินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน แหล่งน้ำ รวมถึงการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ที่ผ่านมาได้จัดสรรที่ดินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรผ่านโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ

‘หม่อนไหม’ร่วมงาน ส่งเสริมสินค้าเกษตร มุ่งหน้าตลาดยุคใหม่ จัดการผ้าไหมคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678062

วันอังคาร ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายศรัญญู พูลลาภ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ได้จัดงานส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่ด้านหม่อนไหม ที่ไอคอนสยาม เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 รวมถึงเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม ให้ผู้สนใจและคนรุ่นใหม่ได้เห็นความสำคัญของผ้าไหมไทย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร กลุ่มผู้ทอผ้าไหม และผู้ประกอบการผ้าไหม และเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับงานหม่อนไหมในด้านต่างๆ ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการตลาดนำการผลิตด้านสินค้าหม่อนไหม นิทรรศการผลงานการออกแบบและตัดเย็บผ้าไหม การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมศิลปาชีพฯ ร่วมสมัย จากการประกวด The 3rd Next Big Silk Designer Contest และชุดผ้าไหมไทยของคณะทูตานุทูตหลายประเทศ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสาธิตด้านหม่อนไหมที่น่าสนใจบนเวที พร้อมทั้งการออกร้านจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมจากทั่วประเทศ และร้านค้ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ไทยเชื่อมต่อระบบอินโดนีเซีย อำนวยความสะดวกส่งสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678063

วันอังคาร ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ได้ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ประชุมผู้ประสานงานด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (ASEAN SPS Contact Points: ASCP) ครั้งที่ 10 และการประชุมคณะทำงานด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (ASEAN Committee on SPS: AC-SPS) ครั้งที่ 12 โดยมีประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ซึ่งที่ประชุมมีการหารือประเด็นการดำเนินการด้านมาตรการ SPS ภายในอาเซียน เช่น ผลการดำเนินการความร่วมมือด้าน SPS ของอาเซียนภายใต้คณะทำงานต่างๆ การแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ประสานงาน กฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือด้าน SPS ระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่นๆความคืบหน้าการจัดทำระบบใบรับรองสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (e-SPS) ของอาเซียน การเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เป็นต้น

นายพิศาลกล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือด้าน SPS ภายในอาเซียน ไทยในฐานะผู้ริเริ่ม
และผู้ดูแลระบบการแจ้งเตือนความปลอดภัยอาหารของอาเซียน (ARASFF) ได้แจ้งความคืบหน้าการพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบการแจ้งเตือนของไทยกับของอาเซียน เพื่อเป็นต้นแบบแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน ในการนำไปพัฒนาระบบ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกการใช้งานระบบ ลดความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูล โดยไทยคาดว่าจะทดสอบระบบดังกล่าวภายในปี 2565 และยังขอให้ประเทศสมาชิกเข้าใช้งานระบบ ARASFF และนำเข้าข้อมูลแจ้งเตือนทุกครั้งเมื่อตรวจพบสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเตือนภัยสินค้าเกษตรและอาหารของอาเซียน เพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ไทยในฐานะผู้ดูแลเว็บไซต์เครือข่ายกลางของอาเซียนด้านความปลอดภัยอาหาร (AFSN) ได้สอบถามความคิดเห็นในการใช้งานเว็บไซต์จากประเทศสมาชิก เพื่อนำปัญหา อุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะในการใช้งานมาวิเคราะห์ประกอบการปรับปรุงเว็บไซต์ดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ AFSN เป็นศูนย์รวมข้อมูลด้านความปลอดภัยอาหารที่มีข้อมูลครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน สะดวกต่อการสืบค้นข้อมูลทั้งสำหรับภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในและภายนอกอาเซียน โดยปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวได้รวบรวมกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยอาหารของอาเซียน สามารถเข้าใช้งานและสืบค้นข้อมูลได้ที่ http://www.afsn.net

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’จี้หน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งหาทางกำจัด‘หญ้าแม่มด’ภัยคุกคาม‘ไร่อ้อย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/678046

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’จี้หน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งหาทางกำจัด‘หญ้าแม่มด’ภัยคุกคาม‘ไร่อ้อย’

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’จี้หน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งหาทางกำจัด‘หญ้าแม่มด’ภัยคุกคาม‘ไร่อ้อย’

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.39 น.

วันที่ 5 กันยายน 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย. ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความระบุว่า

#หญ้าแม่มด …มหันตภัยร้ายแรงในไร่อ้อย

สมาคมฯเตือนภัยมาหลายปีแล้ว..ว่าพบการระบาดของหญ้าแม่มด (Witch weed) ชนิดดอกสีขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Striga angustifolia พบในแหล่งปลูกอ้อยจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ ปี 2560 แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่มีการเตือนภัยจากหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง ด้วยเหตุผลว่า “เกรงจะมีผลกระทบต่อการส่งออก..หากประเทศคู่ค้าทราบว่าประเทศไทยมีการระบาดของหญ้าแม่มด”

การเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะเกรงจะกระทบการส่งออก แต่ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะหญ้าแม่มด ไม่ใช่วัชพืชกาฝากในอ้อยเท่านั้น แต่สามารถดูดกินน้ำเลี้ยงในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอื่นๆได้ด้วย เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง วัชพืชใบแคบ (เช่น หญ้าคา หญ้าตีนกา หญ้าตีนกา หญ้ารังนก หญ้าปากควาย หญ้าตีนติด หญ้านกสีชมพู และหญ้าพง เป็นต้น)

ทำไมทั่วโลกกลัวอันตรายร้ายแรงของหญ้าแม่มด

เพราะหญ้าแม่มด..เป็นกาฝากที่ราก (root parasite) หลังจากงอก จะแทงรากที่เรียกว่า haustorium  เข้าไปในรากพืชอาศัยเพื่อดูดกินน้ำเลี้ยงในขณะที่ยังอยู่ใต้ดินไม่มีแสงแดด หลังจากแข็งแรงดีแล้ว.หญ้าแม่มด จะโผล่ขึ้นมาพ้นผิวดินเป็นต้นเล็กๆสูงไม่เกิน 30 เซนติเมตรอยู่รอบๆพี่อาศัยได้จะออกดอกติดเมล็ดอยู่ในดิน
หญ้าแม่มด 1 ต้นสามารถสร้างเมล็ดได้สูงสุดถึง 200,000 เมล็ด

สิ่งที่น่ากลัว‼คือเมล็ดหญ้าแม่มดจะมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน 15-20 ปี  เนื่องจาก เมล็ดมีขนาดเล็กมากคล้ายฝุ่น.จึงสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดข้าวฟ่างหรือ ข้าวได้.. ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุที่ทั่วโลกตั้งข้อรังเกียจเมล็ดหญ้าแม่มด.. ไม่ต้องการให้ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ที่จะเข้าไปขายในประเทศของเขา

หญ้าแม่มดมดในอ้อย..ไม่ใช่มีเฉพาะประเทศไทย แต่มีรายงานพบในหลายประเทศ เช่นอินเดีย อินโดนีเซีย และ ออสเตรเลีย  น่าสนใจว่า.วิธีการแก้ปัญหาหญ้าแม่มดในอ้อยของประเทศออสเตรเลียทำอย่างไร แต่ที่แน่ๆคือ ออสเตรเลียไม่ได้เก็บเป็นความลับเหมือนประเทศไทย ทำไมเค้าไม่กลัวถูกกีดกันทางการค้า..โปรดติดตามตอนต่อไป

#หญ้าแม่มดชนิดดอกสีขาว #วัชพืชกาฝากที่รากอ้อย
#quarantineweed 
#sugarcane 
#Striga 
#maize 
#sorghum

ปศุสัตว์ลุยค้น 7 จุดเชียงใหม่ อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ 5.3 ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677979

ปศุสัตว์ลุยค้น 7 จุดเชียงใหม่ อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ 5.3 ตัน

ปศุสัตว์ลุยค้น 7 จุดเชียงใหม่ อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ 5.3 ตัน

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.38 น.

‘เฉลิมชัย’ สั่งปศุสัตว์ตรวจสอบแหล่งที่มาลงโทษผู้ทำความผิด พร้อมอายัดซากสุกรหลังพบลอบนำเข้าในพื้นที่เชียงใหม่กว่า 5.3 ตัน

5 กันยายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการเกิดโรคระบาดในสัตว์และโรคระบาดสัตว์ที่สามารถติดต่อสู่คนได้ จึงได้กำชับแจ้งไปยังกรมปศุสัตว์ตรวจสอบคุมเข้มสถานประกอบการเก็บซากสัตว์อย่างเข้มงวด โดยล่าสุดมีรายงานมายังตนได้ตรวจสอบห้องเย็นที่เชียงใหม่ จำนวน 7 แห่ง พบจำนวน 1 แห่ง ที่สงสัยมีการนำเข้าซากสัตว์ผิดกฎหมายจากต่างประเทศเป็นซากสุกร รวมทั้งหมด 5,375 กิโลกรัม จำนวน 475 กล่อง ภายใต้อำนาจตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 จึงได้ทำการอายัดซากสัตว์ที่สงสัยไว้ทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 7 แห่ง ตรวจพบในพื้นที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 แห่ง โดยพบซากสุกรต้องสงสัยลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ 4 รายการ ประกอบด้วย ไส้ตันสุกร ระบุข้างกล่องประเทศเยอรมัน จำนวน 130 กล่อง , ตับสุกร ระบุข้างกล่องอาร์เจนติน่า จำนวน 100 กล่อง , ไส้สุกร ไม่ทราบแหล่งที่มา จำนวน 75 กล่อง และราวนมสุกร ระบุข้างกล่องเนเธอร์แลนด์​ จำนวน 90 กล่อง เป็นซากสุกรรวมทั้งหมด 475 กล่อง รวมน้ำหนัก 5,375  กิโลกรัม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดซากสุกรทั้งหมดดังกล่าวไว้เพื่อตรวจสอบเอกสารการนำเข้า และเอกสารเคลื่อนย้ายซากสุกรดังกล่าวมายังพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่  และได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานไว้ที่ สภ.สารภี หากพบการกระทำความความผิดตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำความผิดที่ สภ.สารภีต่อไป

-005

เปลี่ยนพื้นที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกโคราชปี 72 หลังที่เดิม’โคกหนองรังกา’ดินน้ำเค็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677956

เปลี่ยนพื้นที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกโคราชปี 72 หลังที่เดิม'โคกหนองรังกา'ดินน้ำเค็ม

เปลี่ยนพื้นที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกโคราชปี 72 หลังที่เดิม’โคกหนองรังกา’ดินน้ำเค็ม

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.37 น.

งานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2572 ในนครราชสีมาเปลี่ยนพื้นที่จัดงานใหม่หลังพื้นที่เดิม “โคกหนองรังกา” อำเภอคงพบดิน-น้ำเค็ม ทางจังหวัดเสนอพื้นที่สำรอง “โคกหนองกุง-หนองแก้ว ตำบลหนองตะไก้ อำเภอสูงเนิน” ผู้แทนสมาคมพืชสวนโลก รุดตรวจสอบเพื่อหาข้อสรุป

วันที่ 5 ก.ย.65 ที่ห้องลำตะคอง โรงแรมแคนทารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และนายชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พร้อมด้วยผู้แทนจากสมาคมพืชสวนโลก และคณะ ร่วมกันประชุมหารือและตรวจสอบพื้นที่ที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกหนองกุง-หนองแก้ว หมู่ที่ 6 ต.หนองตะไก้ อ.สูงเนิน และพื้นที่โคกหนองรังกา ต.เทารักษ์ อ.คง จ.นครราชสีมา อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อรองรับพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา ในปี 2572 หลังจากก่อนหน้านี้ในการประชุมรายละเอียดของคณะกรรมการพืชสวนโลกแห่งประเทศไทยพบว่าพื้นที่โคกหนองรังกา ต.เทารักษ์ อ.คง จ.นครราชสีมา ซึ่งเดิมจะเป็นพื้นที่จัดงานพืชสวนโลกนั้นมีคุณภาพดินและน้ำที่เค็มและอาจจะไม่เหมาะสมในการใช้เป็นพื้นที่จัดงานจึงมีการหาพื้นที่สำรอง โดยทางจังหวัดได้เสนอพื้นที่โคกหนองกุง-หนองแก้ว หมู่ที่ 6 ต.หนองตะไก้ อ.สูงเนิน เพื่อให้ผู้แทนสมาคมพืชสวนโลกช่วยพิจารณาและตรวจสอบความเหมาะสม

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาได้เสนอตัวจัดงานพืชสวนโลกในปี 2572 และได้ผ่านมติของคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่เมื่อมีการประชุมในรายละเอียดของคณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ มีข้อกังวลในเรื่องของคุณภาพของดินและน้ำที่โคกหนองรังกา ต.เทพารักษ์  อ.คง ทางจังหวัดจึงได้มีการเสนอที่สำรองขึ้นมา ได้แก่พื้นที่โคกหนองกุง-หนองแก้ว ต.หนองตะไก้ อ.สูงเนิน 

ดังนั้น ผู้แทนจากสมาคมพืชสวนโลก เดินทางมาติดตามและมาให้ข้อแนะนำอย่างไม่เป็นทางการและมาตรวจสอบพื้นที่ทั้ง 2 แห่งไม่ว่าจะเป็นโคกหนองรังกา อ.คง และโคกหนองกุง-หนองแก้ว อ.สูงเนินว่าพื้นที่ไหนมีความเหมาะสมหากจะต้องมีการเปลี่ยนพื้นที่ที่จะจัดงานพืชสวนโลกในปี 2572 โดยหลังจากการลงพื้นที่แล้วจะมีการประชุมเพื่อสรุปถึงความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ก็ต้องมีการเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งและจัดเตรียมข้อมูลเสนอตัวในช่วงกลางปี 2566 เพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลกต่อไป – 003