กรมชลฯติดตามบริหารน้ำตามเกณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677282

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 42,776 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 33,308 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,274 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,597 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ เนื่องจากมีฝนตกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้น จึงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำตามเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้ได้กำชับให้โครงการชลประทาน และสำนักเครื่องจักรกลในพื้นที่เสี่ยงให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ติดตามข้อมูลผ่านระบบโทรมาตรมาช่วยในแจ้งเตือนประชาชนก่อนการระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) กำชับ ตรวจสอบอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งหมั่นกำจัดวัชพืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การระบายน้ำทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯเร่งรัดสูบน้ำ ช่วยระบายน้ำกทม.-ปริมณฑล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676994

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่บริเวณสถานีสูบน้ำประเวศบุรีรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการทำงานของสถานีสูบน้ำต่างๆ ที่มีจุดเชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำของ กทม.วางแผนเร่งระบายน้ำในพื้นที่กทม.หลังจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ก่อนจะลงพื้นที่ไปติดตามความพร้อมของสถานีสูบน้ำต่างๆ อาทิ สถานีสูบน้ำหนองจอก และสถานีสูบน้ำบางขนาก เป็นต้น

นายประพิศกล่าวว่า ได้เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ ช่วงที่เกิดฝนตกใน กทม.อย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร วางแผนระบายน้ำร่วมกันหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากในพื้นที่กทม. ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 11ได้เตรียมความพร้อมประตูระบายน้ำและระบบชลประทานที่มีจุดเชื่อมต่อกับพื้นที่กทม.เพื่อเร่งระบายน้ำด้วยการสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ กทม.ผ่านสถานีสูบน้ำประเวศบุรีรมย์ และสถานีสูบน้ำหนองจอก เร่งระบายน้ำลงสู่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ก่อนจะระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และทะเลอ่าวไทย ตามลำดับ โดยจะควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา รวมทั้งใช้สถานีสูบน้ำที่อยู่ริมคลองชายทะเล เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวกทม.และปริมณฑล

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่ให้ออกสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด รองรับปริมาณฝนที่อาจตกลงมาเพิ่มได้อีกในระยะต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน

กรมวิชาการเกษตรโชว์ ผลวิจัย-นวัตกรรม900ต้นแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676995

กรมวิชาการเกษตรโชว์  ผลวิจัย-นวัตกรรม900ต้นแบบ

กรมวิชาการเกษตรโชว์ ผลวิจัย-นวัตกรรม900ต้นแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมแถลงผลงานวิจัยสิ้นสุด ปี 2559-2564 “กรมวิชาการเกษตรร่วมใจ มุ่งสู่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร DOA Together for BCG and Food Security” ว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็นการประชุมแถลงผลงานวิจัยที่มีคุณค่าของกรมวิชาการเกษตร นับเป็นโอกาสดีสำหรับนักวิจัยซึ่งเป็นผู้ผลิตผลงาน และผู้ใช้ผลงานซึ่งเป็นพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ที่จะได้รับรู้แลกเปลี่ยน นำผลงานวิจัยไปพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิต เพื่อให้เกิดการบูรณาการและทำงานวิจัยร่วมกันให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในด้านการวิจัยรองรับการขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน งานวิจัยที่สร้างรายได้ และเพิ่มอัตราการขยายตัวของ GDP ภาคเกษตร งานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยเพื่อลดระยะเวลาการวิจัย ให้ผลงานออกสู่พี่น้องเกษตรกรโดยเร็ว

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงการวิจัยและการทำงานเพื่อรองรับภาวะวิกฤตของประเทศ อาทิ ภาวะภัยแล้ง ปัญหาการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ ซึ่งจากการดำเนินงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลงานวิจัยที่มีคุณค่าไม่น้อยกว่า 900 ต้นแบบเทคโนโลยี และได้ขับเคลื่อนผลงานไปสู่ภาคการเกษตร จึงเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรายงานผลงานวิจัย นวัตกรรมรวม 29 เรื่องหลัก เพื่อแถลงผลงานวิจัยสู่สาธารณะ และนำไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตให้สอดรับกับตลาดสินค้าเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เกี่ยวข้องในด้านการวิจัยและการผลิต ทั้งนี้ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านพืช เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการเกษตรของประเทศไทย เป็นภารกิจที่สำคัญ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านการวิจัยตามแผนงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รวมทั้งสิ้น 388 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานวิจัยใน 29 แผนงานวิจัย (255 โครงการวิจัย) ต่อเนื่อง 5 ปี รวมงบประมาณทั้งสิ้น 2,508 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณค่าเผยแพร่สู่สาธารณะ ไม่น้อยกว่า 900 ต้นแบบ

‘ประภัตร’มอบโค-กระบือพื้นที่อีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676992

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานมอบโคให้กับเกษตรกรในโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ที่ อบต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น และเทศบาล ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมีนายสุเทพ มณีโชติ รอง ผวจ.ขอนแก่น และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าโครงการนี้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้กระบือเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

“การมอบโคให้กับเกษตรกรในโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ที่ จ.ขอนแก่น ครั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการส่งมอบโค 54 ตัว และส่งมอบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี 54 ตัว เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้นำโคไปใช้ในการประกอบอาชีพ สร้างความมั่นคงในครัวเรือน โดยจะส่งเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ ทั้งในเรื่องการเลี้ยง การดูแล ตลอดจนเรื่องสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด” นายประภัตร กล่าว

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้ชี้แจงและขอความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และ จ.อุดรธานี ให้ช่วยกันผลักดันโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน มีผลตอบแทนเบื้องต้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต

กรมข้าวจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงสินค้าข้าว ผลิตภัณฑ์คุณภาพ ส่งขายให้ผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676993

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีเปิดงานการจัดงานจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)สินค้าและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพ ตลาดอ.ต.ก.ปี 2565 โดยมีนายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ที่ตลาด อ.ต.ก.กรุงเทพมหานคร โดยนายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า การจับคู่ธุรกิจสินค้าและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต เกษตรกร กับผู้ประกอบการค้าข้าว จัดหาและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากข้าวคุณภาพ มีตลาดรองรับผลผลิตของชาวนา และเป็นการประชาสัมพันธ์การบริโภคข้าวไทยที่มีคุณภาพให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค โดยมีกลุ่มเกษตรกรสมาชิก 12,102 ราย พื้นที่นา 313,712 ไร่นำสินค้าร่วมจำหน่ายและจับคู่ธุรกิจ 1,178.8 ตัน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) สินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยมีการนำเสนอสินค้าที่มีความหลากหลาย โชว์สินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าว ให้ผู้สนใจเจรจาธุรกิจเยี่ยมชมและการเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการและเกษตรกร กิจกรรมฝึกปฏิบัติการใช้งานแพลตฟอร์ม Application Farms Fair ในการจับคู่ผู้ซื้อกับผู้ขายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ กิจกรรมสาธิต โชว์ ชิม เมนูผลิตภัณฑ์ข้าว อาทิ ข้าวคุณค่าโภชนาการสูง กข83 ข้าวมะลิดำหนองคาย ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าว กข43 และผลิตภัณฑ์จากข้าว อาทิ พิซซ่าจากข้าวสังข์หยด เครื่องดื่มจากข้าว ขนมต่างๆ ตลอดจนร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์มากกว่า 20 ร้านค้า

เกษตรกรทวงถาม‘บอร์ดกุ้ง’แก้ราคาตก หลังปล่อยกุ้งต่างชาติรุกรานกุ้งไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676956

เกษตรกรทวงถาม‘บอร์ดกุ้ง’แก้ราคาตก หลังปล่อยกุ้งต่างชาติรุกรานกุ้งไทย

เกษตรกรทวงถาม‘บอร์ดกุ้ง’แก้ราคาตก หลังปล่อยกุ้งต่างชาติรุกรานกุ้งไทย

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 17.57 น.

เกษตรกรทวงถาม “บอร์ดกุ้ง” แก้ราคาตก หลังปล่อยกุ้งต่างชาติรุกรานกุ้งไทย กรณีศึกษาห้องเย็นฟันกำไร แต่คนเลี้ยงตายคาบ่อ

31 สิงหาคม 2565 นายปรีชา สุขเกษม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดสงขลาเปิดเผยว่า ขณะนี้ราคากุ้งกำลังอ่อนตัวและตกต่ำอย่างรวดเร็ว หลังคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) หรือ บอร์ดกุ้ง อนุมัตินำเข้ากุ้งจากเอกวาดอร์และอินเดีย โดยอ้างมีการประกันราคาช่วยอยู่ หน้าฉากตั้งราคาขั้นต่ำเท่าต้นทุนบนเงื่อนไขคุณสมบัติกุ้งขั้นนางฟ้า คาดเกษตรกรรายกลาง-รายย่อยขาดทุนยับ แนะรัฐหันส่งเสริมผลผลิตกุ้งไทยทดแทนนำเข้า

“Shrimp Board ระบุว่าการนำเข้ากุ้งหมื่นตันจากเอกวาดอร์และอินเดียจะไม่กระทบราคาในประเทศ แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม เพราะราคากุ้งกำลังอ่อนตัวและตกต่ำอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาประกันขั้นต่ำที่ห้องเย็นตั้งไว้นั้นเท่ากับราคาต้นทุนการผลิตที่ยังไม่รวมโสหุ้ยอื่นๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับให้เกษตรกรขายในราคาขาดทุน แบบนี้  Shrimp Board จะรับผิดชอบและหาทางแก้ไขอย่างไร” นายปรีชา กล่าว

นายปรีชา กล่าวว่า เกษตรกรรายกลางรายย่อย ไม่ได้มีสายป่านยาวและไม่มีกำลังในการต่อรองกับห้องเย็น จำเป็นต้องขายกุ้งในราคาต่ำ ขณะที่ถูกกลุ่มผลประโยชน์ใช้อ้างเป็นเหตุผลรองรับนโยบายนำเข้ากุ้ง เช่น เกษตรกรไทยผลิตกุ้งไม่เพียงพอบ้าง กุ้งไม่ได้ขนาดที่ต้องการบ้าง  สิ่งเหล่านี้ทำให้ความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยสั่นคลอน ทั้งๆที่เกษตรกรเป็นกลุ่มเป้าหมายและเป็นตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ทางนโยบายที่แท้จริงที่ภาครัฐควรมุ่งแก้ปัญหามากที่สุด

นายปรีชา ย้ำว่ากุ้งไทยยังเลี้ยงได้ ยังพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก ไม่จำเป็นต้องนำกุ้งจากต่างชาติเข้ามา เพราะการนำเข้ากุ้งเป็นการรุกรานอาชีพเกษตรกรไทย  ประเด็นนี้กรมประมงและกระทรวงเกษตรฯ น่าจะรู้ดีว่าการสนับสนุนซื้อกุ้งต่างชาติจะเป็นผลลบกับเกษตรกรไทยเหมือนเราส่งงบประมาณหมื่นล้านไปช่วยพัฒนาการเลี้ยงกุ้งในประเทศเขา เสริมความเข้มแข็งให้คู่แข่ง

“การเปิดประตูให้กุ้งต่างชาติที่มีคุณภาพต่ำกว่า เข้ามาย่ำยีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบ้านเรา แทนที่จะพยายามส่งเสริมการเลี้ยงในประเทศมันเหมาะสมแล้วหรือครับ ขอเรียกร้องให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรบ้าง โดยเฉพาะการส่งเสริมการเลี้ยง ให้ความรู้ทางวิชาการ เพื่อแก้ปัญหาโรคระบาดในกุ้ง สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้งให้ได้ 4 แสนตันตามเป้าหมาย แทนการหาวิธีการง่ายด้วยๆ ด้วยการนำเข้ากุ้งมาซ้ำเติมเกษตรกรเช่นนี้”

ทั้งนี้ ราคากุ้งขาวแวนาไม เมื่อ 15 สิงหาคม ราคาขนาด 60 ตัว/กิโลกรัมอยู่ที่ 160 บาท ขนาด 70 ตัว/กก.ราคา 150 บาท ขนาด 80 ตัว/กก.ราคา 135 บาท ขนาด 90 ตัว/กก.ราคา 125 บาท และขนาด 100 ตัว /กก.ราคา 120 บาท ส่วนราคากุ้งขาวในวันนี้ ขนาด 60 ตัว/กก.ราคา 140 บาท ขนาด 70 ตัว/กก.ราคา 130 บาท ขนาด 80 ตัว /กก.ราคา 120 บาท ขนาด 90 ตัว/กก.ราคา 115 บาท และราคา 100 ตัว /กก.ราคา 115 บาท ทุกขนาดปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยกิโลกรัมละ 5  -20 บาทแล้ว

‘เฉลิมชัย’โชว์ผลงานความสำเร็จ ‘Big Data Project’ภาคการเกษตร เดินหน้าพัฒนาระบบฐานข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676767

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โชว์ผลสำเร็จขับเคลื่อน Big Data ภาคเกษตร มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดสัมมนาใหญ่ เปิดตัว “โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร” โชว์ผลงาน พัฒนาระบบฐานข้อมูลแบบ Open Data พร้อมวางกลยุทธ์ Road map ต่อยอด3 ระยะ ปฏิรูปภาคเกษตรไทยก้าวสู่ Digital Transformation โดยวางเป้าหมายให้บริการแบบ citizen centric

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดงานสัมมนา “โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ว่า จากที่รัฐบาลได้มีนโยบายมุ่งไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Thailand 4.0) โดยจัดทำแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อ
เศรษฐกิจและสังคมเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน ให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย สศก. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก โดยได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ร่วมกัน 10 กระทรวง และขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2562 เพื่อให้เกษตรกร ภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าถึงระบบการให้บริการและสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางแผน การผลิตและการตลาด

ล่าสุด สศก. ได้จัดทำ “โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร” เพื่อพัฒนาฐานข้อมูล สำหรับจัดเก็บ และบริการข้อมูลทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง จากหน่วยงานภาคีภายใต้บันทึกความร่วมมือระหว่าง 10 กระทรวง ซึ่งเป็นการรวบรวมชุดข้อมูล (Datasets) จากการสำรวจ นำมาจัดทำเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการเกษตร และวิเคราะห์ในมิติต่างๆ เปิดบริการ Open Data ให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้สนใจใช้ข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร มีการพัฒนาระบบงาน 5 ระบบ คือ 1) ระบบการบูรณาการข้อมูลและจัดทำรายงาน 2) ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) 3) ระบบปฏิทินการผลิตสินค้าเกษตร 4) ระบบ Coaching Program Platform (CPP) และ 5) ระบบ Public AI ตลอดจนปรับปรุงการให้บริการ ข้อมูลการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการเกษตร แก่หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งเกษตรกร

“การสัมมนาเปิดตัวโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตรในวันนี้ สศก. มีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และนำเสนอผลสำเร็จในการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา พร้อมทั้งสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือในอนาคตร่วมกับหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ ที่ MOU ร่วมกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่า ผลสำเร็จของโครงการฯ จะเป็นประโยชน์แก่ เกษตรกร ภาครัฐ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดโซ่อุปทานการผลิต ทำให้มีข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตที่แม่นยำ สามารถนำไปใช้วางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ สศก. ในฐานะเนวิเกเตอร์เศรษฐกิจการเกษตร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตรดังกล่าว จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือเนวิเกเตอร์ ที่นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถเชิงดิจิทัลยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และแม่นยำ” เลขาธิการ สศก. กล่าว

20ปีคลินิกเกษตรฯแก้ปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676768

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ขอพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ กราบบังคมทูลถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเนื่องในโอกาสอันเป็นมิ่งมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระชนมพรรษา 50 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2545 และทรงรับโครงการไว้ในพระราชานุเคราะห์ ทรงพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ กระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดให้โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องซึ่งตลอด 20 ปี ได้ช่วยเกษตรกรกว่า 4.4 ล้านคน ในพื้นที่เป้าหมายให้ได้รับบริการแก้ปัญหาด้านการเกษตรตามความต้องการอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรงอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2565 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ และเพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสดังกล่าว จึงจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา70 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 โดยจัดขึ้นที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ได้จัดงานอีก 3 ครั้ง ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี จ.อุทัยธานี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์

เกษตรฯจัดสรรที่ดินอพยพ พื้นที่โครงการเขื่อนราษีไศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676769

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ รุดแก้ปัญหากรณีกลุ่มเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล จ.สุรินทร์ เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ จ่ายค่าที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ และขอให้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เร่งรัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของมวลชน โดยเร็วซึ่ง รมว.เกษตรฯ ให้ความสำคัญกับกลุ่มมวลชนทุกกลุ่มที่เดินทางมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาด้านต่างๆ ตลอดมา โดยเฉพาะในส่วนของการจ่ายค่าชดเชยที่ดินของเขื่อนราศีไศลและเขื่อนหัวนา ซึ่งได้รับค่าชดเชยไปแล้วหลังจากที่ต่อสู้เรียกร้องมานานกว่า 30 ปี

ในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกร้องขอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาเรื่องการสรรที่ดินแปลงอพยพ โครงการเขื่อนราษีไศล จ.สุรินทร์ นั้น ทาง ดร.เฉลิมชัย ได้มอบหมายนายธนา เขารับทราบปัญหาตามข้อเรียกร้อง โดยภายหลังกำหนดวันประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหามวลชน ตามที่มีการเรียกร้อง โดยกำหนดขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ เวลา 13.30 น.ที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแกนนำและสมาชิกกลุ่มมีความพึงพอใจจึงเดินทางกลับภูมิลำเนา จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี แล้ว โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอสนับสนุนรถโดยสารจากกระทรวงคมนาคม 31 คัน เพื่อส่งกลุ่มมวลชนกลับภูมิลำเนา

ชลประทานเฝ้าระวัง สถานการณ์น้ำอ่างฯ บริหารให้เหมาะสม รองรับมีฝนตกหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676770

วันพุธ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 42,048 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 55ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 34,037 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน9,906 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,965 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงได้กำชับให้โครงการชลประทาน และสำนักเครื่องจักรกลทั่วประเทศ เฝ้าระวังและเตรียมรับมือสถานการณ์ฝน บริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พิจารณาปรับการระบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ บูรณาการร่วมกับอาสาสมัครกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตรวจสอบอาคารชลประทานประตูระบายน้ำ ให้พร้อมใช้งานได้เต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดวัชพืชอย่างต่อเนื่องโดยให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด