ทม.กาฬสินธุ์เปิด ตลาดชุมชนเมืองเก่า เพิ่มช่องค้าขายปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674979

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายจารุวัฒน์ บุญเพิ่ม นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า เทศบาลเมือง (ทม.) กาฬสินธุ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร และทุกภาคส่วนจัดตลาดย่านเมืองเก่าขึ้น เพื่อนำสินค้าของประชาชนมาจำหน่ายทุกๆ วันพฤหัสบดีของสัปดาห์ เพื่อขับเคลื่อนโดยการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาเสริมเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติโควิด-19 ให้พี่น้องประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ ลืมตาอ้าปากได้ เพราะสามารถนำสินค้นของตนเองที่มีอยู่มาขาย

นอกจากนี้ยังถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนของจังหวัด ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า เพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน และเกษตรกร เพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนเศรษฐกิจของจังหวัด

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ จังหวัดใกล้เคียง และนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม และสัมผัสตลาดย่านเมืองเก่า ตั้งอยู่ภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งมีขึ้นทุกวันพฤหัสบดี โดยภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าทางภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านของเยาวชน เดินกิน ชิม เที่ยว ช้อปสินค้าทางวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าทางการเกษตรมากมาย และชมการแสดงพื้นบ้าน

กรมประมงเตือนเกษตรกร ระวังสัตว์น้ำช่วงฤดูฝนลดสูญเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674975

วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้ 1.วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับสัตว์น้ำได้ก่อนฤดูน้ำหลาก โดยเลือกซื้อลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่แข็งแรงและทนต่อโรคจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมหรือน้อยกว่าปกติ และควรทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อช่วยลดปริมาณสัตว์น้ำที่อาจสูญเสียได้

2.ปรับปรุงและเสริมคันบ่อ ขุดร่องระบายน้ำและลอกตะกอนดิน เพื่อให้น้ำไหลเข้าออกอย่างสะดวก พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงของกระชังอยู่เสมอ และจัดวางกระชังให้มีระยะห่างกัน เพื่อให้น้ำหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก 3.เลือกใช้อาหารคุณภาพดี มีเลขทะเบียนรับรอง และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสมเสริมสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรไบโอติก วิตามินรวม เป็นต้น

4.วางแผนจัดการคุณภาพน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควบคุมปริมาณและคุณภาพน้ำให้เหมาะสมได้แก่ การรักษาปริมาณน้ำให้พอเหมาะ หรือปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ หากสภาพอากาศปิด มีฝนตก ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างฉับพลัน เกษตรกรควรเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยการเปิดเครื่องตีน้ำหรือใช้เครื่องสูบน้ำในบ่อพ่นให้สัมผัสอากาศส่วนกรณีที่ฝนตกหนัก ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีค่าลดลง ควรโรยปูนขาวหรือปูนมาร์ล เพื่อควบคุมค่า pH และเติมเกลือแกงเพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำในอัตราที่เหมาะสม

5.ระหว่างเลี้ยงควรทำสะอาดพื้นบ่อหรือกระชังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ เศษอาหาร มูลของเสีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปรสิต รวมถึงเชื้อโรคต่างๆ และ 6.หมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งซากสัตว์น้ำที่ป่วยบริเวณบ่อหรือกระชังที่เลี้ยง เนื่องจากจะเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรค

ทั้งนี้ ในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องอาจทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งในบ่อดินและกระชังปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดโรคหรือตายอย่างฉับพลันได้ เกษตรกรควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของสัตว์น้ำ เช่น การกินอาหาร การว่ายน้ำ ลักษณะอาการภายนอก หากพบความผิดปกติให้รีบหาสาเหตุและแก้ไข หากไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านโรคและด้านการจัดการคุณภาพสัตว์น้ำ นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมักประสบปัญหาความเค็มและอุณหภูมิของน้ำที่แปรปรวน อาจทำให้เกิดโรคในกุ้ง เช่น ตัวแดงดวงขาว ทอร่า และโรคอื่นๆ

กรมการข้าวเปิดตัว‘4 พันธุ์ข้าว’น้องใหม่ ชูจุดเด่นให้ผลผลิตสูง ประเดิมผลิตล็อตแรก 300 ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674922

กรมการข้าวเปิดตัว‘4 พันธุ์ข้าว’น้องใหม่ ชูจุดเด่นให้ผลผลิตสูง ประเดิมผลิตล็อตแรก 300 ตัน

กรมการข้าวเปิดตัว‘4 พันธุ์ข้าว’น้องใหม่ ชูจุดเด่นให้ผลผลิตสูง ประเดิมผลิตล็อตแรก 300 ตัน

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.11 น.

กรมการข้าวเปิดตัว ‘4 พันธุ์ข้าว’ น้องใหม่ ชูจุดเด่นให้ผลผลิตสูง ประเดิมผลิตล็ตแรก 300 ตัน เริ่มจำหน่ายเกษตรกรเดือนธันวาคม เตรียมดึงกองทุนหมู่บ้านเป็นศูนย์กระจายเมล็ดพันธุ์

22 สิงหาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ ครั้งที่ 1/2565 โดยมีผู้บริหาร ผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมการพิจารณารับรองพันธุ์ ณ ห้องประชุมรวงข้าว

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้ได้มีการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวของคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ได้แก่ กข93 กข95 กข97 และ กข101โดย

+ พันธุ์ข้าว กข93 (พุ่มพวงเมืองสองแคว) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวขาวอมิโลสปานกลาง  มีลักษณะประจำพันธุ์ คือเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง มีลักษณะเด่น คือ อายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิต 934 กก./ไร่) ความสูง 131 ซม. ปริมาณอมิโลสปานกลาง 22.82 % ท้องไข่น้อย ตุณภาพการสีดีมาก ต้นเตี้ย ต้านทานการหักล้ม ต้านทานต่อโรคไหม้และค่อนข้างต้านทานโรคขอบใบแห้ง เหมาะสำหรับนาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และเกษตรกรที่ต้องปลูกข้าวอายุปานกลาง แต่มีข้อจำกัดคืออ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดหลังขาว

+ พันธุ์ กข95 (ดกเจ้าพระยา) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท เป็นข้าวขาวพื้นแข็ง มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ เป็นข้าวเจ้านุ่มไม่ไวต่อช่วงแสง ความสูง 110 ซม. คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย มีปริมาณอมิโลสสูงร้อยละ 29.78 อายุการเก็บเกี่ยว 95 – 100 วัน  มีลักษณะเด่น คือ ผลผลิตสูงเฉลี่ย 885 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุด 1,213 กก./ไร่) ต้านทานต่อโรคไหม้และค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เหมาะสำหรับนาชลประทานภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง แต่มีข้อจำกัดคือ อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้งและเพลี้ยกระโดดหลังขาว

+ พันธุ์ กช97 (หอมรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เป็นข้าวหอมไทย มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ อายุการเก็บเกี่ยว 111-114 วัน (ปักดำ) 106 วัน (หว่านน้ำตม) ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ (ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงถึง 934 กก./ไร่) ความสูง 107 ซม. ปริมาณอมิโลสต่ำร้อยละ 15.25 เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง มีลักษณะเด่น คือ เป็นข้าวอมิโลสต่ำ ข้าวสุกนุ่มค่อนข้างเหนียว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผลผลิตสูง 737 กก./ไร่ ศักยภาพการให้ผลผลิต 976 กก./ไร่ ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ สำหรับพื้นที่แนะนำควรปลูกพื้นที่นาชลประทาน ข้อจำกัดคืออ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

+ พันธุ์ กข101 (ทุ่งหลวงรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุการเก็บเกี่ยว 118 วัน (ปักดำ) ผลผลิตสูงเฉลี่ย 779 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิต 1,070 กก./ไร่) ความสูง 117 ซม. ปริมาณอมิโลสปานกลางร้อยละ 21.67 ข้าวสุกค่อนข้าวนุ่ม ไม่เหนียว ไม่ร่วน และไม่มีกลิ่นหอม มีลักษณะเด่น คือ ต้านทานต่อโรคไหม้ พื้นที่แนะนำควรปลูกในพื้นที่นาชลประทาน ข้อจำกัดคืออ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ทั้งนี้ ข้าว กข 95 คาดว่าจะสามารถจำหน่ายให้เกษตรกรตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป จำนวน 300 ตัน และจะมีการขยายในการปลูกทั่วประเทศตั้งแต่เดือนเมษายนปีหน้า เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามในอนาคตกรมการข้าวมีแนวทางในการที่จะส่งเสริมผลิตข้าวคุณภาพให้ได้มากที่สุด โดยกรมการข้าวจะมีการประสานงานไปยังกองทุนหมู่บ้านเพื่อที่จะเป็นพื้นที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ ที่ผ่านมายอมรับว่าเกษตรกรโดยรวมจะต้องไปซื้อที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ทำให้ยากต่อการกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพสู่มือเกษตรกรอย่างไรก็ดีในอนาคตอีก3-4 ปี จะทำให้ประเทศเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวคุณภาพ

-005

กรมชลฯยันอ่างน้ำ ลำกระจวนไม่แตก ฝนหนักจึงน้ำท่วม เร่งรัดงานก่อสร้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674794

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสนฑ์ จินดาสงวน ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 6 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าจำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ (ลำกระจวน) อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ ที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างตัวเขื่อน หัวงาน และอาคารประกอบ ทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ใกล้ระดับทำนบดินสูงสุด (ระดับทำนบดินสูงสุด +248.6 ม.(ร.ท.ก.)) ดังนั้นเพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ก่อสร้าง จึงให้ผู้รับจ้างขุดเปิดทำนบดินชั่วคราวที่ใช้ปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ลำน้ำเดิม ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่ทำการเกษตรท้ายอ่างเก็บน้ำแต่อย่างใด

สำหรับสาเหตุน้ำท่วมในพื้นที่เมืองชัยภูมิ เกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่กว่า 128 มิลลิเมตร ไม่ได้เกิดจากน้ำที่ไหลไปจากลำกระจวน ปัจจุบันสถานการณ์ในเมืองชัยภูมิ กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน โดยได้มีการเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ที่พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

อย่างไรก็ดี โครงการอ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ (ลำกระจวน) ปัจจุบันมีการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 30 ของแผน กำหนดแล้วเสร็จในปี 2566 หากแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 33.45 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 15,000 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม

‘เฉลิมชัย’รุกโมเดลพัฒนาเกษตรฐานราก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674788

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวว่า ได้เร่งขับเคลื่อนโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากทุกจังหวัดเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ครอบคลุมลึกลงไปใน 70,000 หมู่บ้าน 7,000 ตำบล 878 อำเภอรวมทั้ง กทม. โดยแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนนั้น ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรระดับจังหวัดและคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรระดับอำเภอ 878 อำเภอ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะปัญหาความยากจน หนี้สิน และความเหลื่อมล้ำนอกจากนี้ ได้สั่งการให้เร่งจัดตั้งกลไกพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล หมู่บ้าน โดยเร็ว

ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลคาดว่าจะครบ 7,435 ตำบล ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นการผนึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับภาคีภาคส่วนในแต่ละตำบล เพื่อเป็นกลไกการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีโครงสร้างและระบบการพัฒนาภาคเกษตรที่หยั่งลึกลงถึงตำบลหมู่บ้านชุมชนใน 76 จังหวัด และ กทม.เพื่อดึงพลังชุมชน ร่วมแก้ปัญหา เชื่อมโยงกับคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์ AIC แต่ละจังหวัด

อย่างไรก็ดี เพื่อปักหลักวางหมุดหมายการพัฒนาแบบยั่งยืน ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ได้แก่ ตลาดนำการผลิต-เทคโนโลยีเกษตร 4.0-เกษตรปลอดภัย-เกษตรยั่งยืน-เกษตรมั่นคง บูรณาการทำงานตามแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ ให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580)

‘มนัญญา’เยี่ยมสวนปาล์ม สหกรณ์ที่กระบี่เพิ่มมูลค่าผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674795

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัดพร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมอบนโยบายในการดำเนินงาน และมอบเอกสารสิทธิหนังสือทำประโยชน์ให้กับสมาชิกนิคมสหกรณ์อ่าวลึก ตลอดจนเยี่ยมชมลานเทปาล์มน้ำมัน และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ว่า จ.กระบี่ เป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญ มีผลผลิตต่อไร่สูง โดยเฉพาะ อ.อ่าวลึก เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เป็นแห่งแรกของประเทศ การที่สหกรณ์ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นชุมนุมสหกรณ์ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตปาล์มน้ำมัน สมาชิกสหกรณ์ได้รับประโยชน์และสร้างมูลค่าจากต้นปาล์มน้ำมันในหลายๆ เรื่อง เป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรได้มีรายได้ตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ มีการเข้าร่วมโครงการปาล์มน้ำมันแปลงใหญ่ โครงการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้รับมาตรฐาน RSPO การนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร ซึ่งจะต้องทำให้คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับการเกษตรมากยิ่งขึ้น จึงให้ความสำคัญกับโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ กลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด โดยสามารถนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาปรับใช้ในการประกอบอาชีพดังกล่าว สามารถทำการตลาดได้กว้างขวางมากขึ้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

อย่างไรก็ดี จ.กระบี่ มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกลับบ้าน 32 รายสำนักงานสหกรณ์ จ.กระบี่ บูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่าย พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะการวางแผน การผลิต รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวางแผนการผลิต และการส่งเสริมการตลาด

สำหรับชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด จดทะเบียนสหกรณ์เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 ปัจจุบันชุมนุมสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 13 สหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการประกอบอาชีพทำสวนปาล์มน้ำมัน และสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตปาล์มน้ำมัน เมื่อปี 2545 ชุมนุมสหกรณ์ฯ ได้รับอนุมัติเงินกู้โครงการสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอวงเงิน 270 ล้านบาท ตามแผนโครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างเพื่อการเกษตร (ASPL) ดำเนินการก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดกำลังการผลิต 45 ตันทะลาย/ชั่วโมง และได้เปิดดำเนินการรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันจากสหกรณ์สมาชิกเมื่อเดือนมีนาคม 2547 เป็นต้นมา ซึ่งการดำเนินงานในปีบัญชี 2565 ชุมนุมสหกรณ์ฯ สามารถรวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมันทั้งสิ้น 67,328.18 ตัน คิดเป็นมูลค่า 694.6 ล้านบาท

ฝนตกกรมข้าวห่วงชาวนา จัดส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674789

วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าจากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นโดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้ง กทม. และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์ดังกล่าวที่อาจส่งผลให้พี่น้องชาวนาผู้ปลูกข้าวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนัก จึงได้สั่งการให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่ เฝ้าติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ เตรียมรับมือกับเหตุอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยให้รายงานตรงกับกรมการข้าว เป็นระยะๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวนา

กรกอ.เดินหน้า 10 โครงการ เร่งจัดตั้งเขตส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม 18 กลุ่มจว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674703

กรกอ.เดินหน้า 10 โครงการ เร่งจัดตั้งเขตส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม 18 กลุ่มจว.

กรกอ.เดินหน้า 10 โครงการ เร่งจัดตั้งเขตส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม 18 กลุ่มจว.

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 22.05 น.

“อลงกรณ์”เผย กรกอ.เดินหน้า 10 โครงการ เร่งจัดตั้งเขตส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม 18 กลุ่มจังหวัด กระจายการลงทุนกระจายโอกาสสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ชูระเบียงเศรษฐกิจ 5 ภาคทั่วประเทศ พร้อมชงชงโครงการ”เพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์” ภายใต้แผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกตุลาคมนี้

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) ครั้งที่ 3/2565 ผ่านระบบประชุมทางไกล Zoom Meeting ว่า ที่ประชุมได้รับทราบ การขับเคลื่อนสาหร่ายพืชเศรษฐกิจใหม่ตามนโยบายอาหารแห่งอนาคต (Future Food Policy) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมสาหร่ายทะเล (Seaweed) และสาหร่ายตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์การแปรรูปและการตลาด มีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ ได้มีการจัดทำแผนพัฒนาและแผนกลยุทธ์เป็นการพัฒนาการผลิตในระดับท้องถิ่นให้เป็นผลผลิตและผลิตภัณฑ์ชุมชน (Community based product) มุ่งเน้นการผลิตสาหร่ายทะเลและสาหร่ายน้ำจืดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ อาหารเสริม เวชภัณฑ์ เครื่อง สำอางค์ และน้ำมันชีวภาพซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งและศูนย์เพาะเลี้ยงน้ำจืด เร่งเดินหน้าในการรวบรวมพันธุ์ การเพาะเลี้ยงและการเผยแพร่พันธ์ุ

ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่ 50 จังหวัด แบ่งเป็น 22 จังหวัดชายฝั่งทะเล และ 28 จังหวัดบนบก มีองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกว่า 2,600 แห่ง เป็นหนึ่งในเครือข่ายการขับเคลื่อนรวมทั้งการส่งเสริมในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (Worldview International Foundation) มูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมต (Worldview Climate Foundation) และศูนย์ AIC ร่วมดำเนินการเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยสงขลานัครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยนเรศวร และยังมีโครงการพัฒนาสาหร่ายของศูนย์ความเป็นเลิศ ALEC ของ “วว.” และบริษัทเอกชน เช่น ปตท.และบางจาก กำลังวิจัยและพัฒนาต่อยอดสาหร่ายพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในการผลิตสาหร่าย เพื่อใช้ในประเทศและทดแทนการนำเข้า ปัจจุบันมีการผลิตสาหร่ายทั่วโลกปีละกว่า 35 ล้านตัน เป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้าน จึงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ และอาชีพใหม่ของไทย ซึ่งคิดออฟโครงการสาหร่ายทะเล ที่ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นจังหวัดแรก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังรับทราบผลการประชุมหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในวาระที่ประธาน กรกอ.และคณะกระทรวงเกษตรฯ ไปแสดงความยินดีกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการบริหา รสอท.ชุดใหม่ โดยมีมติเห็นพ้องต้องกันใน 10 โครงการของ กรกอ.ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตร (The Brand Project) สู่เกษตรมูลค่าสูง 2.โครงการอาหารแห่งอนาคต (Future Food) 3.โครงการส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม Made In Thailand 4.โครงการส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตร และ SME เกษตร 5.โครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรระหว่าง สวก. AIC และสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร ของ ส.อ.ท. 6.โครงการมหานครผลไม้และการพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้ และโครงการ Eastern Thailand Food Valley 7.โครงการส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาล 8.โครงการ Smart Agriculture Industry (SAI in the City) 9.โครงการสนับสนุนการจำหน่ายและบริโภคผลไม้ในฤดูกาลผลิตผลไม้ปี 2565 10.การฟื้นฟูและพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้ง สินค้าประมงและปศุสัตว์ รวมทั้งระบบความเย็น (Cold Chain system)

ขณะเดียวกันที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารได้แก่ แนวทางและมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในกลุ่มจังหวัดนำร่อง โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้แจ้งให้ทราบว่าบีโอไอ (BOI) ได้อนุมัติเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเกษตรแล้ว ซึ่งการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของ 18 กลุ่มจังหวัด สามารถดำเนินได้ทันทีตามมาตรการใหม่ของบีโอไอ.โดยขอให้คำนึงถึงความพร้อมใน 3 ประเด็นหลัก คือ พื้นที่ ผู้ประกอบการ และสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบเป้าหมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.ภาค) ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ในการจัดทำแผนพัฒนาสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารปี 2566 – 2570 ตามศักยภาพแบบครบวงจรให้แล้วเสร็จภายในกันยายนปีนี้เพื่อประกาศแผน พร้อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13

โดยที่ประชุมได้ให้ข้อแนะนำในการจัดทำแผนพัฒนา และประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิเรื่องระบบโลจิสติกส์ (Logistics) เข้ามาสร้างโอกาสใหม่ๆ โดยให้ 18 กลุ่มจังหวัด ร่วมกับ กรกอ.และ BOI ดำเนินการร่วมกัน ซึ่งถ้าสามารถบริหาร Logistic ได้ ก็จะสามารถลดต้นทุนได้ เช่น อีสานเกตเวย์มีรถไฟจีน – ลาว เป็นเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ เวสเทิร์นเกตเวย์หรือประตูตะวันตก มีกาญจนบุรี – ทวาย เป็นประตูตะวันตก หรือประตูเหนือ มี จ.เชียงราย ใช้เส้นทาง R3A เป็นโลจิสติกส์ลิงก์ (Logistics Link) เป็นตัวอย่างพร้อมทั้งกล่าวถึงการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่แต่ละภาคไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ต้อง customize สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในพื้นที่ต่อยอด โดยใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตเป็นเข็มทิศเพื่อเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่มากพอที่จะสร้างฐานอุตสาหกรรมเกษตรยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูง โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูป เน้นการบริหารจัดการร่วมกันซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป

นายอลงกรณ์ บอกด้วยว่า โครงการ Eastern Thailand Food Valley : ETEV ภายใต้ EEC ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ร่วมในการสนับสนุนนั้น ตนและคณะรวมทั้ง กรกอ.ภาคตะวันออก จะลงพื้นที่ภาคตะวันออเดือนหน้า เพื่อเร่งจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการผลไม้ครบวงจรที่ จ.จันทบุรี ด้วยโดยการประชุม กรกอ.ครั้งหน้าจะเสนอโครงการ “เพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์” (Petchburi Food Valley) ภายใต้เกตเวย์ตะวันตกและระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก (Western Economic Corridor) เป็นโครงการพัฒนาตั้งแต่การผลิตพืช ประมง และปศุสัตว์ การแปรรูปขั้นต้น การใช้เกษตรอัจฉริยะสมาร์ทฟาร์มมิ่งก์ การใข้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย การพัฒนาศูนย์วิจัยเพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร เป็นหนึ่งใน “เพชรบุรีโมเดล” ดำเนินการโดยภาคเอกชน ภายใต้การสนับสนุนของ กรกอ.และศูนย์ AIC ด้วย

ทำความรู้จัก‘ข้าววัชพืช’2ชนิด ภัยที่ชาวนาต้องสังเกตและรีบกำจัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674813

ทำความรู้จัก‘ข้าววัชพืช’2ชนิด ภัยที่ชาวนาต้องสังเกตและรีบกำจัด

ทำความรู้จัก‘ข้าววัชพืช’2ชนิด ภัยที่ชาวนาต้องสังเกตและรีบกำจัด

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 20.13 น.

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความดังต่อไปนี้ ข้าววัชพืช (Weedy rice) ที่ชาวนาต้องรีบกำจัด มี 2 ชนิด คือ

1. ข้าวหาง 
…เมล็ดมีหางสีแดงและสีขาว ยาว 5-10 ซม.
…ต้นสูงกว่าข้าวปลูก (Crop rice) 30-50 ซม
…เปลือกเมล็ดมีทั้งสีดำสีน้ำตาลเข้มและสีฟาง 
…เมล็ดมีขนาดยาวกว่าหรือเท่ากับข้าวปลูก
…เมล็ดข้าวมีสีแดง ขาว หรือเขียวขุ่น 
…มักพบในแปลงข้าวอายุ 120 วัน เช่น ปทุมธานี 1  สุพรรณบุรี 1 และ ชัยนาท 1
…เริ่มออกดอกในช่วงข้าวปลูกอายุประมาณ 75 วัน 
…เมล็ดจะสุกแก่และร่วงก่อนเก็บเกี่ยวข้าวปลูก 2 สัปดาห์
… เมล็ดมีชีวิตอยู่ในดิน นาน 2-12 ปี

2.ข้าวดีด เมล็ดไม่มีหาง 
….ต้นสูงกว่าข้าวปลูก 10-50 ซม.
…รวงข้าวมีระแง้ถี่้เหมือนข้าวปลูก..แต่มีจำนวนเมล็ดต่อรวงมากกว่า
…เปลือกเมล็ดมีสีฟางเหมือนกับข้าวปลูก
…เมล็ดจะสั้นกว่าข้าวปลูก 
…เมล็ดข้าวสารมีทั้งสีแดงและสีขาว 
…มักพบในแปลงข้าวอายุสั้น 90 วัน เช่น พันธุ์ราชินี พวงเงิน และ พวงทอง
…เริ่มออกดอกในช่วงข้าวปลูกอายุประมาณ 50 วัน
….เมล็ดเริ่มร่วงได้ตั้งแต่ระยะน้ำนม และร่วงง่ายกว่าข้าวหาง
… เมล็ดมีชีวิตอยู่ในดิน นาน 2-3 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ผู้เชี่ยวชาญแนะชาวนาใส่ใจความสะอาด‘เมล็ดพันธุ์-รถเกี่ยว’ ลดความเสี่ยง‘ข้าววัชพืช’ระบาด

– 006

กรมชลประทาน เร่งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงทุ่งหินสมุทรสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674588

กรมชลประทาน เร่งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงทุ่งหินสมุทรสงคราม

กรมชลประทาน เร่งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงทุ่งหินสมุทรสงคราม

วันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.27 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2565 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน  พร้อมด้วยนายเอนก ก้านสังวอน ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล ดร.ธเนศ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายพิเชษฐ ภัคพยัต ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรสงคราม และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงทุ่งหิน ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ตามข้อสั่งการของ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามแผนที่กำหนด

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพัฒนาโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงทุ่งหิน ระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 – 2576 ตามข้อสั่งการของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยมีแผนหลักในการพัฒนาและฟื้นฟู 4 ด้าน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการ ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และการขออนุญาตใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2.สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการเกษตร ขุดลอกแก้มลิงทุ่งหิน พื้นที่ 2,623 ไร่ ปริมาณดินขุดรวม 5 ล้าน ลบ.ม. ปรับปรุงท่อรับน้ำจำนวน 1 แห่ง ปรับปรุงประตูระบายน้ำ 3 แห่ง  ปรับปรุงท่อระบายน้ำ 2 แห่ง ปรับปรุงถนนเชื่อมต่อโครงการฯ และก่อสร้างโรงกรองน้ำ   3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ปรับปรุงเส้นทางน้ำเข้าโครงการฯ ตั้งแต่คลองบ้านนา คลองขวาง คลองบ้านน้อย และคลองประดู่สายหลักตั้งแต่ฝายบ้านน้อยถึงท่อลอดคลองระบายน้ำสายใหญ่ประดู่ 4+100 (ประตูแพรกแป้ง) และก่อสร้างอาคารท่อลอดรางรถไฟ  4.การจัดการคุณภาพน้ำ/อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาพื้นที่โครงการฯ

ปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้ทำการศึกษา สำรวจ ออกแบบ และขออนุญาตใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2564  ขณะนี้อยู่ในระหว่างแผนการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงทุ่งหิน ปี 2565 ได้แก่ ขุดลอกแก้มลิง ปริมาณดินขุด 1,393,240 ลบ.ม. พร้อมก่อสร้างปรับปรุงอาคารท่อรับน้ำ 1 แห่ง  และก่อสร้างปรับปรุงท่อระบายน้ำ 1 แห่ง  หากเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการฯ จะช่วยเพิ่มปริมาณกักเก็บของแก้มลิงจาก 6 ล้าน ลบ.ม. เป็น 9 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 5,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 28,000 ครัวเรือน ทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำหลากในช่วงหน้าฝน ลดความเสียหายต่อพื้นที่เศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำให้ชาวสมุทรสงครามมีแหล่งน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ ได้กำชับให้คณะทำงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกัน และเป็นไปตามระเบียบ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการฯ ได้อย่างเต็มศักยภาพโดยเร็วที่สุด