ผู้เชี่ยวชาญแนะชาวนาใส่ใจความสะอาด‘เมล็ดพันธุ์-รถเกี่ยว’ ลดความเสี่ยง‘ข้าววัชพืช’ระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674519

ผู้เชี่ยวชาญแนะชาวนาใส่ใจความสะอาด‘เมล็ดพันธุ์-รถเกี่ยว’ ลดความเสี่ยง‘ข้าววัชพืช’ระบาด

ผู้เชี่ยวชาญแนะชาวนาใส่ใจความสะอาด‘เมล็ดพันธุ์-รถเกี่ยว’ ลดความเสี่ยง‘ข้าววัชพืช’ระบาด

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 21.59 น.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ขณะลงพื้นที่ จ.สิงห์บุรี เพื่อเตรียมแปลงนาสำหรับสาธิตการควบคุมและกำจัดข้าววัชพืช ว่า ข้าววัชพืชนั้นเป็นญาติกับข้าวที่มนุษย์นำมาปลูกเพื่อรับประทาน โดยมีบรรพบุรุษร่วมกันคือข้าวป่า

ซึ่งต่อมานักปรับปรุงพันธุ์พืชได้คัดเลือกสายพันธุ์ข้าวที่ดี เช่น ไม่ร่วง ออกรวงโตสม่ำเสมอ มาใช้เป็นพันธุ์ข้าวทางการเกษตร ส่วนข้าววัชพืชคือสายพันธุ์ที่ไม่ดี เช่น เมล็ดในสีแดง-เปลือกสีดำ หางยาว ร่วงก่อนการเก็บเกี่ยว โดย ข้าววัชพืชจะแย่งทรัพยากรที่จำเป็นของข้าวที่ชาวนาปลูกทั้งแร่ธาตุอาหารในดินและแสงแดด แต่ชาวนาไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลยเพราะเมล็ดหลุดร่วงไปก่อนที่จะเก็บเกี่ยวได้

ทั้งนี้ ในแปลงนาที่ไม่เคยมีข้าววัชพืชระบาดมาก่อน หรือทำการควบคุมและกำจัดอย่างต่อเนื่องจนไม่พบข้าววัชพืชแล้ว เกษตรกรสามารถป้องกันได้จากความเสี่ยง 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือเมล็ดพันธุ์ข้าว ต้องซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ได้รับมาตรฐานรับรองจากหน่วยงานภาครัฐว่าเป็นพันธุ์สะอาด และหากจะให้มั่นใจยิ่งขึ้นควรลอยน้ำเกลือก่อนนำไปปลูก โดยการลอยน้ำเกลือนั้นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ความเค็มของเกลือทำให้วัตถุที่มีน้ำหนักเบาลอยขึ้นเหนือน้ำเพื่อคัดกรองสิ่งจือปนออก แล้วจึงนำเมล็ดพันธุ์ไปล้างน้ำก่อนเข้ากระบวนการบ่มข้าวเพื่อเตรียมปลูก

“คนสมัยก่อนเขาลอยน้ำเกลือ คือเอาข้าว เอาน้ำ และเอาเกลือใส่ลงไป แล้วก็เอาไข่ไก่ดิบ พอเกลือสักประมาณ 10% พอละลายดีแล้ว เอาไข่ใส่ลงไป ไข่จะลอยขึ้นมา ฉะนั้นพอเอาข้าวเปลือกลงไปใส่ พวกข้าวลีบ ข้าววัชพืชส่วนใหญ่จะลีบ มันจะลอยขึ้นมาหมดเลย เม็ดหญ้าอะไรต่อมิอะไรที่มันเบาๆ หน่อย ก็ช้อนออก แล้วก็เอาไปล้างน้ำแล้วเอาไปแช่ อันนี้เป็นวิธีที่จะช่วยกรองเมล็ดข้าววัชพืชออกได้เลย” นางจรรยา กล่าว

นางจรรยา กล่าวต่อไปว่า อีกด้านที่ต้องป้องกันคือ 2.รถเกี่ยว ปัจจุบันพบการระบาดของข้าววัชพืชทั่วประเทศ จากเดิมที่มักพบในภาคกลาง ระยะหลังๆ ก็พบในภาคเหนือบ้าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบ้าง ซึ่งมาจากการติดไปกับรถเกี่ยวที่ตระเวนรับจ้างเกี่ยวข้าว ดังนั้นควรทำความสะอาดตู้เก็บข้าวในรถเกี่ยวหลังส่งข้าวแล้วทุกครั้ง โดยส่วนหนึ่งควรเป็นจรรยาบรรณในวิชาชีพของผู้รับจ้างเกี่ยวข้าว แต่อีกด้านเพื่อความมั่นใจ เกษตรกรอาจลงทุนจ่ายเพิ่มเพื่อจ้างให้ล้างก็ได้ ซึ่งอย่างไรก็จ่ายน้อยกว่าการกำจัดเมื่อระบาดแล้วแน่นอน เข้าทำนองเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

– 006

ก.เกษตรฯจัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ แนะนำให้ความรู้ชาวประจวบคีรีขันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674460

ก.เกษตรฯจัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ แนะนำให้ความรู้ชาวประจวบคีรีขันธ์

ก.เกษตรฯจัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ แนะนำให้ความรู้ชาวประจวบคีรีขันธ์

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.36 น.

ก.เกษตรฯ จัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา แนะนำให้ความรู้พร้อมแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกรชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 ณ สำนักงานเทศบาลตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่กราบบังคมทูลถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระชนมพรรษา 50 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2545 และทรงรับโครงการไว้ในพระราชานุเคราะห์พระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ โดยเริ่มเปิดให้บริการคร้ังแรกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ณ ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้บริการทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรแก่เกษตรกร 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงขยายโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตรและได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องครบถ้วนในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ การให้บริการคลินิกเกษตรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย คลินิกดิน โดยกรมพัฒนาที่ดิน คลินิกพืช โดยกรมวิชาการเกษตร คลินิกข้าว โดยกรมการข้าว คลินิกปศุสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ คลินิกประมง โดยกรมประมง คลินิกชลประทาน โดยกรมชลประทาน คลินิกสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ คลินิกบัญชี โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คลินิกกฎหมาย โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คลินิกหม่อนไหม โดยกรมหม่อนไหม คลินิกส่งเสริมการเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร รวมไปถึงคลินิกอื่น ๆ ที่มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ร่วมให้บริการ โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการคลินิกเกษตรกว่า 500 คน ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงนักวิชาการข้อมูลทางวิชาการ เทคโนโลยีองค์ความรู้ทางการเกษตรไดอย่างทั่วถึง รวมถึงได้รับสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรต่าง ๆ เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ และสารชีวภัณฑ์ต่าง ๆ ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และเกิดความมั่นคงในอาชีพการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป

“ถือเป็นความภูมิใจที่ได้มาเปิดงานในครั้งนี้ ซึ่งพระองค์ท่านมีแนวทางในการสืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อบรรเทาปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อม ๆ กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกร และเชื่อว่าถ้าเกษตรกรเข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะเข้มแข็งด้วย การจัดงานในครั้งนี้จะได้ประโยชน์จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาให้ข้อแนะนำและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับปัญหาด้านการเกษตรทั้งหมด ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นที่จะทำให้เกษตรเป็นที่ยอมรับในสังคมให้ได้ จะต้องเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีคุณค่า โดยจะต้องยกระดับ เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรให้สามารถสู้กับนานาประเทศได้ต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติได้แก่การกล่าวถวายพระพรชัยมงคล การลงนามถวายพระพร และจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมให้บริการด้านด้านวิชาการ การฝึ กอบรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรเชิงรุกของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพ้ืนที่รวมถึงการจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ของตลาดเกษตรกรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

– 006

รมว.เกษตรฯแนะชาวนาคนไหนมีสิทธิ รีบเช็กด่วนเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674398

รมว.เกษตรฯแนะชาวนาคนไหนมีสิทธิ รีบเช็กด่วนเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท

รมว.เกษตรฯแนะชาวนาคนไหนมีสิทธิ รีบเช็กด่วนเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 15.56 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ” ว่าข้อความว่า ชาวนาคนไหนมีสิทธิ แต่ยังไม่ได้รับ รีบเช็กด่วน “พี่ต่อ แจ้งเตือน ไร่ละ 1,000 ผ่าน ธ.ก.ส. ช่วยเหลือชาวนา จ่ายเงินถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้!! ครม. เห็นชอบ ขยายระยะเวลาโครงการ “สนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 และขยายระยะเวลาการจ่ายเงินออกไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2565

ที่ผ่านมารัฐบาลมีความเป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาไทยมาโดยตลอด จึงได้ออกนโยบายต่างๆ เพื่อมาช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าว ผ่านการจัดสรรค์งบประมาณไปยังกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปพัฒนา สนับสนุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทย

มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าว คือ นโยบายสร้างความยั่งยืนของการพัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนค่าต้นทุนการผลิตข้าวและค่าเก็บเกี่ยวข้าวให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประมาณ 4.60 ล้านครัวเรือน พื้นที่ประมาณ 62 ล้านไร่ ใช้งบประมาณปีละประมาณ 54,000 ล้านบาท (โดยไม่รวมงบประมาณโครงการหรือนโยบายการช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวหลักของรัฐ เช่น ประกันรายได้เกษตรกร และมาตรการคู่ขนานอื่นๆ)

ซึ่งค่าลดต้นทุนและค่าเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนให้กับเกษตรกรโดยตรง ผ่าน ธ.ก.ส. โดยไม่ต้องมีการติดตามว่าเกษตรกรจะนำไปใช้จ่ายที่ตรงเป้าหมายที่รัฐกำหนดหรือไม่ จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก

และเนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนรอบที่ 1 ปีการผลิต 25624/65 ณ วันที่ 16 มีนาคม 2565 มีจำนวนเพิ่มขึ้น หมายความว่ายังมีเกษตรกรที่ตกค้างรอเงินช่วยเหลือชาวอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้มีการขออนุมัติ ขยายระยะเวลาโครงการ “สนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 และขยายระยะเวลาการจ่ายเงินออกไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2565

เกษตรกรผู้ปลูกข้าว สามารถเช็ก “เงินช่วยเหลือชาวนา” ผ่าน 5 ช่องทาง ดังนี้ เช็กสถานะโอนเงินได้ที่ chongkho.inbaac.com คลิกที่นี่ เช็กจากบัตร ATM ปรับสมุดเงินฝากที่ธนาคาร กดสมัครเช็กเงินเข้าออกผ่านไลน์ของ ธ.ก.ส. (ฟรี) โดยเพิ่มเพื่อน ไอดี @baccfamily และเช็กผ่านแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile

‘เฉลิมชัย’นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์’แม่น้ำปราณบุรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674359

'เฉลิมชัย'นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์'แม่น้ำปราณบุรี'

‘เฉลิมชัย’นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์’แม่น้ำปราณบุรี’

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.36 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรประมงให้แม่น้ำปราณบุรี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 2 ล้านตัว สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรชาวประมงและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โครงการพัฒนาฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ด้านประมง) ประจำปี พ.ศ.2565 เพื่อเร่งฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมให้เกษตรกรชาวประมงและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โดยมี นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน ณ บริเวณที่สาธารณประโยชน์ 24 ไร่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า แม่น้ำปราณบุรีเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือเป็นแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมงที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำหนดให้เป็นแหล่งน้ำเป้าหมายในการพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์อย่างเหมาะสม ซึ่งการจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้ จะช่วยเร่งฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มผลผลิตให้มีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค สามารถสร้างรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้แก่เกษตรกรชาวประมงในพื้นที่ ทำให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนมากขึ้น

“การดำเนินงานที่ผ่านมา กรมประมงยังได้ใช้มาตรการ 3 ป. ป้อง ปราม ปราบ เพื่อที่จะดูแลจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในแม่น้ำปราณบุรี เพื่อให้คงอยู่ในระดับรักษาความสมดุลและมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โดยได้ร่วมบูรณาการกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการฟื้นฟูและพัฒนาแม่น้ำปราณบุรี ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ให้กลับคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดใกล้เคียง ได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป และสำหรับโครงการในวันนี้ เป็นโครงการที่กรมประมงตั้งใจที่จะส่งสัญญาณว่าจะต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างจริงจัง และการอนุรักษ์นั้นต้องทำร่วมกันกับพี่น้องประชาชน โดยพี่น้องประชาชนต้องได้รับประโยชน์ด้วย ซึ่งนอกจากการรักษาสมดุลทางธรรมชาติแล้ว ยังสามารถเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงอีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม การที่กรมประมงเข้ามาดูแลพี่น้องชาวประมงกลุ่มต่างๆ ทั้งในเรื่องของประมงชายฝั่ง หรือสิทธิ์ต่างๆ ที่จะได้รับการดูแลจากภาครัฐ ขอให้รู้ว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ และจะดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างดีที่สุด หากเกิดปัญหาขอให้มีการพูดคุยและร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อทุกๆ ฝ่ายอย่างแน่นอน” นายเฉลิมชัย กล่าว

ขณะที่ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กรมประมงได้ทำการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แม่น้ำปราณบุรี จำนวนถึง 2 ล้านตัว ประกอบด้วย กุ้งทะเล 1,200,000 ตัว ปลากะพงขาว 90,000 ตัว ปลากินพืชน้ำจืด 700,000 ตัว และปูม้า 10,000 ตัว โดยพันธุ์สัตว์น้ำส่วนหนึ่งได้มอบให้กับองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่อำเภอปราณบุรี อำเภอหัวหิน และกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำปราณบุรี รวม 17 ชุมชน สำหรับนำไปปล่อยในแม่น้ำปราณบุรีในจุดอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ นิทรรศการให้ความรู้ด้านการประมงและการเกษตรจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปากแม่น้ำปราณบุรี และคลินิกชาวประมงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ได้แก่ คลินิกกรมเจ้าท่า คลินิกกรมการจัดหางาน คลินิกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้คำปรึกษาแก่ชาวประมง อีกทั้งยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ประมง Fisherman shop @ Prachuap Khiri Khan ซึ่งเชื่อมโยงตลาด กับ Fisherman shop @ Ratchaburi ด้วย

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674219

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง  ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พด.สบช่องราคาปุ๋ยเคมีราคาพุ่ง เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง มุ่งลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมชู จ.ตรัง เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดที่เข้มแข็งยกระดับอาชีพและรายได้ให้ชุมชนแบบยั่งยืน

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดินนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลดำเนินงานโครงการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง(ปุ๋ยอินทรีย์ตราพะยูน)ในพื้นที่จังหวัดตรัง พร้อมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ซื้อ-ขายปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพงฯระหว่างวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจ.ตรังและการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)จังหวัดตรัง ณ วิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง การขาดแคลนปุ๋ย เนื่องจากประเทศผู้ผลิตลดปริมาณการส่งออกปุ๋ยเคมีทำให้อุปสงค์ลดลงแต่อุปทานมีมากขึ้น จึงทำให้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงขึ้นส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการตัดสินใจในการผลิตของเกษตรกร ในความต้องการบำรุงพืช ประกอบกับกำลังผลิตปุ๋ยเคมีของประเทศไทยยังมีจำกัด กรมพัฒนาที่ดินโดยกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน จึงได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการนำจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ ทั้งปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารป้องกันแมลงและกำจัดโรคและสารบำบัดน้ำเสียซึ่งสามารถนำไปทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดโรคและแมลงได้

นอกจากนี้ ผลจากการวิจัยของนักวิชาการเกษตรกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าการสำรวจในสภาพพื้นที่ซึ่งมีลักษณะนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันจะมีชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่มากมายมีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสามารถจำแนกชนิด คัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ นำมาใช้ประโยชน์สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพตอบสนองวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับผลิตปุ๋ยหมัก สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพ จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงดิน พด.11 (โสนอัฟริกัน และปอเทือง) ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 และ พด.13 ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด การใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 สำหรับผลิตเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรครากและโคนเน่าของพืช สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 สำหรับ ผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช พด.14 ไตรโคเดอร์มาการใช้ฟื้นฟูสภาพนิเวศและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ผลิตสารบำบัดน้ำเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นและกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์เหล่านี้ จึงเป็นการใช้นวัตกรรมทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง

นายศรีศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และได้ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแก่เกษตรกรเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรโดยส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ที่หลากหลาย

ปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินมีพด.1-พด.14 ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เหล่านี้กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนสู่เกษตรกรเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ สารป้องกันแมลงศัตรูพืช และจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืช สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชต่างๆ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี จึงนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต ที่สำคัญยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินมีนโยบายในการส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีราคาแพงได้เป็นอย่างดี

สำหรับ สถานีพัฒนาที่ดินตรังถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินเพื่อลดการใช้สารเคมีจนเป็นที่ยอมรับของเกษตรจังหวัดตรังอย่างกว้างขวาง โดยผ่านการถ่ายทอดความรู้ให้กับเครือข่ายหมอดินอาสาจากนั้นขยายผลต่อไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตรัง จนเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจังหวัดตรังและเครือข่ายรวม 11 ราย ช่วยยกระดับสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยให้มีรายได้อีกทางหนึ่ง

โดยจุดเริ่มต้นความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ จังหวัดตรังและเครือข่าย เริ่มต้นจากการผลิตเพื่อใช้เอง หลังจากนั้นนายพรชัย ชั้นสกุล ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ของจังหวัดตรัง มีวัสดุคือมูลไก่ค่อนข้างเยอะ จึงมีแนวคิดในการนำมูลไก่มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วยจังหวัดตรังมีโรงงานผลิตน้ำยางและโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันหลายแห่ง ซึ่งโรงงานเหล่านี้มีกากตะกอนหรือมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถนำมาผลิตปุ๋ยหมัก ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดตรังและหมอดินอาสาจึงได้เข้ามาถ่ายอบรวมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับกลุ่มและเครือข่ายจนเกิดความเข้มแข็งและได้เจรจาซื้อขายผลผลิตปุ๋ยกับกยท.ตรังจนเป็นตลาดหลักในการรับซื้อจนถึงปัจจุบัน

ด้านนายภิรมย์ หนูรอด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท.ในฐานะหน่วยงานที่รับสงเคราะห์ยางพาราซึ่งเกษตรกรที่ขอสงเคราะห์ยางพาราจะได้รับการสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ไร่ละ 300 บาท ซึ่งในปี 2564 ที่ผ่านมา กยท. ตั้งเป้าในการรับซื้อประมาณ 1,000 ตัน แต่กลุ่มสามารถผลิตได้ไม่ถึง 1,000 ตัน ส่วนปี 2565 ตั้งเป้ารับซื้อไว้ประมาณ 1,500 ตัน ในราคา 6.80 บาท/กก.หรือ 6,800 บาท/ตันในขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีอยู่ที่ประมาณ 34 บาท/กก.หรือ 34,000 บาท/ตัน จะเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงภายใต้การส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดินจะมีราคาต่ำกว่าถึง
5 เท่าช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก ทั้งนี้ ในอนาคต กยท.จังหวัดตรังได้ประเมินความต้องการการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในอนาคตไว้ไม่ต่ำกว่า 4,000-4,500 ตัน/ปี ในขณะที่กำลังผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯและเครือข่าย 11 แห่งในปัจจุบันมีกำลังผลิตเพียง 1,000-1,500 ตัน/ปี เท่านั้น ซึ่งทราบว่าขณะนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ กำลังเตรียมแผนขยายเครือข่ายผู้ผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดตรัง เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรและ กยท.จังหวัดตรังในอนาคต

กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีวิจัยสัญจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674214

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เวทีวิจัยสัญจรเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา “รำแดงโมเดล เกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาการการเกษตรให้ชุมชนพึ่งตนเอง” เวทีวิจัยสัญจร เป็นการจัดเวทีประชุมของนักวิจัย นักพัฒนา นักส่งเสริม เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในการพัฒนาการผลิตพืช โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ ความคิด ผลงานวิจัย ภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำการเกษตรในจัดเวทีวิจัยสัญจร จะจัดเวทีประชุมที่บ้านและไร่นาเกษตรกรหมุนเวียนกันไปในแต่ละรายประมาณ เดือนละ 1-2 ครั้ง

ทั้งนี้ การจัดเวทีวิจัยสัญจร เกิดจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร โดยนายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และ คณะ ได้ศึกษากระบวนการในการพัฒนาการผลิตพืชในชุมชนเกษตร ซึ่งเริ่มทดลองใช้รูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยมีหลักคิดมาจากรากฐานชุมชนเกษตรดั้งเดิมที่อยู่อาศัยกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน มีความเชื่อถือและศรัทธาในความรู้ความสามารถของผู้นำทางการพัฒนา หรือทางวัฒนธรรม มาผสมผสานกับแนวทางของการวิจัยและพัฒนาแบบชุมชนมีส่วนร่วม เช่น งานวิจัยระบบการทำฟาร์ม (farming system research) การวิจัยในไร่นา(on-farm research) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research) การวิจัยท้องถิ่น (community based/ area based research) เป็นต้น หลังจากทดลองใช้กระบวนการเวทีวิจัยสัญจรมาหลายปี เช่น ในการวิจัย“รำแดงโมเดล : เกษตรตามศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืนของชุมชนเกษตร ทดลองใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านวิชาการเกษตร และ ทดลองใช้ในงานวิจัยทดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่ โดย สวพ.1-8 เป็นต้น จากนั้นจึงสรุปเป็นแนวทางที่ให้นักวิจัยพัฒนา ส่งเสริม นำไปใช้ในกระบวนการพัฒนาทางด้านการเกษตร

‘ประภัตร’เยี่ยมGAPขาณุโมเดล สนับสนุนปัจจัยปลูกข้าว กข 79ตามแผน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674217

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เวทีวิจัยสัญจรเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา “รำแดงโมเดล เกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาการการเกษตรให้ชุมชนพึ่งตนเอง” เวทีวิจัยสัญจร เป็นการจัดเวทีประชุมของนักวิจัย นักพัฒนา นักส่งเสริม เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในการพัฒนาการผลิตพืช โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ ความคิด ผลงานวิจัย ภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำการเกษตรในจัดเวทีวิจัยสัญจร จะจัดเวทีประชุมที่บ้านและไร่นาเกษตรกรหมุนเวียนกันไปในแต่ละรายประมาณ เดือนละ1-2 ครั้ง

ทั้งนี้ การจัดเวทีวิจัยสัญจรเกิดจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร โดย นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และ คณะ ได้ศึกษากระบวนการในการพัฒนาการผลิตพืชในชุมชนเกษตร ซึ่งเริ่มทดลองใช้รูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยมีหลักคิดมาจากรากฐานชุมชนเกษตรดั้งเดิมที่อยู่อาศัยกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน มีความเชื่อถือและศรัทธาในความรู้ความสามารถของผู้นำทางการพัฒนา หรือทางวัฒนธรรม มาผสมผสานกับแนวทางของการวิจัยและพัฒนาแบบชุมชนมีส่วนร่วม เช่น งานวิจัยระบบการทำฟาร์ม (farming system research) การวิจัยในไร่นา (on-farm research) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research) การวิจัยท้องถิ่น (community based/ area based research) เป็นต้น หลังจากทดลองใช้กระบวนการเวทีวิจัยสัญจรมาหลายปี เช่น ในการวิจัย “รำแดงโมเดล : เกษตรตามศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืนของชุมชนเกษตร ทดลองใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านวิชาการเกษตร และ ทดลองใช้ในงานวิจัยทดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่ โดย สวพ.1-8 เป็นต้น จากนั้นจึงสรุปเป็นแนวทางที่ให้นักวิจัยพัฒนา ส่งเสริม นำไปใช้ในกระบวนการพัฒนาทางด้านการเกษตร

กรมชลฯแก้ปัญหา พื้นที่คลองลำเลียง น้ำกัดเซาะตลิ่งพัง ทำคลองระบายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674215

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสิริพล รักษนาเวศ ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ตรวจสอบพบว่ามีพื้นที่สวนปาล์ม อยู่ในโครงการคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง โดยได้รับความเสียหาย เนื่องจากติดกับเขตชลประทานที่ดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ช่วงบริเวณ กม.8+000 – 8+100 ฝั่งซ้ายซึ่งงานบริเวณดังกล่าวอยู่ในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ความยาวคลอง 9.50 กิโลเมตร ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วประมาณ 7 กิโลเมตร ต่อมาได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจากกรมบังคับคดี กรมชลประทาน จึงบอกเลิกสัญญาบริษัทเอกชน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เป็นเหตุให้การก่อสร้างคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ตั้งแต่ช่วง กม.7+000-กม.9+500 ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงพื้นที่ดังกล่าวของผู้ร้องด้วย

ปัจจุบันได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก่อสร้างใหม่ในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จ โดยกรมชลประทาน ได้จัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ที่ชนะการประกวดราคา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 แต่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาเนื่องจากยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งหากได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วจะดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งนี้ สภาพความเสียหายในที่ดินของผู้ร้องอันเกิดจากผู้รับจ้างรายเก่าขุดเปิดทางน้ำ และได้วางท่อคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นทางข้ามร่องน้ำเล็กๆ เป็นการชั่วคราว เพื่อให้เครื่องจักรสามารถเข้าทำงานในพื้นที่ก่อสร้างได้นั้น สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 จะเข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงต่อผู้ร้องให้ทราบโดยเร่งด่วน

‘มนัญญา’ลุยแจกกัญชา หนุนเกษตรกรปลูกที่กระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674216

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.กระบี่ พร้อมกับเปิด “โครงการส่งเสริมสนับสนุนการปลูกกัญชา 1 ล้านต้น” ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.กระบี่ ว่าปัจจุบันกัญชาเป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพื่อให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจครัวเรือน ทางกรมวิชาการเกษตร จึงส่งเสริมให้ประชาชนที่มีความสนใจปลูกพืชกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และรองรับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมพัฒนาพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม ที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่

ในโอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้มอบใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรด้านพืช GAP ให้เกษตรกร 10 ราย มอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรชีวภาพ-ชีวภัณฑ์ 10 ราย และมอบต้นกล้ากัญชาให้กลุ่มเกษตรกร 2,000 ต้น จากนั้นได้เยี่ยมชมนิทรรศการกัญชง กัญชา และกระท่อม เยี่ยมชมงานแสดงสินค้ามาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้พืชแบบผสมผสาน และการขยายผลเทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์และปุ๋ยและร่วมปลูกต้นกัญชา พันธุ์พื้นเมืองหางกระรอก ร่วมกับผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนต่างๆ

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า กรมวิชาการเกษตร ได้ผลิตผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชและเทคโนโลยีด้านการเกษตรจำนวนมาก รวมทั้งสนองงานตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงการศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ และศูนย์เรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืช และเทคโนโลยีด้านการเกษตร มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น โดยมอบหมายให้หน่วยงานในส่วนภูมิภาค จัดทำแปลงสาธิตศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

‘กรมชลฯ’เตือน! เฝ้าระวังน้ำหลากฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน20-24ส.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674111

‘กรมชลฯ’เตือน! เฝ้าระวังน้ำหลากฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน20-24ส.ค.นี้

‘กรมชลฯ’เตือน! เฝ้าระวังน้ำหลากฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน20-24ส.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.43 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2565 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล เปิดเผยว่า จากประกาศ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ฉบับที่ 29/2565 เรื่อง “เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน” ด้วย กอนช. ได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2565 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทั้งนี้ กอนช. ยังได้ประเมินสถานการณ์น้ำจากฝนคาดการณ์ของ กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่าจะมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์น้ำในลำน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ที่ฝนตกหนักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลันรวมทั้งมีบางพื้นที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิมอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ในช่วงวันที่ 20 – 24 สิงหาคม 2565

เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก น้ำท่วมขัง 

-ภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ตาก

-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม บึงกาฬ สกลนคร หนองคาย อุดรธานี

-ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด

-ภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา

เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่ง บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ของแม่น้ำกก แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำเลย แม่น้ำชี แม่น้ำมูล แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา และแม่น้ำสุไหงโก-ลก

เฝ้าระวังแหล่งน้ำและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาตรน้ำสูงกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการเก็บกักน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve :URC) รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีปริมาตรน้ำมากกว่าร้อยละ 80 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้นกระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและความสามารถใช้งานของอ่างเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ และติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งเร่งทำการระบายน้ำในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วมให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมทั้งปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงเตรียมแผนเผชิญเหตุรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือรวมถึงความพร้อมของระบบสื่อสารสำรอง เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที

อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำได้ที่ www.rid.go.th https://www.facebook.com/Kromchon http://swoc.rid.go.th/ หรือจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1460 ได้ตลอดเวลา