‘อลงกรณ์’ชี้ไทยเผชิญ4วิกฤตโลก สร้างโอกาสเป็นมหาอำนาจด้านอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674007

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ บรรยายพิเศษเรื่อง “ก้าวต่อไป เกษตรไทยสู่มหาอำนาจทางอาหารของโลก” โดยมองว่าแม้ประเทศไทยต้องเผชิญ 4 วิกฤติโลก แต่ก็เป็นโอกาสที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจอาหารของโลกได้ ภายใต้การขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปภาคเกษตรเพราะมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยมีศักยภาพเป็นประเทศส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก ด้วยมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท และการส่งออกเติบโต 17% ในปี 2564 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกลำดับต้นๆ สะท้อนถึงขีดความสามารถของภาคการผลิต การแปรรูปและการตลาดของไทยในตลาดโลก แม้ต้องเผชิญ 4 วิกฤตการณ์ของโลก ได้แก่ 1.ไวรัสโควิด-19

2. สงครามรัสเซีย-ยูเครน 3.ประชากรโลกเพิ่มขึ้น และ 4.ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้โลกประสบปัญหาระบบการผลิตภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตามมาด้วยปัญหาการขาดแคลนอาหาร แต่วิกฤตดังกล่าวก็ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกาเซาท์แปซิฟิก เอเชีย ไม่เว้นแม้แต่ประเทศร่ำรวย เช่น ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น ที่ผลิตอาหารได้เพียง 20% และ 37% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นโอกาสในวิกฤตของประเทศไทย

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า 3 ปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ปฏิรูปสร้างศักยภาพใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ บนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการจับคู่กับกระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ขับเคลื่อน 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0

3.ยุทธศาสตร์ 3’s (Safety – Security -Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) 4.ยุทธศาสตร์ การทำงานเชิงบูรณาการทุกภาคส่วน และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนบนศาสตร์พระราชา

“การปฏิรูปแบบปรับโฉมหน้าประเทศไทย ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่เพียงแต่สามารถก้าวข้ามจุดอ่อนและปัญหาในอดีตแต่พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาปัจจุบันและความท้าทายของอนาคต เช่น ปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันแพง ปัญหาปุ๋ยเคมี และราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น หรือปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวปัญหาเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยสูง ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนไม่แน่นอน เมื่อโอกาสมาพร้อมศักยภาพใหม่ ประเทศไทยก็สามารถเดินหน้าขึ้นแท่นเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลก และมหาอำนาจอาหารของโลก” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’สั่งฟรุ้ทบอร์ด เร่งเดินหน้าแผนพัฒนา ผลไม้ไทยปี2565-2570 ทำการเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674003

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด)มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 3/ 2565โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ที่ประชุมฟรุ้ทบอร์ดพอใจผลงานการส่งออกผลไม้ครึ่งปีแรกของปีนี้เกิน 1 ล้านตัน สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 8 หมื่นล้านบาท และผลการดำเนินการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออกโดยที่ประชุมแสดงความพอใจและกำชับให้เตรียมพร้อมล่วงหน้ารับมือลำไยภาคตะวันออก ที่จะออกช่วงปลายปี

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าภาคใต้ และนายชาตรี บุนนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าภาคเหนือ เพื่อประสานการทำงานกับคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน เป็นแกนหลักบริหารจัดการเชิงรุกผลไม้ใต้ ลำไยเหนือ 22 จังหวัด ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ดร.เฉลิมชัย มอบหมายฟรุ้ทบอร์ด ให้ยกระดับนโยบาย “คุณภาพและมาตรฐานผลไม้” และให้เร่งเดินหน้าแผน 5 ปี คือแผนปฏิบัติการพัฒนาผลไม้ปี 2565–2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพสู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงเน้นการพัฒนาพันธุ์ การใช้เทคโนโลยีในการผลิต การเพิ่มการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มการสร้างแบรนด์ผลไม้ รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability system)

วช.นำชุมชนสู่วิสาหกิจ‘น้ำผึ้งชันโรง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674005

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า จากผลงานงานวิจัยและนวัตกรรมโครงการ “การพัฒนาการเพาะเลี้ยงและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของผึ้งชันโรง” ได้นำจุลินทรีย์ที่คัดแยกจากรังผึ้งชันโรงสายพันธุ์ถ้วยดำในภาคเหนือ มาพัฒนาเป็นจุลินทรีย์โพรไบโอติก ผสมกับอาหารเสริมหลักที่มีเกสรผึ้ง น้ำเชื่อม เป็นส่วนประกอบและมีกากถั่วเหลือง ถั่วเหลืองอบไขมันเต็ม และโปรตีนสำเร็จรูป ทำให้ผึ้งชันโรง มีอาหารเพียงพอตลอดทั้งปีเพิ่มการสร้างตัวอ่อนในรังและสร้างถ้วยน้ำหวานเพิ่มขึ้น หรือกล่าวได้ว่าเป็นการเพิ่มผลผลิตและสามารถผลิตน้ำผึ้งได้ทั้งปี อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกร

ทั้งนี้ ผึ้งชันโรงแต่ละสายพันธุ์มีความต้องการอาหารที่จำเพาะและแตกต่างกัน โดยสูตรอาหารเสริม ดังกล่าวข้างต้น ถูกพัฒนาให้เหมาะสำหรับผึ้งชันโรงในพื้นที่ภาคเหนือโดยจำเพาะสายพันธุ์ถ้วยดำ วช.เห็นความสำคัญของการขยายผลต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมในการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งชันโรงในพื้นที่ภาคตะวันออกและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีความต้องการพัฒนาสูตรอาหารใหม่สำหรับผึ้งชันโรงสายพันธุ์ขนเงิน จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ พัฒนาสูตรอาหารเสริมตามความจำเพาะของผึ้งชันโรงแต่ละสายพันธุ์

อย่างไรก็ดี วช.ในฐานะหน่วยงานที่ร่วมก่อตั้งเครือข่าย Big Brother ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การนำไปใช้ประโยชน์ โดยความร่วมมือจากเครือข่ายอย่างมุ่งมั่น เพื่อนำหลัก Social Enterprise หรือกิจการเพื่อสังคมไปใช้ประโยชน์ให้ตรงกับความต้องการของประเทศ และปีนี้เป็นอีกปีที่ได้นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอดให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร สำหรับตัวแทนทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ “Big Brothers นำชุมชนสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม น้ำผึ้งชันโรง” โดย ดร.วิภารัตน์ประกาศเจตนารมณ์ว่า “กลไกการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของ วช.พร้อมหนุนเสริมการขับเคลื่อนประเทศให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ส.ป.ก.ยกระดับเขตปฏิรูปที่ดิน พัฒนาเกษตรลุยตลาดออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674006

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานประชุมหารือกับเอกชน เตรียมยกระดับสินค้าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ลุยตลาดออนไลน์ พร้อมด้วยนายเอกพงศ์ น้อยสร้าง รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นายวิวรรธน์สงประเสริฐ ผอ.สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี น.ส.ยุพเรศ เพิ่มพูน ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยมีนายสุรศักดิ์ ซิมตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร ผู้แทนจาก บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุม ที่ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กทม.

สำหรับการประชุมครั้งนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการขายสินค้าในตลาดออนไลน์ เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ และสามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ได้สะดวกรวดเร็ว จำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการขาย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโฆษณาสินค้า หรือการบริการให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ยอดขายสินค้าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุขในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป

เกษตรฯไทย หารือแคนาดา ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 2 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673946

เกษตรฯไทย หารือแคนาดา ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 2 หมื่นล้าน

เกษตรฯไทย หารือแคนาดา ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 2 หมื่นล้าน

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.27 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ดร.ซาราห์ เทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตแคนาดา ประจำประเทศไทย (H.E. Dr. Sarah Taylor) (Ambassador of Canada to the Kingdom of Thailand) ร่วมหารือการส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับการหารือในครั้งนี้ ไทยและแคนาดาพร้อมร่วมมือในเรื่อง Smart agriculture-Canadian technology ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอัจฉริยะ โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรในปัจจุบัน ให้มุ่งสู่เกษตร 4.0 มีเป้าหมายสำคัญที่มุ่งเน้นให้เกิดการทำเกษตรแบบทำน้อยได้มาก ใช้ทรัพยากรในการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยกล่าวขอบคุณฝ่ายแคนาดาสำหรับความร่วมมือในโครงการ Offshore Program ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร ระหว่างองค์การตรวจสอบอาหารของแคนาดา (Canadian Food Inspection Agency: CFIA) และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อให้ประเทศคู่ค้าสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารของแคนาดาได้อย่างถูกต้อง และป้องกันอาหารที่ไม่ปลอดภัยเข้าสู่ตลาด โดยเน้นด้านการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบสถานประกอบการ และกิจกรรมความช่วยเหลือด้านเทคนิค โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มกอช. และ CFIA ได้จัดการแลกเปลี่ยนด้านวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร จำนวน 4 ครั้ง และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อหารือถึงการขยายความร่วมมือระหว่างกันในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรวมถึงการผลักดันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การเฝ้าระวังและตรวจติดตาม และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ฝากแคนาดาให้สนับสนุนการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 7 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 นี้ 

ทั้งนี้ แคนาดาเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 32 ของไทย และเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 21 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร ไทย-แคนาดา ปี 2564 รวม 23,938 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 30.28 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยและแคนาดา) โดยไทยส่งออกมูลค่า 19,519 ล้านบาท และไทยนำเข้า 4,419 ล้านบาท สินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกไปแคนาดาที่สำคัญ ได้แก่ 1) ปลาทูน่ากระป๋อง 2) ข้าว 3) ยางธรรมชาติฯ (ทีเอสเอ็นอาร์) 4) เต้าหู้ 5) ไก่ และ 6) กุ้งกุลาดำ ตามลำดับ และสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากแคนาดา ได้แก่ 1) ข้าวสาลีและเมสลิน 2) ถั่วแหลือง 3) ซุปที่มีเนื้อสัตว์ 4) ถั่วลั่นเตา  5) กากน้ำมัน (ออยล์เค้ก) และ 6) มันฝรั่ง

“แคนาดาเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพ และเป็นที่ต้องการในแคนาดา เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ข้าว ไก่ กุ้ง และยางพารา จึงมั่นใจว่าผู้บริโภคชาวแคนาดาจะได้บริโภคสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล โดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่งความมั่นคงทางอาหารถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางอาหาร จึงได้กำหนดนโยบาย 3S (ความปลอดภัยทางอาหาร (Safety) ความมั่นคง (Security) และความยั่งยืนของทรัพยากรและนิเวศทางการเกษตร (Sustainability)) ซึ่งจะเป็นหลักประกันในการรับรองคุณภาพอีกทางหนึ่ง จึงได้ฝากให้ท่านเอกอัครราชทูตฯ ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลไทยให้แก่ชาวแคนาดามั่นใจต่อสินค้าเกษตรของไทยต่อไปด้วย”ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กรมปศุสัตว์แจง‘ไข่ไก่’ปรับราคาเป็นไปตามกลไกตลาด-ต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673864

กรมปศุสัตว์แจง‘ไข่ไก่’ปรับราคาเป็นไปตามกลไกตลาด-ต้นทุน

กรมปศุสัตว์แจง‘ไข่ไก่’ปรับราคาเป็นไปตามกลไกตลาด-ต้นทุน

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.19 น.

‘กรมปศุสัตว์’ยืนยัน‘ไข่ไก่’มีปริมาณเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศแน่นอน ย้ำการปรับราคาสูงขึ้นเป็นไปตามกลไกการตลาด

17 สิงหาคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิตไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการประเมินสถานการณ์ในเดือนสิงหาคม 2565 พบว่า ปัจจุบันมีไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 50.67 ล้านตัว ให้ผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 42 ล้านฟองต่อวัน ส่วนอัตราการบริโภคทั้งภายในประเทศและการส่งออกรวมกันประมาณ 41.89 ล้านฟองต่อวัน สถานการณ์การผลิตและการบริโภคจึงอยู่ในจุดใกล้เคียงสมดุล จากที่ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำขึ้น

“ในปัจจุบันขอยืนยันว่าไข่ไก่ที่ผลิตภายในประเทศมีปริมาณเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศอย่างแน่นอน ส่วนการที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเป็นไปตามกลไกการตลาด” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยอีกว่า ในปี 2565 ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของต้นทุนการผลิตไข่ไก่ พบว่า ราคาไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกรตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2565 มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง ส่วนต้นทุนการผลิตเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.97 บาทต่อฟอง และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยจะมีต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว มีความจำเป็นต้องปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นเพื่อให้สามารถประกอบกิจการอยู่ได้

สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ที่กรมปศุสัตว์ได้มีการประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชนผู้ผลิตไข่ไก่ ทั้งรายเล็ก รายกลางและรายใหญ่มาโดยตลอดนั้น มีความมุ่งเน้นในด้านการปรับสมดุลการผลิตและการบริโภคเป็นหลัก โดยในเดือนสิงหาคม 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสมดุลและคงตลาดส่งออกไว้ตามสภาพปกติเท่านั้น ส่วนแผนการดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม 2565 มีไว้เพื่อรับมือสถานการณ์หลังเทศกาลกินเจ ฝนตกชุก และปิดภาคเรียน ที่ในช่วงนี้ทุกปีมักมีแนวโน้มเกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดจากอัตราการบริโภคตกต่ำ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยที่ประสบปัญหาต้นทุนสูงอยู่แล้วให้เดือดร้อนมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลให้บางรายต้องมีการเลิกกิจการตามมา

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกับภาคเอกชนเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับมาตรการตามสภาวการณ์เพื่อรักษาสมดุลการผลิตและการบริโภคไข่ไก่ให้ใกล้เคียงจุดสมดุล ตามนโยบาย “ผู้บริโภคต้องไม่เดือดร้อนและเกษตรกรต้องอยู่ได้” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปลัดเกษตรฯขับเคลื่อนงาน 20จังหวัดอีสานเชื่อมโยงการบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673736

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม มอบแนวทางการบริหารงานกระทรวงเกษตรฯ และลงพื้นที่ตรวจราชการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายจำรึก เหล่าประเสริฐ รอง ผวจ.ขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการทั้ง 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วม ที่สำนักงานชลประทานที่ 6 จ.ขอนแก่น ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งหวังให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานและพัฒนาการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย นับเป็นโอกาสดีที่ภาคเกษตรไทยจะสามารถฟื้นตัวได้โดยภาคการเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างมาก ดังนั้นนโยบาย “Agri challenge Next Normal 2022” ของกระทรวงเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร รองรับความปกติใหม่ และสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนภารกิจ อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนการดำเนินงานต้องดำเนินงานในเชิงบูรณาการภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการบริหาร แปลงสารให้ชัด จัดสรรให้ถูก” ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยง ยุทธศาสตร์กับพันธกิจของกระทรวง การสร้างการสื่อสารนโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ และการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับภารกิจ ซึ่งจะดำเนินการขับเคลื่อนงานใน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร และ 3.วางรากฐานการทำงานของกระทรวง โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุม 4 ด้านในปี 2565 คือ 1.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตร เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% 2.ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.2% 3.เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลดลงไม่น้อยกว่า 10% และ 4.พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 350,000 ไร่รวมทั้งเตรียมการผลักดันเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (2566-2570) ของกระทรวงเกษตรฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

“การพัฒนากำลังคนภาคเกษตร พัฒนากระบวนการทำงาน ผลักดันวิจัยและนวัตกรรมเกษตร และยกระดับความร่วมมือเครือข่ายการพัฒนาภาคเกษตรจากทุกภาคส่วน มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านนโยบายความยั่งยืนในระบบอาหารสัมพันธ์กับปัจจัยการผลิต ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศ โดยหัวใจสำคัญในการผลักดันความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอยู่ที่การบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน และลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการดิน การบริหารจัดการพันธุ์พืช BCG Model ตลอดจนการทำเกษตรโดยใช้ตลาดนำการผลิต ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะส่งผลให้การขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ” ดร.ทองเปลว กล่าว

กรมชลฯเร่งบริหาร จัดการน้ำทั่วประเทศ อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมช่วยประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673737

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 40,831 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 35,253 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,573 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 38 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 15,298 ล้าน ลบ.ม.

อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทางกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินสถานการณ์น้ำ พบว่า จะมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์น้ำในลำน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ซึ่งฝนตกหนัก อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้ จึงมอบหมายให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ สำนักเครื่องจักรกล จัดกำลังเจ้าหน้าที่และจัดเวรยาม เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ จัดเครื่องจักร เครื่องมือให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

‘เฉลิมชัย’รุดพัฒนาผลไม้-ของดีป่าละอู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673734

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าโครงการ “มหกรรมผลไม้และของดีป่าละอู” ปี 2565 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนป่าละอู ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ซึ่งได้ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการผลิตทุเรียนในลักษณะของกลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) 390 ราย รวมพื้นที่ 2,502.40 ไร่ นอกจากนี้ยังได้รับมาตรฐานอินทรีย์ และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI โดยเป็นทุเรียนป่าละอู 83 ราย สำหรับทุเรียนในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูก 14,782.25 ไร่ ให้ผลแล้ว 8,109 ไร่ คิดเป็น 54.85% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ปริมาณผลผลิต 7,118.44 ตัน

“พื้นที่การปลูกทุเรียน ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีจำนวนมาก แต่ปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย จึงทำให้ออกสู่ผู้บริโภคได้น้อย จึงต้องส่งเสริมการปลูกให้มากขึ้น เพื่อให้คนได้รู้จักทุเรียนป่าละอู พร้อมทั้งยึดหลักตลาดนำการผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร อีกทั้ง ขอฝากพี่น้องผู้ปลูกทุเรียนทั่วประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าทางการเกษตรได้ทั่วโลก เป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และขอความร่วมมือไม่ตัดหรือรับซื้อทุเรียนด้อยคุณภาพ หรือทุเรียนอ่อน หากพบจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมาย “Q” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่กระทรวงเกษตรฯ รับรองให้กับสินค้าที่ผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรนำไปใช้แสดงกับสินค้าเกษตรที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ม.เกษตรฯจับมือ7อบจ. แก้ไขปัญหาผักตบชวา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673735

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมคณะ ร่วมกับผู้บริหาร อบจ.7 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย นครพนม มหาสารคาม สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนำผลงานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปจัดการและแก้ปัญหาผักตบชวา สร้างอาชีพให้แก่ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำ ให้เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้และสร้างอาชีพประชาชน

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยที่นำมาใช้ในการกำจัดผักตบชวา มีชื่อว่า KPS: Selective bioherbicide” to control water hyacinth in Thailand (เคพีเอส ชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชแบบเลือกทำลายเพื่อควบคุมผักตบชวา) เป็นผลงานของ รศ.ดร.จินตนาอันอาตม์งาม หัวหน้าภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร และ ดร.อาร์ม อันอาตม์งาม หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมการวิจัยฯ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม ในเวทีระดับชาติ