สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’ สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673553

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’  สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’ สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในเดือนตุลาคม 2565 จะมีอายุครบ 5 ปี และครบ 1 ปี ภายใต้การนำของหัวเรือคนที่ 2 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.คนปัจจุบัน มีผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอะไรบ้าง?

“ปัจจุบัน สทนช. เน้นในเรื่องการทำงานเชิงรุกและเปิดรับความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และได้มีการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค เพื่อพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ โดยได้มีการสร้างระบบติดตามประเมินผลอย่างเข้มข้นเพื่อขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ โดยสทนช. จะมีการติดตามขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการที่ กนช. ให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม. อนุมัติโครงการ รวมทั้งจะมีการเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่อยู่ในแผนการขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ การทำงานของ สทนช. ในปัจจุบันได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เป็นเป้าหมายร่วมที่ต้องยึดถือปฏิบัติตาม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ” ดร.สุรสีห์กล่าว

สทนช.ได้ดำเนินงานตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจากการดำเนินการตามแผนแม่บทน้ำฯ ตั้งแต่ปี 2561-ปัจจุบัน พบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านได้ถึง 4,973 แห่ง พัฒนาแหล่งน้ำผิวดินสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,189 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรได้ปริมาณน้ำ 149 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัย มีพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 32,005 ไร่ ประชาชนได้รับการป้องกัน 27,364 ครัวเรือน สร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน 14 แห่ง และอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้ถึง 156,070 ไร่ ขณะที่การปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้แหล่งน้ำได้ถึง 314 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญนั้น สทนช. มีการดำเนินงานตามกระบวนการอย่างต่อเนื่องและละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มีความถูกต้องตามระเบียบหลักเกณฑ์ โดยมีการเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า พร้อมเน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานโครงการสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง อันจะเห็นได้จากความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญไปแล้ว 43 โครงการ โดยในส่วนนี้ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 25 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมดจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 1,571 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1.57 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 267,128 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ภายในปี 2565-2567 จะสามารถดำเนินการขับเคลื่อนดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญอีกถึง 69 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้รวมกัน 7,560 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 5.85 ล้านไร่ มีพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม 5.81 ไร่ และมีประชาชนได้รับประโยชน์ถึง 2.63 ล้านครัวเรือน

อาทิ โครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง จ.กาญจนบุรี ในพื้นที่เขต อ.หนองปรือ อ.บ่อพลอย อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน และ อ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นพื้นที่ี่ฝนตกน้อย ประสบภาวะปัญหาฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรเป็นประจำ รัฐบาลได้วางแนวทางในการแก้ไขโดยการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ พัฒนาระบบผันน้ำและโครงข่ายน้ำ สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมืองสำคัญ ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ พัฒนาระบบระบายน้ำในพื้นที่ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ต้นน้ำ และพัฒนาน้ำบาดาล โดยมีแผนงานโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่สำคัญดำเนินการในปี’66-67 จำนวน
4 โครงการ ได้แก่

โครงการขยายความจุอ่างเก็บน้ำ ลำอีซู ความจุ 14.96 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ได้รับประโยชน์ 5,000 ไร่ ปัจจุบันศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างดำเนินการขอใช้พื้นที่ มีแผนดำเนินการปี 2567 โครงการผันน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ ระยะที่ 1 (โครงการสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำแควใหญ่เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง) ปริมาณน้ำที่ผันได้ 27.88 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 78,500 ไร่ปัจจุบันศึกษาแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างออกแบบ มีแผนดำเนินการปี 2567 โครงการจัดหาถังกรองน้ำขนาดใหญ่ช่วยเหลือประชาชนหมู่บ้านลำสมอ และ รร.ตชด.วัดสุธาสินี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 500 ไร่ รับประโยชน์ 50 ครัวเรือน ปัจจุบันศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จ มีแผนดำเนินการปี 2567 และโครงการซ่อมแซมระบบประปาภูเขาฐาน ตชด. ที่ 13 ช่องสามัคคี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 50 ไร่ รับประโยชน์ 40 ครัวเรือน ปัจจุบันศึกษาแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างออกแบบ มีแผนดำเนินการปี 2567 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เมื่อแล้วเสร็จทั้ง 4 โครงการจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 43 ล้าน ลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 84,000 ไร่

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาภัยแล้งแล้วรัฐบาลยังให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้วภายในปี 2565 ถึง 6 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเชียงราย ระยะที่ 3 อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนบางมูลนาก ระยะที่ 3 อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองอุทัยธานี ระยะที่ 3 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเลย ระยะที่ 1 อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย และโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองภูเก็ต ระยะที่ 1 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงานก็เป็นอีกโครงการที่ สทนช. บูรณาขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อติดตาม พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2567 จะสามารถขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้ 9 แผนงานดังกล่าวได้เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกประวิตร ยังได้ลงพื้นที่จ.ตรัง ได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งรัดการก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรังให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2565 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในฤดูฝนที่จะมาถึง และเร่งรัดให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำตรัง รวมถึงช่องลัดและคันกั้นน้ำในปี 2567 โดยให้ สทนช. พิจารณายกระดับเป็นโครงการสำคัญอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนผลงานด้านทรัพยากรน้ำนั้น ย่อมมีอุปสรรคและปัญหาเกิดขึ้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่ง สทนช. ได้เร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย อาทิ การเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาแนวทางการชดเชยเยียวยาที่มีเป็นธรรมและเหมาะสม พร้อมจัดสรรพื้นที่รับประโยชน์ให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุรักษ์ หรือการปรับแผนการดำเนินงานก่อสร้างกรณีที่เกิดปัญหาจากผู้รับจ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ได้โดยเร็วตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ส่วนโครงการที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณได้เร่งรัดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณากรอกคำขอรับงบประมาณในระบบ Thai Water Plan (TWP) โดยโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำต้องไม่ซ้ำซ้อน เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันด้วย

“การขับเคลื่อนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสทนช. ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมไปถึง NGOs โดยเล็งเห็นว่าการเปิดรับความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่ปิดกั้น จะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนโครงการให้สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากมีหน่วยงานองค์กร หรือบุคคลใด ต้องการนำข้อมูลความรู้ต่างๆ ของ สทนช. ไปเผยแพร่ต่อ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมากขึ้นโดยไม่ขัดกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ สทนช.ก็ไม่ขัดข้องในการดำเนินการดังกล่าว” เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำในตอนท้าย

ปศุสัตว์ยันยังรับมือได้ โรคปากเท้าเปื่อยในโค ปรับใช้ระบบการเลี้ยง เร่งฉีดวัคซีน-คัดกรอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673547

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากข้อมูลรายงานสถานการณ์การเกิดโรคปากและเท้าเปื่อยจนถึงปัจจุบันในประเทศไทยยังปกติ แต่เพื่อเป็นการควบคุมป้องกันอย่างต่อเนื่อง จึงมีระบบการแจ้งและรายงานโรคออนไลน์ผ่านระบบ E-Smart Surveillance ดังนั้น หากเกษตรกรพบสัตว์แสดงอาการผิดปกติสามารถแจ้งโรคได้ทันที มีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้สัตว์กลุ่มเสี่ยง ซึ่งดำเนินการในโคนมปีละ 3 ครั้ง และโคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ ปีละ 2 ครั้ง โดยในปีงบประมาณ 2565 ดำเนินการครบตามเป้าหมายแล้ว รวมโค กระบือ แพะ แกะ ได้รับการฉีดแล้ว 5,468,945 ตัว มีการตั้งด่านเพื่อตรวจคัดกรองอาการสัตว์ที่เคลื่อนย้าย ชะลอการเคลื่อนย้ายสัตว์ในพื้นที่ซึ่งพบโรค ตลอดจนประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัย รณรงค์การทำลายเชื้อโรคจุดเสี่ยงต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัสเพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกใช้seed วัคซีน และที่สำคัญคือมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนให้ดียิ่งขึ้น และส่งเสริมการป้องกันโรคเข้าฟาร์ม ให้ปรับระบบการเลี้ยงสัตว์ให้มีมาตรฐาน โดยการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์ (Good Agricultural Practice ; GAP) หรือการรับรองระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management ; GFM) รวมถึงการรับรองสถานภาพฟาร์มปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยการสร้างพื้นที่ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย จึงทำให้มั่นใจว่าโค กระบือ แพะ แกะ ในประเทศไทยมีโอกาสน้อยมากที่จะนำเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

‘เฉลิมชัย’ชมผลไม้ส่งออก ทำสถิติ1ล้านตันมูลค่า8หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673551

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) เปิดเผยว่า การส่งออกผลไม้สดไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้พิธีสารระหว่างไทย-จีน ในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ มีปริมาณถึง 1,123,543 ตัน ทำลายสถิติการส่งออกในระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งส่งออกได้ 1,002,771 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 120,000 ตัน หรือกว่า 10% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 81,282 ล้านบาท ในขณะที่ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการซีโร่โควิดของจีน ในการป้องกันการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นมา และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อค่าระวางขนส่งทางบกทางเรือทางอากาศปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงจากภาวะเศรษฐกิจทำให้มูลค่าการส่งออกผลไม้สดลดลง 2,900 ล้านบาท หรือลดลง 3.45% ส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งออกลำไย ลดลง เนื่องจากการปิดด่านบางด่านของจีนช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจีน จึงสั่งให้ฟรุ้ทบอร์ด ปรับกลยุทธ์เร่งแก้ปัญหาลำไยซึ่งหล่นจากการส่งออก

“ขอแสดงความชื่นชมชาวสวนที่ร่วมมือพัฒนาคุณภาพจนครองแชมป์ตลาดผลไม้ในจีน มีมาร์เก็ตแชร์เกือบ 50%
ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ ชิลี และเวียดนาม ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 10% กว่า และ 6% ตามลำดับ ขอให้ยึดมั่นในนโยบายยกระดับคุณภาพและมาตรฐานรวมทั้งป้องกันการปนเปื้อนโควิดและโรคพืชหรือแมลงพืชต่อไป ส่วนปัญหาการสวมสิทธิ์ทุเรียน ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งตรวจตรา จับกุมและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของผลไม้ไทย” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

สศก.โชว์ผลงาน‘Zoning’ช่วยเกษตรกร เดินหน้าปรับเปลี่ยนการผลิต-สร้างมูลค่า ปูพรมพื้นที่51จังหวัดโกยกำไร27ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673552

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) หรือไม่เหมาะสม (N) ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีศักยภาพและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าชนิดเดิม โดยโครงการดังกล่าว มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และมีหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมสนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานในพื้นที่ อาทิ การถ่ายทอดความรู้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช พันธุ์ปลา ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ อาหารและอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงปลา รวมถึงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และเงินอุดหนุนปัจจัยการผลิตสำหรับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ในการนี้ สศก. ได้ติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 95,000 ไร่ผลการดำเนินโครงการฯ ในปี 2564 พบว่า ได้รับการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม98,305 ไร่ (ร้อยละ 103 ของเป้าหมาย) รวม 51 จังหวัด เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ8,985 ราย โดยส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนจากข้าวนาปี เป็นการเลี้ยงปลา ปลูกหม่อน และเกษตรผสมผสาน ผักสวนครัวสมุนไพร ร่วมกับการปลูกข้าว หรือไม้ผล และไม้ยืนต้น

ผลจากที่เกษตรกร ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ในฤดูกาลผลิต ปี 2564/65 ส่งผลให้มีพื้นที่สร้างผลผลิตสินค้าเกษตรได้แล้ว
ร้อยละ 55 เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล หม่อน พืชอายุสั้นหรือพืชผักสวนครัว เช่น กล้วย ตะไคร้ พริก ผักกาดขาว ถั่วฝักยาวมะเขือ เป็นต้น ที่เหลือยังอยู่ในช่วงทยอยเก็บเกี่ยวและยังไม่ได้รับผลผลิตเนื่องจากเป็นการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น เช่น ทุเรียน มะยงชิด พุทรา มะม่วง ขนุน มะนาว น้อยหน่า ฝรั่ง ลำไย เป็นต้น ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีขึ้นไป จึงจะให้ผลผลิต สามารถสร้างผลตอบแทนให้เกษตรกรได้เฉลี่ย 8,744 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 3,258 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวนาปี 2563/64 จำนวน 2,591 บาทต่อไร่ โดยเมื่อจำแนกผลตอบแทนสุทธิตามกิจกรรมที่ปรับเปลี่ยนได้ พบว่า ปลา สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นจากเดิม 1,178 บาทต่อไร่ หม่อนไหม เพิ่มขึ้น 2,827 บาทต่อไร่ เกษตรผสมผสาน เพิ่มขึ้น 2,932 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ หากคิดเป็นภาพรวมโครงการทั้ง 51 จังหวัด รวมพื้นที่ 98,305 ไร่ (ไม่รวมไม้ผลไม้ยืนต้น) สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิ รวม 27 ล้านบาท และคาดว่าในปีงบประมาณ 2565 จะสามารถสร้าง
ผลตอบแทนสุทธิได้รวมถึง 49 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินโครงการ ปี 2565 มีเป้าหมาย พื้นที่รวม 71,735 ไร่ จำแนกเป็นกิจกรรมปรับโครงสร้างพื้นที่การผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป้าหมาย 67,590 ไร่ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต 4,145 ไร่ ผลการติดตามการดำเนินงานรอบ 9 เดือนพบว่า มีการปรับโครงสร้างพื้นที่การผลิตที่ไม่เหมาะสมแล้ว 65,685 ไร่ (ร้อยละ 97 ของเป้าหมาย 67,590 ไร่) สนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์ปลา รวมถึงปัจจัยการผลิตพื้นฐานเพื่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเกษตรกรแล้ว 2,652 ไร่ (ร้อยละ 64 ของเป้าหมาย 4,145 ไร่) และดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรเป้าหมาย 3,145 ราย เป็นต้น

กรมชลฯพร้อมรับมือฝนตกต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673548

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 40,812 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 35,272 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,615 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 15,256 ล้าน ลบ.ม.

อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านประเทศเมียนมา ตอนบนของภาคเหนือ และประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางรวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนั้นให้บริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พิจารณาปรับการระบายให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งกำชับให้ตรวจสอบพื้นที่ยังไม่ได้เพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ให้เร่งดำเนินการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวให้เสร็จตามแผนที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากฤดูน้ำหลาก ตลอดจนปฏิบัติตาม 13 มาตรการ รับมือฤดูฝนปี 2565 ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด

เกษตรฯไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือ เปิดมิติใหม่บนแพลตฟอร์มFKII

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673550

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ วิวิธเกยูรวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว นายโชติ พึงเจริญพงศ์ คณะทำงานที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯนายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายสกนธ์ วนาเศรษฐี ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว เข้าหารือกับ นายคูนิอากิ คาวามูระ ประธานสภาความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และภาครัฐซึ่งมีแพลตฟอร์มเพื่อการวิจัยและพัฒนาในการเป็นแหล่งองค์ความรู้ การบูรณาการและนวัตกรรม (Filed for Knowledge,
Integration & Innovation หรือ FKII) FKII ภายใต้กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) โดยมีนายโอคูมะ ราเคชิ(Mr. Okuma Rakeshi) ผอ.FKII และทีมงาน เข้าร่วม

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีการขยายความร่วมมือทางด้านการเกษตรกับประเทศญี่ปุ่นในมิติต่างๆ ภายหลังจากนายเก็นจิโร คาเนโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น พร้อมคณะ เข้าพบหารือกับ ดร.เฉลิมชัย
ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวาระครบรอบ 135 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง2 ประเทศ

พร้อมกันนั้น นายอลงกรณ์ ได้แสดงความชื่นชม FKII ที่สามารถสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ในหลากหลายด้าน อาทิ เกษตรอัจฉริยะ อาหารสุขภาพ เกษตรกรรมยั่งยืน ฯลฯ โดยเฉพาะงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable agriculture) ที่ FKII มีแพลตฟอร์มเพื่อการวิจัยและพัฒนาถึง 72 กลุ่ม สอดคล้องกับแนวนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาให้ไทยเป็นแหล่งอาหารของโลก โดยการวิจัยและพัฒนาการใช้วัตถุดิบในการผลิตที่ให้คุณค่าทางสารอาหารและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ยังได้ให้ความสนใจกับการวิจัยและพัฒนาของ FKII และประสงค์จะสร้างความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาร่วมกันในหลายประเด็น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) และศูนย์ความเป็นเลิศ (COE) มีการศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าวเพื่อพัฒนาการผลิตการแปรรูปสู่เกษตรมูลค่าสูง หากมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันจะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ได้ให้ความสนใจด้านระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการขนส่งสินค้าเกษตรและอาหาร เพิ่มมูลค่าทางการค้าและลดความสูญเสียอาหารได้ด้วย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673518

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง 

15 ส.ค.2565 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสระบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย  ตลอดจนความก้าวหน้าในการซ่อมแซมคันกั้นน้ำบริเวณคลอง 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง จังหวัดสระบุรี โดยมี นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบรรยายสรุปการดำเนินงาน  
  
ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำป่าสักมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 15,623 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยทั้งลุ่มประมาณ 3,320 ล้าน ลบ.ม. มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ความจุ 960 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำเหนือเขื่อนป่าสักฯ (ปี 2547-2570) จำนวน 29 โครงการ คิดเป็นปริมาณน้ำเก็บกัก 254 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 0.20 ล้านไร่ ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 12 โครงการ เก็บกักน้ำได้ 197 ล้าน ลบ.ม.  พื้นที่ชลประทาน 26,250 ไร่   

สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบัน(15 ส.ค. 65) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 450 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯ มีน้ำไหลเข้าอ่างฯในช่วงวันที่ 1-15 ส.ค. 65 รวมประมาณ 594.63 ล้าน ลบ.ม. มีการระบายน้ำ 160 ลบ.ม./วินาที โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได และเป็นไปตามเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ (operations rule curve) ซึ่งจะพิจารณาร่วมกับแผนการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และท้ายเขื่อนพระราม 6 เพื่อจัดจราจรน้ำ ระหว่างทั้ง 3 เขื่อน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ  

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ภายใต้ขีดจำกัดของคลองที่รับน้ำต่อเนื่องในแนวคลองเหนือ-ใต้ (คลองชัยนาท-ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ คลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลองระบายน้ำ13 คลองพระองค์ไชยานุชิต ลงสู่คลองชายทะเล และสูบน้ำออกสู่อ่าวไทย)  และแนวคลองออก-ตก ระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง รวมทั้งเตรียมพร้อมรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นด้วยการพร่องน้ำในคลองสาขาต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากทางตอนบน  และปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี65 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญได้ทำการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำล่วงหน้าให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง  

ด้านการซ่อมแซมคันกั้นน้ำบริเวณคลอง 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก จังหวัดสระบุรี ที่ชำรุดเสียหาย จากอิทธิพลของพายุ “เตี้ยนหมู่” เมื่อปลายเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ไหลลอดกำแพงกั้นน้ำบริเวณคลองส่งน้ำ 23 ขวา ชัยนาท-ป่าสัก ช่วง กม.0+100 – 0+250 เข้าท่วมพื้นที่ตำบลสร่างโศก ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ ตำบลหนองโดน และอำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี เบื้องต้น กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง  ได้ก่อสร้างทำนบชั่วคราวบริเวณคันคลองทั้งสองฝั่ง ปัจจุบันคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 70 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2565 เพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 65 นอกจากนี้ ยังได้วางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาว ด้วยการปรับปรุงประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 23 ขวา และปรับปรุงคลองส่งน้ำ 23  ขวา บริเวณ กม. 0+ 050 – 0+375 เพื่อใช้ควบคุมปริมาณน้ำและระดับน้ำไม่ให้สูงเกินความจุของคลองส่งน้ำ 23ขวา ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  

ทั้งนี้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนรับมือฤดูฝนทั้ง 13 มาตรการอย่างเคร่งครัด และดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ปี 2565 ที่ กนช. เห็นชอบ ที่สำคัญให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึงและให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมกับเร่งรัดให้กรมชลประทาน ดำเนินการซ่อมแซมคันดิน 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก และวางแผนปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรงโดยเร็วต่อไป 

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำ จัดการแก้น้ำท่วม-แล้ง สนองนโยบายรัฐบาล ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673311

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน ร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (กตน.)ครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายอนุชา นาคาศัยรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ พิจารณาการบริหารจัดการน้ำ (อุทกภัย/ภัยแล้ง) อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนการเกษตรสร้างมูลค่า และประเด็นติดตามขับเคลื่อนของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล

ในส่วนของกรมชลประทาน ได้ดำเนินการด้านการบริหารจัดการน้ำ (อุทกภัย/ภัยแล้ง) อย่างยั่งยืน ตามมาตรการเตรียมการรับมือปัญหาอุทกภัย/ภัยแล้ง ภายใต้ 13 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2565 มีการคาดการณ์จุดเฝ้าระวังและจุดเสี่ยงอุทกภัย ปี 2565 รวม 750 จุด การกำหนดแผนตรวจสอบสภาพอาคารชลประทานของโครงการชลประทานทั่วประเทศ รวม 1,270 แห่ง การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่อาจมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน รวมไปถึงการกำหนดแผนงานและผลสัมฤทธิ์ในการกำจัดวัชพืชและผักตบชวา ในคลองชลประทาน 428 สาย รวมทั้งบริเวณอ่างเก็บน้ำ เขื่อน ฝาย และประตูระบายน้ำอีก 89 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมทั้งประเทศรวม 5,382 หน่วย โดยมี SWOC (ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ) เป็นศูนย์บัญชาการด้านน้ำ ที่มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนตามข้อสั่งการของรัฐบาล

‘เฉลิมชัย’ดันใช้ปุ๋ยผสมผสาน ช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673313

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง หรือมีการใช้ปุ๋ยมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในส่วนของปุ๋ยเคมีสูง ประกอบกับประเทศไทยยังคงต้องมีการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านการนำเข้า อาจทำให้ปุ๋ยเคมีราคาสูง และหาซื้อยากมากขึ้น เกษตรกรได้รับผล กระทบโดยตรง ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยลดและบรรเทาปัญหา เราจำเป็นต้องหันมาใส่ใจเรื่องการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการ 4 ถูก (ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี) ส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต ผลผลิตมีคุณภาพ และลดต้นทุนการผลิต ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช.ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งปัจจุบันมี ศดปช. 882 ศูนย์ ตั้งอยู่อำเภอละ 1 ศูนย์ ทั่วประเทศ มีสมาชิก ศดปช. 17,640 ราย โดยยอมรับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและนำไปปฏิบัติเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งนี้ ศดปช.เป็นต้นแบบในการขยายผลถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสมไปสู่เกษตรกรทั่วไป และผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา สมาชิก ศดปช.มีพื้นที่การนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้เพิ่มขึ้นเป็น 244,853 ไร่ ได้รับผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 25.2 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 73 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินงานตามมาตรการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูงและไม่มีเสถียรภาพ ระหว่างปี 2565-2569 ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะสั้นนั้นได้มอบแนวทางปฏิบัติลงสู่พื้นที่เพื่อให้สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ ได้รับทราบและนำไปปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดนโยบายส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การปรับปรุงความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสมและการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน ผลักดัน ศดปช.เป็นต้นแบบและสนับสนุนให้เป็นกลไกในการขยายผลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูง และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งจำหน่ายแม่ปุ๋ยได้ และการจัดหาแหล่งทุนเสริมสภาพคล่อง ทั้งการขอสินเชื่อและการจัดหาแหล่งทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ในการจัดหาปุ๋ยบริการสมาชิก ศดปช.แปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรายย่อยจาก ธ.ก.ส.

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ โดยเน้นใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีในท้องถิ่นมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง และการไถกลบตอซัง เพื่อทำให้เกิด 4 ลด 4 เพิ่ม คือ ลดการเผา ลดโลกร้อน ลดการชะล้างดิน และลดต้นทุน

ด้านปุ๋ยเคมี ในขณะที่ทำให้มี 4 เพิ่ม คือ เพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มธาตุอาหารพืช เพิ่มผลผลิต และเพิ่มมูลค่าวัสดุการเกษตรเหลือใช้ ในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีปรับราคาสูงขึ้น

กรมข้าวถกประเทศลุ่มน้ำโขง เร่งจัดทำมาตรฐานพัฒนาข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673309

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ International Workshop on Harmonizing Rice Standards in the Lancang – Mekong Region ภายใต้โครงการ Development and Implementation of Common Rice Products Standard in Lancang – Mekong Countries ที่ประเทศกัมพูชา โดยมีผู้แทนจากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เข้าร่วม ซึ่งการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang – Mekong Cooperation (LMC) Special Fund) ประจำปี 2018 โดยสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยดำเนินงานโครงการ

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบ้ติการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนผลการศึกษาแนวทางการจัดทำมาตรฐานการผลิตข้าวในประเทศในลุ่มน้ำโขง สร้างความเข้าใจและการให้ความสำคัญของระบบการพัฒนามาตรฐานการผลิตข้าว การระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการพัฒนามาตรฐานการผลิตข้าว และเยี่ยมชมแปลงนาของเกษตรกร รวมทั้งผู้ประกอบการค้าข้าวของกัมพูชา