ปศุสัตว์ถกร่วมมาเลเซีย ให้ใบรับรองสุขภาพสัตว์ส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669106

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานประชุม Special Meeting on Importation of Live Cattle for Slaughter from Thailand to Malaysia (การหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับรองสุขอนามัยสำหรับส่งออกโคมีชีวิตเพื่อเข้าโรงฆ่าจากประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซีย) โดยมี ดาโต๊ะ ดร.นอร์ลิซาน บิน มูฮัมหมัด นัวร์ ผอ.กรมสัตวแพทย์บริการสหพันธรัฐมาเลเซีย พร้อมทั้งนายสัตวแพทย์วัชรพล โชติยะปุตตะ ผอ.กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ กรมปศุสัตว์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ที่ประชุมฯ ได้ร่วมพิจารณาแนวทางการรับรองสุขอนามัยที่เกี่ยวข้องกับการออกใบรับรองสุขภาพสัตว์ สำหรับส่งออกโคมีชีวิตเพื่อเข้าโรงฆ่าสัตว์จากประเทศไทยไปยังสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยกรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งในประเทศต่างประเทศ สอดคล้องตามข้อกำหนดของกฎหมายในประเทศ ตามระเบียบของประเทศคู่ค้า และตามหลักสากล ซึ่งข้อกำหนดที่มีการปรับใหม่ให้เหมาะสม ได้แก่ การรับรองโรคปากและเท้าเปื่อย ว่าสัตว์ที่จะส่งออกต้องเกิดและอยู่ในพื้นที่ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยก่อนการส่งออกไม่น้อยกว่า6 เดือน หรือไม่มีรายงานการเกิดโรคปากและเท้าเปื่อย ภายในรัศมี 10 กิโลเมตร จากสถานที่เลี้ยงในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนเคลื่อนย้าย หรือสัตว์ต้องได้รับการทดสอบโรคปากและเปื่อยให้ผลเป็นลบก่อนทำการส่งออก 7 วัน

นายสัตวแพทย์โสภัชย์กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อส่งผลให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงเงื่อนไขการนำเข้าโคมีชีวิตเพื่อเข้าโรงฆ่าสัตว์จากไทยไปยังมาเลเซีย ให้มีความเหมาะสมและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความร่วมมืออื่นๆ ในอนาคต ระหว่างไทย-มาเลเซีย

13ปีพิพิธภัณฑ์เกษตรฯงานต่องาน‘พ่อ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669104

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ.จัดกิจกรรมฉลองครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา 13 ปี พกฉ.วันที่ 23 มิถุนายน 2565 ส่งมอบความสุขผ่านกิจกรรมพิเศษHappy Wisdomking Museum เชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานรักษา ต่อยอดพระราชปณิธานแห่งพอเพียงและความดีงาม ร่วมเรียนรู้พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร ผ่านการชมนิทรรศการและภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ ภายในพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมร่วมกิจกรรมลุ้นรับของที่ระลึกพิเศษ ผ่านกิจกรรม แชะ & แชร์ ภาพถ่ายของท่าน คู่กับจุดถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ ติดแฮชแท็ก พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯหรือดาวน์โหลด E-Coupons ทาง Mobile Application Wisdomking หรือ Line Official พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ นำมาแสดงที่จุดประชาสัมพันธ์ Wisdom Farm แลกรับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมของที่ระลึก Limited Edition จากทางพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

พล.อ.อ.เสนาะ พรรณพิกุล ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ เปิดเผยว่า ตลอด 13 ปี ที่ผ่านมา พกฉ.มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ในการขับเคลื่อนงานเพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านเกษตรของประเทศ ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ ฐานการเรียนรู้ และกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง และประชาชนที่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น จึงส่งเสริมการปลูกผักไว้กินเองในครัวเรือน การสร้างอาชีพ โดยอาชีพเกษตรกรเป็นทางเลือกทางรอดที่หลายคนให้ความสนใจ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จึงเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

‘อลงกรณ์’นำฟรุ้ทบอร์ด ขับเคลื่อน18มาตรการ บริหารผลไม้ในภาคใต้ เร่งตั้งศูนย์ฯส่วนหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669105

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะทำงานเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามงานด้านการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ 14 จังหวัด โดยมีการประชุมเฉพาะกิจติดตามสถานการณ์ต้นฤดูและความพร้อมของ 18 มาตรการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2565 ที่พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์การผลิต-การขนส่ง และปัญหาอุปสรรคของผลไม้ภาคใต้ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ปี 2565 โดยประธานคณะทำงานย่อยเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์ภาคใต้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานผลผลิตผลไม้ภาคใต้ ปี 2565 และ 2.รายงานผลการบูรณาการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ปี 2565 โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จ.สงขลา

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ทุกจังหวัดต้องพร้อมใช้ 18 มาตรการของฟรุ้ทบอร์ด ให้สามารถบริหารจัดการเชิงรุก หรือแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด รวมทั้งบริหารเป้าหมายและกลยุทธ์ใหม่ และเพื่อให้การประสานแผนและกลยุทธ์ใน 14 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นฮับผลไม้ คือ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และยะลา จึงให้ตั้งศูนย์บริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ส่วนหน้า ในการแก้ปัญหาต่างๆ รวมทั้งเปิดโครงการเกษตรกร Happy เชื่อมโยงตลาดในประเทศ และกระจายผลไม้ไปถึงผู้บริโภคทั่วประเทศให้มากที่สุด

เกษตรฯหนุนผลิตสินค้า ท่องเที่ยวเชิงเกษตร-ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669108

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้เกี่ยวข้องที่ร้านรักษ์นา คาเฟ่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในจังหวัดและผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ให้ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ขยายความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการตลาดสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตรไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

ส่วนการเปิดตัวโครงการที่ร้านแห่งนี้ เนื่องจากเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สำคัญและมีพิธีลงนามความเข้าใจ รวมทั้งเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มีมาตรฐาน มีความหลากหลาย เกิดการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก ตลอดจนสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย และผู้บริโภคได้รับทราบ นอกจากนี้ยังมีเกษตรกรใหม่ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการผลิตปลอดภัย นำสินค้ามาร่วมจำหน่ายในงาน 20 ร้านค้า หมุนเวียนการจำหน่ายทุกๆ วันเสาร์และอาทิตย์

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย และลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ปัจจัยการผลิตมีราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย รวมทั้งการเชื่อมโยงการตลาดที่ดี จะก่อให้เกิดคุณภาพความปลอดภัยด้านอาหาร ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ผลิต และผู้บริโภค” ดร.ทองเปลว กล่าว

สำหรับ จ.พระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ทำการเกษตรกว่า 900,000 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 57 มีผลผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวไม่พ่นพืชผักไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสัตว์น้ำที่สำคัญ เกษตรกรมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน สอดคล้องกับแนวทางนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ประกอบกับจ.พระนครศรีอยุธยา มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวใกล้เมืองหลวง เป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยววัด วัง เวียง มีวิวทิวทัศน์สวยงาม อาหารพื้นบ้านและขนมอร่อย ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร คณะทำงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเห็นควรให้มีการจัดทำโครงการขึ้น โดยเป็นโครงการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน

‘กรมชลฯ’ลุยแก้ปัญหาน้ำภาคกลางตอนล่าง วางงบกว่าหมื่นล. อัพไซส์ 3 คลองระบายน้ำหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669061

‘กรมชลฯ’ลุยแก้ปัญหาน้ำภาคกลางตอนล่าง วางงบกว่าหมื่นล. อัพไซส์ 3 คลองระบายน้ำหลัก

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.57 น.

“กรมชลประทาน” เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ซ้ำซาก ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ผลักดัน “โครงการจัดทำแบบจำลองคณิตศาสตร์ นิเวศวิทยาทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง จังหวัดเพชรบุรี” พัฒนา 3 คลองระบายน้ำในพื้นที่ D1, D9และ D18 วางงบกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาน้ำให้ความสำคัญประชาชนในพื้นที่และสิ่งแวดล้อม

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน “โครงการจัดทำแบบจำลองคณิตศาสตร์ นิเวศวิทยาทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง จังหวัดเพชรบุรี” ว่า จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่ในแนวร่องน้ำผ่านของลุ่มน้ำเพชรบุรี เมื่อเกิดฝนตกหนักเกิน 230 มิลลิเมตร ติดต่อกันเกิน 48 ชั่วโมง จะเกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าสู่แม่น้ำเพชรบุรี ทำให้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำและที่ราบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีประสบอุทกภัยเป็นประจำทุกปี โดยโครงการฯ ดังกล่าว จะเข้ามาช่วยแก้ไข และบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง เขต อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.ชะอำ อ.เมืองเพชรบุรี อ.เขาย้อย และอ.บ้านแหลม ซึ่งตามแผนการแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่น้ำท่วมของกรมชลประทาน จะใช้รอบปีการเกิดซ้ำของน้ำหลากที่ 25 ปี เท่ากับ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแผนการระบายน้ำออกสู่ทะเลเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ดังนี้

          1)       ระบายน้ำแม่น้ำเพชรบุรี ออกสู่ทะเลตามธรรมชาติ จำนวน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

          2)       การปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 ให้สามารถระบายน้ำได้ จำนวน 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

          3)       ปรับปรุงคลองระบายน้ำ D9 ให้สามารถระบายน้ำได้ จำนวน 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (มีการก่อสร้างและใช้งานแล้ว)

          4)       ปรับปรุงคลองระบายน้ำ D18 ให้สามารถระบายน้ำได้ จำนวน 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

อย่างไรก็ดี การออกแบบเชิงหลักการคลองระบายน้ำD1, D9 และ D18 เพื่อพัฒนาให้ทั้ง 3 คลอง มีขนาดที่กว่างและลึกยิ่งขึ้น เพื่อให้การระบายน้ำทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

สำหรับการประเมินมูลค่าก่อสร้างโครงการเชิงหลักการคือ คลองระบายน้ำ D1 ประมาณ 12,434 ล้านบาท (ไม่รวมค่าเวนคืนที่ดิน) และมีค่าบำรุงรักษาปากร่องน้ำ ปีละประมาณ 9.0 ล้านบาท โดยมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คลองระบายน้ำ D1 ในระยะก่อสร้างที่ส่งผลกระทบด้านลบในระดับน้อย (-1) จำนวน 10 ประเด็น คือ ลักษณะภูมิประเทศ ทรัพยากรดิน สมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานชายฝั่ง อุทกวิทยาและการระบายน้ำ คุณภาพน้ำผิวดิน แพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน การคมนาคมขนส่งทางบก เศรษฐกิจ–สังคม และสุนทรียภาพและการท่องเที่ยว ส่วนในระยะดำเนินการ มีผลกระทบด้านบวกในระดับมาก (+3) จำนวน 1 ประเด็น คือ ผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี อุทกวิทยาและการระบายน้ำ และผลกระทบด้านบวกในระดับปานกลาง (+2) คือ เศรษฐกิจ–สังคม

ในส่วนของคลองระบายน้ำ D9 ประเมินมูลค่าก่อสร้างโครงการได้ประมาณ 718 ล้านบาท และมีค่าบำรุงรักษาปากร่องน้ำด้านใต้ ปีละประมาณ 7.2 ล้านบาท และค่าขุดลอกรักษาพื้นที่จอดเรือปากคลองด้านเหนือ ปีละประมาณ 5.76 ล้านบาท รวมค่าดำเนินการประมาณ 12.96 ล้านบาทต่อปีโดยส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในระยะก่อสร้างด้านท้ายของ คลอง D9 มีผลกระทบด้านลบในระดับน้อย (-1) จำนวน 7 ประเด็น คือ สมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานชายฝั่ง อุทกวิทยาและการระบายน้ำ คุณภาพน้ำผิวดิน คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง แพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน และเศรษฐกิจ–สังคม ส่วนในระยะดำเนินการ มีผลกระทบด้านบวกในระดับมาก (+3) จำนวน 2 ประเด็น คือ อุทกวิทยาและการระบายน้ำ ผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี และผลกระทบด้านบวกในระดับปานกลาง (+2) จำนวน 2 ประเด็น คือ เศรษฐกิจ–สังคม และด้านสุนทรียภาพและการท่องเที่ยว

ด้านคลองระบายน้ำ D18 ประเมินมูลค่าก่อสร้างโครงการได้ประมาณ 1,053 ล้านบาท และมีค่าบำรุงรักษาปากร่องน้ำด้านเหนือ ปีละประมาณ 20 ล้านบาท และค่าขุดลอกตะกอนตลอดแนวคลองปีละ 8.5 ล้านบาท รวมค่าดำเนินการประมาณ 20.85 ล้านบาทต่อปีมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในระยะก่อสร้างมีบางส่วนที่ส่งผลกระทบด้านลบในระดับน้อย (-1) จำนวน 8 ประเด็น คือ สมุทรศาสตร์ อุทกวิทยาและการระบายน้ำ คุณภาพน้ำผิวดิน คุณภาพน้ำทะเล แพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน การคมนาคมขนส่งทางบก เศรษฐกิจ–สังคม และสุนทรียภาพและการท่องเที่ยว ส่วนในระยะดำเนินการ มีผลกระทบด้านบวกในระดับมาก (+3) จำนวน 2 ประเด็น คือ ผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี อุทกวิทยาและการระบายน้ำ และผลกระทบด้านบวกในระดับปานกลาง (+2) จำนวน 2 ประเด็น คือ การคมนาคมขนส่งทางน้ำ และเศรษฐกิจ–สังคม

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’จี้ผู้เกี่ยวข้องออกแนวปฏิบัติ ‘โดรนพ่นสารเคมีเกษตร’ให้ชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668959

'สมาคมวิทยาการวัชพืช'จี้ผู้เกี่ยวข้องออกแนวปฏิบัติ 'โดรนพ่นสารเคมีเกษตร'ให้ชัดเจน

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.54 น.

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย เผยแพร่บทความ “โดรนพ่นยาฆ่าหญ้า..ถูกกฎหมายหรือยัง” เนื้อหาดังนี้

ปัจจุบัน โดรนพ่นยาฆ่าหญ้ากำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกร ส่วนมากใช้พ่นในนาข้าว ข้าวโพด และอ้อย และสารกำจัดวัชพืชยอดนิยม คือ 2,4-ดี เนื่องจากเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีคุณสมบัติเลือกทำลายเฉพาะพืชใบกว้าง แต่ปลอดภัยกับพืชใบแคบทั้งข้าว ข้าวโพด และอ้อย

2,4-D เป็นสารที่มีกลไกออกฤทธิ์อยู่ในกลุ่ม O ที่มีการทำงานคล้ายฮอร์โมนออกซิน ดังนั้น อาการที่ปรากฏเริ่มแรก พืชจะแสดงอาการก้านใบและยอดม้วน ขอบใบม้วน ตามมาด้วยอาการใบไหม้เป็นสีน้ำตาลและร่วงหลุดจากต้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พืชปลูกใบกว้างในแปลงข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น มันสําปะหลัง ถั่วชนิดต่างๆ  ผักบุ้งแก้วกะเพรา มะลิ มะขาม และกัญขา จะแสดงอาการเป็นพิษเกิดการฟ้องร้องกันมากมายในปัจจุบัน

คำถาม คือ

1.การพ่นยาฆ่าหญ้าด้วยโดรนถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของกรมการบินพลเรือน หรือไม่

2.หลักเกณฑ์ที่ผู้ใช้โดรนพ่นต้องทราบและปฏิบัติตาม..มีอะไรบ้าง

หากยังไม่มี..เมื่อไหร่จะมี?…หน่วยงานไหนตอบได้ช่วยตอบที

3.หากยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย คนนำโดรนไปใช้พ่นสารกำจัดศัตรูพืช มีความผิดและต้องได้รับโทษตามกฎหมายอะไรบ้าง

4.หากการพ่นด้วยโดรนไม่มีประสิทธิภาพ.เกษตรกรสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้หรือไม่

5.ความเป็นพิษที่เกิดกับพืชปลูกข้างเคียงใครเป็นคนรับผิดชอบเกษตรกรเจ้าของแปลง หรือ คนรับจ้างพ่นโดน

6. สารกำจัดศัตรูพืชที่เกิดอันตรายได้จากการสูดดมหรือการซึมเข้าทางผิวหนัง.. สามารถพ่นด้วยโดรนหรือไม่

7.หากละอองที่ปลิวไปขณะพ่นด้วยโดรน. ทำให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม..ใครเป็นผู้รับผิดชอบ

ในอนาคตก็คงหลีกเลี่ยงการใช้โดรนพ่นสารเคมีทางการเกษตรไม่ได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น.. หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทั้ง #กรมวิชาการเกษตร และ #กรมการบินพลเรือน ควรรีบออกมาตรควบคุมและอบรมวิธีการใช้โดรนทางการเกษตรที่ถูกต้องและปลอดภัยโดยเร็ว..ก่อนจะสายเกินไป
#โดรนพ่นยา ไม่ใช่ของวิเศษ แต่เป็นเพียงเครื่องพ่นที่บินได้เท่านั้น‼

ขอบคุณเรื่องจาก : https://www.facebook.com/1868825710042450/posts/3191818994409775/

อ.ส.ค.ต่อยอดโมเดลใหม่ โคนมเศรษฐกิจหมุนเวียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668878

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ตามที่หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยโครงการการศึกษารูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการของเสียในฟาร์มโคนมและการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ อ.ส.ค.ปี 2564 ขณะนี้โครงการดังกล่าวมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดย อ.ส.ค. เตรียมนำผลการศึกษาไปขยายผล ร่วมกับสหกรณ์โคนมและเครือข่ายวิชาการจากมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาทำให้ได้รูปแบบการเลี้ยงโคนมที่ช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเสียในฟาร์มโคนม เช่น มูลโค และน้ำทิ้ง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นโมเดลใหม่ของการเลี้ยงโคนมในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ The circular dairy farming model ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดปัญหาด้านมลภาวะจากของเสียในฟาร์ม ทำให้ชุมชนข้างเคียงได้รับประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยคอกทดแทนปุ๋ยเคมีและก๊าซชีวภาพจากมูลโคสามารถนำไปหุงต้มทดแทนก๊าซหุงต้มที่มีราคาสูงในปัจจุบัน โดยจะจัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนในฟาร์มโคนมให้เป็นที่ศึกษาดูงาน ใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

นายสมพรกล่าวอีกว่า ปีงบประมาณ 2565 บพข.ภายใต้แผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียนยังได้จัดสรรงบประมาณร่วมทุนวิจัยกับ อ.ส.ค.เพื่อลงทุนพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าการใช้ประโยชน์จากมูลโคด้วย

ฝนหลวงสั่งการศูนย์ฯ สำรวจพื้นที่การเกษตร บินเติมน้ำอ่างฯ-เขื่อน ในภาคเหนือตอนล่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668875

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ปฏิบัติภารกิจบินสำรวจพื้นที่ อ.เมือง อ.ลับแล อ.ตรอน อ.พิชัย อ.ทองแสนขัน อ.น้ำปาด อ.ฟากท่า อ่างเก็บน้ำคลองตรอน และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและความต้องการน้ำในพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่มีการปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลังและข้าวโพด จากการสำรวจพบว่าพื้นที่การเกษตรของ อ.ตรอน และ อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอสำหรับการเกษตร รวมถึงอ่างเก็บน้ำคลองตรอน และเขื่อนสิริกิติ์ ที่ยังคงมีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาสรุปและวางแผนเพื่อบินปฏิบัติการทาฝนช่วยเหลือต่อไปเมื่อสภาพอากาศเหมาะสมและเข้าเงื่อนไขเกณฑ์การปฏิบัติการฝนหลวง

นายสำเริงกล่าวต่อว่า จากข้อมูลพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงจากทั่วทุกภูมิภาค พบว่ามีเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา รวม 266 แห่ง ครอบคลุม 45 จังหวัด 198 อำเภอ แบ่งเป็นพื้นที่ภาคเหนือ 48 แห่ง ภาคกลาง 31 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 148 แห่ง ภาคตะวันออก 38 แห่ง และภาคใต้ 1 แห่งโดยผลการปฏิบัติการฝนหลวงที่ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ 9 หน่วย ได้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำใน จ.ลำปางเชียงราย เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรีขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

‘ประภัตร’ร่วมงานแพะแห่งชาติ มุ่งพัฒนาการเลี้ยงรับตลาดขยายตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668879

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ปี 2564 และงานประกวดแพะ-แกะ จ.ชัยนาท ครั้งที่ 5 พร้อมทั้งเป็นประธานมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะการประกวดแพะ ที่สนามบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท โดยมี นายสุรเดช สมิเปรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายรังสรรค์ ตันเจริญ ผวจ.ชัยนาท และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยนายประภัตร กล่าวว่า ข้อมูลในปี 2564 พบว่าทั่วประเทศไทย มีเกษตรกรทำอาชีพเลี้ยงแพะ 85,000 ราย และมีแพะเนื้อและแพะนม ทั้งสิ้นมากกว่า 1.2 ล้านตัว ส่งออกแพะไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ปีละประมาณ 200,000 ตัว ซึ่งแพะที่เลี้ยงในภาคกลาง มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท และแพะจากภาคใต้ มีราคากิโลกรัมละ 120-130 บาท ซึ่งในภาพรวม ตลาดยังมีความต้องการแพะอีกมาก

“การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องต่ออาชีพการเลี้ยงแพะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ เกษตรกรรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงนักวิชาการและองค์กรต่างๆ ที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและประชาสัมพันธ์ประสบการณ์ มีการบูรณาการความรู้และเทคโนโลยี ร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกแพะให้มากขึ้น รองรับการขยายตัวในอนาคตสู่อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลต่อไป” นายประภัตร กล่าว

ส่วนกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ด้านพัฒนาการกรมปศุสัตว์ และแพะ แกะ นิทรรศการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรและปศุสัตว์แบบแปลงใหญ่ นิทรรศการวิชาการและนิทรรศการมีชีวิต แสดงพันธุ์ แพะ แกะ การสาธิตด้านอาหารสัตว์ ด้านการผสมเทียมแพะ ด้านการพัฒนาพันธุ์แพะ และผลการดำเนินงานโครงการตามนโยบายของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ และการขับเคลื่อนพัฒนาแพะ แกะ ด้านการผลิต การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป การตลาด การร่วมดำเนินงานกับกรมปศุสัตว์ ฯลฯ ที่สำคัญมีการประกวดแพะประเภทต่างๆ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานถ้วยรางวัลการประกวดแพะ รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ยังเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร/ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์แพะทั่วประเทศร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการแพะประเทศไทย ในการรวมพิกัดของดีของเด็ดผลิตภัณฑ์แพะประเทศไทย เพื่อเป็นช่องทางการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์แพะครบวงจรทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มโอกาสสร้างยอดขายชูผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแพะ ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแพะ สามารถปักหมุดร้านตนเอง โดยการสแกน QR Code : ลงทะเบียนร้านผลิตภัณฑ์แพะ เพื่อกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนก็จะเป็นส่วนหนึ่งของหมุดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์แพะในประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : โคกหนองนาบุญ 108 จัดกิจกรรมหิ้วปิ่นโตลุยฐานเรียนรู้ สร้างโรงเรือนปลูกเมล่อน-พืชผักปลอดภัย-ธนาคารน้ำใต้ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668880

สกู๊ปพิเศษ : โคกหนองนาบุญ 108 จัดกิจกรรมหิ้วปิ่นโตลุยฐานเรียนรู้ สร้างโรงเรือนปลูกเมล่อน-พืชผักปลอดภัย-ธนาคารน้ำใต้ดิน

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ณ ศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108” หมู่ 9 ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ดร.บุญสมหญิง พลเมืองดี ประธานศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108” จัดกิจกรรม “ชวนเอามื้อสามัคคี” กิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับ โคก หนอง นา, สร้างฐานเรียนรู้ ธนาคารใต้ดิน แก้มลิงที่มองไม่เห็น, ร่วมสร้างโรงเรือนสาธิตปลูกผักปลอดสารพิษ, การหิ้วปิ่นโตอาหารกลางวันไปรับประทานกันด้วย

โดยมีทีมงานพิกซ์กรุงเก่า นำโดย คุณปาริชาติ แก้วมณีและนักเรียนจากโรงเรียนวัดจุฬามณี (ชุณหะจันทนประชาสรรค์) นำโดย คุณครูวันดี ทรัพย์สัมฤทธิ์ มีนายปราโมทย์ กิจปลื้ม ที่ปรึกษาพัฒนาการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายมิตรชัย ศรีผ่าน พัฒนาการอำเภอบางบาล คณะวิทยากร และปราชญ์ชาวบ้านคอยให้คำแนะนำ

ดร.บุญสมหญิง พลเมืองดี ประธานศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108” กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108”จะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน แหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง แห่งนี้หลายหน่วยงาน หลายองค์กร ในครั้งนี้ได้มีกลุ่มพิกซ์กรุงเก่า ครู และนักเรียนจากโรงเรียนวัดจุฬามณี (ชุณหะจันทนประชาสรรค์) ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ในการทำโรงเรือนปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกเมล่อน การสร้างธนาคารน้ำใต้ดิน (แก้มลิงที่มองไม่เห็น) โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีการหิ้วปิ่นโตมารับประทานอาหารกลางวันกันด้วย ซึ่งเป็นการร่วมกลุ่มสร้างความสามัคคี ตามวิถีชีวิตแบบบ้านบ้าน ของชาวบ้านสมัยโบราณ

นายปราโมทย์ กิจปลื้ม ที่ปรึกษาพัฒนาการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ประโยชน์ของธนาคารน้ำใต้ดิน(แก้มลิงที่มองไม่เห็น) 1.ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะช่วยให้น้ำซึมลงใต้ดินได้ดียิ่งขึ้น 2.ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง เพราะสามารถสูบน้ำจากธนาคารน้ำใต้ดินใช้ได้ตลอดเวลา 3.แก้ปัญหาน้ำเค็ม เพราะมวลน้ำเค็มจะมีน้ำหนักมากกว่าจืดฉะนั้นน้ำเค็มจะอยู่ด้านล่าง 4.แก้ปัญหาน้ำสกปรก เพราะระบบน้ำแบบปิดจะช่วยกรองน้ำให้สะอาดขึ้น