ไทยจ่อปรับบัญชีCITESจระเข้น้ำจืด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668877

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 อนุมัติในหลักการตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “ข้อเสนอปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดของไทย จากบัญชี 1 เป็นบัญชี 2 ภายใต้อนุสัญญา CITES” ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีวัตถุประสงค์เพื่อจะได้ดำเนินการเสนอต่อที่ประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 19 (CITES CoP19) ระหว่างวันที่ 14-22 พฤศจิกายน 2565 ที่ประเทศปานามา

สำหรับข้อเสนอปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย เนื่องจากจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่
เพาะพันธุ์ได้ 2546 และเป็นชนิดที่อยู่ในบัญชี 1 (Appendix I) ตามบัญชีท้ายอนุสัญญา CITES ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำจืดทั่วประเทศ โดยมีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ค้า ครอบครอง และเพาะพันธุ์ที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 จำนวน 1,415 ราย มีรวม 1,263,360 ตัว (ข้อมูลปี 2564) การค้าระหว่างประเทศของจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบัญชี 1 ที่มีข้อกำหนดในการส่งออกจะต้องขออนุญาตจาก CITES แต่หากปรับลดชนิดพันธุ์มาอยู่ในบัญชี 2 (Appendix II) ผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้เลย

ทั้งนี้ การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยในฟาร์ม มีการเพาะเลี้ยงมานานกว่า 20 ปี และมีการขึ้นทะเบียนฟาร์มเพื่อการค้า ส่งผลทำให้เกิดธุรกิจการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้ ทั่วประเทศ

กรมชลฯรับมือน้ำช่วงฝนตกต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668288

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 41,670 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯยังสามารถรับน้ำได้อีก 34,415 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,953 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,918 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต เพื่อให้การบริหารน้ำท่าเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นย้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศต้องเพียงพอตลอดทั้งปี ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยควบคุมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้อยู่เกณฑ์ควบคุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกข้าวได้อย่างทั่วถึง และเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลากที่อาจจะเกิดขึ้น หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำจัดผักตบชวาไม่ให้ไหลไปสะสมในแม่น้ำสายหลัก และขอให้สำรวจพื้นที่ก่อสร้างที่มีน้ำไหลผ่าน ให้จัดทำทางเบี่ยงน้ำให้สามารถไหลผ่านพื้นที่ก่อสร้างได้เท่ากับปริมาณน้ำที่เคยไหลผ่านเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเมื่อมีสถานการณ์วิกฤตน้ำมาก รวมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

เกษตรฯเร่งขับเคลื่อน งานพัชรสุธาคชานุรักษ์ พัฒนาอาชีพเกษตรกร ลดผลกระทบจากช้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668289

เกษตรฯเร่งขับเคลื่อน  งานพัชรสุธาคชานุรักษ์  พัฒนาอาชีพเกษตรกร  ลดผลกระทบจากช้าง

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมหมู่บ้าน เพื่อจัดทำแผนขับเคลื่อนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ตลาดร้อยร้าน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อมูลความต้องการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรเพื่อลดผลกระทบจากภัยช้างป่า รวมทั้งปัญหา อุปสรรคของเกษตรกรในหมู่บ้านคชานุรักษ์ และหมู่บ้านขยายผล 9 หมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบูรณาการกำหนดแผนปฏิบัติงานการขับเคลื่อนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เป็นไปตามความต้องการของชุมชน

ทั้งนี้ อ.ท่าตะเกียบ มีพื้นที่การเกษตร 308,708 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45.56 ของพื้นที่ทั้งหมด มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากช้างป่า473 ไร่ เกษตรกร 150 ราย โดย อ.ท่าตะเกียบ มีหมู่บ้านที่ได้รับคัดเลือกเป็นหมู่บ้านคชานุรักษ์ ได้แก่ บ้านคลองมะหาด และมีหมู่บ้านขยายผลในพื้นที่อีก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านอ่างเตย บ้านเนินน้อยบ้านน้อยนาดี และบ้านเนินกระบก ที่ผ่านมามีการป้องกันและแก้ปัญหาช้างป่า โดยพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งปรับเปลี่ยนและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร

จากนั้นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม ของ จ.ฉะเชิงเทรา ในพื้นที่แปลงใหญ่โคขุน ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ ด้วย

กองทุนปฏิรูปที่ดินเห็นชอบ ใช้งบประมาณปี2566วงเงิน4พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668286

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 4/2565 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 วงเงิน 4,100 ล้านบาท เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการบริหารเงินกองทุนฯ โดยแบ่งเป็นรายจ่ายหมุนเวียน เช่น การจัดหาที่ดินสินเชื่อพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้เกษตรกรสินเชื่อตามนโยบาย เงินค้ำประกันสินเชื่อ ธ.ก.ส.และรายจ่ายขาด เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจัดหาที่ดิน โครงการพัฒนาศักยภาพพื้นที่และการผลิต โครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 36/2559

นอกจากนี้ ยังอนุมัติโครงการก่อสร้างหอถังสูงทรงแชมเปญ พร้อมระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค จ.เพชรบุรี 3 แห่ง ใน ต.กลัดหลวง และ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นเงิน 4,822,500 บาท โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปีงบประมาณ 2566 นั้น ด้านการจัดหาเงินทุน เน้นการเพิ่มรายได้เข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุน เช่น บูรณาการร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการเพิ่มช่องทางการชำระเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการชำระหนี้ให้แก่ ส.ป.ก.การเพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เอกสารสิทธิที่ได้รับจากการปฏิรูปที่ดินไปเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส.เป็นต้น

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้นเน้นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานตามภารกิจ เช่น การจัดซื้อที่ดินเอกชนเพื่อจัดสรรให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือมีเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการครองชีพ และได้ขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก.ด้านการพัฒนาอาชีพและรายได้ สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการพัฒนาธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพพื้นที่และการผลิตเพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน แหล่งน้ำ อาคารแปรรูปผลผลิต อาคารอเนกประสงค์ให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ เอื้ออำนวยและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

ชลประทานเร่งจัดหางบซ่อม คันคลองส่งน้ำที่เมืองพัทลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668287

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายโอฬาร ทองขาวเผือก ผอ.โครงการชลประทานพัทลุง สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสภาพถนนลาดยางบนคันคลองส่งน้ำ ที่ใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงเส้นทางสัญจรของราษฎรในพื้นที่ ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร หลังจากมีสภาพชำรุดเสียหายจากรถบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดที่ถนนจะรับน้ำหนักได้ โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่าถนนคันคลองดังกล่าวคือ ถนนคันคลองส่งน้ำสาย 1L-RMC2 (ควนกุฎ) โดยโครงการชลประทานพัทลุง ได้ดำเนินการปรับปรุงถนนดังกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้เมื่อปี 2562

ทั้งนี้ ในปัจจุบันพบว่าสภาพผิวจราจรชำรุดเสียหายเป็นช่วงๆ ตลอดความยาวถนน โดยโครงการชลประทานพัทลุง อยู่ระหว่างเสนอแผนงานขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2565 ตามแผนงาน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในฤดูฝนปี 2565 และการเก็บกักน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2565/2566 เพื่อซ่อมแซมถนนคันคลองดังกล่าวให้สามารถกลับมาใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัยต่อไป

อ.ต.ก.สงขลาจัดงาน ตลาดสินค้าคุณภาพ ปลอดภัยกับผู้บริโภค เชื่อมโยงในทุกระดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668041

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า การจัดงานตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อ.ต.ก.เป็นการสร้างมาตรฐานให้กับตลาดสินค้าเกษตร ก่อให้เกิดมูลค่าการจำหน่าย เกิดการขับเคลื่อนรูปแบบตลาดเกษตรกร อ.ต.ก.ได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนสินค้าเกษตรคุณภาพในพื้นที่ โดยใช้สำนักงาน อ.ต.ก.จังหวัดสงขลา จัดกิจกรรมตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ สินค้าปลอดภัย จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรตลอดจนสินค้าอุปโภค-บริโภค คัดสรรสินค้าเกษตรจากเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกรในพื้นที่และภูมิภาคต่างๆ มาจำหน่ายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรและระบบกระจายสินค้าเกษตร เชื่อมโยงตลาดในทุกระดับให้เป็นตลาดสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐาน พัฒนาให้เป็นตลาดถาวรสำหรับเกษตรกร และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการตลาดสินค้าเกษตรในระดับพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงระบบการผลิตและระบบการตลาด สนับสนุนให้เกษตรกรผู้ขายได้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น เพิ่มทักษะด้านการตลาด การสร้างเครือข่าย และการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร จนสามารถพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสม และก่อให้เกิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพแบบถาวรและยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’ชี้ส่งออกปศุสัตว์พุ่ง ยอดกว่า1แสนล้าน-ครึ่งปีหลังยังปัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668042

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สินค้าปศุสัตว์จากประเทศไทยเป็นที่ต้องการของทั่วโลก โดยเพียงแค่ 5 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-พฤษภาคม) ยอดส่งออกยังคงพุ่งสูงเมื่อเทียบกับ 5 เดือนแรกปี 2564 รวมมูลค่ากว่า 106,656.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.82% ปริมาณกว่า 1,014,611 ตัน เพิ่มขึ้น 2.08% ผลจากความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าในการตรวจสอบ กำกับและควบคุมกระบวนผลิตด้านความปลอดภัยอาหารของกรมปศุสัตว์ ส่วนครึ่งปีหลัง คาดการณ์จากเจรจาและเปิดตลาดคู่ค้าเพิ่มสำเร็จ มีผลทำให้การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยยังคงพุ่งสูงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สำหรับสินค้าปศุสัตว์ที่ส่งออกไปแล้วนั้น แบ่งเป็นเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์แปรรูปปริมาณ 415,348.23 ตัน มูลค่า 54,016.07 ล้านบาท (สินค้าประเภทเนื้อไก่แปรรูปมากที่สุดคิดเป็น 61% คู่ค้าหลักคือญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป) สินค้ากลุ่ม Non-frozen ประกอบด้วย ไข่และผลิตภัณฑ์ไข่ นมและผลิตภัณฑ์นม น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้ง รังนกและผลิตภัณฑ์รังนก ซุปไก่สกัด อาหารกระป๋อง และอื่นๆ รวมปริมาณ 125,077.39 ตัน มูลค่า 10,784.77 ล้านบาท (สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมมากที่สุดคิดเป็นประมาณ 80% รองลงมาคือกลุ่มสินค้าไข่และผลิตภัณฑ์ และกลุ่มสินค้าปลากระป๋อง ตามลำดับ) อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet food) ปริมาณ 366,317.07 ตัน มูลค่า 36,888.73 ล้านบาท (อาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิทมากที่สุดรองลงมาคืออาหารเม็ด คู่ค้าหลักสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป) และอาหารปศุสัตว์ ปริมาณ 107,868.31 ตัน มูลค่า 4,966.61 ล้านบาท (เป็นปลาป่นมากที่สุด รองลงมาคือ อาหารสำเร็จรูป และพรีมิกซ์ ตามลำดับ)

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ มีการเปิดตลาดและขยายตลาดการส่งออก ทำให้แนวโน้มปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเพิ่มปริมาณและมูลค่าอย่างต่อเนื่อง จากที่สิงคโปร์ มีการผ่อนปรนมาตรการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกดิบ ทำให้ไทยส่งออกได้มากขึ้น มาเลเซีย มีการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากไทยมากขึ้น และจะมาตรวจประเมินพิจารณาขึ้นทะเบียนโรงงานนมเพิ่มเติม องค์การอาหารและยาของซาอุดuอาระเบีย (SFDA) อนุญาตให้นำเข้าไก่จากไทยได้ หลังจากที่ระงับมานานและได้ขึ้นทะเบียนโรงงานสัตว์ปีกไทยเพิ่มอีก 11 โรงงาน ทำให้เป็นโอกาสในการเพิ่มตลาดส่งออกได้มากขึ้น นอกจากนี้แคนาดา จะตรวจประเมินโรงงานสัตว์ปีกเพื่อพิจารณาการนำเข้าเนื้อเป็ดแปรรูปปรุงสุกจากไทย

กยท.พัฒนาชาวสวนยาง หนุนเทคโนโลยีผลักดันStartup

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668045

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าได้ให้การสนับสนุนเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการยาง ในการส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา ภายใต้งบประมาณกองทุนพัฒนายางพารา 49 (3) ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2558 ได้จัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ไปสู่การเป็น Start up ด้านยางพารา ประจำปีงบประมาณ 2565 (NaturalRubber Startup Acceleration Program : Batch 2 by RAOT and PSU) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดให้นิสิตนักศึกษา เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางและผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วม เป้าหมายเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ ต่อยอดงานวิจัย และนวัตกรรมยางพารา ไปสู่เชิงพาณิชย์ และก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายณกรณ์ กล่าวอีกว่า กยท.ได้รับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการและคัดเลือกจนได้ 43 ทีม แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ Design Contest (I2D) 16 ทีม Idea to Prototype (I2P) พัฒนาแนวคิดธุรกิจเพื่อพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบยางพารา 19 ทีม Product to Market (P2M) พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบยางพาราเข้าสู่ตลาด 5 ทีม และ Product to Global Market (P2GM) พัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราที่เพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ 3 ทีม ซึ่งหลังจากนี้จะนำผลงานทั้งหมดไปจัดแสดงนิทรรศการ และจัดกิจกรรม Pitching เพื่อตัดสินสุดยอดผลงานและระดมทุนในการต่อยอดธุรกิจทั้ง 4 ประเภท ในวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เกษตรฯใช้นวัตกรรมลดต้นทุนการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668043

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิดงาน “90 พรรษา ชาวนาวิถีใหม่ ก้าวไกลด้วยพระบารมี” โดยมี น.ส.นนทิชาวรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านข้าวแก่ชาวนาและผู้ที่สนใจ นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตข้าว รวมถึงผลงานของกรมการข้าวด้านอื่นๆ ที่ดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญด้านการวางแผนการผลิต ระบบการผลิต และการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งนำไปสู่ความมั่นคงแก่ชาวนา นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางให้ชาวนาได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ต่อกัน “การจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวฯถือเป็นการแสดงวัฒนธรรมด้านข้าว ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างการเรียนรู้ของเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวให้เหมาะสม ทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวของชาวนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตามหลักการพึ่งพาตนเอง” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับรูปแบบการจัดงานครั้งนี้ มีการแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10อีกทั้งความหลากหลายของพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิทรรศการเชิดชูเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ และระดับเขต นิทรรศการการแสดงประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชาวนา มีการแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว มีการจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มเกษตรกร มีการเสวนาในหัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี” และกิจกรรมเข้าฐานเรียนรู้ด้านการผลิตข้าว

‘มนัญญา’ผนึกมหาดไทย บูรณาการ‘ชุมชนคนทำบัญชี’ ขยายผลสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668007

‘มนัญญา’ผนึกมหาดไทย บูรณาการ‘ชุมชนคนทำบัญชี’ ขยายผลสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.47 น.

‘มนัญญา’ผนึกมหาดไทย บูรณาการ‘ชุมชนคนทำบัญชี’ ขยายผลสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ

20 กรกฎาคม 2565 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมให้เกียรติเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “ชุมชนคนทำบัญชี เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” หนุนครูบัญชีอาสา สอนแนะความรู้การจัดทำบัญชีแก่ประชาชนในชุมชนพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกอำเภอทั่วประเทศ ระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และนายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้อง 115)

นางสาวมนัญกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนโยบายการส่งเสริมการทำบัญชี เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรและประชาชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินงานขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร รวมถึงลูกหลานของเกษตรกรด้วย เพื่อจะได้นำไปใช้ในการวางแผนการใช้จ่ายเงินในอนาคต ช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้อย่างมั่นคงและเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรกรด้านบัญชี หรือ ครูบัญชีอาสา ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำนวน 7,636 รายทั่วประเทศ เป็นตัวแทนขับเคลื่อนการถ่ายทอดความรู้การ จัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพแก่เกษตรกร และประชาชนทั่วไป รวมถึงเยาวชน ได้มีความรู้พื้นฐานในเรื่องบัญชี รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ วางแผนการใช้จ่ายได้อย่างสมเหตุสมผล สามารถนาข้อมูลไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในครอบครัวและชุมชน ถือเป็นหลักของความสำเร็จในการประกอบอาชีพทุกอาชีพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยในปี 2565 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชี ให้ขยายผลไปในทุกกลุ่มเป้าหมายแล้วกว่า 64,000 ราย นับเป็นการวางรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศใหก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่นายอำพันธ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือ โครงการ “ชุมชนคนทำบัญชี เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้พัฒนาศักยภาพในการจัดทำบัญชีรับ – จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ในการวางแผนการใช้จ่าย ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดการออมและการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมการปรับพฤติกรรมในระดับครัวเรือน ให้มีขีดความสามารถในการจัดการวางแผนชีวิต การเงินและอาชีพ สร้างความตระหนักรู้เรื่องความสำคัญของการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และการนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีมาปรับใช้ในการวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนในชุมชนพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกอำเภอ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ

สำหรับโครงการดังกล่าว เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2565 ในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะดำเนินการกำหนดหลักสูตรการอบรม สนับสนุนสมุดบัญชีและสื่อการสอน และจัดให้มีครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดทำบัญชีตามหลักสูตรที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนด และกำกับ ติดตามประเมินผล การจัดทำบัญชีของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ในส่วนขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ จำนวน 10 – 30 คนต่อรุ่น/ชุมชน และสนับสนุนด้านงบประมาณการจัดอบรม โดยประสานงานกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในจังหวัดนั้น ๆ เพื่อให้คำแนะนำการดำเนินกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามโครงการ จากความร่วมมือในครั้งนี้ จึงเป็นการขยายองค์ความรู้การจัดทำบัญชีให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นชุมชนระดับย่อยอย่างครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากครูบัญชีอาสา ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มอาชีพ กลุ่มเกษตรกร ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การส่งเสริมการจัดทำบัญชี และการดำเนินการขับเคลื่อนงานบริการสาธารณประโยชน์ต่อประชาชนระดับท้องถิ่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ