ก.เกษตรฯเจ๋ง ใช้ Blockchain ออกหนังสือรับรองปศุสัตว์ไปเกาหลีใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667857

ก.เกษตรฯเจ๋ง ใช้ Blockchain ออกหนังสือรับรองปศุสัตว์ไปเกาหลีใต้

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.18 น.

กระทรวงเกษตรเจ๋ง ใช้Blockchain ออกหนังสือรับรองปศุสัตว์ไปเกาหลีใต้ แจงปลอดอหิวาต์สุกรแล้ว ยันมีหมูเพียงพอบริโภค 1.5ล้านตัวต่อเดือน

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้ในการให้บริการภาครัฐตามนโยบายนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการให้บริการของส่วนราชการในเรื่องข้อมูลอย่างมีความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานว่า ขณะนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ริเริ่มการใช้ Blockchain เพื่อการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาสาธารณรัฐเกาหลีใต้  เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า นับเป็นเป็นครั้งแรกของทั้งสองประเทศในการออกเอกสารรับรองผ่านระบบดังกล่าว

ทั้งนี้ การทำข้อตกลงการทำใบรับรองสุขอนามัยฯ จะมีผลบังคับใช้ในเดือน สิงหาคม 2565 นี้ เพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกเรื่องการรับส่งใบรับรองสุขอนามัยสำหรับสินค้าปศุสัตว์จากไทยไปสาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคเกาหลีใต้ให้ความชื่นชอบ ในปี 2564 มีการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณกว่า 35,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,995 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ยังกล่าวต่อถึงการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ของกรมปศุสัตว์ว่า ไม่พบการระบาดของโรค (ZERO REPORT) ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา มีเพียง 1 จังหวัดเท่านั้นที่พบในช่วง 30 วัน นอกจากนั้นปลอดโรคเกิน 30 วันแล้ว ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 – ปัจจุบัน ในภาพรวม ประเทศไทยสามารถควบคุมและกำจัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน จนสามารถควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดีเยี่ยม เป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศและติดอันดับโลก ถือได้ว่าดีที่สุดในเอเชีย อีกทั้งมีต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน อาทิ  ฟิลิปปินส์ได้สอบถามถึงนโยบายและแนวทางควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ในประเทศไทย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรการในประเทศ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันควบคุมโรคของฟิลิปปินส์ 

“จากความก้าวหน้าในเรื่องการใช้เทคโนโลยี Blockchain และความสำเร็จในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร นายกรัฐมนตรี ได้ชื่นชมและให้กำลังใจการดำเนินการของกรมปศุสัตว์ รวมถึงขอบคุณความร่วมมือจากเกษตรกรและภาคส่วนต่างๆในการป้องกันการแพร่ระบาดด้วย ขณะเดียวกัน นายเฉลิมชัยฯได้ให้ความมั่นใจในมาตราการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการให้กลับมาเลี้ยงสุกรใหม่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯกำลังขับเคลื่อนแบบครบวงจร และสามารถรักษาระดับปริมาณสุกรขุนให้มีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ ที่อยู่เดือนละประมาณ 1.5 ล้านตัว” น.ส.รัชดา กล่าว

‘อลงกรณ์’ลุยเกษตรมูลค่าสูง ตั้งเป้าสร้างรายได้2ล้านล้านในปี2030

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667794

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “อินทรีย์-เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก” ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน ว่า ภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารและราคาอาหารแพงขึ้น ทำให้โลกเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นโอกาสในวิกฤตของไทย ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรชั้นนำของโลก และเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 12 ของโลกจากกว่า200 ประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์โอกาสแห่งอนาคต ได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาภาคเกษตร ด้วย 5 เป้าหมาย ในการสร้างมิติใหม่จากครัวไทยสู่ครัวโลก ได้แก่ 1.เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยท็อปเทนของโลก 2.เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มรายได้ส่งออกอาหาร 2 ล้านล้าน ภายในปี 2030

3.ประเทศชั้นนำเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองและชนบท 4.ลดก๊าซเรือนกระจกแก้ปัญหาโลกร้อนตอบโจทย์ Climate Change และ 5.ร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขจัดความอดอยากหิวโหยโดยมีนโยบายหลักๆ พอเป็นตัวอย่าง เช่น นโยบายประกันรายได้เกษตรกรสู่การเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนด้วยการต่อยอดพัฒนาสู่เกษตรมูลค่าสูง,นโยบายส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน บนฐาน คุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร, นโยบายตลาดนำการผลิต และระบบการค้าที่เป็นธรรม หรือจะเป็นนโยบายส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรเพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลิตภาพการผลิต เป็นต้น

สำหรับประเด็นเรื่องเกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์ จะขับเคลื่อนสนับสนุนส่งเสริมเกษตรปลอดภัยด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ 1.เกษตรอินทรีย์ 2.เกษตรเคมี-อินทรีย์ 3.เกษตรเคมี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม คือ 1.เกษตรรายย่อย 2.เกษตรพาณิชย์ 3.เกษตรอุตสาหกรรม และ 4.เกษตรส่งออก โดยจะส่งเสริมให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเกษตรหรือนิคมเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเป็นฐานการแปรรูปอาหารปลอดภัยใน 18 กลุ่มจังหวัด ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่เพื่อกระจายโอกาสการค้าการลงทุนและการจ้างงานทั่วประเทศ

“ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีที่เป็นธาตุอาหารของพืชเมื่อปีที่แล้วกว่า 5 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 100% ขณะที่มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพปีละ 2 ล้านตัน มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 1.3 ล้านไร่ จากพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ 149 ล้านไร่กลุ่มเกษตรอินทรีย์และกลุ่มเกษตรเคมีจึงควรหันหน้าร่วมมือกันให้มากขึ้น โดยยึดแนวทางเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรมูลค่าสูงเป็นสำคัญด้วยมาตรการ GAP และเกษตรกรรมยั่งยืนโดยเฉพาะในภาวะขาดแคลนอาหารทั่วโลกถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยทางด้านการส่งออกสินค้าเกษตรในฐานะครัวโลก” นายอลงกรณ์กล่าว

‘มนัญญา’จับมือห้างบิ๊กซี ส่งผักผลไม้คุณภาพขาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667796

‘มนัญญา’จับมือห้างบิ๊กซี  ส่งผักผลไม้คุณภาพขาย

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เยี่ยมชม : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าของกลุ่มสหกรณ์ในเขตภาคเหนือ ภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงฯ กับห้างบิ๊กซีนำสินค้าเกษตรมีคุณภาพ วางขายในห้างดังกล่าว

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือจัดซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ระหว่างบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด ที่ห้างบิ๊กซี สาขาพระราม 4 เขตคลองเตย กทม. โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าว เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องเกษตรกรใน จ.เชียงใหม่ รวมถึงเกษตรกรในภาคเหนือ 9 จังหวัดให้มีตลาดรองรับสินค้าเกษตร

ด้านนายวิศิษฐ์ เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ผลิตรวบรวมและจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยและมีมาตรฐาน GAP และ GMP รวมถึงประสานช่องทางการตลาดเพื่อพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดโดยกระบวนการสหกรณ์ ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยินดีที่จะให้การสนับสนุนสถาบันเกษตรกรเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ

จากนั้น น.ส.มนัญญาและคณะ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด ได้แก่ สินค้าผัก ผลไม้ สินค้าเกษตรแปรรูป และเยี่ยมชมสินค้าของกลุ่มสหกรณ์ในเขตภาคเหนือ

ปศุสัตว์คุมอหิวาต์ยอดเยี่ยมอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667791

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์วัชรพล โชติยะปุตตะ ผอ.กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เป็นผู้แทนในการประชุมหารือกับคณะเจ้าหน้าที่ กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นำโดย Dr. Ruth Sonaco,Director of National Livestock Program (NLP) พร้อมคณะ และ Ms. Annalyn Lopez ; Agricultural Attache ทูตเกษตรประเทศฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย ร่วมกับผู้แทนจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์เกี่ยวกับการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ของประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากรายงานการระบาดของโรค ASF ในสุกร ที่ระบาดทั่วโลก และในประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบประเทศไทย กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกมิติ มีการบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายประสานงานบูรณาการร่วมมือทุกหน่วยงาน จนสามารถควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดี และเมื่อมีรายงานพบโรคก็สามารถควบคุมโรคได้ทันทีจนปัจจุบันสถานการณ์โรคสงบไม่พบรายงานการเกิดโรคแล้วในประเทศไทยทางฟิลิปปินส์ได้สอบถามถึงนโยบายและแนวทางควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF นำไปเปรียบเทียบกับมาตรการในฟิลิปปินส์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันควบคุมโรค นอกจากนี้ได้สอบถามการทำวัคซีนป้องกันโรค ASF ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาและศึกษาการผลิตเพื่อนำไปเป็นต้นแบบของภูมิภาค

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงเป็นประเทศผู้นำในการควบคุมโรคในภูมิภาคอาเซียน และยินดีร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และดำเนินการเพื่อขอคืนสถานะสภาพปลอดโรค ASF จากองค์การสุขภาพสัตว์โลก

เกษตรฯร่วมส่งเสริม ใช้นวัตกรรมแปลงนา ลดต้นทุนสร้างรายได้ นาข้าวในกำแพงเพชร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667792

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนาวิน อินทจักร ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 7 ต.ระหาน อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร โดยพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง คือ ตัวเกษตรกร มีการถ่ายทอดความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อที่จะให้เกิดศักยภาพเพิ่มศักยภาพในการผลิต คือกระบวนการผลิตจนถึงการพัฒนาสินค้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับพี่น้องเกษตรกร ตามที่นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายศักดิเดชน์ แก้ววิเศษเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด มีกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14 แปลง งบประมาณก็ 41 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรตามความต้องการของกลุ่มในการจัดซื้อจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตเกษตรแปลงใหญ่ และที่สำคัญเพื่อลดต้นทุนให้กับกลุ่มแปลงใหญ่สามารถบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

ขณะที่ น.ส.อลิษา นาควิสุทธิ์นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการสำนักงานเกษตร อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชรเปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนากลุ่มแปลงใหญ่ข้าว คือใช้แนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมโดยให้กลุ่มเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาโดยร่วมกันกำหนดเป้าหมายร่วมค้นหาปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหา นำไปสู่หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้และพัฒนาสมาชิกให้มีทักษะมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด จนประสบผลสำเร็จ

ดัน ‘คุ้งบางกะเจ้า’ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667534

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการวิจัย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย เรื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน” โดยมีผศ.ดร.อนงค์นุช สาสนรักกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ และมีนายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอพระประแดงกล่าวรายงานผลผลิตของโครงการ พร้อมทั้งแนะนำคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาคีในพื้นที่

ดร.วิภารัตน์กล่าวว่า ได้สนับสนุนการดำเนินโครงการนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการ ยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน โดยมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาชุมชนที่ยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่ไม่เพียงพอในชุมชน และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัยมาเพิ่มผลผลิตของเกษตรกร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยสร้างเครือข่ายชุมชนหรือวิสาหกิจชุมชนเชิงธุรกิจที่ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม และเป็นการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชอินทรีย์และพืชที่เป็นอัตลักษณ์ประจำถิ่น เช่น พิลังกาสา ละมุดสีดา และมะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น และเป็นชุมชนต้นแบบในการขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่นๆ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ประมงปิดอ่าวไทยตัว‘ก’ 8จังหวัดฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667536

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ประกาศใช้มาตรการจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ในทะเลอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ปี 2565 ช่วงที่ 1ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม และช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กทม. สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทูสามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน จึงขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ อนุญาตให้ใช้เฉพาะเครื่องมือประมงบางชนิด ดังนี้ 1.อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2.อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ ทั้งนี้ ห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน 3.อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก

4.อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ 6.ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 7.เครื่องมือลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.เครื่องมือคราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบและพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอยที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 10.เครื่องมืออวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไข เกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก 12.เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง และ 13.เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงพาณิชย์ตามประเภทที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศกำหนดให้เป็นประมงพาณิชย์, เครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนครอบ อวนช้อนหรืออวนยกปลากะตักที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(เครื่องปั่นไฟ), เครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือทำการประมงที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ

ชลประทานเร่งกำจัดผักตบฯ 7.8หมื่นตันเพิ่มการระบายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667535

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักเครื่องจักรกล ได้เร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชที่ไหลจากตอนบนลงมาสะสมบริเวณด้านเหนือเขื่อนทดน้ำบางปะกง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณมาก ซึ่งปัจจุบันสามารถกำจัดผักตบชวาและวัชพืชไปแล้วกว่า 78,000 ตัน ส่งผลให้ปริมาณผักตบชวาด้านเหนือน้ำลดน้อยลง ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถสัญจรทางน้ำได้สะดวกมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนนี้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้รับความร่วมมือจาก ผวจ.ฉะเชิงเทรา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้การกำจัดผักตบชวาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ยังได้นำเครื่องจักรประเภทเรือกำจัดวัชพืช ลงเก็บผักตบชวาในคลองต้นแม่น้ำบางปะกงด้วย เช่น คลองบางขนาก พร้อมกับประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือหน่วยงานท้องที่ตอนบนของแม่น้ำบางปะกง ช่วยกันกำจัดผักตบชวาในคูคลอง และแหล่งน้ำที่เชื่อมกับแม่น้ำบางปะกง เพื่อลดปริมาณการสะสมของผักตบชวาและวัชพืชบริเวณเหนือเขื่อนบางปะกง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ฝนกระจายทุกพื้นที่ กรมชลฯเร่งบริหาร จัดน้ำท่าให้เพียงพอ มีใช้อุปโภค-บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667538

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 41,909 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯยังสามารถรับน้ำได้อีก 34,175 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,017 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,854 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต เพื่อให้การบริหารน้ำท่าเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นย้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเพียงพอทั้งปี ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยควบคุมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้อยู่เกณฑ์ควบคุม และสอดคล้องกับสถานการณ์

ฟาร์มกวางพิษณุโลกฟื้นตัวหลังโควิด กลับมาคึกคักส่งท้ายวันหยุดยาวเข้าพรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667541

ฟาร์มกวางพิษณุโลกฟื้นตัวหลังโควิด กลับมาคึกคักส่งท้ายวันหยุดยาวเข้าพรรษา

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภักดีฟาร์ม ฟาร์มกวางขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวของจ.พิษณุโลกเริ่มฟื้นตัวหลังผลกระทบโควิด-19 นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคักส่งท้ายวันหยุดยาวเข้าพรรษา หลายครอบครัวเลือกที่จะมาชมวิวบรรยากาศ และเลี้ยงอาหารกวาง ถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิด

ที่ภักดีฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 8/2 หมู่ที่ 9 บ้านซำตะเคียน ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกวางขนาดใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวของพิษณุโลก โดยมี นายภักดีพานุรัตน์ เป็นเจ้าของ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่สนใจหลังจังหวัดประกาศปลดล็อกหลายมาตรการของ โควิด-19 ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวชมฟาร์มกวาง ภักดีฟาร์ม เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูวันหยุดยาวเข้าพรรษาปีนี้ บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ท่ามกลางวิวทิวทัศน์สวยงาม ชมธรรมชาติที่สมบูรณ์ อุณหภูมิในช่วงกลางคืนอยู่ที่ 15-17 องศาฯ ช่วงกลางวันอากาศจะอุ่นขึ้นอยู่ที่ประมาณ 25-28 องศาฯ กำลังเย็นสบาย

นายภักดี พานุรัตน์ บอกว่าฟาร์มแห่งนี้เริ่มก่อตั้งมาได้ประมาณ 10 ปีแล้ว เริ่มด้วยการเลี้ยงกวาง 4 สายพันธุ์ คือ ซิก้า ดาวอินเดีย ฟอลโล และสายพันธุ์รูซ่า ก่อนยุคโควิด-19 ระบาด เลี้ยงกวางสูงสุดประมาณเกือบ 200 ตัว แต่พอโควิด-19 ระบาด นักท่องเที่ยวลดลง ปิดฟาร์มบ้างตามมาตรการต่างๆ ก็ขายกวางออกไปบ้าง ทำให้ปัจจุบันมีกวางเหลืออยู่ประมาณ 90 ตัว เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2565 หลังจากทั่วประเทศประกาศลดมาตรการโควิด-19 ก็ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยจะแบ่งกวางทั้งหมด 2 โซน คือโซนนอกเป็นกวางเปลี่ยว ดื้อๆ หน่อยนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นได้ เลี้ยงอาหารได้ แต่จะมีรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัย และโซนรับแขกจะมีไว้ 20 ตัว เป็นกวางที่เชื่องคุ้นกับคน สามารถเล่นด้วยได้ โดยจะปล่อยออกมาครั้งละ 10 ตัว สลับกัน นักท่องเที่ยวสามารถป้อนอาหาร ลูบตัวกวาง และถ่ายรูปแบบใกล้ๆ ได้เลย ไม่มีอันตราย

นายภักดีบอกต่อว่า ในช่วงวันหยุดยาว 5 วันเทศกาลเข้าพรรษาเรียกได้ว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวที่นี่คึกคักขึ้นถนัดตา ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และผู้สูงอายุมาด้วย ก็มานั่งชมวิวบรรยากาศ ทานเครื่องดื่มอาหารตามสั่ง ส้มตำ ชมนก ชมม้า และลงไปให้อาหารกวางอย่างใกล้ชิด

สำหรับใครที่สนใจอยากจะมาเที่ยวที่ “ภักดีฟาร์ม” ก็สามารถเดินทางมากันได้ ฟาร์มตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 บ้านซำตะเคียน ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก สอบถามเส้นทางได้ ทาง เพจ Facebook : ภักดีฟาร์ม พิษณุโลก หรือโทร. 081-8452993 ฟาร์มเปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นักขัตฤกษ์ เวลา 08.00-18.00 น.