เกษตรฯจัดงานอาหารทะเล พลิกวิกฤตขายสินค้าประมงสู่ตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654083

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดมหกรรมอาหาร 2 ทะเล 3 น้ำและการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค จ.สงขลา (Fisherman Market) และมอบเงินอุดหนุนให้องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 8 องค์กร องค์กรละ 100,000 บาท ที่ตลาดโคกไร่ ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ว่า ได้ช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดชายทะเล ทั้ง 23 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยกรมประมง เริ่มดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 เกิดประโยชน์ต่อชาวประมงพื้นบ้าน รวมถึงผู้ประกอบการประมง ทำให้มีช่องทางตลาดเพิ่มขึ้นกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง มีการกำหนดเปิดจุดจำหน่ายสินค้าประมงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เปิดโอกาสให้ชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาจำหน่าย

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ จ.สงขลา ร่วมกับกรมประมง อบจ.สงขลา และหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ จัดโครงการกระจายสินค้าประมงสู่ผู้บริโภคจังหวัดสงขลา (Fisherman Market) กิจกรรม “งานมหกรรมอาหาร 2 ทะเล 3 น้ำ และการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค” เพื่อเพิ่มพื้นที่จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและสินค้าประมงแปรรูปให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน องค์การชุมชนประมงท้องถิ่น กลุ่มเกษตรกรประมงพื้นบ้าน กลุ่มผู้แปรรูปสัตว์น้ำ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสินค้าสัตว์น้ำและสินค้าประมงแปรรูป รวมทั้งการเพิ่มทักษะในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การแปรรูปการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าประมงในตลาดสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและผู้ที่เกี่ยวข้อง

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ตลาดปลาแห่งนี้เป็นตลาดขายสินค้าประมงที่มีคุณภาพของ จ.สงขลา หลังจากที่มาตรการต่างๆ เริ่มผ่อนคลาย เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา จ.สงขลา เป็นจำนวนมาก สินค้าที่ดีมีคุณภาพจะเป็นจุดขายของจังหวัด จึงอยากให้พี่น้องชาวประมงรักษามาตรฐานที่ดีแบบนี้เอาไว้ โดยกรมประมง จะช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้า เป็นการการันตีคุณภาพของสินค้าได้ อย่างไรก็ดีมุ่งหวังจะให้มี Fisherman Market ทุกจังหวัด เพื่อเพิ่มช่องทางให้ชาวประมงพื้นบ้านมีช่องทางการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานกรมประมงใน จ.สงขลา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กลุ่มแปลงใหญ่ปลากะพงขาว องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นและการจำหน่ายสินค้าจากร้านค้าของกลุ่มประมงพื้นบ้านและวิสาหกิจชุมชนกว่า 40 ร้านที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ยังเตรียมพันธุ์สัตว์น้ำ4,012,000 ตัว ได้แก่ ปูม้า 3,000,000 ตัว กุ้งแชบ๊วย1,000,000 ตัว ปลาตะกรับ 10,000 และปลากะพงขาว 2,000 ตัว เพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำชุมชน มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต

กรมชลฯลอกแม่น้ำบางขาม แก้ปัญหาเมืองลพบุรีขาดน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654082

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำบางขาม จ.ลพบุรี ว่าเมื่อปี 2562-2563 ในพื้นที่ภาคกลางเกิดภาวะฝนตกน้อยกว่าปกติประมาณร้อยละ 37 ส่งผลให้แม่น้ำบางขาม มีปริมาณน้ำน้อย บางช่วงแห้งขอดประมาณ 10 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้สำนักงานชลประทานที่ 10 และสำนักเครื่องจักรกล ดำเนินการ โดยนายนิวัติ รุ่งสาคร ผวจ.ลพบุรี ร่วมดำเนินโครงการขุดลอกแม่น้ำดังกล่าว ตั้งแต่บริเวณสะพานท่าเรือ ต.มหาสอน อ.บ้านหมี่ จนถึงบริเวณวัดเทพอำไพ ต.บางขาม อ.บ้านหมี่ (บริเวณ กม.12+500 ถึง กม.22+000) รวมระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร

ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 38 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 หากดำเนินการขุดลอกแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำบางขาม ในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมทั้งเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้มากถึง 21 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่รับประโยชน์ 40,000 ไร่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ อ.ท่าวุ้ง อ.บ้านหมี่ และ อ.เมือง จ.ลพบุรี รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำบางขาม มีน้ำอุปโภค-บริโภค ผลิตน้ำประปาและทำการเกษตรได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์

ทต.ท่าศาลาจัดโครงการรับเปิดภาคเรียน ศูนย์เด็กเล็กปลอดโรคลูกหลานปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654076

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางวิลาทิพย์ สละชีพ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล (ทต.) ท่าศาลา เป็นประธานการประชุมผู้ปกครองนักเรียน ตามโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปลอดโรคลูกหลานปลอดภัยมีอนามัยที่ดี โดยมีสมาชิกสภาเทศบาล, หัวหน้าส่วนราชการ, พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษพร้อมทั้งคุณครูผู้สอนและผู้ปกครองของนักเรียนเข้าร่วมในครั้งนี้ที่ศาลาอเนกประสงค์วัดหัวช้าง ต.ท่าศาลา  อ.เมือง จ.ลพบุรี 

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างคุณครูและผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบแนวทางการจัดการเรียนการสอนและระเบียบของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลท่าศาลาโดยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในสังกัดของเทศบาลตำบลท่าศาลามีอยู่ 2 ศูนย์ได้แก่ 1.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลท่าศาลาบ้านหัวช้าง 2.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลท่าศาลาบ้านเขาหนีบ โดยมียอดเด็กนักเรียนชายและหญิงรวมทั้งสิ้นจำนวน 82 คน                              

สำหรับโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปลอดโรคลูกหลานปลอดภัยมีอนามัยที่ดี ได้รับการสนับสนุน งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น และได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช มาบรรยายให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันโรคระบาดในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้กับคุณครูผู้ดูแลนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อที่สำคัญ ซึ่งสามารถป้องกันด้วยวัคซีน อาทิ หัดเยอรมัน, คางทูม, บาดทะยัก และเชื้อไวรัสโควิด-19

เกษตรฯไฟเขียวโครงการปฏิรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654078

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่2/2565 โดยมีวาระสำคัญในการอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ตลอดจนการรายงานผลการปฏิบัติงานตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำปีบัญชี 2565 ไตรมาสที่ 1

ดร.ทองเปลว กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ส.ป.ก.ได้เสนอขออนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตาม 1.โครงการก่อสร้างถนนสายหลักผิวจราจรหินคลุกในแปลงเกษตรกรรม เกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค อ.ท่ายางจ.เพชรบุรี 4 สาย ระยะทางรวม 3.364 กิโลเมตร โดยสำรวจปรับปรุงเป็นถนนหินคลุกเพื่อให้มีความเหมาะสมในการสัญจรและขนย้ายผลผลิตเกษตรกรรมของพี่น้องเกษตรกร และ 2. โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) สายที่ 2 พื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จ.สุราษฎร์ธานี (ชุมชนสันติพัฒนา) 1 สาย ระยะทาง 2.091 กิโลเมตรเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่

นอกจากนี้ คปก.ยังให้ความสำคัญในเรื่องของสาธารณูปโภคโดยได้อนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีพื้นที่เป้าหมายโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 182 แห่ง ครอบคลุม 16 จังหวัด

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากฤดูแล้ง..มาขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654084

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากฤดูแล้ง..มาขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รัฐบาลประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ทำให้ไม่มีพื้นที่ใดประกาศให้เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) และที่สำคัญการปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะข้าวนาปรังไม่ได้รับความเสียหายใดๆ แม้จะปลูกเกินกว่าแผนที่วางไว้ก็ตาม รวมทั้งยังมีปริมาณน้ำสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2565 มากกว่าที่วางแผนไว้อีกด้วย

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ที่ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ “บริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างรัดกุม โดยจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค–บริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก พร้อมเตรียมการให้การช่วยเหลือ ดูแลประชาชนเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน” ทำให้ผลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและอุตสาหกรรม รวมไปถึงการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ

ตามแผนจัดสรรน้ำทุกกิจกรรมในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศได้วางแผนจัดสรรไว้ 22,280 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝน 15,557 ล้านลบ.ม. ปรากฏว่า จัดสรรไปทั้งสิ้น 22,998 ล้านลบ.ม. มากกว่าแผนเล็กน้อยแต่จากการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพทำให้มีปริมาณน้ำเหลือสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝน ปี 2565ถึง 19,950 ล้านลบ.ม. มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 4,393 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้การปลูกพืชฤดูแล้งโดยเฉพาะข้าวนาปรังตามแผนวางไว้ 6.41 ล้านไร่ ปรากฏว่ามีการปลูกถึง 8.11 ล้านไร่ มากกว่าแผน 26% โดยในส่วนของลุ่มเจ้าพระยาวางแผนไว้ 2.81 ล้านไร่ ปลูกจริงถึง 4.41 ล้านไร่ มากกว่าแผน 57% แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ รวมทั้งยังได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรประจำปีงบประมาณ 2565 อีกจำนวน 74,904 คน คิดเป็น 99.8% ของเป้าหมาย คาดว่าจะสามารถจ้างแรงงานได้ครบตามเป้าหมาย 75,000 คนอย่างแน่นอน

ฤดูแล้งผ่านพ้นไป กรมชลประทานได้นำบทเรียนมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝน

สำหรับในฤดูฝนปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม 2565 พร้อมทั้งได้คาดการณ์ว่า จะมีพายุเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน 2 ลูก โดยมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน 2565 ส่วนปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่จะใกล้เคียงถึงสูงกว่าค่าปกติประมาณ 3% อย่างไรก็ตามประมาณกลางเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคมอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วง

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานนำข้อมูลการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาดังกล่าวมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2565 พร้อมทั้งได้จัดทำแผนปฏิบัติการตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝน ที่มติคณะรัฐมนตรีรับทราบ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 โดยได้ดำเนินการกำหนดวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่เกษตรและพื้นที่ชุมชนที่เสี่ยงน้ำท่วม ควบคุมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์บริหารจัดการน้ำของอ่าง(Rule Curve) ควบคุมปริมาณน้ำในลำน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำหนดผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบ โดยประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจนั้น กรมชลประทานยังได้ปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำใหม่ให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนฤดูน้ำหลาก ลดความเสียหายจากน้ำท่วมโดยพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนบนมีจำนวน 1 ทุ่ง คือทุ่งบางระกำ ประมาณ 265,000 ไร่และลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างมีจำนวน 10 ทุ่งจำนวน 0.967 ล้านไร่

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้การจัดสรรทรัพยากรทั้งเครื่องมือ เครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสูบน้ำจำนวน 2,079 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 351 คันและเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีก 2,952 หน่วย รวมทั้งสิ้น 5,382 หน่วย กระจายไปในแต่ละพื้นที่ต่างๆ อย่างเพียงพอและพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม รวมทั้งยังได้มีการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

“ความแข็งแรงมั่นคงของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนอาคารชลประทานต่างๆ เป็นเรื่องที่กรมชลประทานให้สำคัญเช่นกัน โดยได้มีการตรวจสอบ ดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ฝนมาค่อนข้างเร็ว ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรในการเพาะปลูกพืชฤดูฝน ทั้งนี้กรมชลประทานได้สั่งการให้กักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสถานการณ์น้ำล่าสุด ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศรวม 42,527 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 56% ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 18,591 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 36 ของปริมาณการกักเก็บ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมาปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่า 6,389 ล้านลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 33,557 ล้านลบ.ม.

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกฤดูฝนปี 2565 คาดการณ์ว่า ในช่วงฤดูฝนจะมีความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศประมาณ 31,755 ล้านลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค 2,329 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 7% ใช้เพื่อรักษาระบบนิเวศ 6,850 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 25% ใช้เพื่อการเกษตร 22,068 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 69% และใช้เพื่อการอุตสาหกรรม 508 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 2% โดยได้วางแผนการปลูกพืชในฤดูฝนทั้งสิ้น 27.63 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนไว้ 10.57 ล้านไร่ เต็มพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน ทั้งนี้ส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าที่คาดการณ์เท่านั้น

“กรมชลประทานจะควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำ และเพียงพอสำหรับจัดสรรให้กับพื้นที่การเกษตรกรณีเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2565 ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน” นายประพิศกล่าวย้ำ

ทั้งนี้คาดว่าหลังจากสิ้นฤดูฝนอ่างเก็บขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรในช่วงฤดูแล้งปี 2565/66 ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 รวมกันประมาณ 59,261 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 84% ของปริมาณการกับเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 35,718 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 75% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปี 2564 ประมาณ 5,261 ล้านลบ.ม. เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาจะมีปริมาณต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักรวม 17,392 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 70% ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้10,696
ล้านลบ.ม. คิดเป็น 59% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปี 2564 ประมาณ 2,952 ล้านลบ.ม.

หากพิจารณาจากแผนงานและมาตรการต่างๆ ที่วางไว้แล้ว น่าจะมั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้จะประสบผลสำเร็จ เช่นกันกับบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 อย่างแน่นอน…ฟันธง!!

‘มนัญญา’หนุนอสค.เพิ่มตลาดนม ใช้แพลตฟอร์ม‘เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653898

วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “นม” เป็น 1 ใน 4 สินค้านำร่องที่รัฐบาลได้วางเป้าหมายในการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกให้ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศร่วมกับสินค้าอีก 3 ชนิด คือข้าว ทุเรียน และกุ้งขาว กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ให้เป็นรูปธรรม โดยมอบหมายองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต โดยเร่งหาแนวทางในการผนึกความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาช่องทางตลาดในการสร้างความเข้มแข็งทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จากปัจจุบันครองตลาดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มาอย่างยาวนานอยู่แล้ว เพราะเป็นการช่วยยกระดับโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ให้มีรายได้มั่นคง ยั่งยืนอีกทางหนึ่ง

ด้านนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ อ.ส.ค.กล่าวว่า ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ(MOU) กับองค์การคลังสินค้า (อ.ค.ส.)มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ หาแนวทางในการพัฒนาเพื่อให้สอดรับแนวนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อส่งเสริม ศึกษา พัฒนาและสนับสนุนการใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในหน่วยงานออกจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ กำหนดแนวทางและถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตอาหารสัตว์รวมถึงการจัดหาและการบริหารจัดการวัตถุดิบด้านอาหารเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในอนาคต

“ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อ.ส.ค.ได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น โดยหันมาบุกตลาดออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์Application Shopee และ Lazada เพื่อลดช่องว่างระหว่างผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค กับผู้บริโภค ให้สามารถซื้อสินค้าได้อย่างสะดวก คล่องตัวมากขึ้น พร้อมทั้งอัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง การลงนาม MOU ระหว่าง อ.ส.ค. กับ อ.ค.ส.ในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกมิติสำคัญในการเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทำให้ อ.ส.ค.มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มากขึ้นจากปัจจุบันมีรายได้อยู่ประมาณ 9,500-10,000 ล้าน/ปี” นายสมพร กล่าว

ฝนหลวงอุดรฯเติมน้ำเขื่อน ช่วยการเพาะปลูก9จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653896

วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกล่าวว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 17/2565 ยืนยันให้กรมฝนหลวงฯปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนห้วยหลวงซึ่งขณะนี้มีปริมาณน้ำกักเก็บ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 32 โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.อุดรธานี วางแผนปฏิบัติการฝนหลวง ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่รับน้ำเขื่อนห้วยหลวง รวมทั้งช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ได้แก่ พื้นที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 9 จังหวัด ได้แก่ เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และขอนแก่น

ส่วนทางภาคเหนือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า ด้วยเฮลิคอปเตอร์ฝนหลวง ชนิด AS-350 B2 ในพื้นที่ อ.แม่ออน อ.สันทรายจ.เชียงใหม่ 8 เที่ยว ใช้น้ำ 4,000 ลิตร จากเขื่อนแม่กวงอุดมธารานอกจากนี้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อีก 8 หน่วยฯ ได้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำทั่วทุกภูมิภาค ทำให้มีฝนตกในพื้นที่บางส่วนของ จ.แพร่ กาญจนบุรี สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ ศรีสะเกษ ยโสธร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และเพชรบุรี

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าจ้างแรงงานชลประทาน‘65ตั้งเป้ารวม75,000รายสร้างรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653900

วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ประจำปีงบประมาณ 2565 เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำสำหรับหลักเกณฑ์การจ้างแรงงาน จะพิจารณาจ้างแรงงานตามลำดับ ได้แก่ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเกษตรกรในพื้นที่สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ และผู้ใช้แรงงานทั่วไป หากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอจะพิจารณาจ้างเกษตรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงตามลำดับ

ด้านนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับปี 2565 มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น 75,000 คนวงเงินงบประมาณ 4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1-10 เดือน วงเงินจ้างแรงงาน/คน อยู่ที่ประมาณ 8,700–87,000 บาท (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ้าง/คน) ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว 70,113 คน จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ คือ จ.สกลนคร 5,389 คน จ.อุบลราชธานี 3,787 คน และจ.เชียงใหม่ 3,038 คน และยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องให้ได้ตามเป้า 75,000 คนผู้สนใจร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460

สานงานเกษตรฯสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653895

วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังให้ นายฟาน จี๊ ทัญ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งเวียดนามประจำประเทศไทย เข้าหารือด้านการเกษตรระหว่างไทย-เวียดนาม โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ พร้อมคณะ ร่วมหารือ ว่าเป็นโอกาสอันดีที่ได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งในปี 2565 ไทยและเวียดนามจะฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 46 ปี โดยตลอดระยะเวลาอันยาวนานไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์ในหลายมิติ ทั้งด้านการเกษตร การค้า และการเมืองโดยมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม ปี 2564 มีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568

สำหรับสาระสำคัญที่หารือร่วมกัน ฝ่ายไทยได้ขอให้เวียดนามให้ความร่วมมือ 1.สนับสนุนการจัดตั้งสภายางอาเซียน 2.ขอให้เวียดนามยกเลิกการระงับการนำเข้าสินค้าผลไม้จากไทย ได้แก่ เงาะและมะม่วง 3.ขอให้เวียดนามแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานหลัก ภายใต้กรอบความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ผ่านกลไกการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านการเกษตร ไทย-เวียดนาม และ 4.ไทยเสนอให้เวียดนามเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้มาตรการ SPS และขอให้ฝ่ายเวียดนามแจ้งชื่อและอีเมลของผู้ประสานงานหลัก

ขณะเดียวกัน ฝ่ายเวียดนามเสนอให้มีการทบทวน MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรทั้งสองฝ่ายลงนามไปแล้ว เมื่อปี 2546 เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และโครงสร้างการทำงานในปัจจุบัน พร้อมทั้งขอเชิญ รมว.เกษตรฯ ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญ เยือนเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในระดับสูง

‘ประภัตร’ช่วยผู้เลี้ยงโค-กระบือ รับผลกระทบสัตว์ตายโรคลัมปี สกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653701

วันจันทร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยโรคลัมปี สกิน พร้อมชี้แจงโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ที่โรงเรียนสว่างดินแดน จ.สกลนคร โดยมี นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ร่วมคณะ และมีนายพิสิษฐ์ แร่ทอง รอง ผวจ.สกลนคร พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำภาคประชาชน ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ ต้อนรับ

นายประภัตรกล่าวว่า การมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ จ.สกลนคร ได้รับวงเงินช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งสิ้น 57,462,000 รวมทั้งสิ้น 18 อำเภอ
เกษตรกร 2,299 ราย สัตว์ตาย 2,544 ตัวโดยดำเนินการมอบเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรแล้ว 7 อำเภอ ประกอบด้วย อ.สว่างดินแดน อ.ส่องดาว อ.วาริชภูมิ อ.พังโคน อ.คำตากล้า อ.บ้านม่วง และ อ.เจริญศิลป์ รวมเกษตรกร 801 ราย จำนวนสัตว์ตาย 877 ตัว เป็นวงเงิน 18,666,000 บาท โดยมีการจ่ายเพิ่มเติมให้กับอีก 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ภูพานอ.เต่างอย อ.โคกศรีสุพรรณ อ.โพนนาแก้วและ อ.กุสุมาลย์ รวมเกษตรกร 759 ราย จำนวนสัตว์ตาย 846 ตัว เป็นวงเงิน 19,636,000 บาท

นอกจากนี้ ในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา จ่ายเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรกลุ่มสุดท้ายของ จ.สกลนคร อีก 5 อำเภอประกอบด้วย อ.พรรณานิคม อ.วานรนิวาสอ.นิคมน้ำอูน อ.กุดบาก และ อ.อากาศอำนวยรวมเกษตรกร 739 ราย จำนวนสัตว์ตาย 821 ตัว เป็นวงเงิน 19,160,000 บาท อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติโรคลัมปี สกิน ไปแล้วทั้งสิ้น 41 จังหวัด เกษตรกร 46,943 ราย วงเงินกว่า 1,100 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 90 ของวงเงินที่ขอความช่วยเหลือทั้งประเทศ