ปศุสัตว์ยันไม่พบไข้หวัดนก ชี้ไทยไม่ระบาดมา14ปี-พร้อมรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654658

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติประกาศพบผู้ป่วยไข้หวัดนก H3N8 ในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เป็นเด็กชาย อายุ 4 ขวบ โดยบ้านผู้ป่วยเลี้ยงไก่และกา อีกทั้งมีเป็ดป่า อยู่รอบๆ บ้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนได้สังเกตอาการและสุ่มตัวอย่างจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และไม่พบความผิดปกติใดๆ ก่อนหน้านี้เคยมีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H3N8 ในม้า สุนัข นก และแมวน้ำ แต่ยังไม่มีรายงานผู้ป่วย H3N8 ในมนุษย์

ทั้งนี้ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้นระบุว่าเชื้อดังกล่าว มีความสามารถในการแพร่เชื้อสู่มนุษย์และความเสี่ยงของการแพร่ระบาดในวงกว้างอยู่ในระดับต่ำ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง(HPAI) ในต่างประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง 2,064 จุด รวมถึงพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ซึ่งพบสายพันธุ์ H5N1 และ H5N8 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าประเทศไทยไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนก 14 ปี แต่ยังคงติดตามสถานการณ์ เตรียมความพร้อม และป้องกันโรคนี้เข้าสู่ประเทศไทย โดยมีการประชุมซ้อมแผนรับมือโรคในระดับกรมและจังหวัด สั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดน สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ซึ่งมีนกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เป็นต้น รณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น

นอกจากนี้ยังผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศ และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก หมั่นสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งอาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรค

ทุเรียนไทยครองแชมป์ ตลาดจีนสนใจมากสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654656

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือฟรุ้ตบอร์ด กล่าวว่า การส่งออกทุเรียนไทยไปจีนยังเป็นไปตามแผนปฏิบัติการผลไม้ปี 2565 มั่นใจว่าทุเรียนไทยจะครองแชมป์ตลาดจีนได้อย่างต่อเนื่อง นำรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท โดยประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน ซึ่งมีรายงานว่าด่านจีนเปิดดำเนินการทุกด่าน แต่บางด่านเริ่มติดขัดเพราะมีออเดอร์จากจีนเข้ามาอย่างต่อเนื่องจึงขอความร่วมมือภาคเอกชนเพิ่มการขนส่งทางเรือและทางรถไฟจีน-ลาว มากขึ้น ตามเป้าหมายกลยุทธ์การบริหารโลจิสติกส์ของฟรุ้ตบอร์ดที่ให้เพิ่มการขนส่งทางเรือเป็น 55% ทางบก 40% ทางราง (รถไฟสายจีน-ลาว) และทางอากาศรวมกัน 5% เพื่อลดความแออัดของด่านทางบกในช่วงผลผลิตทุเรียนออกมาก และเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ค่าขนส่งเพิ่ม

“จีนเป็นตลาดหลักของทุเรียนไทย ปี 2564 การส่งออกทุเรียนสดไปจีนจำนวน 875,097 ตัน คิดเป็นมูลค่า 109,205 ล้านบาท ขยายตัว 68.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยผลไม้ไทยสามารถครองตลาดจีนมีมาร์เก็ตแชร์กว่า 40% อันดับ 2 คือ ชิลี 15% เวียดนาม 6% อยู่อันดับ 3 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทย แม้จะเผชิญปัญหาในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กยท.ชี้ปัจจัยภายใน-นอกหนุน ส่งสถานการณ์ยางไตรมาส2ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654652

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ยางในไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย.) ของปี 2565 ว่า ราคายางมีแนวโน้มที่ดี และมีเสถียรภาพมากขึ้่นเนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ยางยังมีมากกว่าปริมาณผลผลิตเช่นเดียวกับไตรมาสแรก โดยในประเทศไทยคาดว่ามีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 763,000 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.37% เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหยุดการกรีดยาง ประกอบกับสภาพอากาศและฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย. 2565 เป็นต้นมา ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา ได้
คาดการณ์ว่าจะตกไปจนถึงปลายเดือน มิ.ย. 2565 ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคใบร่วง จึงส่งผลให้ผลผลิตยางไตรมาสนี้จะออกสู่ตลาดลดลง ซึ่งจะทำให้การส่งออกลดลงด้วย เหลือประมาณ 994,000 ล้านต้น หรือลดลง 6.36%

นอกจากนี้ปัจจัยภายนอกประเทศยังส่งผลดีต่อสถานการณ์ยาง โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกยางรายใหญ่ ผลผลิตยางลดลงกว่า 30% เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยาง ปัญหาโรคใบร่วงที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ และสวนยางบางแห่งเปลี่ยนจากยางพาราไปปลูกปาล์มน้ำมันที่มีราคาดีกว่า ในขณะที่ประเทศผู้ปลูกยางรายใหม่ไม่ว่าจะเป็น ประเทศลาว เวียดนาม คุณภาพยางยังต่ำไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

ส่วนแนวโน้มการส่่งออกยางของไทยนั้น แม้ไตรมาสที่ 2 จะส่งออกลดลง แต่มีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากสต๊อกยางของประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดหลักของยางจากไทย

กรมชลฯเร่งสร้างปตร.กั้นแม่น้ำสะแกกรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654657

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ผอ.โครงการชลประทาน ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามแผนงานโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ จ.อุทัยธานี ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ คณะทำงานรองนายกฯ เป็นประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลาง และนายขจรเกียรติรักพานิชมณี ผวจ.อุทัยธานี ร่วมเป็นประธานการประชุม โดย ดร.ทวีศักดิ์กล่าวว่า จ.อุทัยธานี มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบเชิงเขาจากทิศตะวันตกไปตะวันออก จึงมักประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และน้ำแล้งในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากมีแหล่งน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ การบริหารจัดการน้ำจึงต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะ ผอ.กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 2 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน บูรณาการในการเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยกรมชลประทาน มีแผนดำเนินการโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำมอโค้ ต.บ้านไร่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ถึง 5,500 ไร่ และบรรเทาปัญหาอุทกภัยได้

นอกจากนี้ ยังมีแผนดำเนินโครงการเติมน้ำในแม่น้ำสะแกกรัง ระยะยาว ด้วยการก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) กั้นแม่น้ำ
สะแกกรัง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ด้วยการก่อสร้างฝายชั่วคราวกั้นแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งสามารถรักษาระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรัง ให้อยู่ในระดับ +14.50 ม.รทก.ไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ที่แพและกลุ่มประมงในแม่น้ำสะแกกรัง ทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการเกษตรกว่า 2,000 ไร่ รักษาระบบนิเวศ รวมถึงแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในช่วงหน้าแล้ง 1,270 ครัวเรือน

วิจัยเกษตรฯจับมือ ผู้ประกอบการไทย เพิ่มตลาดค้าใหม่ มุ่งผลิตสู่อนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654655

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์อาหารให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายที่สนใจเจรจาธุรกิจเพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีในงาน THAIFEX -Anuga Asia 2022 ในรูปแบบ “The Hybrid Edition” เป็นการผสมผสานการจัดงานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมโยงศักยภาพการจัดงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2565 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิดจากงานวิจัยการเกษตรสู่อาหารแห่งอนาคต “From Agricultural Research to Future Food” เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย ให้สามารถดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีหน่วยงานเครือข่ายและภาคเอกชน ร่วมออกร้านแสดงสินค้ากว่า 1,200 ราย

ทั้งนี้ สวก.ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยด้านการเกษตรของประเทศ ได้สนับสนุนทุนวิจัยทั้งในเชิงสาธารณะ เชิงนโยบาย และเชิงพาณิชย์ โดย สวก.ส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยในหลายมิติเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง และแสดงให้เห็นถึงกระบวนการ โดยการนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ประกอบกับนำหลักการตลาดมาเป็นตัวขับเคลื่อนและพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ รวมถึงเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศที่ผ่านมา สวก.ดำเนินกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการที่เป็นภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

‘เฉลิมชัย’ โชว์ความสำเร็จแปลงใหญ่มังคุดตำบลลำภีดีเด่นระดับจังหวัดปี65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654627

'เฉลิมชัย' โชว์ความสำเร็จแปลงใหญ่มังคุดตำบลลำภีดีเด่นระดับจังหวัดปี65

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 18.34 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามผลการดำเนินงานแปลงใหญ่มังคุด และพบปะเกษตรกร โดยมีนางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ที่ทำการแปลงใหญ่มังคุดตำบลลำภี หมู่ที่ 2 บ้านตีนเป็ด ต.ลำภี อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา โดยแปลงใหญ่แห่งนี้ จัดตั้งขึ้นในปี 2563 โดยสำนักงานเกษตรอำเภอท้ายเหมือง มีสมาชิกรวม 85 ราย พื้นที่ให้ผลผลิตมังคุดรวม 380 ไร่ ซึ่งแปลงใหญ่มังคุดตำบลลำภีนี้ ได้รับคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2565

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินงานในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา และสำนักงานเกษตรอำเภอท้ายเหมือง เข้าไปดำเนินถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยด้านความรู้ มุ่งเน้นการบริหารจัดการกลุ่ม การลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต สนับสนุนแปลงเรียนรู้ 6 แปลง เป็นแปลงเรียนรู้ด้านระบบน้ำ การจัดการต้น และการใช้ปุ๋ย ซึ่งปีงบประมาณ 2564 ได้ถ่ายทอดความรู้ โดยมุ่งเน้นการบำรุงรักษาสวน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และสนับสนุนแปลงเรียนรู้ระบบน้ำ 1 แปลง และในปีงบประมาณ 2565 ถ่ายทอดความรู้ โดยมุ่งเน้นการตลาดและการจัดการผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว และสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ อาทิ ตะกร้าใส่ผลไม้ และอุปกรณ์ตรวจวัดดิน เพื่อเป็นพื้นฐานในการจัดตั้งจุดรับซื้อผลผลิตต่อไปในอนาคต

สำหรับแผนพัฒนาแปลงใหญ่มังคุดตำบลลำภีในอนาคต ได้มีการวางแผนด้านการผลิตเพื่อสานต่อกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรมังคุด ตลอดจนสรุปผล และถอดบทเรียนที่ได้รับนำมาปรับปรุง วางแผนรับมือในปีถัดไป ส่วนด้านการตลาด มีแผนที่จะรวมตัวผลผลิตเพื่อขายในตลาดออนไลน์ และเปิดจุดรับซื้อของกลุ่มที่จะเป็นศูนย์กลางในการส่งไปยังพ่อค้า หรือตลาดค้าส่งโดยตรง อีกทั้งยังจะพัฒนาคุณภาพผลผลิตและการเพิ่มมูลค่า ใช้กระบวนการวิสาหกิจชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป และการเก็บรักษาให้ยาวนานขึ้น ทำให้สามารถจำหน่ายผลผลิตมังคุดได้ตลอดทั้งปี

 “โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ที่พร้อมจะพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกัน ตามนโยบายตลาดนำการผลิต มุ่งผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบต้นกระท่อมและต้นมัลเบอร์รี่ให้กับตัวแทนเกษตรกร เยี่ยมชมกิจกรรมการรวบรวม คัดแยกผลมังคุดทิพย์พังงา และกระจายผลผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่มังคุดตำบลลำภี พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดด้วย

‘เฉลิมชัย’นำทีมผู้บริหาร กษ.ลงพื้นที่พังงา ติดตามผลดำเนินงาน-รับฟังปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654574

'เฉลิมชัย'นำทีมผู้บริหาร กษ.ลงพื้นที่พังงา ติดตามผลดำเนินงาน-รับฟังปัญหา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.43 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ นำทีมผู้บริหาร กษ.ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานและรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวจังหวัดพังงา เตรียมความพร้อมทั้งในภาคการเกษครและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มุ่งหวังให้จังหวัดพังงาเป็นครัวของอันดามัน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สถานการณ์และผลการดำเนินงานภายใต้ พรบ.พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทยในจังหวัดพังงา การพัฒนาแหล่งน้ำ และการดำเนินงานด้านประมงจังหวัดพังงา พร้อมพบปะและรับฟังปัญหาเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีนางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ สหกรณ์การเกษตรตะกั่วป่า จำกัด หมู่ที่ 9 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

ทั้งนี้ จังหวัดพังงามีการปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจังหวัด มีพื้นที่สวนยางทั้งหมด 678,564 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 138,073 ตัน/ปี ปัจจุบันการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางใหม่และปรับปรุงทะเบียนเดิม เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางทั้งที่มีเอกสารสิทธิและไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินสวนยาง ได้รับสิทธิตาม พรบ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ตามประกาศคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย อย่างทั่วถึง โดยได้จัดทำสมุดทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง (สมุดเหลือง) มอบให้ประจำตัวเกษตรกรชาวสวนยางทุกราย ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางขึ้นทะเบียนกับ กยท. แล้ว 21,506 ราย เนื้อที่ 346,552 ไร่ และคนกรีดยาง จำนวน 2,698 ราย เป็นเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ 18,058 ราย เนื้อที่ 287,728 ไร่ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 2,851 ราย เนื้อที่ 42,236 ไร่ และเป็นเกษตรกรที่ถือครองทั้งพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 597 ราย เนื้อที่ 16,588 ไร่

นอกจากนี้ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดพังงา ได้ดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางพาราในรูปแบบแปลงใหญ่ จำนวน 8 แปลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 – 2565 อีกทั้งยังส่งเสริม สนับสนุน ให้การปลูกแทน ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย มาตรา 49(2) ด้วยยางพันธุ์ดี ไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการปลูกสร้างสวนยางอย่างยั่งยืน เน้นการปลูกสร้างสวนยางแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มรายได้จากผลผลิตอื่นนอกจากยางพารา ตามเป้าหมายปีงบประมาณ 2565 จำนวน 5,900 ไร่

ในส่วนของกรมชลประทาน ได้พัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานในพื้นที่จังหวัดพังงา เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภคบริโภค การเกษตร และการท่องเที่ยว ที่เป็นรายได้หลักของจังหวัด รวม 166 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 60,960 ไร่ แบ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดเล็ก 151 โครงการ โครงการพระราชดำริ ได้แก่ ฝายทดน้ำ 7 แห่ง อาคารอัดน้ำอีก 3 แห่ง และโครงการชลประทานขนาดกลาง เป็นฝายทดน้ำอีก 5 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้มีโครงการการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำทั้งที่กำลังปรับปรุงและปรับปรุงแล้วเสร็จหลายโครงการ รวมถึงมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมระหว่างปี 2566 – 2570 ด้วย

ในส่วนของการดำเนินงานด้านประมง จังหวัดพังงา มีกิจกรรมการดำเนินงาน ทั้งการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนถิ่น กิจกรรมการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำเค็ม และการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ ที่เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชายฝั่ง นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน การแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเล และ Fisherman Shop และ Fisherman Marker เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการมอบสมุดเหลืองให้ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ขึ้นทะเบียนใหม่ มอบต้นกระท่อมให้กับตัวแทนเกษตรกร มอบเวชภัณฑ์ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (จำนวน 60 ชุด) ให้กับผู้แทนกลุ่มเกษตรกร จำนวน 4 ราย มอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม ขนาด 5 – 7 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว ให้กับตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตอำเภอกะปง อำเภอคุระบุรี และอำเภอตะกั่วป่า จำนวน 50 ราย รายละ 2,000 ตัว มอบพันธุ์ปลาตะเพียน ขนาด 3 – 5 เซนติเมตร จำนวน 200,000 ตัว และพันธุ์ปลาสุลต่าน ขนาด 3 – 5 เซนติเมตร จำนวน 50,000 ตัว ให้กับตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในเขตอำเภอกะปง อำเภอคุระบุรี และอำเภอตะกั่วป่า จำนวน 50 ราย รายละ 5,000 ตัว มอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม ขนาด 5 – 7 เซนติเมตร จำนวน 50,000 ตัว เพื่อนำไปปล่อยให้กับผู้นำชุมชนอำเภอกะปง จำนวน 3 ชุมชน และผู้นำชุมชนอำเภอคุระบุรี จำนวน 3 ชุมชน และมอบพันธุ์ปลาตะเพียนขาว ขนาด 3 – 5 เซนติเมตร จำนวน 150,000 ตัว เพื่อนำไปปล่อยให้กับผู้นำชุมชนอำเภอตะกั่วป่า จำนวน 1 ชุมชน ผู้นำชุมชนอำเภอกะปง จำนวน 3 ชุมชน และผู้นำชุมชนอำเภอคุระบุรี

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในภาคการเกษครและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มุ่งหวังให้จังหวัดพังงาเป็นครัวของอันดามัน ยืนยันพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวพังงาอย่างเต็มความสามารถ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

2รมว.เกษตรฯไทย-ญี่ปุ่น ร่วมผลักดัน‘เกษตรอัจฉริยะ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654382

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายเก็นจิโร คาเนโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด ร่วมหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่าง 2 ประเทศเพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ส่งเสริมความร่วมมือเกษตรอัจฉริยะเสริมสร้างการพลิกโฉมระบบอาหารของไทย-ญี่ปุ่น เพื่อความยั่งยืนสอดคล้องโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว

“การพบปะหารือระหว่าง 2 นายกรัฐมนตรีไทย-ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงการได้หารือกับ รมว.เกษตรฯ ญี่ปุ่น เป็นโอกาสที่ดีในการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ภายหลังรัฐบาลไทยได้ผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศ อีกทั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันแบบ “physical meeting” โดยในปีนี้เป็นปีที่ครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 135 ปี ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายได้มีความร่วมมือระหว่างกันในมิติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเกษตรในระดับทวิภาคี ระดับพหุภาคี และระดับองค์การระหว่างประเทศ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญอันดับ 2 ของไทย ในระหว่างปี 2562-2564 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 11.35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปตลาดโลกการส่งออก เฉลี่ยปีละ144,820 ล้านบาท ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้าสินค้าเกษตรกับญี่ปุ่นมากกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมทั้งสองฝ่ายมีการหารือด้านเทคนิคการปรับมาตรการนำเข้ามังคุดและส้มด้วย

‘ประภัตร’บุกเมืองคาวบอย สานฝันสร้างอาชีพช่วยเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654384

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาของเกษตร พร้อมชี้แจงโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ที่โรงเรียนบ้านพลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีนายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ร่วมคณะ และมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำภาคประชาชน ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ ต้อนรับ

ทั้งนี้ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นอำเภอที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 466,848 คน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ 7,744 ราย มีปริมาณการเลี้ยงโคเนื้อ 18,360 ตัว โคนม 5,565 ตัว กระบือ 2,785 ตัว สุกร 11,611 ตัว ไก่พื้นเมือง 350,310 ตัว แพะเนื้อ 2,870 ตัว แพะนม 1,358 ตัว ถือว่าเป็นอำเภอปศุสัตว์ที่สำคัญของประเทศไทย นับเป็นเมืองหลวงของการปศุสัตว์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการเลี้ยงสัตว์ที่หลากหลาย ดังนั้นการลงพื้นที่ครั้งนี้จึงนำโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” มาชี้แจงกับข้าราชการและเกษตรกร โดยขอความร่วมมือกับ ผวจ.นครราชสีมา เร่งประชาสัมพันธ์โครงการ และสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ

อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวจะเน้นการส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคต โดยร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งได้รับอนุมัติงบจากรัฐบาล 30,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อสำหรับใช้ประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน โดยเน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน

นอกจากนี้ ยังแนะนำโครงการประกันภัยโคเนื้อและโคนม ให้กับเกษตรกร เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง ช่วยบรรเทาความเสียหายของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เนื่องจากการตายของโค ไม่ว่าเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ให้สามารถพยุงตัวได้และมีทุนเพียงพอต่อการเริ่มต้นใหม่ สำหรับโคเนื้อ จ่ายค่าประกันที่ 400 บาท คุ้มครอง 6 เดือน หากมีการตายทุกกรณี ประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกร 30,000 บาท/ตัว และโคนม จ่ายค่าประกัน 810 บาท คุ้มครอง 1 ปี หากมีการตายทุกกรณี ประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกร 30,000 บาท/ตัว เกษตรกรที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียด และซื้อกรมธรรม์ได้ที่ธ.ก.ส.ทุกสาขา

‘มนัญญา’เผยกรมสหกรณ์ สอบกก.สหกรณ์ฯเกษตร หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ให้ดำเนินการภายใน30วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654079

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์รายงานว่านายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว สาเหตุจากกรรมการสหกรณ์ไม่ตรวจสอบยอดความเสียหายให้แล้วเสร็จภายในกำหนดของนายทะเบียน เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อาจทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง จึงกำชับให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำความเข้าใจกับสมาชิกเรื่องสภาพคล่องของสหกรณ์ ไม่ให้เกิดความตระหนกและแห่มาถอนเงิน

ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายทะเบียนสหกรณ์ ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ (สสพ.1) 9/2565 เรื่อง ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว (ชุดที่ 50) จากนั้นได้มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ที่ (สสพ.1) 10/2565 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 เรื่อง มอบหมายให้ผู้ตรวจการสหกรณ์ดำเนินการแทนคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ จำกัด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องให้แล้วเสร็จตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนด 30 วัน และให้สอบสวนหาผู้กระทำการทุจริตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินฝากของสมาชิก พร้อมกับรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบยอดการทุจริตทั้งหมด

“ฝากแจ้งสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ ว่าไม่ต้องตื่นตระหนกมาถอนเงิน เนื่องจากสภาพคล่องของสหกรณ์ยังมีอยู่มาก และจะคืนเงินเข้าบัญชีตามเงินออมจริงของท่าน”นายวิศิษฐ์ กล่าว