ฝนหลวงฯยังเดินหน้า ปฏิบัติการบินต่อเนื่อง เติมน้ำเขื่อนภาคเหนือ รองรับพื้นที่ต้องการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655442

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ ยังคงวางแผนและปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ซึ่งมีความต้องการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีปริมาณน้ำเพียงพอทั้งในด้านการเกษตร การอุปโภค-บริโภค และด้านอื่นๆ โดยขณะนี้ได้เน้นภารกิจเติมน้ำให้กับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ รวมทั้งเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อรองรับการใช้น้ำของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ และกักเก็บน้ำสำหรับการจัดสรรเพื่อการเกษตรและการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอ รวมถึงยังกระจายไปยังพื้นที่เพาะปลูกทางการ ที่ผ่านมาหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำแม่จาง และอ่างเก็บน้ำแม่ขาม จ.ลำปาง ด้านหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ตาก และ จ.แพร่ ปฏิบัติการเติมน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการน้ำของพื้นที่การเกษตร

นายสำเริงกล่าวต่อว่า ด้านการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.กาญจนบุรี ลพบุรี อุดรธานี แพร่ และจันทบุรี ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ อ.ศรีสวัสดิ์ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี อ.แก่งคอย อ.พระพุทธบาท อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี อ.พนัสนิคม อ.เมือง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี อ.หนองวัวซอ อ.หนองแสง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี อ.ส่องดาว อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร และ อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา

59 ปีกรมพัฒนาที่ดิน ลุยพัฒนาทรัพยากรที่ดิน หนุนเกษตรกรสร้างความมั่นคงทางอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655401

59 ปีกรมพัฒนาที่ดิน ลุยพัฒนาทรัพยากรที่ดิน หนุนเกษตรกรสร้างความมั่นคงทางอาหาร

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.53 น.

วันที่ 23 พฤษภาคม 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 59 ปี ภายใต้หัวข้อ “ทีมดี ดินดี 59 ปี กรมพัฒนาที่ดิน” โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ กรมพัฒนาที่ดิน ถ.พหลโยธิน จตุจักร กทม. โดยภายในงานได้มีการมอบรางวัลให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น จำนวน 2 รางวัล บุคคลากรผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมดีเด่น จำนวน 6 รางวัล หมอดินอาสาดีเด่น จำนวน 12 รางวัล หน่วยงานชนะเลิศการยกระดับองค์กร 4.0 จำนวน 8 รางวัล มอบทุนการศึกษามูลนิธิพัฒนาที่ดินสงเคราะห์และทุนการศึกษาสหกรณ์ออมทรัพย์ แก่บุตรหลานบุคลากรกรมพัฒนาที่ดิน และเยี่ยมชมนิทรรศการของกรมพัฒนาที่ดิน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินมีหน้าที่ในการดูแลพี่น้องเกษตรกรทั้งในส่วนของการปรับปรุงดิน การดูแลสภาพพื้นดิน และในส่วนของแหล่งน้ำขนาดเล็ก และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรของประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า และเป็นรากฐานของการผลิตภาคการเกษตร โดยเฉพาะการผลิตพืช ซึ่งมีบทบาทสำคัญตั้งแต่การวางแผนกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ การสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาที่ดิน ด้วยการอนุรักษ์ดินและน้ำ การวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับการตลาด ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” การจัดการดินและปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืช ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะในสถานการณ์ปุ๋ยเคมีราคาแพง พร้อมเน้นย้ำในเรื่องงานวิจัย ที่จะต้องนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะเป็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาภาคการเกษตรเป็นอย่างดี อีกทั้งยังต้องพัฒนาบุคลากรให้พร้อมสำหรับการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรด้วย นอกจากนี้ ในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่เกษตรกรผ่านเครือข่ายและการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะทำให้การทำงานของกรมพัฒนาที่ดินประสบความสำเร็จ โดยต้องให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยให้บรรลุตามเป้าหมาย ทั้งนี้ ในระยะเวลาที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินสามารถช่วยพี่น้องเกษตรกรในการลดต้นทุนและลดการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมาก และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มพื้นที่ในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติ ประมาณ 15 ล้านไร่ ภายในระยะเวลา 5 ปี ในปี 2570

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มุ่งมั่นที่จะให้เกษตรกร ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี จึงต้องพัฒนาและสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาทดแทนให้มากที่สุด และพร้อมจะขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างโอกาส สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศมีความมั่งคงทางเศรษฐกิจ และช่วยดูแลรักษาทรัพยากรดินของประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนต่อไป

ด้าน นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานได้มีการจัดนิทรรศการ 3 มิติ วันดินโลก 2565 ในธีม Soil: Where Food Begins ชมและศึกษาดินชนิดต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ดินของประเทศไทย นิทรรศการ LDD Value Chain นำเสนอประวัติความเป็นมากรมพัฒนาที่ดิน แอนิเมชันน้องดินดีเล่าเรื่องกระบวนการทำงานของกรม การอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การจัดการน้ำ เทคโนโลยี การจัดการดิน น้ำ และปุ๋ย และการยกระดับเป็นองค์กรอัจฉริยะทางดิน นิทรรศการปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงทางเลือกทางรอดเกษตรกรไทย พบกับต้นแบบผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพเร่งการเจริญเติบโตพืช และน้ำหมักชีวภาพไล่แมลง ที่ผ่านการคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ และผลผลิตทางการเกษตร นิทรรศการภายในอาคารศูนย์อัจฉริยะ LDD Excellence กิจกรรม Soil Art @Din room อาทิ “ภาพวาดจากสีดิน” “สับปะรดเป็นศรี ดินดีที่ประจวบฯ” “กิจกรรมสัมผัสดิน” บูธแสดงสินค้าเกษตร ผัก/ผลไม้ปลอดสารพิษ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีการประกวด Din Dee Ambassador ผู้ซึ่งจะเป็นตัวแทนของกรมพัฒนาที่ดิน ทำหน้าที่สื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูล กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และภารกิจที่สำคัญของกรมพัฒนาที่ดิน ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรต่อไป

กรมชลฯเตรียมพร้อม รับมือช่วงฤดูฝน2565 สั่งดำเนิน13มาตรการ ติดตามสถานการณ์น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655215

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,282 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ19,344 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้32,803 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน
ประมาณ 10,076 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้3,380 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 14,795 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้ผ่านพ้นช่วงเวลาในการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งแล้ว พบว่าทั้งประเทศมีการใช้น้ำเกินแผนเพียงเล็กน้อย จึงต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด ทำให้การใช้เป็นไปตามแผนที่วางไว้และเพียงพอตลอดฤดูแล้งที่ผ่านมา หลังจากนี้จะเป็นการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ทั้ง 13 มาตรการอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนั้นให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ให้บริหารจัดการน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงปริมาณ เวลา ผลกระทบ ความมั่นคงของอาคารชลประทาน และระเบียบกฎหมาย เป็นหลัก

ดัน‘ป่าสาละวิน’แม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติใหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655223

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุกิจ จันทร์ทอง ผอ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่าอ.อ.ป.มุ่งเน้นด้านการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นโดยใช้สวนป่าเป็นฐานและการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดการบริหารจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วม ซึ่งดำเนินการบริหารงานแบบบูรณาการร่วมกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ปลูกจิตสำนึกให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ และรักษาทรัพยากรป่าไม้โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวเชื่อมนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในอีกวิธีหนึ่ง

ผอ.อ.อ.ป.กล่าวต่อว่า สวนป่าสาละวิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เนื่องจากลักษณะของพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยประมาณ 800 เมตร มีธารน้ำพุร้อนธรรมชาติ ซึ่งต้นกำเนิดของธารน้ำร้อนมีลักษณะเป็นบ่อน้ำมีน้ำไหลออกจากซอกหินเป็นบ่อๆ มีอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 79 องศาเซลเซียส โดยแต่ละบ่อธารน้ำจะไหลรวมกันมาเป็นลำธารน้ำอุ่นและไหลลงสู่ลำห้วยแม่สะเรียง และแหล่งน้ำร้อน “บ่อน้ำพุร้อนแม่อุมลอง”ยังคงความเป็นธรรมชาติไม่มี การปรับแต่งสภาพบ่อและบริเวณบ่อแต่อย่างใด

ทั้งนี้ อ.อ.ป.คาดหวังว่าสวนป่าสาละวิน นอกจากจะให้ประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นพื้นที่สร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนเป็นพื้นที่บริการทางด้านวิชาการต่างๆ ด้วย

อ.อ.ป.ผนึกกยท.ทำMOUสวนยางยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655221

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุกิจ จันทร์ทอง ผอ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) และนายณกรณ์ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการทำสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล และการบริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพารา ระหว่าง อ.อ.ป.และ กยท.ที่ห้องประชุมราชไมตรี กยท. โดย นายสุกิจเปิดเผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการทำสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล และการบริหารจัดการลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพารา เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่มุ่งเน้นดำเนินตามพันธกิจของรัฐวิสาหกิจ ของ อ.อ.ป. และ กยท. มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานในระดับสากล FSCTM, PEFCTM การลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพารา และสร้างโอกาสในธุรกิจคาร์บอนเครดิตจากสวนยางพารา

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ อ.อ.ป.และ กยท.จะให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือในรูปแบบการจัดทำโครงการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ นวัตกรรม ให้แก่บุคลากร เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อพัฒนาความรู้ สร้างความเข้าใจ ในเรื่องการทำสวนยางให้เกิดความอย่างยั่งยืน และให้เป็นไปตามมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งการบริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจกจากสวนยางพาราที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง นอกจากแล้วนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน จะมีการแลกเปลี่ยนบุคลากร มีการศึกษาดูงาน และฝึกงาน บุคลากรของทั้ง 2 หน่วยงาน เพื่อเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพ เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเผยแพร่ความรู้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเสริมสร้างและสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ นวัตกรรม ในเรื่องการจัดการสวนยางให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางอย่างสูงที่สุด

เกษตรฯตั้งประมงท้องถิ่น พัฒนาท่องเที่ยวสร้างรายได้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655218

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการฯครั้งที่ 2/2565 ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมีนโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงให้เกิดการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้ ทางกรมประมง จึงดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง ระหว่างปี 2563-2565 โดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแล้ว 2,600 องค์กร มีการบริหารจัดการร่วมกัน ส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับชุมชน การส่งเสริมการแปรรูปสัตว์น้ำ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าประมงและส่งเสริมด้านการตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้า รวมถึงพัฒนาต่อยอดกิจกรรมจากอาชีพการประมงทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2565 กระทรวงเกษตรฯ ได้อนุมัติโครงการพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมง เพื่อสร้างรายได้ความมั่นคงในการประกอบอาชีพการทำประมง ให้กับองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นใน 50 จังหวัด (พื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล และในพื้นที่ 28 จังหวัดแหล่งน้ำจืด) รวม 200 ชุมชนที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกรมประมงตามเป้าหมายที่ได้รับจัดสรรครบเรียบร้อยแล้ว เป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ด้านชายฝั่ง 81 องค์กร ด้านประมงน้ำจืด 83 องค์กรและด้านแปรรูป 36 องค์กร องค์กรละ 100,000 บาท เพื่อให้ชุมชนนำไปดำเนินการพัฒนาอาชีพด้านประมงตามความต้องการและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย 1.กิจกรรมพัฒนาอาชีพประมง อาทิ การปรับเปลี่ยนเครื่องมือที่เหมาะสมและถูกกฎหมาย การสนับสนุนอุปกรณ์ซ่อมแซมเครื่องมือทำการประมงและเรือประมง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การผลิตอาหารสัตว์น้ำเพื่อจำหน่าย การเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อจำหน่ายและแปรรูป 2.กิจกรรมเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ อาทิ การพัฒนาแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ การจัดตั้งและพัฒนาธนาคารสัตว์น้ำ (ธนาคารปูม้า) การจัดตั้งโรงเพาะฟักพันธุ์สัตว์น้ำเคลื่อนที่ สร้างกระชังอนุบาลสัตว์น้ำก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 3.เพิ่มมูลค่าสัตว์น้ำ อาทิ การพัฒนารูปแบบการแปรรูปสัตว์น้ำตามมาตรฐานและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การส่งเสริมการตลาดเพื่อจัดจำหน่ายสินค้า 4.การถ่ายทอดเทคโนโลยีและเพิ่มทักษะการทำการประมง อาทิ การอบรมให้ความรู้การทำการประมงถูกกฎหมายและศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากพื้นที่ต้นแบบ และ 5.กิจกรรมอื่นๆ เช่น ซ่อมแซมอาคารที่ทำการประมง ปรับปรุงแพชุมชน

เมื่อนับรวมการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2563-2565 ได้จัดสรรงบประมาณในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านประมงให้กับชุมชนประมงท้องถิ่น รวม 594 ชุมชนคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 22 จากองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งหมด เป็นเงินอุดหนุนทั้งสิ้น 59,400,000 บาท

พลิกชีวิตเกษตรกร​ด้วย​นวัตกรรม​จาก​ วช.-มธ. ยกระดับ​ผลผลิต​ทุเรียน​ ‘สู่ทุเรียนพันล้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654942

พลิกชีวิตเกษตรกร​ด้วย​นวัตกรรม​จาก​ วช.-มธ. ยกระดับ​ผลผลิต​ทุเรียน​ 'สู่ทุเรียนพันล้าน'

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 21.06 น.

วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เยี่ยมชมสวนเกษตร​ผู้ร่วมในโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” โดย รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย และ​ นายวัชชิระ สิทธิสาร​ ตัวอย่าง​ เกษตรกร Young Smart Farmer​ ณ​ สวนพุทธรักษา​ จังหวัด​จันทบุรี​ 

ทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมตำนานแห่งลุ่มน้ำจันทบูร อำเภอท่าใหม่ จังหวัด​จันทบุรี​ ดินแดนอันชุ่มฉ่ำไปด้วยพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์​ 

นายวัชชิระ สิทธิสาร​ ตัวอย่าง​ เกษตรกร Young Smart Farmer​ เจ้าของสวน​พุทธ​รักษา​ เปิดเผย​ว่า จากการนำเทคโนโลยี​ในโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer” ที่​ วช.ให้การสนับสนุน​ได้นำหลักทางวิชาการจากทีมนักวิจัยจาก​ มธ.มาผสมผสาน​ประยุกต์ใช้​เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิต​ทุเรียน​ให้ทุเรียนมีคุณภาพสูง  ด้วยระบบ GIS-smart farming-iOT นวัตกรรมการจัดการโรครากเน่าโคนเน่า ทดสอบโรคหลังการเก็บเกี่ยว​ ทำให้ทุเรียนที่สวนมีเนื้อกรอบนอกนุ่มใน ไม่เละ เนื้อละเอียดและแห้ง ไม่แฉะมีสีเหลืองอ่อน เมล็ดเล็กและลีบ มีรสชาติอร่อย หวานมันกำลังดี ไม่หวานแหลมจนเกินไป​ และไม่มีกลิ่น​ฉุน​ได้รับมาตรฐาน GAP​ เป็น​ที่ต้องการของตลาดเกิดความภาคภูมิใจ​ในอาชีพเกษตรกร​ ด้วยความรัก ความศรัทธา​ ในอาชีพจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดการพัฒนาโดยเฉพาะสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี​ เพื่อให้คนไทยได้บริโภคทุเรียนที่มีคุณภาพจากฝีมือ​ของคนไทยส่งตรงจากสวน

กรมชลประทาน เดินหน้าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลําไตรมาศแห่งแรกของพังงา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654893

กรมชลประทาน เดินหน้าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลําไตรมาศแห่งแรกของพังงา

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ที่ศาลากลางจังหวัดพังงา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดหัวงานอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ อ่างเก็บน้ำแห่งแรกของจังหวัดพังงา โดยมีนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 นายสุริยพล นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธีดังกล่าว

โดยนายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำลําไตรมาศ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลบางเหรียง อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา มีลักษณะเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน (Zone Type) ความยาว 322 เมตร เก็บกักน้ำได้ 5.60 ล้าน ลบ.ม. มีที่ดินที่อยู่ในเขตก่อสร้างประมาณ 560 ไร่ 120 แปลง แบ่งเป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 21 แปลง เนื้อที่ 74-2-53.20 ไร่ ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 99 แปลง เนื้อที่ประมาณ 457-0-36 ไร่ และพื้นที่แม่น้ำ ลำคลอง ถนน เนื้อที่ 28-1-10.8 ไร่ ซึ่งมีการขออนุญาตใช้พื้นที่ ในเนื้อที่ทั้งหมด 491-1-37 ไร่ ประกอบด้วย ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ 119-3-44 ไร่ ได้รับอนุญาตแล้ว เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 64 ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเทือกเขาสูง เนื้อที่ 299-1-93 ไร่ ตรวจสภาพป่า (ป.ส.18) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.64 และที่ดินในเขตป่าตามมติคณะรัฐมนตรี เนื้อที่ 72 ไร่ ตรวจสภาพป่า (ป.84 – 2) เมื่อวันที่ 2 เม.ย.64 โดยคาดว่าจะสามารถจ่ายค่าชดเชยที่ดินและผลอาสินครั้งที่ 1 ได้ ประมาณเดือนประมาณเดือนมิถุนายน 2565

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำลําไตรมาศ จังหวัดพังงา มีแผนดำเนินการก่อสร้างในปี 2565-2568 หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนไว้ใช้เสริมการเพาะปลูกในฤดูฝนหากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และการปลูกพืชไร่ในฤดูแล้งของฝายคลองลำไตรมาศ ซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 6,350 ไร่ และยังใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ในพื้นที่อำเภอทับปุดและพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตพื้นที่โครงการฯ รวมไปถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจให้กับประขาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอีกด้วย

‘เฉลิมชัย’เปิดหัวงานอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ แหล่งกักเก็บน้ำ การอุปโภค-บริโภค ด้านการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654873

'เฉลิมชัย'เปิดหัวงานอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ แหล่งกักเก็บน้ำ การอุปโภค-บริโภค ด้านการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.36 น.

วันที่ 20 พ.ค.65 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมพบปะเกษตรกรในพื้นที่ และเป็นประธานในพิธีเปิดหัวงานอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ โดยมีนางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ศูนย์ราชการจังหวัดพังงา หมู่ที่ 3 ต.ถ้ำพุด อ.เมือง จ.พังงา

สำหรับอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ เป็นอ่างเก็บน้ำตัวแรกของจังหวัดพังงา ตั้งอยู่ที่ ต.บางเหรียง อ.ทับปุด จ.พังงา โดยกรมชลประทานมีแผนในการดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2565 – 2568 วงเงิน 550 ล้านบาท หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้เสริมการเพาะปลูกในฤดูฝน ระยะฝนทิ้งช่วงและการปลูกพืชไร่ในฤดูแล้งของฝายคลองลําไตรมาศ ซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์เดิม 5,000 ไร่ และสามารถเพิ่มพื้นที่รับประโชน์ได้อีก 1,350 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ 6,350 ไร่ อีกทั้งยังใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคและด้านการเกษตรในท้องที่อําเภอทับปุดและพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดพังงา บรรเทาปัญหาอุทกภัยในขอบเขตพื้นที่โครงการ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจให้กับราษฎรและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้จ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินและผลอาสินของโครงการอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ ครั้งที่ 1 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2565 นี้

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานมีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญในเขตพื้นที่จังหวัดพังงา ได้มีการขอสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 7 โครงการ ได้แก่ 1.การปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำสายใหญ่ และสายแยกขวาฝายคลองทับยาว (ปี 2566) 2.ฝายบ้านกะปง (ปี 2567) 3.ฝายบ้านปากพู่ อ.กะปง (ปี 2567) 4.อาคารบังคับน้ำบ้านโตนดินใน อ.ตะกั่วทุ่ง (ปี 2567) 5.อาคารบังคับน้ำคลองน้ำจืด อ.เกาะยาว (ปี 2567) 6.อ่างเก็บน้ำบ้านหินกอง อ.เกาะยาว (ปี 2568-2569) และ 7.อ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ อ.ท้ายเหมือง (ปี 2567-2570)

ทั้งนี้ ภายในงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม ขนาด 5-7 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว ให้กับตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตอำเภอทับปุด อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง และอำเภอเมืองพังงา จำนวน 50 ราย รายละ 2,000 ตัว มอบพันธุ์ปลาตะเพียนขาว ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว และพันธุ์ปลาสุลต่าน ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว ให้กับตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตอำเภอทับปุด อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง และอำเภอเมืองพังงา จำนวน 50 ราย รายละ 4,000 ตัว มอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม ขนาด 5-7 เซนติเมตร จำนวน 60,000 ตัว เพื่อนำไปปล่อยให้กับผู้นำชุมชนอำเภอเมืองพังงา ผู้นำชุมชนอำเภอตะกั่วทุ่ง และผู้นำชุมชนอำเภอท้ายเหมือง รวม 6 ชุมชน มอบพันธุ์ปลาตะเพียนขาว ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว และพันธุ์ปลาสุลต่าน ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว เพื่อนำไปปล่อยให้กับผู้นำชุมชนอำเภอเมืองพังงา ผู้นำชุมชนอำเภอตะกั่วทุ่ง ผู้นำชุมชนอำเภอท้ายเหมือง ผู้นำชุมชนอำเภอทับปุด และผู้นำชุมชนอำเภอเกาะยาว รวมจำนวน 9 ชุมชน มอบต้นกระท่อมและต้นมัลเบอร์รี่ให้กับตัวแทนเกษตรกร มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ตำบลเกาะยาวใหญ่ อำเภอเกาะยาว จำนวน 24 ราย มอบเวชภัณฑ์ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (จำนวน 60 ชุด) ให้กับผู้แทนกลุ่มเกษตรกร จำนวน 4 ราย และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประกอบด้วย พันธุ์ปูทะเล (ปูดำ) พันธุ์ปูม้า และพันธุ์หอยชักตีน ลงสู่คลองพังงา

‘ประวิตร’ ขับเคลื่อนคณะกรรมการลุ่มน้ำสร้างความมั่นคงทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654654

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการประชุมมอบนโยบาย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยคณะกรรมการลุ่มน้ำ และการอบรม “คณะกรรมการลุ่มน้ำและเครื่องมือขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำทั่วประเทศ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด คณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ และหน่วยงานท้องถิ่น รวมมากกว่า 1,200 คน ว่า ปัจจุบันเรามีคณะกรรมการลุ่มน้ำครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรผู้ใช้น้ำ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม

ทั้งนี้คณะกรรมการลุ่มน้ำถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถสะท้อนแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำตั้งแต่ระดับพื้นที่ ระดับลุ่มน้ำ จนถึงระดับประเทศสอดคล้องตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำพ.ศ. 2561 ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว ทำให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำของประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยได้เน้นย้ำให้คณะกรรมการลุ่มน้ำเร่งดำเนินการจัดทําแผนแม่บทลุ่มน้ำให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปียุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ

โดยบูรณาการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ครอบคลุมในทุกมิติ พร้อมจัดทําแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วม ตลอดจนบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมโดยดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการจัดทำระบบเตือนภัยน้ำท่วม ให้มีความเหมาะสมสอด คล้องกับสภาพอากาศและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและเตรียมการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ คณะกรรมการลุ่มน้ำยังต้องให้ความเห็นต่อแผนงานและโครงการที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ
ให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 6 ด้าน และแผนพัฒนาจังหวัด โดยใช้เครื่องมือกลไกระบบบูรณาการแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ(Thai Water Plan: TWP) รวมทั้งดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานด้านน้ำและกรมประชาสัมพันธ์ ในการส่งเสริมและรณรงค์การสร้างจิตสํานึกให้กับประชาชนในเรื่องทรัพยากรน้ำทุกด้าน