สถาบันวิจัยฯหนุนพัฒนาชุมชนบนที่สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653148

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน สนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของดิน น้ำและป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และเพื่อแก้ปัญหาความยากจน พื้นที่ทำกิน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงตอบสนองนโยบายของรัฐบาล สถาบันวิจัยฯ จึงดำเนินการพัฒนาพื้นที่ 11 แห่ง 7 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเลย รวมทั้งสิ้น 24,534 ครัวเรือน ประชากร 76,630 ราย โดยยึดหลักการทำงานแบบโครงการหลวง ด้วยการนำองค์ความรู้ไปขยายต่อและถ่ายทอดแก่คนในชุมชน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ 15 หน่วยงาน ร่วมกับชุมชนในการจัดทำแผนชุมชมเพื่อการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการ ใช้ที่ดินรายแปลงในการพัฒนา เลือกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ลดการใช้สารเคมีปรับเปลี่ยนระบบเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด เป็นการทำเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชแบบผสมผสานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จากการดำเนินงานขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก่อให้เกิดชุมชนต้นแบบใน จ.พิษณุโลก ที่นำองค์ความรู้โครงการหลวงมาปรับใช้และประสบความสำเร็จ ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งภายใต้ชื่อ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์รักษ์น้ำลุ่มน้ำภาค” เน้นการปลูกพืชอินทรีย์ในระบบโรงเรือนและนอกโรงเรือนแบบประณีต มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยในการวางแผนการผลิตและตลาด มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางการปลูกจนถึงปลายทางผู้บริโภค สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่า1.8 ล้านบาทต่อปี

‘ประภัตร’ลงพื้นที่ ลุยแจกโค-กระบือ สานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653147

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโคโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมชี้แจงโครงการ“สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ที่โรงเรียนศรีบุญเรืองวิทยาคาร อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู โดยมีนายอนุชา พัสถาน ปลัดจังหวัดฯ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่ ต้อนรับ

นายประภัตร กล่าวว่า โครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรฯ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานโคเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโคเป็นของตนเอง ได้มูลโคเป็นปุ๋ยคอก เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และขยายผลให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ทั้งนี้ จ.หนองบัวลำภู มีเกษตรกรที่ได้รับสัตว์จากโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรฯ แล้ว 500 ราย โค-กระบือ 500 ตัว

รมช.เกษตรฯ ชี้แจงถึงโครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร โดยกำชับให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งประชาสัมพันธ์และสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยเร่งส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมให้เกษตรกร ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือนเน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกรในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยมีเมนูทางเลือกให้กับเกษตรกรในด้านต่างๆ

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/653151

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรฯ เร่งแผนปฏิบัติการฯ ระยะ 5 ปี  ดันภาคเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมั่นคงในอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศต้องมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการแรงงานภาคเกษตร การแปรรูปสินค้าเกษตร การพัฒนาผู้ประกอบการ ธุรกิจเกษตร การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร การสนับสนุนแหล่งทุนให้กับเศรษฐกิจชุมชน การบริหารจัดการ ที่ดินทำกินแก่เกษตรกร การส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2565) เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการร่วมกัน ซึ่งแผนดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในปี 2565 จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำแผนฉบับใหม่ และได้ปรับเปลี่ยนชื่อ “แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่…” เป็น “แผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ….” เพื่อให้มีความสอดคล้องกับแผนระดับที่ 3ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560

สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ ได้ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างแผนปฏิบัติการฯ และเห็นควรให้เพิ่มเติมและปรับปรุงในประเด็นต่างๆ เช่น ความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย และเพิ่มเติมแนวทางการพัฒนาในแต่ละประเด็นการพัฒนาให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้การบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอื่นๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กำหนดวิสัยทัศน์ คือ “เกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรกรมีรายได้สูง มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ” โดยมีประเด็นการพัฒนา 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นการพัฒนาที่ 1 ยกระดับศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเกษตรแห่งอนาคต ประเด็นการพัฒนาที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ประเด็นการพัฒนาที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตร และประเด็นการพัฒนาที่ 4 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการเกษตร

ด้าน ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 กล่าวเสริมว่า การจัดทำแผนปฏิบัติการฯ เป็นไปตามพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566 – 2570 กำหนดเป้าหมายสำคัญ อาทิ การเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตรและเกษตรแปรรูป ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรและรายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้น การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรมได้รับการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน เป็นต้น

ทั้งนี้ สศก. จะปรับปรุงประเด็นต่างๆ ตามข้อคิดเห็นของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2566-2570 และจะดำเนินการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป เพื่อปรับแผนให้มีความครอบคลุมและครบถ้วน ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเสนอแผนฉบับสมบูรณ์ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อทราบ และนำแผนเข้าสู่ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) พร้อมทั้งประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2565 ต่อไป

‘ประภัตร’นำทีมลุยซำสูง ดัน‘สานฝันสร้างอาชีพ’ ยกระดับรายได้เกษตรกร พร้อมประกันราคารับซื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652863

‘ประภัตร’นำทีมลุยซำสูง  ดัน‘สานฝันสร้างอาชีพ’  ยกระดับรายได้เกษตรกร  พร้อมประกันราคารับซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” พื้นที่ อ.ซำสูง และ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยมีนายพันธุ์เทพ เสาโกศลรอง ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและผู้นำภาคประชาชน ตลอดจนเกษตรกรต้อนรับ โดยนายประภัตรกล่าวว่า ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส

โควิด-19 เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติกระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมให้เกษตรกร โดยร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการ
“สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลา ไม่เกิน 6 เดือน

ทั้งนี้ สำหรับโครงการดังกล่าว มีเมนูทางเลือกให้กับเกษตรกรในด้านต่างๆ ทั้งเมนูอาชีพด้านปศุสัตว์ เมนูอาชีพด้านพืช และเมนูอาชีพด้านประมง โดยสามารถยื่นขอกู้ตามโครงการได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.ยื่นขอกู้ที่ ธ.ก.ส.สาขาที่มีภูมิลำเนาหรือที่ตั้งของโครงการ และ 2.ให้ผู้ขอกู้ลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อผ่านช่องทาง Line Official : BAAC Family และนัดหมายผ่านระบบนัดหมาย โดยวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน จำนวน 100,000 บาท แต่ต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายและหรือค่าลงทุนจริงของลูกค้าแต่ละราย

เกษตรฯยกระดับสินค้า ใช้วัตถุดิบที่ดีสร้างความเชื่อมั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652862

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายรองรับ Next Normal พัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนในปี 2565 และสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนภารกิจ มุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ 1.การผลิต เชื่อมโยงทรัพยากรการผลิตยั่งยืน เน้นผลิตสินค้ามูลค่าสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ สนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพร/สุขภาพ พืชพลังงานทดแทน และผลักดันระบบฟาร์มอัจฉริยะ 2.การแปรรูป เน้นสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วย BCG Model การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร (GMP HACCP ฯลฯ) และ 3.การตลาด เน้นการนำเสนอคุณค่าต่อผู้บริโภค (การสร้าง Story) การสร้างสรรค์ packaging/branding การทำ Online Marketing และการสร้างประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์การเกษตร

ทั้งนี้ การดำเนินการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน ที่ผ่านมามกอช.ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านอาหารหลายๆ ร้าน จากทั่วประเทศ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย เลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ที่เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนโครงการ Q Restaurant ในระดับภูมิภาค ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค รวมทั้งเป็นการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร ส่งผลต่อการผลักดันให้แนวนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ โดยตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน มีร้าน Q Restaurant ที่คงสถานะการรับรอง 3,022 แห่ง/สาขา ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น ร้านอาหาร 2,363 แห่ง และร้านอาหารหลายสาขา 2 แห่ง รวม 659 สาขา (MK และยาโยอิ ทุกสาขาทั่วประเทศ)

นอกจากนี้ มกอช.ยังร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ยกระดับร้าน Q Restaurant ให้เป็นร้านอาหาร Q Restaurant ระดับพรีเมียม ซึ่งได้มีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การพัฒนายกระดับร้านอาหาร Q Restaurant ระดับพรีเมี่ยม มาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องสินค้า Qให้กับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเป็นผู้ประสานงานโครงการฯ รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร Q Restaurants เกษตรกร และเจ้าหน้าที่มกอช. และเชื่อมโยงผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานกับผู้บริโภค กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายและจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายและบูรณาการพัฒนายกระดับคุณภาพร้านอาหารสู่วิถีชีวิตใหม่ ภายใต้ BCG Model เพื่อยกระดับร้านอาหาร Q Restaurant ให้เป็นร้านอาหาร Q ระดับพรีเมียม

กรมชลประทานคุมเข้มค่าความเค็มลุ่มบางปะกง บริหารจัดการ6เขื่อน-น้ำค้างทุ่งผลักดันพ้นวิกฤต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652855

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายรณชัย ศรีรอดบาง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนบางปะกง กรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการบริการจัดการน้ำเพื่อควบคุมค่าความเค็มในลุ่มน้ำบางปะกงในช่วงฤดูแล้งปี 2564/2565 ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อทุกกิจกรรมการใช้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในจังหวัดฉะเชิงเทราและนครนายก การประปาสาขาฉะเชิงเทรา การประปาส่วนภูมิภาคปราจีนบุรี และการใช้น้ำเพื่อการแพทย์ภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี แม้ในบางช่วงเวลาจะมีน้ำทะเลหนุนสูงก็ตาม

สำหรับการวางแผนเพื่อควบคุมค่าความเค็มในลุ่มน้ำบางปะกงดังกล่าว จะมีจุดควบคุมค่าความเค็มทั้งหมด 5 จุด ได้แก่ 1.บริเวณเขื่อนบางปะกง 2.สถานีวัดปากคลองบางขนาก 3.สถานีวัดบางแตน
4.สถานีโทรมาตรวัดบางคาง และ 5.ประตูระบายน้ำหาดยาง โดยในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนและขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้หยุดรับน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกงเข้าพื้นที่ พร้อมทั้งได้ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่รวม 6 แห่ง รวมทั้งได้นำน้ำที่ระบายออกจากทุ่งก่อนการเก็บเกี่ยว มาใช้ในการผลักดันและช่วยควบคุมความเค็ม ขณะเดียวกันสำนักงานชลประทานที่ 10 และ 11 ได้ส่งน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา มาทดแทนเพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิตสามารถปลูกข้าวนาปรังได้โดยไม่ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตามในปีนี้ฝนมาเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกนั้นมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ทำให้ค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกงถอยร่นลงมาเร็วกว่าปกติ

“ตั้งแต่เริ่มฤดูแล้งมาจนถึงปัจจุบันจุดควบคุมค่าความเค็มทั้ง 5 จุด เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ราษฎรไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นมาแต่อย่างใด โดยเฉพาะจุดควบคุมความเค็มที่สำคัญ คือ จุดที่ 4 สถานีโทรมาตรวัดบางคาง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี มีระยะห่างจากปากแม่น้ำบางปะกง 170 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดสูบน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคปราจีนบุรี เพื่อใช้อุปโภค-บริโภคในพื้นที่ อ.เมืองปราจีนบุรี และใช้ในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยที่ผ่านมาสามารถจะควบคุมค่าความเค็มไม่ให้เกิน 1 กรัมต่อลิตรเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เช่นเดียวกับจุดที่ 5 ประตูระบายน้ำหาดยาง ค่าความเค็มก็ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้” นายรณชัยกล่าว

สศท.2เกาะติดสถานการณ์ข้าวนาปี พื้นที่6จังหวัดภาคเหนือปี2565/66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652856

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการบูรณาการจัดทำข้อมูลพยากรณ์เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2565/66 ของ 6 จังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ พิษณุโลก สุโขทัย แพร่ อุตรดิตถ์ น่าน และตาก โดยบูรณาการวิเคราะห์ข้อมูลจาก ผลการพยากรณ์ มีดังนี้

เนื้อที่เพาะปลูก คาดว่า จ.พิษณุโลก มีจำนวน 1,487,347 ไร่ ลดลงจากปี 2564/65 ร้อยละ 2.32 จ.สุโขทัย มีจำนวน 1,129,280 ไร่ ลดลงจากปี 2564/65 ร้อยละ 0.01 และ จ.แพร่ มีจำนวน 299,420 ไร่ ลดลงจากปี 2564/65 ร้อยละ 0.01 เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนของ จ.พิษณุโลก ปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปทำเกษตรผสมผสาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรบางส่วนของ จ.สุโขทัย เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรังล่าช้าจึงต้องปล่อยพื้นที่ว่างในฤดูเพาะปลูกข้าวนาปี เกษตรกรบางรายมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกมันสำปะหลัง และบางรายก็มีการปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ในขณะที่ จ.อุตรดิตถ์ มีจำนวน 599,645 ไร่ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2564/65 ร้อยละ 0.57 จ.น่าน มีจำนวน 336,747 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2564/65 ร้อยละ 2.16 เนื่องจากเกษตรกรคาดการณ์ว่าจะมีน้ำปริมาณมากกว่าปีที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวนาปีมากขึ้น และน่าจะมีเพียงพอตลอดรอบการผลิต ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าวในพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่าง รวมทั้งมีแรงจูงใจจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2564/65 ส่วน จ.ตาก มีจำนวน 383,170 ไร่ เท่ากับปีที่ผ่านมา

สำหรับผลผลิตต่อไร่ คาดว่า จ.พิษณุโลก มีจำนวน 597 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2564/65 ร้อยละ 1.85 และ จ.สุโขทัย มีจำนวน 550 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2564/65 ร้อยละ 8.35 ส่วนผลผลิตต่อไร่ของทั้ง 4 จังหวัด ที่มีผลผลิตเท่ากับปีที่ผ่านมา ได้แก่ จ.อุตรดิตถ์ มีจำนวน 593 กิโลกรัม/ไร่ จ.แพร่ มีจำนวน 578 กิโลกรัม/ไร่ จ.น่าน มีจำนวน 511 กิโลกรัม/ไร่ และ จ.ตาก มีจำนวน 415 กิโลกรัม/ไร่ เนื่องจากคาดว่ายังคงมีปริมาณน้ำเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงแตกกอและออกรวงเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา

ด้านปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด จ.พิษณุโลก คาดว่าผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดช่วงเดือน ก.ค. 2565 – ม.ค. 2566 จำนวน 887,946 ตัน จ.สุโขทัย ช่วงเดือนก.ค. 2565 – ก.พ. 2566 จำนวน 621,104 ตัน จ.อุตรดิตถ์ ช่วงเดือน ส.ค. 2565 – ม.ค. 2566 จำนวน 355,589 ตัน ผลผลิตของทั้ง 3 จังหวัด จะเริ่มมีปริมาณมากช่วงเดือนต.ค. 2565 และกระจุกตัวเดือนพ.ย. 2565 ส่วนจังหวัดแพร่ ตาก น่าน และอุตรดิตถ์ มีช่วงระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดสั้นกว่าจังหวัดอื่น

เกษตรฯชูแปลงใหญ่วังน้ำบ่อ ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652857

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวีระ บัวจันทร์ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงใน จ.พิษณุโลก เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 129 แปลง เป็นแปลงใหญ่มะม่วงทั้งหมด 16 แปลง เกษตรกร 663 ราย พื้นที่กว่า 13,000 ไร่ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้มีการสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร เพื่อผลิตมะม่วงให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยทั้งตัวผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแนะนำให้เกษตรกร ให้กลุ่มแปลงใหญ่ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต ซึ่งตรงต่อความต้องการของกลุ่มฯเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสมาชิกและกลุ่มแปลงใหญ่ต่อไป

ด้าน น.ส.ณฐกานต์ มั่นแดง เกษตรอำเภอเนินมะปราง กล่าวว่า ได้อบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วงวังน้ำบ่อ อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก พร้อมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ทางกลุ่มฯ ส่งเสริมกลุ่มฯ เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และนำงบประมาณมาจัดซื้อโดรนพ่นยา ช่วยทุ่นแรงให้แก่เกษตรกร ซึ่งสมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เป็นการยกระดับกลุ่มแปลงใหญ่ให้มีการพัฒนาการผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพมาตรฐานมากยิ่งขึ้น

‘เฉลิมชัย’ประกาศขับเคลื่อน‘5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652794

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.55 น.

‘เฉลิมชัย’ประกาศขับเคลื่อน‘5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร’

11 พฤษภาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ Field Day 2565 ณ แปลงสับปะรดของนายสมชาย ทองประเสริฐ หมู่ 10 ต.หนองหญ้าปล้อง อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี โดยมีนางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร , นายอาณัติ หุ่นหลา เกษตรจังหวัดเพชรบุรี , ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดเพชรบุรี , นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง , หัวหน้าส่วนราชการ , เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรกว่า 200 คน เข้าร่วมงาน

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มึการขับเคลื่อนการกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้กับประเทศ ตลอดจนมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม จึงได้วางแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรกรรม 5 ยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารให้บรรลุเป้าหมาย ได้แก่ ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต, เทคโนโลยีเกษตร 4.0, “3’s” (Safety-Security-Sustainability-เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน), การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ภายใต้ 15 นโยบายหลัก เช่นนโยบายการส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ โดยร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิตมีราคาที่เป็นธรรมสำหรับเกษตรกร และนโยบายแปลงใหญ่เป็นตัวขับเคลื่อนเดินหน้าเกษตรมูลค่าสูงมุ่งเน้นการแปรรูปผลผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่

ทั้งนี้ เน้นย้ำให้เกษตรกรและหน่วยงานราชการให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี ทั้งจากศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและศาสตร์พระราชามาใช้ในกระบวนการผลิตทางการเกษตร เพื่อการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ มุ่งหวังยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างมั่นคง และยั่งยืน อีกทั้งให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันดำเนินงานใน 2 โครงการใหญ่ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกันขับเคลื่อน คือ โครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ และโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร

“เรากำลังเร่งขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบายปฏิรูปภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเดินหน้าโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรใน 18 กลุ่มจังหวัด ครอบคลุมทุกจังหวัดเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ Field Day 2565 ในวันนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ในพื้นที่ของเกษตรกร ซึ่งการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี มีเป้าหมายสำคัญ 2 ระดับ คือ 1. การทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงข้อมูลที่ต้องการเผยแพร่ และ 2. การทำให้กลุ่มเป้าหมายนำข้อมูลไปใช้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ที่ได้รับ

ทั้งนี้ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ประกอบกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และการแข่งขันในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนเป็นอย่างมาก รวมถึงกลไกการค้าที่มุ่งเน้นคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตรตั้งแต่การผลิตที่ต้นทาง และการบริโภคปลายทาง พี่น้องเกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูล และความรู้ที่ครบถ้วนอย่างรอบด้าน เพื่อพร้อมรับมือ อาทิ การลดต้นทุนในกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น การเพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง การเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินของตนและการลดการพึ่งพากลไกราคาด้วยการทำไร่นาสวนผสม เศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลผลิต การบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในวันนี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของเกษตรกรก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2565 เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปลูกสับปะรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพ สร้างผลตอบแทนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยจังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ปลูกสับปะรดกว่า 67,000 ไร่ ได้ผลผลิตกว่า 130,000 ตันต่อปี ส่วนใหญ่เป็นสับปะรดโรงงานป้อนให้กับโรงงานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งอยู่ติดกัน

นอกจากนี้จะมีการตั้งศูนย์สับปะรดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตามข้อสั่งการของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นเมืองหลวงสับปะรดของโลก ในขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการได้พัฒนาสับปะรดโรงงาน “พันธุ์เพชรบุรี 2” สำเร็จแล้วเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงและเริ่มเผยแพร่หน่อพันธุ์ไปยังเกษตรกรแล้วได้มอบพันธุ์ปลาพันธุ์พืช และสารชีวภัณฑ์ให้กับเกษตรกรเพชรบุรี และได้เยี่ยมชมนิทรรศการความรู้ต่าง ๆ เช่น การวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์จากต้นกล้วยฟางข้าวหญ้าเนเปีย ตลอดจนการให้บริการและความรู้กับเกษตรกรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 5 สถานี คือ สถานีการเพิ่มผลผลิต สถานีการลดต้นทุน สถานีพัฒนาคุณภาพผลผลิต สถานีเพิ่มมูลค่าสร้างทางเลือก และสถานีลดรายจ่ายเพิ่มรายได้รวมทั้งฟาร์มแพะ-โคต้นแบบ และฟาร์มผึ้ง ซึ่งมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตลอดจนข้าวเกรียบผำหรือไข่น้ำที่เป็นซูเปอร์ฟู้ดอีกด้วย

กรมชลฯเกาะติดน้ำพร้อมรับมือฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652641

วันพุธ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 44,964 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 59ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้21,026 ล้าน ลบ.ม. มีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว 21,614 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 97ของแผนฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 10,516 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ รวมกันปริมาณน้ำใช้การได้ 3,820 ล้าน ลบ.ม. มีการจัดสรรน้ำไปแล้ว5,969 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 105 ของแผนฯภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้สำนักงานชลประทานทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นย้ำให้ดำเนินการปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผนการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมรับมือปริมาณฝนที่อาจจะตกหนักในบางพื้นที่ และลดความเสี่ยงการเกิดอุทกภัย พร้อมกันนี้ได้ให้สำนักเครื่องจักรกล ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องจักร-เครื่องมือต่างๆให้กับบุคลากรของหน่วยงานในทุกพื้นที่ให้สามารถบำรุงรักษาและใช้งานเครื่องจักร-เครื่องมือได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยพิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งหมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอติดตาม วิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆเพื่อประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง