‘เฉลิมชัย’พอใจกรมชลประทานจัดสรรน้ำฤดูแล้ง สั่งเดินหน้ารับมือฤดูฝนเต็มกำลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652339

'เฉลิมชัย'พอใจกรมชลประทานจัดสรรน้ำฤดูแล้ง สั่งเดินหน้ารับมือฤดูฝนเต็มกำลัง

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.38 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “สรุปการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 และเตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2565” โดยมี นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมแถลงข่าว พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และนายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมงาน ก่อนทำพิธีปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยเหลือประชาชนในช่วงฤดูฝน ผ่านระบบ Video Conference ไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ และถ่ายทอดสดผ่านเพจ Facebook กรมชลประทาน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมานี้ ผลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร รวมไปถึงการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักต่างๆ เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้ง โดยปฏิบัติตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างครบถ้วน อีกทั้งยังมีปริมาณน้ำสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2565 ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“สำหรับการจัดสรรน้ำในภาพรวมทั้งประเทศ พบว่ามีการใช้น้ำไปทั้งสิ้น 22,998 ล้าน ลบ.ม. (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศจัดสรรไว้รวมทุกกิจกรรม 22,280 ล้าน ลบ.ม.สำรองน้ำต้นฤดูฝน 15,557 ล้าน ลบ.ม.) เกินแผนที่ตั้งไว้เล็กน้อย ด้านผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกรวมกว่า 8.11 ล้านไร่ (แผนวางไว้ 6.41 ล้านไร่) ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าปีนี้เราส่งน้ำเกินแผนไปประมาณ 718 ล้าน ลบ.ม.แต่เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้เพิ่มอีก 1.7 ล้านไร่ ซึ่ง 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ ได้ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรให้ชะลอการทำนาปรัง เนื่องจากมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ แต่ในฤดูแล้งที่ผ่านมา กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยการจัดสรรน้ำอย่างประณีต ทำให้พี่น้องเกษตรกรในเขตชลประทานมีรายได้จากการเพาะปลูกพืช ส่วนน้ำสำรองต้นฤดูฝนที่เราคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องสำรองประมาณ 15,557 ล้าน ลบ.ม. ปรากฏว่าในวันเริ่มต้นฤดูฝน วันที่ 1 พ.ค.65 เรามีน้ำต้นทุนอยู่ 19,950 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ 4,393 ล้าน ลบ.ม. ถือว่าเป็นกำไร นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ที่จนถึงขณะนี้มีการจ้างงานไปแล้วกว่า 74,000 คน” นายประพิศฯ กล่าว

ในส่วนของสถานการณ์ฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2565 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปีนี้จะเริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งใกล้เคียงปกติและจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2565 โดยปริมาณฝนรวมของทั้งประเทศในช่วงฤดูฝนตกมากกว่าค่าปกติร้อยละ 3 ซึ่งต่ำกว่าปี 2564 ที่ผ่านมา ที่มีฝนตกสูงกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 8 ทั้งนี้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมจะเป็นช่วงที่ฝนจะตกน้อย หลังจากนั้นฝนจะตกชุกหนาแน่นในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 2565 กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่สำคัญได้วางแผนบริหารจัดการน้ำภายใต้มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ทั้ง 13 มาตรการ ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 โดยได้เตรียมการรับมือปัญหาอุทกภัย ด้วยการกำหนดวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำในลำน้ำ กำหนดคน กำหนดผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต่างๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานจังหวัด ร่วมกันติดตามและวิเคราะห์หรือคาดการณ์สถานการณ์น้ำในลำน้ำ การจัดสรรทรัพยากร เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล รถขุด รถแทรกเตอร์ หรือเครื่องมือต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา โดยในวันนี้ได้มีการปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลและเครื่องมือต่างๆ ที่ประจำอยู่ที่ศูนย์บริหารเครื่องจักรกลที่ 1 – 7 ของสำนักเครื่องจักรกล จำนวนรวม 5,382 หน่วย ออกไปเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศตลอดช่วงฤดูฝนนี้

กรมชลประทาน มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกร ได้มีน้ำใช้ในทุกกิจกรรมตลอดทั้งปีตามศักยภาพที่มีอยู่ ซึ่งการดำเนินงานต่างๆ ของกรมชลประทานจะสำเร็จไม่ได้เลย หากขาดความร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชน เกษตรกร รวมถึงทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้การบริหารจัดการน้ำสำเร็จตามแผนที่วางไว้ จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนมา ณ โอกาสนี้

กรมชลฯจัดการน้ำตามแผน ย้ำให้ปฏิบัติตาม13มาตรการรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652164

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปริมาณน้ำในอ่างขนาดใหญ่ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีปริมาณ 20,068 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้านลบ.ม.) หรือ 38% ของความจุอ่าง จากปริมาณน้ำต้นทุนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 มีปริมาณ 37,857 ล้าน ลบ.ม. มีการจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งในกิจกรรมต่างๆ 22,998 ล้าน ลบ.ม. เกินแผนประมาณ 3% จากแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปีเพาะปลูก 2564/65 เริ่มวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 กำหนดปริมาณน้ำใช้การได้ในฤดูแล้ง 22,280 ล้าน ลบ.ม. โดยมีการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน แต่จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ประชาชนกลับภูมิลำเนาและทำอาชีพเกษตรเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการปลูกข้าวนาปรังในปีนี้ที่เกินแผนส่งเสริมเท่าตัว แต่ทางกลับกันพบว่ามีการใช้น้ำเกินแผนไปเล็กน้อย

สำหรับ ผลการเพาะปลูก ข้าวนาปรัง 2564/65 ทั่วประเทศ มีการปลูก ข้าวไปแล้วจำนวน 8.11 ล้านไร่ เกินแผนประมาณ 26.5% จากแผน 6.41 ล้านไร่ ขณะนี้มีการเก็บเกี่ยว 5.22 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ ลุ่มเจ้าพระยาถือว่าเพาะปลูกข้าวมากที่สุด 4.41 ล้านไร่ มากกว่าแผน 56.75% จากแผนที่วางไว้ 2.81 ล้านไร่ถือเป็นพื้นที่ที่ทำนาปรังมากที่สุด สัดส่วนประมาณ 55% ของพื้นที่ทำนาปรังทั่วประเทศ

นายทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า เพื่อรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงจึงมอบหมายสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ ประสานงานและตรวจสอบพื้นที่ที่มีการปรับปรุงอาคารชลประทานและทางน้ำที่อาจจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำพร้อมเตรียมแผนการแก้ไขบัญหาไว้ล่วงหน้า รวมถึงเน้นย้ำให้ดำเนินการปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ของรัฐบาล บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ ติดตาม วิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ

พร้อมกันนี้ ได้ให้สำนักเครื่องจักรกล ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือ ให้กับบุคลากรของหน่วยงานในทุกพื้นที่ ให้สามารถบำรุงรักษาและใช้งานเครื่องจักร เครื่องมือได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รับทราบ 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 แล้ว

อีสานเกตเวย์ส่งผลไม้ทางรถไฟลาว-จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652167

naewna

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือฟรุ้ตบอร์ด กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความสำเร็จในการส่งออกทุเรียนไทยลอตใหญ่ที่สุด 500 ตัน 27 ตู้คอนเทนเนอร์ของฤดูกาลผลิตผลไม้ ปี 2565 ที่ขนส่งด้วยรถไฟลาว-จีน ตามนโยบายอีสานเกตเวย์ และเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการขนส่งผลไม้ไทยด้วยระบบราง ภายใต้พิธีสารการนำเข้าส่งออกผลไม้ระหว่างไทย-จีน โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทย-ลาว และจีน หลังจากทดสอบการส่งออกทุเรียน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ และมะพร้าวน้ำหอม 1 ตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากนี้จะขยายไปสู่การขนส่งผลไม้และสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่นมังคุด ลำไย ข้าว ยางพารา มะม่วง เป็นต้น

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะทำงานฟรุ้ทบอร์ด เปิดเผยว่า ทุเรียนลอตใหญ่ลอตแรกมาจาก จ.จันทบุรี 27 ตู้ ซึ่งเป็นการขนส่งระบบผสมผสาน “ราง-รถ” โดยรถบรรทุกคอนเทนเนอร์รุ่นใหม่ บรรทุกทุเรียนที่ผ่านการตรวจสอบโรคพืช ไม่มีทุเรียนอ่อนและปลอดการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19เดินทางจากภาคตะวันออกข้ามแม่น้ำโขงที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ไปถ่ายตู้ที่ท่าบกท่านาแล้ง ก่อนลำเลียงไปขึ้นแคร่รถไฟที่สถานีเวียงจันทน์ใต้ แล้วเดินทางไปยังสถานีรถไฟนาเตยในแขวงหลวงน้ำทา ก่อนยกขึ้นรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ เดินทางไปด่านบ่อเต็น ข้ามพรมแดน “ลาว-จีน” ไปตรวจโรคพืชและโควิดที่ด่านโมฮ่าน มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

ทั้งนี้ การขนส่งทุเรียนภายใต้พิธีสารไทย-จีนลอตนี้ใช้เวลาเพียงวันครึ่ง นับแต่ออกจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ผ่านพิธีการสินค้าผ่านแดนจนถึงด่านโมฮ่าน ร่นเวลาได้เร็วกว่าเดิมเกินเท่าตัวเมื่อเทียบกับการทดสอบเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยมีการเจรจาความร่วมมือกับนายจันทอน สิทธิชัย ประธานกลุ่มบริษัทท่าบกท่านาแล้ง และบริษัท เวียงจันทน์โลจิสติกส์ปาร์ค และสถานีเวียงจันทน์ใต้ ของการรถไฟลาวฯ

สภาเกษตรฯจับมือ ทำ1จังหวัด1ต้นแบบ ช่วยลดต้นทุนผลิต หนุนทำนาให้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652162

naewna

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ได้จัดเวทีรับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขด้านข้าวและชาวนาไทย 4 ภาค โดยมีชาวนา ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออก ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อรวบรวมแล้วจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืนและครบวงจร ซึ่งทั้ง 4 เวทีพี่น้องชาวนาประสบปัญหาหลักเรื่องเดียวกัน คือต้นทุนการผลิตที่สูงมาก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นไปถึงกว่า 200% สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และน้ำมันเชื้อเพลิง โดยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณเกือบ 4,000 บาทต่อไร่ แต่ก็มีชาวนาที่ใช้ต้นทุนการผลิตแค่ประมาณ 2,000 กว่าบาท หรือใช้ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคือถึง 6,000 กว่าบาทต่อไร่ จึงนำชาวนาที่ประสบความสำเร็จกับการลดต้นทุนการผลิตด้วยวิธีการ “จับมือทำ 1 จังหวัด 1 ต้นแบบ” เพื่อเป็นการกระตุ้นและนำร่องการขับเคลื่อนให้พี่น้องชาวนาทั้งประเทศ

สำหรับเรื่องใหญ่ที่สุดคือชาวนา มีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวภายใต้สถานการณ์ที่ภาครัฐพยายามควบคุมราคาปัจจัยการผลิต แต่ไม่สามารถทำได้ ซึ่งนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรฯ ให้แนวทางว่า บันไดก้าวแรกคือ พี่น้องชาวนาต้องลดต้นทุนการผลิตเพื่อเป็นทางรอด จึงนำมาสู่แนวคิดจับมือทำ 1 จังหวัด 1 ต้นแบบ ด้วยสภาเกษตรกรฯ มีชาวนาที่เป็นต้นแบบประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ปรับตัวเรื่องการทำนาในพื้นที่ของตน และสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้สู่พี่น้องชาวนาผู้ร่วมอาชีพได้ ซึ่งสภาเกษตรกรฯ จะนำไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันถ่ายทอดความรู้สู่ชาวนาต่อไป

การยางฯชวนขึ้นทะเบียนสวน รับประโยชน์กองทุนพัฒนายาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/652166

naewna

วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายดิษฐเดช วัฒนาพร ผอ.ฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ขณะนี้ กยท.เปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท.ได้ ทั้งเกษตรกรที่สวนยางมีเอกสารสิทธิ และเกษตรกรที่แจ้งข้อมูลปลูกยางกับ กยท.ก็สามารถขึ้นทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนพัฒนายางพาราตามมาตราที่ระบุใน พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2558 อาทิ การจัดทำประกันอุบัติเหตุกลุ่มเพื่อเกษตรกรชาวสวนยางรวมไปถึงการรับความช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ของทางรัฐบาล เช่น โครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง เป็นต้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของกำหนดระยะเวลาในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางรายใหม่ กำหนดไว้ภายในเดือนมิถุนายน 2565

ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามการขึ้นทะเบียนได้ที่ กยท.จังหวัด/สาขา ในพื้นที่หรือที่ฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กยท.สำนักงานใหญ่ ถนนบางขุนนนท์ กทม. ได้ในวันและเวลาราชการ

‘ปศุสัตว์-ม.แม่โจ้’จับมือจัดงานมหกรรมไก่พื้นเมืองแห่งชาติ ครั้งที่ 6 สีสันแห่งล้านนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651994

‘ปศุสัตว์-ม.แม่โจ้’จับมือจัดงานมหกรรมไก่พื้นเมืองแห่งชาติ ครั้งที่ 6 สีสันแห่งล้านนา

วันเสาร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.43 น.

‘ปศุสัตว์-ม.แม่โจ้’จับมือจัดงานมหกรรมไก่พื้นเมืองแห่งชาติ ครั้งที่ 6 สีสันแห่งล้านนา

7 พฤษภาคม 2565 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์  โยธคล  รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมไก่พื้นเมืองแห่งชาติ  ครั้งที่ 6  สีสันแห่งล้านนา โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ นายอำเภอสันทราย  ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้   นายสัตวแพทย์อนุสรณ์ หอมขจร ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่  นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผอ.กสส. นายพนม มีศิริพันธ์ ปศุสัตว์เขต 5  และ ตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงาน ในวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2565  ณ สำนักฟาร์ม 907 ไร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์  โยธคล  รองอธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า  กรมปศุสัตว์มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไก่พื้นเมือง  ในด้านการเสริมสร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี  การเพิ่มมูลค่าไก่พื้นเมืองทั้งมีชีวิตและผลิตภัณฑ์  โดยส่งเสริมให้มีการจัดงานมหกรรมไก่พื้นเมืองแห่งชาติมาแล้ว 5 ครั้งและในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6  ซึ่งเป็นการเผยแพร่อัตลักษณ์พื้นถิ่นของไก่พื้นเมือง  การเชื่อมโยงเครือข่าย การผลิต การตลาดไก่พื้นเมืองในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน  เป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกันค้นหาแนวทางการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงไก่พื้นเมือง การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการพัฒนาสายพันธุ์  การจัดการให้มีความเหมาะสมเกิดประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์ พัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติ เผยแพร่เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของไก่พื้นเมืองไทย บูรณาการร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน

งานมหกรรมไก่พื้นเมือง ครั้งที่ 6 นี้ มีกิจกรรมหลากหลายที่น่าสนใจ  อาทิ การแข่งขันทำลาบไก่  การแข่งขันสานสุ่มไก่  การแข่งขันไก่ต่อไก่ตั้ง  การประกวดไก้แจ้สวยงาม  การประกวดไก่พื้นเมืองสวยงาม  พร้อมทั้งมีการเสวนา ในหัวข้อ ทิศทางการส่งเสริมและการพัฒนาตลาดไก่พื้นเมือง ฯลฯ ด้วย

-005

ไทยยื่นขอFAOรับรอง‘วิถีการเลี้ยงควายน้ำ’ทะเลน้อย เป็น‘มรดกทางการเกษตรโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651964

ไทยยื่นขอFAOรับรอง‘วิถีการเลี้ยงควายน้ำ’ทะเลน้อย เป็น‘มรดกทางการเกษตรโลก’

วันเสาร์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.03 น.

กระทรวงเกษตรฯยื่น FAO ขอรับรองวิถีการเลี้ยง‘ควายน้ำทะเลน้อย’ เป็น‘มรดกทางการเกษตรโลก’

7 พฤษภาคม 2565 นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยื่นเอกสารขอรับรอง “วิถีการเลี้ยงควายและเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่ทะเลน้อย” เป็น “มรดกทางการเกษตรโลก” (Globally Important Agricultural Heritage System หรือ GIAHS) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากจนได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำโลก หรือ “Ramsar site” และมีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ FAO ในการเป็นมรดกทางการเกษตร ที่เน้นการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตรโลก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาเศรษฐกิจ ปกป้องและส่งเสริมการใช้ทางชีวภาพให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและยั่งยืนบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย มีวิถีชีวิตที่มีความเชื่อมโยงกับควายน้ำทะเลน้อย โดยสืบทอดการเลี้ยงควายมายาวนานมากว่า 250 ปี

สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยมีรายได้หลักจากการขายควาย ประกอบกับการทำประมง ปลูกข้าว และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกระจูด ด้านระบบนิเวศ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำในทะเลน้อยมีปริมาณสูง ควายน้ำจะดำน้ำลงไปกินหญ้าใต้น้ำและพืชน้ำอย่างสายบัว ใบบัว หรือสาหร่าย กระจูด ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศในการกำจัดวัชพืช และมูลของควายยังเป็นอาหารให้กับพืชและแพลงตอน ซึ่งเป็นอาหารปลา และในส่วนของด้านวัฒนธรรม ควายเป็นศูนย์รวมของความเชื่อ มีพิธีกรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับควาย และทางเดินของควาย นอกจากจะสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามยังช่วยป้องกันการเกิดไฟป่าอีกด้วย

นายทองเปลว ระบุว่า ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนให้ผลักดันพื้นที่ชุ่มทะเลน้อย จ.พัทลุง เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกทางการเกษตรโลก ผ่านโครงการความร่วมมือระหว่างไทย – FAO เมื่อปี พ.ศ. 2560 โดย FAO ได้สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำแผนงานและเอกสารข้อเสนอการขึ้นทะเบียน (GIAHS Proposal) และได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางการเกษตรโลกได้ จะต้องมีองค์ประกอบครบตามหลักเกณฑ์ 5 ข้อ ได้แก่ 1) ความมั่นคงด้านอาหาร/ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี 2) ความหลากหลายทางชีวภาพการเกษตร 3) ระบบความรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมาแต่ดั้งเดิม 4) วัฒนธรรม ระบบคุณค่า และองค์กรทางสังคม และ 5) ลักษณะภูมิทัศน์/และภูมิทัศน์ทางทะเล โดยในปี พ.ศ. 2564 มีพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GIAHS แล้ว 62 พื้นที่ จาก 22 ประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางการเกษตรโลกได้สำเร็จ จะทำให้เกษตรกรและชุมชนได้รับประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว โอกาสทางการเกษตร การจ้างงานเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

-005

‘กรมการข้าว’เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน เนื่องในวันพืชมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651766

'กรมการข้าว'เตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน เนื่องในวันพืชมงคล

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.59 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคลแรกนาขวัญปีนี้ กรมการข้าวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิน ทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 6 พันธุ์ จำนวน 1,728 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลเพื่อปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประกอบด้วย

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 245 กิโลกรัม

2) ปทุมธานี 1 เป็นข้าวเจ้าผลผลิตสูง ให้ผลผลิตประมาณ 650 – 774 กิโลกรัมต่อไร่ คุณภาพเมล็ดคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยกระโดดหลังขาว ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง จำนวน 399 กิโลกรัม

3) กข43 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตประมาณ 561 กิโลกรัมต่อไร่ คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทาน ดี ข้าวสุกนุ่ม มีกลิ่นหอมอ่อน ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จำนวน 125 กิโลกรัม

4) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูง ประมาณ 666 กิโลกรัมต่อไร่ และทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียว สันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี มีกลิ่นหอม คุณภาพการสีดี ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล จำนวน 70 กิโลกรัม

5) กข87 เป็นพันธุ์ข้าวประเภทพื้นนุ่ม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 546 กิโลกรัมต่อไร่ ลักษณะเด่นพิเศษ ข้าวสุกนุ่ม ค่อนข้างเหนียว คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 300 กิโลกรัม

6) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 589 กิโลกรัม

สำหรับพันธุ์ข้าวพระราชทานทั้ง 6 พันธุ์ จะถูกนำไปหว่านในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติหน้าที่เป็น พระยาแรกนาหว่านข้าว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

โดยกรมการข้าวได้เตรียมพันธุ์ข้าวทั้ง 6 พันธุ์ นำไปบรรจุซองพลาสติกเพื่อแจกจ่ายให้พสกนิกรผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรของตนตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป โดยท่านใดที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 29 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์พระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2565 ซึ่งเมื่อลงทะเบียนทางออนไลน์แล้ว สามารถเดินทางไปรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านหลังจากวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป (จำกัดท่านละ 2 ซอง)

สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคลแรกนาขวัญ ประจำปี 2565 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2565 เวลา 08.00 น.ผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

– 006

ปศุสัตว์คุมโรคASFในหมูได้ แนะทำระบบปลอดภัยทางชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651642

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีมีการนำเสนอข่าวว่าราคาสุกรพุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยแนวโน้มราคาจำหน่ายเนื้อสุกรชำแหละ มีการปรับขึ้นราคาจากช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกกิโลกรัมละ 5 บาท โดยมีราคาจำหน่ายสุกรหน้าฟาร์มที่กิโลกรัมละ 96-98 บาท และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ราคาสุกรมีชีวิตในประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่มีราคาระดับสูงที่สุดในโลก เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและจากสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) นั้น

ทั้งนี้ ราคาสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากทวีปยุโรปซึ่งกำลังประสบปัญหาสภาวะสงครามในประเทศยูเครนซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบอาหารและน้ำมันที่สำคัญของโลกรวมทั้งประเทศไทย ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในการทำระบบการป้องกันโรคระบาดในฟาร์ม การพักคอกและการปรับปรุงเพื่อเตรียมความพร้อมระบบการเลี้ยงก่อนการนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ของเกษตรกรรายเล็ก รายย่อยส่งผลให้เกิดการขาดแคลนปริมาณเนื้อสุกรในตลาด ประกอบกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้นภายหลังจากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้สุกรเติบโตช้า ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาเนื้อสุกรมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มคลี่คลายจนกว่าผลผลิตสุกรรอบใหม่จะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง และราคาเนื้อสุกรจึงจะปรับราคาลดลง สำหรับสถานการณ์โรค ASF นั้น นับตั้งแต่พบการระบาดครั้งแรกในประเทศไทยในวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา จากการควบคุมและดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเนื่องในทุกพื้นที่ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จนปัจจุบันสามารถควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว กรมปศุสัตว์ ได้กำหนดแนวทางฟื้นฟูเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย-รายเล็ก กำหนดหลักเกณฑ์การนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ และมีแผนการเพิ่มผลผลิตสุกรพันธุ์ดี จำหน่ายให้เกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า ขอความร่วมมือให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่จะนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ เพื่อตรวจประเมินระบบการป้องกันโรคของฟาร์มสุกร รวมทั้งขอความร่วมมือในการเป็นเครือข่ายการเฝ้าระวังโรคระบาดในสุกร เพื่อสามารถควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด ยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ กำจัดแมลงและสัตว์พาหะในฟาร์ม และขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากกรมปศุสัตว์

อ.ต.ก.จับมือสหกรณ์สุรินทร์ผลิตข้าวขาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651643

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า อ.ต.ก.เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพ สร้างมาตรฐานและการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด จึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุรินทร์ จำกัด (สกต.สุรินทร์) โดยนายบัวลิน คมกล้า ประธานกรรมการ สกต.สุรินทร์ ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือโครงการสินค้าภายใต้แบรนด์ อ.ต.ก. ที่ทั้งสองฝ่ายได้ดึงศักยภาพทางด้านการเกษตรร่วมกันเชื่อมโยงผลผลิตในพื้นที่สู่ตลาดในทุกระดับ ส่งเสริมอาชีพกสิกรรม สนับสนุนให้เกษตรกรเกิดการพัฒนา การสร้างรายได้โดยคัดสรรผลิตผลข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพสูงจากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตร ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพื่อดำเนินการแปรรูปเป็นข้าวหอมมะลิ 100% บรรจุถุงจำหน่าย

ทั้งนี้ มีการสร้างมาตรฐานภายใต้แบรนด์ อ.ต.ก.ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางในการจัดหาช่องทางจำหน่าย ส่งเสริมด้านการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ก่อให้เกิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพแบบถาวรและยั่งยืน

สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรภายใต้แบรนด์ อ.ต.ก.รูปแบบ Co-Brand ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในครั้งนี้ อ.ต.ก.เล็งเห็นโอกาสเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันยกระดับสินค้าเกษตร เนื่องจาก จ.สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว มีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า3 ล้านไร่ และเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุด เมล็ดข้าวมีเอกลักษณ์โดดเด่น มีความหอมตามธรรมชาติตั้งแต่เป็นต้นกล้าจนถึงข้าวหุงสุก อ.ต.ก.จึงคัดสรรข้าวหอมมะลิพื้นที่ดังกล่าว