เกษตรฯรุกคลองด่าน ยกระดับพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651644

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมการบูรณาการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับ อบต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ และภาคเกษตร ในการยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล เป็นครั้งแรก และเดินหน้าพัฒนาระบบชลประทานชุมชนในการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลหนุนที่ส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรที่ อบต.คลองด่าน โดยมีนายสัมฤทธิ์ จันทร นายก อบต.คลองด่าน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การประชุมแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นในครั้งนี้ เพื่อรับทราบสถานการณ์และปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งแก้ปัญหาน้ำเค็มหนุนส่งผลให้น้ำจากคลองด่านทะลักเข้าไปในคลองปรก ไหลเข้าท่วมพื้นที่ทำการเกษตร จึงมอบหมายให้หน่วยงานชลประทานในพื้นที่ วิเคราะห์และออกแบบลักษณะประตูระบายน้ำเชิงวิศวกรรมที่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในลำน้ำของเกษตรกร รวมทั้งหาแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับให้มากที่สุด และเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศเดิมให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานบูรณาการเชิงรุก ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ องค์กรปกครองท้องถิ่นและตัวแทนเกษตร เช่นนี้ เป็นการยกระดับการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลเป็นครั้งแรก รวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมชุมชน ตำบล ตามแนวทางของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรกับเจ้าหน้าที่เป็นครอบครัวเดียวกัน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลเป็นกลไกพัฒนาแบบร่วมช่วยด้วยกัน ระดมพลที่คลองด่าน เป็นตำบลแรก จึงขอเรียกว่า “คลองด่านโมเดล”

สกู๊ปพิเศษ : ‘กรมการปกครอง’สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ‘10 โครงการสำคัญ ประจำปีงบประมาณ 2565’ เน้นการมุ่งพัฒนาการทำงานในรูปแบบดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651641

สกู๊ปพิเศษ : ‘กรมการปกครอง’สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน  ‘10 โครงการสำคัญ ประจำปีงบประมาณ 2565’  เน้นการมุ่งพัฒนาการทำงานในรูปแบบดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครองเปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ว่า กรมการปกครองมีเจตนารมณ์ในการนำเทคโนโลยีระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทะเบียนราษฎรและเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ถือเป็นการยกระดับงานบริการภาครัฐ โดยผู้ประสงค์ใช้บริการต้องขอลงทะเบียนเพื่อพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล DOPA-Digital ID  ที่เป็นระบบการปฏิบัติงานการให้บริการงานทะเบียนราษฎรผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น D.DOPA ได้ทั้งระบบ IOS และ Android และนำบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อขอรับบริการได้ที่สำนักทะเบียนทุกแห่งทั่วประเทศ (ยกเว้นศูนย์บริการร่วมอำเภอ..ยิ้ม) กำหนดรหัสลับประจำตัว และเมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สามารถขอรับบริการทะเบียนราษฎรดิจิทัล อาทิ การแจ้งย้ายที่อยู่ในสำนักทะเบียนเดียวกัน การแจ้งการย้ายที่อยู่ปลายทาง การคัดและรับรองรายการทะเบียนบ้าน ทะเบียนประวัติและทะเบียนคนเกิด เป็นต้น     

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการขอหนังสือผ่านแดนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Border Pass) ซึ่งกรมการปกครองได้พัฒนาระบบการให้บริการออนไลน์คือ “การให้บริการออกหนังสือผ่านแดน”(E-Border Pass SMART service) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสัญจรข้ามแดนให้กับประชาชนชาวไทยที่เดินทางเข้า-ออก บริเวณพื้นที่ชายแดน ได้แก่ เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซียโดยสามารถเข้าใช้บริการขอหนังสือผ่านแดนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Border Pass) ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนเดินทางถึงด่าน ซึ่งทำให้ประหยัดเวลา ลดขั้นตอน ลดการพบปะ เป็นต้น

ประการสำคัญในการเลือกจังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่ในการตรวจติดตามการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครอง ปี 2565 (Mid–term Follow–up: 10 Flagships to DOPA All Smart 2022) ในครั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในวันที่ 2 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ซึ่ง “อำเภอสิรินธร” คือ 1 ใน 12 อำเภอที่ตั้งชื่อตามพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธยพระนาม และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่กรมการปกครองให้ความสำคัญ ในการส่งเสริมสถาบันหลักของชาติเพื่อความยั่งยืน (E – DOPA Heart) ตลอดมา”อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว           

ขณะที่นายสมยศ พุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการปกครองฝ่ายการทะเบียนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวระหว่าง นำหน่วยบริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เดินทางไปยังบ้านเป้าหมาย ณ บ้านแก่งศรีโคตร ตำบลโนนก่อ  โดยได้มีการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน และมอบถุงยังชีพให้กับผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา รวมถึงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อาทิ การมอบห้องสุขา การมอบบ้านพักอาศัย จากนั้นเข้าร่วม กิจกรรมสนับสนุนการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ การมอบเมล็ดพันธุ์พืช มอบพันธุ์สัตว์ อุปกรณ์การเกษตร และอุปกรณ์การกีฬาให้กับศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชุมชนป่าหญ้าคา และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแก่งศรีโคตร นอกจากนี้ ฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ยังได้เร่งรัดการขับเคลื่อนศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ด้วยภารกิจหน้าที่หลากหลายของฝ่ายปกครอง การกำหนดเรือธงเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เป็นไปอย่างมีทิศทางตามแนวทาง 10 โครงการสำคัญ (10 Flagships to DOPA) ได้กำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2020 มาถึงปี 2022 ปรากฏผลงานในมิติต่างๆ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ให้เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับปีนี้ 10 Flagships to DOPA All Smart 2022 ได้นำแนวคิดการพัฒนาหน่วยงานให้เป็นองค์การภาครัฐในระบบราชการ 4.0 มาใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนองค์การ และเป็นแนวทาง “การสร้างสภาพแวดล้อมให้กับองค์การเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ” ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

   “กรมการปกครองให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์การในด้านการสร้างนวัตกรรม และการปรับสู่ความเป็นดิจิทัล ทั้งภายใน คือ การจัดการภายในองค์การ (Internal) คือการเป็น DOPA Smart Office และใช้ Digital Technology ในการทำงาน เพื่อพัฒนาให้เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้วยระบบดิจิทัลที่ตรงกับความต้องการของประชาชนในยุคสมัยใหม่ (DOPA Digital Office)  และภายนอก คือ การให้บริการประชาชน (External) ในมิติของ “การทำให้ประชาชนทุกข์น้อยลง” ในรูปแบบของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเชิงรุกที่รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ผ่านระบบออนไลน์ (Online) และในมิติของการทำให้ประชาชนมี “ความสุขมากขึ้น” โดยจะพัฒนา Platform กลางให้บริการภาครัฐผ่านระบบ Online และพัฒนางานบริการทั้งหมดให้เป็น e-Service เต็มรูปแบบโดยมุ่งหวังการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ในปีนี้ จะสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ทำให้ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน ตามแนวคิดที่ว่า “หน้าที่ของฝ่ายปกครอง คือ ทำให้ประชาชน ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้นได้”

ฝนหลวงเติมน้ำอ่างฯ ช่วยเหลือที่คลองสียัด มีเกษตรกรเดือดร้อน ยันพร้อมปฏิบัติการบิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651640

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ได้รับแจ้งร้องขอรับบริการฝนหลวงจากประชาชนในพื้นที่ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี, อ.คลองหาด จ.สระแก้ว และ จ.ฉะเชิงเทรา จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ซึ่งมีการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.จันทบุรี ขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนช่วยเหลือ โดยปฏิบัติการบินที่ 1 โดยเครื่องบิน caravan 3 ลำรวม 3 เที่ยวบิน ในขั้นตอนที่ 1 (ก่อกวน) บริเวณ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ถึงอ.คลองหาด จ.สระแก้ว โดยมีพื้นที่เป้าหมายหลักในการช่วยเหลือคือพื้นที่การเกษตร จ.สระแก้ว จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เป้าหมายรองคือพื้นที่การเกษตร จ.จันทบุรี จ.ชลบุรี ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตร อ.สอยดาว จ.จันทบุรี อ.วังสมบูรณ์ อ.คลองหาด อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา

นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลางได้มีภารกิจขึ้นบินสำรวจพื้นที่การเกษตรบริเวณ จ.อุทัยธานีและ จ.ลพบุรี ซึ่งพบว่าขณะนี้พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่มีการปลูก ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และพืชชนิดอื่นๆ โดยพืชไร่ส่วนใหญ่อยู่ในระยะแตกกอ และระยะเก็บเกี่ยวเป็นบางส่วน และหากมีการร้องขอรับบริการฝนหลวงเข้ามาก็จะวางแผนเพื่อขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือในทันที

นายสำเริง กล่าวอีกว่า จากข้อมูลพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงจากทั่วทุกภูมิภาค พบว่ามี 33 จังหวัด 86 อำเภอ จำนวนรวม 104 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ภาคเหนือ 23 แห่ง ภาคกลาง 28 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 29 แห่ง ภาคตะวันออก 17 แห่ง และภาคใต้ 7 แห่ง

มทร.ธัญบุรีจัดประชุมวิชาการนานาชาติ ชูแนวคิด‘9ราชมงคลขับเคลื่อนนวัตกรรมฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651645

naewna

วันศุกร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า มทร.ธัญบุรี ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีกทั้ง 8 แห่ง กำหนดจัด “โครงการประชุมวิชาการระดับชาติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลครั้งที่ 12” และ“การประชุมวิชาการระดับนานาชาติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ครั้งที่ 11” ภายใต้แนวคิด9 ราชมงคลขับเคลื่อนนวัตกรรมนำเศรษฐกิจ ปลูกแนวคิดเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (RMUT Driving toward Innovation, Economyand Green Technology forSustainable Development) ระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2565 ณ โรงแรมรอยัล คลิฟ แกรนด์ โฮเต็ล เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

การประชุมวิชาการที่จัดขึ้นนี้มทร.ธัญบุรี รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยได้นำผลงานไปนำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการ และเพื่อสนับสนุนการนำผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมไปจัดแสดงและเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรม การประชุมวิชาการระดับชาติ การประชุมวิชาการนานาชาติ รวมถึงการประกวดแข่งขันสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม และการจัดแสดงนิทรรศการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลแต่ละแห่ง และหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งสิ้นกว่า 521 ผลงาน ทั้งนี้มีการบรรยายพิเศษโดยInvited Speaker ระดับชาติ 8 คน และระดับนานาชาติ 29 คน รวมกว่า 37 คน

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมสามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.rmutcon.org หรือสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โทร. 0-2549-4681

‘เฉลิมชัย’ผนึกกําลัง’เก็นจิโร’ ดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยพุ่ง 130,000 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651487

'เฉลิมชัย'ผนึกกําลัง'เก็นจิโร' ดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยพุ่ง 130,000 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 11.52 น.

รัฐมนตรีเกษตรไทย-ญี่ปุ่น! “เฉลิมชัย”ผนึกกําลัง”เก็นจิโร” ดันส่งออกสินค้าเกษตรไทยพุ่ง 130,000 ล้านบาท หนุนเกษตรอัจฉริยะและกระชับความร่วมมือระบบอาหารยั่งยืนร่วมกัน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือกับ นายเก็นจิโร คาเนโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมการหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทย ส่งเสริมความร่วมมือเกษตรอัจฉริยะ รวมทั้งร่วมเสริมสร้างการพลิกโฉมระบบอาหารของไทยและญี่ปุ่น เพื่อความยั่งยืนสอดคล้องกับโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model)

“การพบปะหารือระหว่างสองนายกระฐมนตรีไทย-ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ร่วมถึงการได้หารือกับ รมว.เกษตรฯ ญี่ปุ่นในวันนี้ เป็นโอกาสที่ดีในการกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ภายหลังรัฐบาลไทยได้ผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าประเทศ อีกทั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันแบบ ‘physical meeting’ โดยในปีนี้เป็นปีที่ครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 135 ปี ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายได้มีความร่วมมือระหว่างกันในมิติต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเกษตรในระดับทวิภาคี ระดับพหุภาคี และระดับองค์การระหว่างประเทศ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญอันดับ 2 ของไทย ในระหว่างปี 2562-2564ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 11.35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปตลาดโลกการส่งออก เฉลี่ยปีละ 144,820 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นเนื้อไก่แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต และยางแผ่นรมควัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้าสินค้าเกษตรกับญี่ปุ่นมากกว่า 130,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในที่ประชุม รมว. เกษตรฯ สองฝ่ายแสดงความยินดีที่การหารือด้านเทคนิคของการปรับมาตรการนำเข้ามังคุดและส้ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรของทั้งสองฝ่าย โดยเร่งรัดให้สามารถปรับใช้ได้ภายในปี 2565

สำหรับการปฏิรูประบบอาหารยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายมีนโยบายที่สอดคล้องกัน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วย BCG Model เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรสู่ 3 สูง คือ ประสิทธิภาพสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสานภูมิปัญญา มุ่งยกระดับผลผลิตเกษตรสู่มาตรฐานสูง ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย และระบบการผลิตที่ยั่งยืน และการทำการเกษตรเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สูงด้วยการผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นความเป็นพรีเมี่ยมมีความหลากหลาย และกำหนดราคาขายได้ตามคุณภาพของผลผลิตเกษตร โดยฝ่ายญี่ปุ่นเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการร่วมศึกษาและวิจัยด้านวิชาการเกษตร รวมทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของการผลิตสินค้าเกษตรและระบบอาหาร เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 รวมทั้งยินดีสนับสนุนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรให้เป็นที่นิยมและความต้องการของตลาดในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของโลก

นอกจากนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นประสงค์สนับสนุนความร่วมมือด้านเกษตรอัจฉริยะกับไทย ด้วยการปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้ภาคเกษตร และเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกรไทย โดยปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นหลายรายอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพัฒนาโครงการความร่วมมือทางด้านวิชาการ

กรมชลฯตั้งเครื่องสูบน้ำ ช่วยชาวบ้านที่อุตรดิตถ์ ทำเกษตร-ผลิตประปา แก้ภัยแล้งในระยะยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651407

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถส่งน้ำไปช่วยเหลือการอุปโภค-บริโภคให้แปลงอพยพจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ในเขตพื้นที่ 5 ตำบลของ อ.ท่าปลา ได้แก่ต.ท่าปลา ต.ร่วมจิต ต.หาดล้า ต.น้ำหมันและ ต.จริม โครงการชลประทานอุตรดิตถ์ได้ร่วมกับ กฟผ. (เขื่อนสิริกิติ์) นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้ง 2 เครื่อง สูบน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์(บริเวณเขื่อนดิน) ช่วยเหลือผู้อพยพท้ายเขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำประมาณ 9,700 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน นอกจากนี้ ได้สูบน้ำไปช่วยเหลือการผลิตน้ำประปาของการประปาสุขาภิบาล อ.ท่าปลา อัตราวันละประมาณ 357 ลบ.ม./วัน

ทั้งนี้ การสูบน้ำเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา รวมปริมาณน้ำที่สูบไปช่วยเหลือรวมทั้งสิ้นประมาณ 64,000 ลบ.ม. สำหรับราษฎรใน 5 ตำบลนี้ อยู่ในเขตรับน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยปัจจุบันอ่างฯ ก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถเก็บกักน้ำได้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำให้ 5 ตำบลดังกล่าว

อย่างไรก็ดี โครงการชลประทานอุตรดิตถ์ได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วน ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ด้านเกษตรกรที่ใช้น้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าในเขตแม่น้ำน่าน ที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้ชะลอหรืองดการเพาะปลูกพืชต่อเนื่องจนกว่าจะมีปริมาณน้ำต้นทุนที่เหมาะสมโดยขอให้ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

เกษตรฯตั้งฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต 50เขตในกทม.มุ่งเน้นอาหารปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651409

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ และในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (Sustainable Urban Agriculture Development Project @Bangkok) กล่าวว่า ได้ประชุมคณะอนุกรรมการฯซึ่งมีนายดุลมลชัย วิวัฒน์บวรวงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กทม.มีการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากรและชุมชนเพิ่มขึ้น ประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เพราะมีพื้นที่เกษตรน้อย และมีพื้นที่สีเขียวไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนประชากร กระทบต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ ทางคณะกรรมการบริหารและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนโดยกระทรวงเกษตรฯ จึงวางโครงสร้างและระบบเป็นกลไกแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ กทม.ด้วยโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง(Sustainable Urban Agriculture Development Project : SUAD Project) ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

ทั้งนี้ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ “3s” (Safety-Security-Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) มุ่งเน้นการพัฒนา กทม.ให้เป็นมหานครสีเขียวแห่งอนาคตสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของสหประชาชาติในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change) และเป้าหมายของโครงการกรุงเทพสีเขียว 2030 (Green Bangkok 2030) ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน กทม.อีกทั้งยังสอดรับกับโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank) ที่ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งช่วยให้เกิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง เป็นการสร้างการขับเคลื่อนในลักษณะองค์รวม

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยมีการจัดกิจกรรมปักกล้าดำนาข้าวพันธุ์ กข 87 พร้อมปลูกต้นกล้าป่าเบญจพรรณ 962 ต้น ตามโครงการ Green Bangkok 2030 ที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ โคก หนอง นา เขตทวีวัฒนา นอกจากนี้ที่ประชุมพิจารณาแนวทางการจัดตั้งตลาดเกษตรกร (Farmer Market) ใน กทม.ซึ่งเลขานุการฯ เสนอจากการศึกษาตัวอย่างมีลักษณะและแนวทางที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย 1.จัดตั้งในเขตชุมชนเมืองภายใต้ความร่วมมือกันของภาคีภาคส่วนต่างๆ ทั้งเครือข่ายองค์กรเกษตรกร ภาคเอกชนและภาครัฐ

2.ตลาดเกษตรกรออนไลน์ โดยการจองล่วงหน้าและมารับผลิตผล ในพื้นที่จัดงาน ผ่านแพลตฟอร์ม อาทิ แพลตฟอร์มจ่ายตลาด (Jaitalad) เพื่อช่วยในเรื่องการกระจายสินค้าที่ทั่วถึง ซึ่งหากนำทั้ง 2 รูปแบบมาผสมผสานกันจะทำให้การจัด Farmer Market มีการกระจายตัวของเกษตรกร และผลิตผลถึงมือประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการจัด Farmer Market ในเขต กทม.และมอบหมายให้เลขานุการฯ จัดทำบัญชีรายชื่อพื้นที่ซึ่งสามารถดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เอกชนพื้นที่ว่างสาธารณะ พื้นที่การเคหะฯ รวมถึงวัดและสถานศึกษา กระจายให้ครบทั้ง 50 เขต

องค์กรฯโคนมจับมือบขส. จัดทริปเที่ยวเชิงเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651406

naewna

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ได้ปลุกกระแสการท่องเที่ยว
เชิงเกษตรวิถีใหม่ แบบ ONE DAY TRIP ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี แก่นักท่องเที่ยว โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรขึ้นซึ่ง อ.ส.ค.และ บขส.ร่วมเสนอแนวคิด ตลอดจนการสนับสนุนข้อมูลระหว่างกันอันจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว สอดรับกับเส้นทางเดินรถของทาง บขส.และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรฯ

ด้านนายพีระ ไชยรุตม์ ผู้ช่วย ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น ในการนำสินค้าทางเกษตรและสินค้าพื้นบ้านมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชาวชุมชน และพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ยั่งยืนในอนาคต

ขณะที่นางชุติภา เพชรพูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักอำนวยการ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ปัจจุบัน บขส.มีรถโดยสาร เส้นทางกรุงเทพฯ-สระบุรี ให้บริการวันละ 8 เที่ยว (ไป-กลับ) สามารถรองรับผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะเดินทางไปยังเส้นทางดังกล่าวได้ นอกจากนี้ บขส.ยังสามารถให้บริการจัดทริปท่องเที่ยว ประชุมสัมมนา หรือท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วยรถโดยสารไม่ประจำทางได้

สั่งพักงาน‘กก.สหกรณ์ออมทรัพย์’ก.เกษตรฯ ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651342

สั่งพักงาน‘กก.สหกรณ์ออมทรัพย์’ก.เกษตรฯ ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.56 น.

ติดประกาศสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว‘กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ’ทั้งชุด พร้อมตั้งผู้ตรวจการสหกรณ์เข้าตรวจสอบความเสียหายจากการถูกยักยอกแทน เร่งปิดจ๊อบให้จบใน 30 วัน

4 พฤษภาคม 2565 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เนื่องจากคณะกรรมการฯ ยังไม่ตรวจสอบยอดความเสียหายจากการทุจริตให้แล้วเสร็จตามกำหนดของนายทะเบียน ซึ่งเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์ในวงกว้าง พร้อมกันนี้ยังกำชับให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำความเข้าใจกับสมาชิกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ ยังมีสภาพคล่องดีเพื่อไม่ให้สมาชิกตระหนกและแห่มาถอนเงิน

ขณะที่นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (3 พ.ค.65) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว (ชุดที่  50) จากการที่ไม่ตรวจสอบความเสียหายจากการยักยอกเงินของสหกรณ์จึงเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก นอกจากนี้ยังมีเหตุอันสงสัยได้ว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำทุจริตในสหกรณ์เพิ่มเติม

จากนั้นได้มีคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์มอบหมายให้ผู้ตรวจการสหกรณ์ดำเนินการแทนคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องให้แล้วเสร็จตามวิธีการและระยะเวลาที่กำหนดใน 30 วัน ตลอดจนให้สอบสวนหาผู้กระทำการทุจริตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินฝากของสหกรณ์ พร้อมรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและตรวจสอบยอดการทุจริตทั้งหมด

“ขอแจ้งสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรฯ ว่า ไม่ต้องตื่นตระหนกมาถอนเงินเนื่องจากสภาพคล่องของสหกรณ์ยังมีอยู่มาก โดยเมื่อคณะของผู้ตรวจสหกรณ์เข้าตรวจสอบบัญชีแล้วเสร็จ ทางสหกรณ์จะคืนเงินเข้าบัญชีของทุกคนตามจริง อีกทั้งหากการตรวจสอบไม่พบว่า มีกรรมการสหกรณ์ผู้ใดมีส่วนในการทุจริตจะออกคำสั่งให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม” นายวิศิษฐ์ กล่าว

กรมชลฯเจ๋งคิดค้นสำเร็จ สารละลายกำจัดผักตบชวาต้นทุนต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/651214

กรมชลฯเจ๋งคิดค้นสำเร็จ  สารละลายกำจัดผักตบชวาต้นทุนต่ำ

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

นางธัญลักษณ์ แต่บรรพกุล หัวหน้าฝ่ายวัชพืชส่วนวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทานเปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของผักตบชวา สร้างปัญหาในระบบชลประทานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ การกีดขวางการไหลของน้ำ ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศทางไม่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ลดอัตราการไหลของกระแสน้ำทำให้เกษตรกรได้รับน้ำไม่ทั่วถึง อ่างเก็บน้ำตื้นเขิน ฯลฯ

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในแหล่งน้ำที่กระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในระบบชลประทานโดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก กรมชลประทานจึงคิดค้นหาวิธีการที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม เพื่อกำจัดผักตบชวา ด้วยการใช้น้ำมันสกัดจากพืชตระกูลยูคาลิปตัส (1,8 -Cineole) ผสมสารกลุ่มฮอร์โมนพืช (growth hormone) ชนิด 2,4-D ในรูปของเกลือ และผสมสารกลีเซอรีนลดแรงตึงผิวเพื่อให้เข้าสู่ใบของผักตบชวาได้เร็วขึ้น สารผสมนี้เรียกว่า สวพ.62-RID No.1 ที่ผ่านมา ได้ใช้สารผสม สวพ. 62-RID No.1 ในภาคสนามผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำทางเคมีไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่มีผลตกค้างของสารละลาย สวพ.62-RID No.1 ปริมาณสาร 2,4-D ในน้ำอยู่ในเกณฑ์คุณภาพน้ำ เพื่อการคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำจืดสถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ ฉบับที่ 2530 กรมประมง (สาร 2,4-D ระดับความเข้มข้นสูงสุดที่ยินยอมให้มีได้ค่า 45.0 มิลลิกรัม/ลิตร)สาร 1,8-Cineole และกลีเซอรีนเป็นสารชีวภาพจะมีการสลายตัวในธรรมชาติด้วยจุลินทรีย์ โดยการใช้สารละลาย สวพ.62-RID No.1 ในการควบคุมกำจัดผักตบชวาให้หมดไปจากพื้นที่ชลประทาน จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม

ปัจจุบันมีหน่วยงาน เช่น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุ่งฝั่งตะวันตกตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้นำสารสวพ.62-RID No.1 ไปฉีดพ่นเพื่อควบคุมกำจัดผักตบชวา แล้วได้ผลดี ทำให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณตลอดริมฝั่งคลองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การส่งน้ำมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

“หลังจากประสบความสำเร็จในการทดลองใช้ เริ่มมีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้ามาขอสาร สวพ.62-RID No.1 จากกรมชลประทานเพื่อไปฉีดพ่นผักตบชวา จนไม่สามารถผลิตได้ทัน ส่วนหนึ่งมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ จึงให้ อบต.หรือเทศบาลที่ต้องการนำสารที่เป็นส่วนผสมมาให้ทางสำนักวิจัยและพัฒนา เพื่อผสมสารตามสูตรที่คิดค้นได้ เพื่อส่งมอบสารที่ผสมแล้วคืนให้ อบต.หรือเทศบาลนำกลับไปใช้” นางธัญลักษณ์ กล่าวและว่าสาร สวพ.62-RID No.1 มีต้นทุนต่ำ และไม่มีสารตกค้างอีกด้วย