ไทยเดินหน้าผลักดันส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ชิมลางดัน’ทุเรียน-มะพร้าว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643964

ไทยเดินหน้าผลักดันส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ชิมลางดัน'ทุเรียน-มะพร้าว'

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 22.05 น.

“อลงกรณ์”เผยไทยเดินหน้าผลักดันส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ระบบขนส่งแบบผสมผสาน“ราง-รถ” (Multi Modal-Transportation) ภายใต้พิธีสารผลไม้ไทย-จีน ชิมรางดันขนส่งทุเรียน-มะพร้าว พร้อมดันขนุนใต้ ลำใยเหนือ สร้างรายได้เข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ (เฉพาะกิจ) เปิดเผยวันนี้ (27 มี.ค.) ว่าล่าสุดได้มี การขนส่งทุเรียน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ และมะพร้าวจำนวน 6 ตู้คอนเทนเนอร์ทางรถไฟ จากจังหวัดระยองในภาคตะวันออก ไปยังสถานีรถไฟหนองคาย เพื่อตรวจและออกใบรับรองตรวจโรคพืชไฟโตที่ด่านหนองคายตามพิธีสารผลไม้ไทย-จีน

จากนั้นขบวนรถไฟจะขนส่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ข้ามแม่น้ำโขงไปยังท่าบก ท่านาแล้ง ก่อนยกขึ้นหัวลากจากท่านาแล้ง 2.9 กม. ไปขึ้นรถไฟลาว-จีนที่ สถานีเวียงจันทน์ ก่อนขนส่งไปสถานีรถไฟนาเตยแล้วยกขึ้นรถหัวลากเดินทางไปด่านบ่อเตนของลาวข้ามพรมแดนลาว-จีน ไปตรวจปล่อยที่ด่านโมฮ่านในมณฑลยูนนานของจีนเป็นระบบการขนส่งหลายรูปแบบ หรือ Multi Modal Transportation ที่เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรกเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กรณีที่ยังไม่สามารถขนส่งผลไม้ทางรถไฟจากลาวข้ามแดนไปด่านรถไฟโมฮ่านโดยตรง เนื่องจากจีนกำลังก่อสร้างอาคารและลานตรวจโรคพืชที่ด่านรถไฟโมฮ่าน จึงต้องไปใช้การตรวจโรคพืชที่ด่านโมฮ่าน ซึ่งเป็นด่านใหญ่ด่านเดิมไปก่อน นอกจากนั้นยังมีเตรียมการส่งออกขนุนจากภาคใต้ และผลไม้ อื่นโดยเฉพาะลำไยจากภาคเหนือด้วย

“รมว.เกษตรฯ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้มอบนโยบายในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ หรือฟรุ้ทบอร์ดให้ผมประชุมทางไกลกับผู้ประกอบการจีน-ไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องการทดสอบทดลองใช้ระบบขนส่งผสมผสานทางรางทางรถ จะดูทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลไม้จากไทยไปจีน และปัญหาข้อขัดข้องที่ต้องปรับปรุงแก้ไข โดยมีบริษัทผู้ส่งออกผลไม้และบริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระบบ Cold Chain ได้รับอนุญาตให้ร่วมในการทดสอบครั้งนี้ ซึ่งมีหลายบริษัทที่ทางการจีนได้อนุมัติให้ดำเนินการทดสอบทดลอง ซึ่งต้องขอบคุณสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of China Customs: GACC)  และทางการยูนนาน สถาบันโลจิสติกส์คุนหมิง และสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยตลอดจนภาคเอกชนของ 3 ประเทศ และฟรุ้ทบอร์ด ที่ร่วมมือกันส่งเสริมการค้าการส่งออกทุเรียนมะพร้าวและผลไม้อื่นๆ ภายใต้พิธีสารแม้จะมีปัญหาอุปสรรค ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ไทย-ลาว-จีน” นายองลงกรณ์ กล่าว

‘รมช.มนัญญา’เปิดงานเทศกาลควายไทยอุทัยธานี กระตุ้นตลาดซื้อขายกระบือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643972

'รมช.มนัญญา'เปิดงานเทศกาลควายไทยอุทัยธานี กระตุ้นตลาดซื้อขายกระบือ

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2565, 21.45 น.

“รมช.มนัญญา”เปิดงานเทศกาลควายไทยอุทัยธานี กระตุ้นตลาดซื้อขายกระบือ เร่งพัฒนาสายพันธุ์เพิ่มมูลค่ากระบือไทย

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2565 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เทศกาลควายไทยอุทัยธานี” ครั้งที่ 10 ณ บริเวณกองบังคับการตำรวจภูธร จังหวัดอุทัยธานี ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ว่า การตัดงานครั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง และผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนเพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ พัฒนา ปรับปรุงสายพันธุ์กระบือของจังหวัดอุทัยธานีให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มของกระบือ ช่วยกระตุ้นการซื้อขายกระบือในจังหวัดอุทัยธานี ให้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในรูปแบบกระบือสวยงาม และกระบือเนื้อ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญในอาชีพด้านปศุสัตว์ของเกษตรกร โดยกระบือจัดเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสําคัญ 1 ใน 3 ของจังหวัดอุทัยธานี นอกจากข้าวและปลาแรด อีกทั้งจังหวัดอุทัยธานี โดยสมาคมพัฒนาพันธุ์ควายไทย ก็ได้ร่วมขับเคลื่อนและให้ความสําคัญกับภาคปศุสัตว์เป็นอย่างสูง โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์กระบือ ทั้งกระบือสวยงามและกระบือเนื้อ ทั้งนี้ จากการรายงานการสำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ ของสํานักงานปศุสัตว์จังหวัดอุทัยธานี พบว่า ในปี 2563 – 2564 มีจํานวนเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.5 จํานวนกระบือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.4 และมีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.5 โดยในปี 2563 มีเกษตรกรผู้เลี้ยง จํานวน 2,067 ราย จํานวนกระบือ 23,379 ตัว ปริมาณผลผลิต 8,270 ตัว มูลค่ารวม 296.9 ล้านบาท และในปี 2564 มีเกษตรกรผู้เลี้ยง จํานวน 2,600 ราย จํานวนกระบือ 28,336 ตัว ปริมาณผลผลิต 10,655 ตัว มูลค่ารวม 382.5 ล้านบาท ซึ่งการจัดงานเทศกาลควายไทยอุทัยธานีในครั้งนี้ จะส่งผลให้เกษตรกรหันมาสนใจในอาชีพการเลี้ยงกระบือเพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มรายได้ เพิ่มองค์ความรู้รวมทั้งการพัฒนาสายพันธุ์กระบือให้ดียิ่งขึ้นไป

โดยภายในงานเทศกาลควายไทยอุทัยธานีมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การประกวดกระบือลุ่มน้ําสะแกกรัง กระบือทั่วไป และกระบือแกรนด์แชมป์ (Grand Champion) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้ ยังมีการจําหน่ายสินค้าด้านปศุสัตว์ ในงาน “Buffalo Night” อีกด้วย

กรมการค้าภายใน รับซื้อมะม่วงฟ้าลั่นตั้งแต่ต้นฤดูการผลิต ช่วยชาวสวน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643875

กรมการค้าภายใน รับซื้อมะม่วงฟ้าลั่นตั้งแต่ต้นฤดูการผลิต ช่วยชาวสวน

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.07 น.

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายมะม่วงฟ้าลั่น ณ จุดรวบรวมกลุ่มบ้านวังคล้าย  อำเภอวังทรายพูน และจุดรวบรวมกลุ่มบ้านหนองสองห้อง อำเภอสากเหล็ก ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดำเนินมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุก ตามมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2565 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิต และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายใน จึงได้เร่งขับเคลื่อนดำเนินการรับซื้อมะม่วงฟ้าลั่น เพื่อเร่งกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตตั้งแต่ต้นฤดูการผลิต ต้นเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นการรับซื้ออย่างต่อเนื่องในราคา กก.ละ 10 บาท เป็นราคานำตลาดส่งผลให้เกษตรกรมีความพอใจในราคาเป็นอย่างมาก โดยได้นำผลผลิตมะม่วงไปจำหน่ายในโครงการรถโมบายพาณิชย์ช่วยประชาชน ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงในเคหะชุมชนต่างๆ

​ทั้งนี้ในปัจจุบัน เป็นช่วงปลายฤดูการผลิตของมะม่วงฟ้าลั่น ซึ่งผลผลิตในช่วงนี้มีลักษณะแก่จัด เกษตรกรจำเป็นต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตออกมาสู่ตลาดในปริมาณมาก โดยเฉพาะผลผลิต
ตกเกรดที่ไม่มีตลาดรองรับ กรมฯ จึงได้ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร สถานีบริการน้ำมัน PT รับซื้อผลผลิตตกเกรดจากกลุ่มเกษตรกรเพื่อแปรรูป นำไปเป็นของสมนาคุณให้แก่ผู้ใช้บริการในปั๊มน้ำมัน รวม 300 ตัน โดยรับซื้อในราคา 5 บาท ซึ่งเป็นราคานำตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายในช่วงปลายฤดู

กรมชลฯเร่งพัฒนาหนองเล็งทราย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นชาว จ.พะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643847

กรมชลฯเร่งพัฒนาหนองเล็งทราย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นชาว จ.พะเยา

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.27 น.

กรมชลฯเร่งพัฒนาหนองเล็งทราย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นชาว จ.พะเยา 

26 มี.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงแนวทางในการพัฒนาหนองเล็งทราย จังหวัดพะเยา ว่า หนองเล็งทราย เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 5,563 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล ในอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ราษฎรได้อาศัยแหล่งน้ำนี้ ในการประกอบอาชีพประมง และเลี้ยงสัตว์  แต่เนื่องจากมีตะกอนดินที่ไหลมาจากลำห้วยต่างๆ ลงสู่หนอง ทำให้เกิดความตื้นเขินไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพในฤดูฝน  ประกอบกับมีการบุกรุกพื้นที่บริเวณรอบหนอง  จึงทำให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติถูกทำลาย  ส่งผลต่อคุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปาและการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านที่ใช้แหล่งน้ำนี้ในการอุปโภคบริโภค  และการเกษตร รวมทั้งอาชีพประมง 

กรมชลประทาน จึงได้วางแนวทางการพัฒนาหนองเล็งทรายออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ทำการปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิม สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 3.256 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 2 แห่งและทางระบายน้ำล้น  ระยะที่ 2 ก่อสร้างฝายพับได้ พร้อมฟื้นฟูพื้นที่แก้มลิงและอาคารประกอบ พื้นที่กว่า 300 ไร่ สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 8.997 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะที่ 3 ฟื้นฟูแหล่งน้ำรอบหนองเล็งทรายเขตน้ำตื้นบริเวณด้านในและเขตน้ำลึกบริเวณอาคารบังคับน้ำ สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 1.682 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะที่ 4 ปรับปรุงและฟื้นฟูบริเวณหน้าฝายหนองเล็งทราย สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 0.98 ล้านลูกบาศก์เมตร  ระยะที่5 ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบกระจายน้ำ 5 แห่ง รอบหนองเล็งทราบ ระยะที่6 ก่อสร้างระบบระบายน้ำและทำนบดินรอบหนองเล็งทราบ เพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งหากดำเนินโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้มากขึ้น จากเดิมเก็บกักได้ 9.00 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 23.972 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 14.972 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ถึง 10,000 ไร่ ให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำในอำเภอแม่ใจ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อีกทางหนี่งด้วย

‘มนัญญา’สร้างคนรุ่นใหม่ สานต่ออาชีพทำการเกษตร ผลักดันให้เกิดความมั่นคง มุ่งใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643462

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงโครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร ว่านับแต่เริ่มโครงการมากว่า 2 ปีมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการแล้ว 3,670 คน โดยปี 2565 ตั้งเป้าจะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่อีกประมาณ 850 คน แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่พบว่ากลุ่มเกษตรกรเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่กลับไปสร้างความเข้มแข็งให้บ้านเกิด และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งการผลิตและการตลาด เป็นแรงงานทดแทนเกษตรกรที่เริ่มสูงวัย ซึ่งแต่ละปีจะมีการสำรวจผลสัมฤทธิ์โครงการ โดยปี 2564 สำรวจแปลงเกษตร 500 ราย พบว่ามีรายได้จากภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยพบว่าก่อนเข้าร่วมโครงการมีรายได้ 7,451 บาทต่อคนต่อปี หลังจากเข้าร่วมโครงการมีรายได้เฉลี่ย 10,098 บาทต่อคนต่อปี

“โครงการนี้ไม่ได้ใช้เงินเป็นหลักแต่ใช้การสนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้เยาวชน คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าการเกษตรเป็นอาชีพที่มั่นคงได้หากมุ่งมั่นตั้งใจ และย้ำในเรื่องการทำน้อยได้มาก” น.ส.มนัญญา กล่าวและว่า เกษตรกรที่เข้าโครงการนี้ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะช่วยเป็นพี่เลี้ยงประสานหน่วยงานเข้ามาให้ความรู้แนะนำการทำการเกษตร ตามความถนัดและความสนใจ พร้อมทั้งมีสหกรณ์สนับสนุนหาตลาดรับซื้อผลผลิตและจัดหาเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่พร้อมสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรที่เข้าโครงการ

‘ประภัตร’นำทีมฟื้นฟูผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643465

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายศรายุทธ ยิ้มยวนที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายวิวัฒน์ไชยชะอุ่ม ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตสุกร จ.เชียงราย ที่ห้องประชุม อบจ.เชียงราย โดยมีนายพินิจ แก้วจิตคงทอง รอง ผวจ.เชียงรายนายกฤต โพธสุธน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบริษัทเอกชน ร่วมต้อนรับ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีการรับฟังปัญหาในการเลี้ยงสุกร และหารือถึงการหาแนวทางเพื่อร่วมแก้ปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย-เล็ก เพื่อให้มีการกลับเข้ามาเลี้ยงในระบบ และเลี้ยงในฟาร์มที่มีมาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรคระบาดในสุกร

นายวิวัฒน์ และนายสัตวแพทย์สุขุม สนธิพันธุ์ ผู้แทนจากสำนักงานควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้เสนอแนวทางการจัดทำ “พื้นที่นำร่องในการเลี้ยงสุกร” หรือ “Pig Sandbox” โดยกรมปศุสัตว์ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรรายย่อย-เล็ก ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ และเร่งด่วน ของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โดยมีการอบรมให้ความรู้ เพื่อยกระดับฟาร์มมาตรฐาน “ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม”(Good Farming Management; GFM) การเพิ่มแม่พันธุ์และสุกรขุน การผลิตน้ำเชื้อสุกรพันธุ์ดี การลดต้นทุนอาหาร โดยการใช้ต้นอ่อนธัญพืชในการเลี้ยงสัตว์ การจ้างอาสาปศุสัตว์เพื่อช่วยเหลือสัตวแพทย์ และการติดตามงาน

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้กล่าวถึงความห่วงใยของนายกฯ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงได้จัดทำโครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรให้มีความมั่นคง

กรมชลฯโร่แจงชาวบ้าน ปล่อยน้ำท่วมทางหลวงชนบท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643464

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ ผอ.กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีน้ำท่วม 2 อำเภอ ใน จ.ตรัง โดยน้ำล้นทางหลวงชนบท ซึ่งมีงานก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบโครงการคลองระบายน้ำคลองลำเลียง (ระยะที่ 2) เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่ 7 ตำบล3 อำเภอของ จ.ตรัง โดยจะผันน้ำจากคลองนางน้อย ให้ระบายลงสู่ทะเลอันดามันได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ในคลองได้ประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตร พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 8,000 ไร่ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนขุดขยายคลองระบายน้ำและก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองนางน้อย ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักหลายวัน ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองนางน้อยและคลองระบายน้ำคลองลำเลียงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังประกอบกับบริเวณ กม.ที่ 15+345 ของคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ซึ่งตัดผ่านถนนทางหลวงชนบท สายนาหมื่นราษฎร์-เกาะปุด มีท่อลอดถนนขนาด 1.30×1.30 เมตร ซึ่งไม่สามารถรองรับการระบายน้ำของคลองได้ กรมชลประทานได้ประสานกับกรมทางหลวงชนบท ทราบว่า ได้ดำเนินการออกแบบอาคารเป็นสะพานรถยนต์ ขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 38 เมตร เพื่อรองรับการระบายน้ำดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาผู้รับจ้าง คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2565

อย่างไรก็ดี สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 ได้ประสานงานกับแขวงทางหลวงชนบทตรัง เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างสะพานให้แล้วเสร็จตามแผนงาน เพื่อรองรับการระบายน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก

‘เฉลิมชัย’ปล่อยน้ำทุ่งบางระกำ ปลูกข้าวเร็วขึ้นลดเสี่ยงนาเสียหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643467

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการรับน้ำเข้าระบบส่งน้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ตามแผนการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อลดผลกระทบผลผลิตข้าวเสียหายในช่วงฤดูน้ำหลากที่ท่อระบายน้ำคลองแยงมุม ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ว่า ได้ร่วมกับจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าวตามโครงการบางระกำโมเดล รูปแบบประชารัฐ แก้ปัญหาให้เกษตรกรระหว่างลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

โครงการบางระกำโมเดล เป็นการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตชลประทานที่อยู่ระหว่างแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน ที่เกิดผลกระทบจากอุทกภัยช่วงฤดูน้ำหลากในทุกปี ครอบคลุมพื้นที่ 265,000 ไร่ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน โดยการเลื่อนเวลาการเพาะปลูกข้าวฤดูนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำเร็วขึ้น ส่งน้ำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่โครงการ จากเดิมที่เริ่มในเดือนพฤษภาคม มาทำการเพาะปลูกเร็วขึ้นเริ่มเดือนเมษายน ลดผลกระทบจากอุทกภัยทั้งในพื้นที่การเกษตร และพื้นที่ชุมชนเมืองของ จ.สุโขทัย ชะลอการระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้สูงสุด 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ปี 2565 กรมชลประทาน จะเริ่มส่งน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ให้ทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ครอบคลุม 2 จังหวัด 5 อำเภอ ได้แก่ อ.พรหมพิราม อ.บางระกำ อ.เมือง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย รวม 21 ตำบล 97 หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีนโยบายในการให้ความ
ช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีประสบภัย และโครงการสร้างอาชีพเสริมในช่วงฤดูน้ำหลากให้เกษตรกรในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ โดยการบูรณาการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในด้านประมงและปศุสัตว์ อาทิ การส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา การนำปลาและกุ้งมาปล่อย เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ให้เกษตรกรมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปจากผลผลิตจากข้าวและสัตว์น้ำ เป็นต้น

“ขอขอบคุณทุกหน่วยงานโดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการดำเนินโครงการดังกล่าว ที่ผ่านมาได้รับความพึงพอใจและการตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังว่าจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับผู้ใช้น้ำได้ทั้งลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำเจ้าพระยา และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวด้วย” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ปศุสัตว์ออกมาตรการรองรับ วัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643258

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์พร้อมคณะ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมประมง สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ประชุมหารือถึงผลกระทบและแนวทางแก้ไขเพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าบริหารจัดการและการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และ 2.นโยบายภาครัฐที่ต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ เช่น มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีโดยจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วนก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการด้านภาษี

ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวสาลีสำหรับเลี้ยงสัตว์ ทำให้การส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์หยุดชะงักไป เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์และทำให้มีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ มีความเห็นและมีข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ที่จำเป็นต้องมีมาตรการในการหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน ซึ่งมีแหล่งที่มาจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

‘เฉลิมชัย’จี้กรมชลฯจัดการน้ำภาพรวม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643261

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน พร้อมมอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำที่สำนักงานชลประทานที่ 3 จ.พิษณุโลก โดยมีแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2564/65 (ทั้งประเทศ) ซึ่งมีน้ำต้นทุนฤดูแล้ง 37,857 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 (พฤศจิกายน 2564–เมษายน 2565) รวม 22,280 ล้านลบ.ม. และการสำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2565 (พฤษภาคม-กรกฎาคม 2565) รวม 15,577 ล้านลบ.ม. ซึ่งการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 51,054 ล้านลบ.ม. (67%) และมีปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวม 26,961 ล้านลบ.ม. (51%) โดยจะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ได้แก่ 1.จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในช่วงฤดูแล้ง 2.จัดสรรน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้ง 3.การสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝน (เพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม) 4.จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร และ 5.จัดสรรน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 30 เมษายน 2565 มีแผนจัดสรรน้ำรวม 7,744 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ เขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 11,840 ล้าน ลบ.ม.(48%) และมีปริมาณน้ำใช้การ 5,144 ล้าน ลบ.ม.(28%)

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำให้มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และสำรวจ ตรวจสอบ พื้นที่ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองได้