‘ประภัตร’เยียวยาเกษตรกร 4จว.อีสานรับผลกระทบโรคลัมปี สกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642593

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีมอบเงินเยียวยาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกิน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ หลังจากรัฐบาลอนุมัติงบกลาง 684,218,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรค ทางกรมปศุสัตว์ ได้จัดซื้อวัคซีนลัมปี สกิน และกระจายวัคซีนไปทั่วประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การระบาดดีขึ้น หลายพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จากข้อมูลสัตว์ป่วยรายวันลดเหลือจำนวนน้อยมาก และจากการคาดการณ์ของกรมปศุสัตว์ คาดว่าประเทศไทยจะสามารถขอคืนสถานะปลอดโรคลัมปี สกิน ได้ในไม่ช้า

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบและเก็บข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบสัตว์ป่วย 69 จังหวัด 624,800 ตัว หายป่วย 541,568 ตัว อยู่ระหว่างรักษา 17,944 ตัวสัตว์ตาย 64 จังหวัด 65,288 ตัว ไม่ขอรับความช่วยเหลือ 3 จังหวัด 4 ตัว ขอรับความช่วยเหลือ 61 จังหวัด 65,288 ตัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ช่วยเหลือแล้ว 6 จังหวัด 371 ตัว ได้แก่ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา พะเยา ลำพูน และอุตรดิตถ์ วงเงินประมาณ 3 ล้านบาท ขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางแล้ว 55 จังหวัด 64,913 ตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดส่งเอกสารให้กรมปศุสัตว์ 5 จังหวัด และมีการส่งเอกสารขอรับความช่วยเหลือให้กรมปศุสัตว์แล้ว 50 จังหวัด เกษตรกร 59,835 ราย รวมสัตว์ 66,362 ตัว เป็นเงินทั้งสิ้น 1,362,888,330 บาท ให้การช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว 36,949 ราย รวมสัตว์ 41,393 ตัว วงเงิน841,980,500 บาท ใน 47 จังหวัด เป็นการโอนเงินในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564-2 มีนาคม 2565 เกษตรกร 15,015 ราย สัตว์ 17,211 ตัว เป็นเงิน 357,077,500 บาท และวันที่ 4 มีนาคม 2565 เกษตรกร 21,934 ราย สัตว์ 24,182 ตัว เป็นเงิน 484,903,000 บาท และสามารถปิดภัยได้แล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ กทม. มุกดาหาร หนองบัวลำภู อุทัยธานี บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ น่าน และแพร่

สำหรับอัตราการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโค-กระบือตายจากโรคลัมปี สกิน ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 นั้น โค ได้ไม่เกินรายละ 5 ตัวอายุน้อยกว่า 6 เดือน 13,000 บาท อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี 22,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 2 ปี 29,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป 35,000 บาท ส่วนกระบือ ไม่เกินรายละ 5 ตัว อายุน้อยกว่า 6 เดือน15,000 บาท อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี 24,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 2 ปี 32,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป 39,000 บาท

นายประภัตรกล่าวอีกว่า ได้เร่งส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะการเลี้ยงโครุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนที่เสียหายจากการระบาดของโรค พร้อมช่วยเหลือโดยร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร ที่มีตลาดรองรับชัดเจน

ส.ป.ก.เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642594

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ครบรอบ 47 ปี พร้อมมอบรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นและผู้ได้รับการเสนอชื่อประจำปี 2564, รางวัล Talent of the Year และผู้ได้รับการเสนอชื่อ พ.ศ. 2564, รางวัลชนะเลิศการประกวด LOGO ส.ป.ก.47 ปี และรางวัลชนะเลิศการเขียนบทความทางวิชาการ ขณะที่ ดร.ทองเปลวกองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานพิธีสงฆ์ โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวรายงานเนื่องในกิจกรรมดังกล่าว

น.ส.มนัญญากล่าวว่า ส.ป.ก.เป็นหน่วยงานสำคัญในด้านการบริหารจัดการที่ดิน ช่วยให้เกษตรกรและผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือมีไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ได้เข้าถึงที่ดิน ผ่านการจัดที่ดินทำกิน ปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองที่ดิน การตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรตามแนวทางของเกษตรกรรมยั่งยืน สร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

สำหรับก้าวต่อไปก็อยากเห็น ส.ป.ก.เร่งรัดการจัดที่ดินให้แก่พี่น้องเกษตรกรทั้งแบบปกติและแบบคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมต่อการทำการเกษตร ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่รวดเร็ว เด่นชัด และเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี มีคุณภาพ และมีความสุข

กรมชลฯใช้นวัตกรรม พัฒนาระบบควบคุมน้ำ สำรวจพื้นที่อย่างฉับไว บริหารใหม่รับยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642591

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพีระพงศ์ รัตนบุรี วิศวกรชลประทานชำนาญการ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และคณะ ผู้จัดทำโครงการพัฒนาระบบคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลพื้นฐานและสถานการณ์น้ำจากข้อมูล Big Dataกรมชลประทาน มาใช้วิเคราะห์ ประเมิน คาดการณ์ และช่วยวางแผนการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีอยู่ทั่วประเทศ 412 แห่ง ในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดการน้ำครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดผลกระทบปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยได้ ทั้งในและนอกเขตพื้นที่ชลประทาน อีกทั้งยังมีการพัฒนาให้ข้อมูลแสดงผลแบบออนไลน์

สำหรับเครื่องมือสำรวจระยะไกลสุดล้ำ เป็นการพัฒนาเครื่องมือสำรวจระยะไกลขึ้นใช้เอง เป็นอากาศยานไร้คนขับชนิดปีกตรึง ขึ้น-ลงแนวดิ่ง สนับสนุนภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยสำรวจพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม สามารถวิเคราะห์และประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยอันเกิดจากน้ำ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัย เพื่อเตรียมแผนการป้องกันและเตือนภัยได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ นวัตกรรมด้านบริหารจัดการน้ำดังกล่าว เป็นก้าวสำคัญสู่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำ ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตยุคดิจิทัล ซึ่งจะอยู่ภายในงาน “NEW STEP TO WATER MANAGEMENT ก้าวใหม่…สู่การบริหารจัดการน้ำ presented by สบอ.”

‘หม่อนไหม’โชว์วิทยาการ ให้ผู้อบรมเกษตรสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642595

วันจันทร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมคณะ จัดแสดงนิทรรศการหม่อนไหมและวิทยาการเกษตรสมัยใหม่ ต้อนรับคณะศึกษาดูงานของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 1 ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ขอนแก่น โดยภายในงานมีการแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิรกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตรานกยูงพระราชทาน หนังสือเฉลิมราชพัสตรา ผ้ามัดหมี่ลายขอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ และขอนแก่นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่

สำหรับนิทรรศการด้านหม่อนไหมและด้านต่างๆ มี 4 ฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย นิทรรศการต้นน้ำเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การปรับปรุงบำรุงดิน หม่อนพืชอาหารสัตว์ การเลี้ยงจิ้งหรีดด้วยใบหม่อน จิ้งหรีดแปรรูป และการเพาะเห็ดจากกิ่งหม่อน นิทรรศการกลางน้ำเกี่ยวกับการสาวไหม การฟอกย้อมสีเส้นไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ การมัดหมี่และทอผ้าไหมประเภทต่างๆ รวมทั้งการซื้อขายรังไหมในระบบเกษตรพันธสัญญา นิทรรศการปลายน้ำเกี่ยวกับการตรวจสอบรับรองผ้าไหมมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน และนิทรรศการรวมผลงานเด่นของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใน จ.ขอนแก่น ตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่และตลาดนำการผลิต

‘อลงกรณ์’ดันไทยฮับออร์แกนิกอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642089

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เกษตรกรรมยั่งยืนวิถีในเมือง จาก Post COVID-19 สู่ Next Normal” ในงานสัมมนาเกษตรอินทรีย์วิถีในเมืองจัด โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ว่าประเทศไทยมีประชากรในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรกสะท้อนถึงการขยายตัวของเมือง แต่ผลิตอาหารได้เองไม่ถึง 10% จึงจัดตั้งและเดินหน้าโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง

ทั้งนี้ ได้มีการบูรณาการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ 6 ประการ ได้แก่ 1.การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง 2.การเพิ่มพื้นที่สีเขียว 3.การลด PM2.5 และลดก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) 4.การเพิ่มคุณภาพอากาศ 5.การอัพเกรดคุณภาพชีวิตของประชาชน และ 6.การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลก

รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายในปี 2565” โดยการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2560-2564) มีโครงการเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งสิ้น 342 โครงการ เพื่อมุ่งสู่การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่และมีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย รวมถึงมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งในปี 2565 กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณ 851.10 ล้านบาท ดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ รวม 94 โครงการ

นักวิจัยค้นพบยีสต์สกุลใหม่ จากใบสับปะรด2ชนิดแรกของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642091

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.พัณณิดา ขุนนามวงษ์ อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมคณะวิจัย ค้นพบยีสต์สกุลใหม่ของโลก คือสกุล Savitreella และยีสต์ชนิดใหม่ของโลก 2 ชนิด ได้แก่ Savitreella phatthalungensis และ Goffeauzyma siamensis จากผิวใบสับปะรดซึ่งเก็บตัวอย่างที่ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง และ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ภายใต้โครงการ “เหมืองข้อมูลและคลังทรัพยากรจุลินทรีย์เพื่อการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร (FF(KU) 18.64)” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีความเชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ จัดทำฐานข้อมูลจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร

ดร.พัณณิดากล่าวว่า ทีมนักวิจัยศึกษาความหลากหลายของยีสต์บนผิวใบสับปะรดและนำยีสต์ที่แยกได้มาค้นหาสายพันธุ์ที่มีศักยภาพสำหรับใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร สาเหตุที่เลือกแยกยีสต์จากผิวใบสับปะรด เนื่องจากคาดว่าใบสับปะรดซึ่งมีความเป็นกรดเล็กน้อย เป็นแหล่งที่มีสารอาหารและมีสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญของยีสต์ มีศักยภาพในการผลิตสารที่สำคัญนำไปประยุกต์ใช้ในการเกษตรและอาหาร โดยแยกได้ยีสต์จำนวนมาก มีการตั้งชื่อสกุลใหม่ว่า Savitreella เพื่อให้เกียรติแด่ ศาสตราจารย์ ดร.สาวิตรี ลิ่มทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานยีสต์ในระดับโลก และด้านความหลากหลายและเทคโนโลยีชีวภาพยีสต์ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ได้ตั้งชื่อสปีชี่ส์ใหม่ว่า Savitreella phatthalungensis เนื่องจากยีสต์ชนิดใหม่นี้ค้นพบครั้งแรกที่ จ.พัทลุง ส่วนสายพันธุ์ DMKU-PAL18 และ DMKU-PAL39 เป็นยีสต์ชนิดเดียวกัน และเป็นยีสต์ชนิดใหม่ของโลก จึงตั้งชื่อสปีชี่ส์ใหม่นี้ว่า Goffeauzyma siamensis โดยคำว่า “Siam” เป็นชื่อเดิมของประเทศไทย เพื่อต้องการบ่งบอกว่าชนิดใหม่นี้ค้นพบครั้งแรกที่ประเทศไทย โดยการค้นพบยีสต์สกุลใหม่ 1 สกุลและชนิดใหม่ 2 ชนิดนี้ ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Journal of Fungi เมื่อเดือนมกราคม 2022

ดร.พัณณิดากล่าวอีกว่า โครงการนี้นอกจากจะศึกษาความหลากหลายของยีสต์แล้วยังมุ่งเน้นการค้นหายีสต์สายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการผลิตแคโรทีนอยด์ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และการผลิตสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีฤทธิ์ยับยั้งราก่อโรค เพื่อใช้ควบคุมโรคพืชแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร จากการค้นพบยีสต์ชนิดใหม่นี้สนับสนุนว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ยังเป็นทรัพยากรจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรและอาหารด้วย ช่วยเพิ่มโอกาสให้นักวิจัยนำไปศึกษาศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ต่อไป

ปศุสัตว์ย้ำเกษตรกร กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ปีก เฝ้าระวังไข้หวัดนก ตายผิดปกติรีบแจ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642092

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปี 2564 องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกชนิดสายพันธุ์รุนแรง ใน 61 ประเทศทั่วโลก รวมจุดพบโรคทั้งหมด 5,213 จุด และจากรายงานล่าสุด พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง ชนิด H5N1 H5N6 H5N2 H5N5 และ H5N8 มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา รวมทั้งในเอเชีย อาทิ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม อีกทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานพบการติดเชื้อไข้หวัดนกในคนชนิด H5N6 ในประเทศจีน และมีผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เตรียมความพร้อมในการป้องกันโรคไข้หวัดนก เข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคไข้หวัดนกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งให้คำแนะนำวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดนกแก่เกษตรกร ตั้งแต่การปรับระบบการเลี้ยง เน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น ป้องกันนกธรรมชาติเข้าเล้า/โรงเรือน ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบริเวณที่สัตว์อาศัยอยู่เป็นประจำ หาแหล่งน้ำบริโภคให้สะอาด ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า-ออกฟาร์ม ในกรณีที่จะนำสัตว์ปีกเข้าร่วมฝูง จะต้องมีการกักกันไว้ในบริเวณอื่นก่อนอย่างน้อย 7 วัน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ต้องขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที

เปิดล่องเรือทะเลบัวแดง กำจัดแล้วจอกหูหนูยักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642090

วันศุกร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าจากกรณีแหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดง (อ่างเก็บน้ำหนองหานกุมภวาปี) อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ปกคลุมไปด้วยจอกหูหนูยักษ์ จนไม่สามารถนำเรือออกจากฝั่งเพื่อพานักท่องเที่ยวล่องชมทะเลบัวแดงในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากุมภวาปี สำนักงานชลประทานที่ 5 และส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 3 สำนักเครื่องจักรกล ได้นำรถแบ็กโฮ พร้อมเรือเข้าไปดำเนินการทำคันกั้นวัชพืช เปิดช่องทางเดินเรือกว้างประมาณ 10 เมตร ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อใช้ในการเดินเรือเข้า-ออก ชมทะเลบัวแดง จนปัจจุบันสามารถใช้เดินเรือให้ท่องเที่ยวได้ตามปกติแล้ว

ทั้งนี้ สำหรับทะเลบัวแดง นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ซึ่งชาวเรือได้ตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ให้บริการนำนักท่องเที่ยวล่องเรือเพื่อออกไปชมทะเลบัวแดง ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง สามารถสร้างงานสร้างรายได้ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของพื้นที่โดยสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี

ถึงคิว‘ไก่’!ผู้เลี้ยงจี้รัฐปลดล็อกตรึงราคา ก่อนเกษตรกรถอดใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642047

ถึงคิว‘ไก่’!ผู้เลี้ยงจี้รัฐปลดล็อกตรึงราคา ก่อนเกษตรกรถอดใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.59 น.

‘ผู้เลี้ยงไก่’ท้อรัฐยกเลิกมาตรการข้าวโพด-ข้าวสาลี 3:1 กำหนดโควตา จำกัดเวลา ไม่เกิดประโยชน์ แต่ซ้ำเติมให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นเพราะเนื้อสัตว์ยังถูกควบคุม ควรพิจารณากลไกตลาดมาเป็นตัวกำหนดราคา ก่อนถอดใจเลิกเลี้ยง

17 มีนาคม 2565 นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มติที่ประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ไก่เนื้อ สุกร และไก่ไข่ และตัวแทนเกษตรกรด้านการเพาะปลูก เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าสูงขึ้น ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปุ๋ยและผลไม้ โดยที่ประชุมเห็นชอบยกเลิกมาตรการ 3:1 ที่กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เป็นการชั่วคราว และให้นำเข้าข้าวสาลีได้เสรีจนถึงวันที่ 31 ก.ค.65 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดยังไม่ออกสู่ตลาดและต้องนำเข้าภายใต้โควตาที่กำหนดเท่านั้น

“ภาครัฐยังต้องกำหนดรายละเอียดนำเข้าและวันที่เริ่มนำเข้าซึ่งต้องใช้เวลา ยังโดนจำกัดด้วยโควตานำเข้าและระยะเวลา เพื่อปกป้องชาวไร่ข้าวโพด แต่ทอดทิ้งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้แบกภาระต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นแรงมากในปีนี้และเป็นต้นทุนการเลี้ยง 60-70% ของการเลี้ยง ขณะที่อาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ โดนควบคุมราคาทั้งห่วงโซ่การผลิต” นางฉวีวรรณ กล่าว

สำหรับวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อภาคปศุสัตว์ทั่วโลกรวมทั้งไทย เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้ผลิตธัญพืชรายใหญ่ของโลกทั้งข้าวโพดและข้าวสาลี ทำให้ไทยไม่สามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ตามปกติขณะที่ราคาพุ่งขึ้น 43% จาก 8.91 บาท/กก. เป็น 13 บาท/กก. และข้าวโพดจาก 10.05 บาท/กก. เป็น 13 บาท/กก.

นางฉวีวรรณ กล่าวย้ำว่า แม้ภาครัฐจะยกเลิกมาตรการ 3:1 เป็นการชั่วคราว ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการภาคปศุสัตว์ ที่ผ่านมาสมาคมฯในฐานะตัวแทนเกษตรกรเรียกร้องไปยังภาครัฐให้พิจารณานำกลไกการตลาดมาใช้แทนมาตรการควบคุมราคา เพื่อให้ราคาปรับขึ้นลงอย่างสมดุลตลอดห่วงโซ่การผลิตตามหลักการอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) จึงควรยกเลิกการคุมราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และราคาเนื้อสัตว์ ให้ราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด โดยมีภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแล

ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ใช้มาตรการกำหนดราคาจำหน่ายไก่มีชีวิตหน้าฟาร์ม และราคาจำหน่ายปลีกชิ้นส่วนไก่สด เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนม.ค.65 ไปสิ้นสุดในเดือนมิ.ย.65 เพื่อลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค ขณะที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดให้ผู้ประกอบการ ผู้ค้า และฟาร์มเลี้ยงไก่ต้องปฏิบัติตามมาตรการดังนี้ 1.ผู้เลี้ยงไก่ที่มีปริมาณการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัวขึ้นไป และโรงชำแหละไก่ที่มีกำลังการผลิตมากกว่า 4,000 ตัว/วัน ต้องแจ้งปริมาณ สต็อกและต้นทุนราคาจำหน่ายทุกเดือน 2.โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ทั้ง 55 โรง ต้องแจ้งต้นทุนราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิตและสต็อก และ 3.การปรับราคาสินค้าจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายใน

นางฉวีวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคผู้เลี้ยงสัตว์ขาดทุนสะสมต่อเนื่องจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองสูงขึ้นโดยตลอด ในปี 2564 ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 30-40% รวมถึงปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคระบาดปรับราคาสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย การปล่อยให้ราคาเนื้อไก่ที่ปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาดจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ให้มีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมและขายสินค้าได้ในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน ที่สำคัญยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

“หากรัฐบาลยังคงใช้มาตรการการคุมราคาสินค้าภาคปศุสัตว์ทั้งห่วงโซ่การผลิตต่อไป จะส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็กไม่สามารถแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ที่ผ่านมาเนื้อไก่เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดีย่อยง่าย เป็นทางเลือกทดแทนยามเนื้อหมูราคาแพงและขาดแคลน และยังคงเป็นอาหารที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทั่วไปในราคาที่เป็นธรรม หากราคาเนื้อสัตว์โดนควบคุมต่อไปไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต ผู้เลี้ยงไม่สามารถอยู่ได้ก็ต้องหยุดเลี้ยง อาจทำให้เกิดปัญหาอาหารขาดแคลนได้” นางฉวีวรรณ กล่าว

‘ปศุสัตว์’เช็คห้องเย็นรอบใหม่ต่อเนื่อง สกัดกักตุนสินค้ากระทบผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/642017

‘ปศุสัตว์’เช็คห้องเย็นรอบใหม่ต่อเนื่อง สกัดกักตุนสินค้ากระทบผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.34 น.

‘ปศุสัตว์’เช็คห้องเย็นรอบใหม่ต่อเนื่อง สกัดกักตุนสินค้ากระทบผู้บริโภค

17 มีนาคม 2565 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยและให้ความสำคัญในกรณีที่อาจมีการกักตุนสินค้าประเภทเนื้อสุกรเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ล่าสุดได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเครือข่ายปฏิบัติงานเร่งตรวจสอบห้องเย็นต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมหน่วยงานเครือข่ายสนองนโยบายได้สนธิกำลังไล่ตรวจสอบห้องเย็นรอบใหม่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ -16 มีนาคม 2565 สรุปผลการตรวจสอบและการดำเนินการตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558

ล่าสุดรายงานผลการตรวจสอบห้องเย็นประจำวันที่ 16 มีนาคม 2565 พื้นที่ที่เข้าตรวจสอบรอบใหม่จำนวน 15 แห่ง ในจังหวัดชลบุรี มุกดาหาร ขอนแก่น นครปฐม กาญจนบุรี สงขลา ระยอง เชียงใหม่ ตรวจพบซากสุกรจำนวน 259,994.40 กิโลกรัม รวมจำนวนตรวจพบซากสุกรที่พบในห้องเย็นรอบใหม่รวมสะสมตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์-16 มีนาคม 2565 รวมทั้งสิ้น 16,627,851.27 กิโลกรัม จากห้องเย็นทั้งหมด 402 แห่ง รอบแรกผลการตรวจสอบซากสุกรสะสมตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 24 กุมภาพันธ์ 2565 พบซากสุกรจำนวน 25,378,161.810 กิโลกรัม

สำหรับรายงานข้อมูลสภาวะตลาดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม สัปดาห์ที่ 10/2565 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ประกาศราคาสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์ม ณ วันพระที่ 10 มีนาคม 2565 ที่กิโลกรัมละ 88-91 บาท สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ รายงานว่า ราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มปรับราคาขึ้นเล็กน้อย แม้ต้นทุนเลี้ยงสัตว์และค่าพลังงานน้ำมันเพิ่มขึ้น กระทบทั้งต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ขณะที่ราคาจำหน่ายเนื้อสุกรและสุกรขุนหน้าฟาร์มยังคงถูกจับตา

ปัจจัยที่ท้าทายภาคปศุสัตว์ไทยในสถานการณ์สงครามที่เป็นปัญหาหนัก นอกเหนือจากปัญหาราคาน้ำมัน คือราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพราะรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ส่งออกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก โดยมีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันราว 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 19% ของตลาดโลก สร้างปัจจัยบวกให้การค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบไร้การเข้ามาควบคุมราคา ทั้ง ๆ ที่ Corn CBOT เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 รอบส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2565 ราคาย่อตัวมาปิดที่ 722.1 เซนต์/บุชเชล (เทียบเท่า 9.380 บาทต่อกิโลกรัม ณ THB 32.9983/USD) ส่วนลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัมต่อตัว ราคาอยู่ที่ 2,700 บาท (บวก/ลบ 84) สรุปแนวโน้มคาดว่าราคาสุกรน่าจะยืนแข็ง ทั้งนี้หากประชาชนพบความผิดปกติต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อดำเนินการต่อไป