ปศุสัตว์ต้อนรับJAKIM ประเมินโรงงานผลิตสินค้าไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641899

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานประชุมรับการตรวจประเมินโรงงานผลิตสินค้าปศุสัตว์จากหน่วยงาน Department of Veterinary Services (DVS) และ Department of Islamic Development (JAKIM) ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม พร้อมกับต้อนรับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานดังกล่าวจากประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้การตรวจประเมินจะเข้าตรวจโรงงาน (Onsite) ทั้งสิ้น 28 แห่ง ประกอบด้วยโรงเชือดสัตว์ปีก 26 แห่ง โรงตัดแต่งเนื้อสัตว์ปีก 1 แห่ง และโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ปีก 1 แห่ง ซึ่งเป็นการตรวจรับรองโรงงานใหม่และรับรองเพื่อการต่ออายุ ตามมาตรฐานด้านอาหารปลอดภัย และมาตรฐานฮาลาลตามข้อกำหนดของมาเลเซีย

ในการนี้ผู้แทนจากทั้งกรมปศุสัตว์ และสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ร่วมบรรยายภาพรวมของกรมปศุสัตว์ ระบบการเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพสัตว์ปีก การควบคุมป้องกันและการควบคุมการเคลื่อนย้ายโรคสัตว์ปีก ระบบการตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ ระบบการผลิตสินค้าเนื้อสัตว์ปีก ระบบการรับรองมาตรฐานฮาลาลของประเทศไทย และการตรวจด้านฮาลาล ในโรงเชือดสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก โดยปัจจุบันโรงเชือดสัตว์ปีกของประเทศไทยได้รับการรับรองจากหน่วยงาน DVS และ JAKIM แล้ว 28 โรงงาน ในปี 2564 มีปริมาณการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปมาเลเซีย 29,697 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,969.18 ล้านบาท ซึ่งการตรวจประเมินครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกได้มากขึ้น

สภาเกษตรฯร่วมมือภาคการเกษตรจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641898

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังประชุมหารือแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสินค้าเกษตร ร่วมกับนายหวาง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ว่าต้องขอบคุณอัครราชทูตฯ ซึ่งมี 3 เรื่อง ที่สภาเกษตรกรฯต้องดำเนินการ คือเรื่องบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและจีน ซึ่งจะขอนัดหมาย รมว.เกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อเร่งรัดให้เกิดบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันโดยเร็ว การพูดคุยกับเกษตรกรเพื่อให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เหมาะสมสำหรับการส่งออกและการประสานความร่วมมือระหว่างเกษตรกรไทยและจีน

ขณะที่ นายหวาง ลี่ผิง กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและจีนว่ามีความร่วมมือกันในระดับรัฐบาล และระดับองค์กร ซึ่งในปี 2564 การค้าขายสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับจีน มีมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปจีน มีมูลค่าถึง 12,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ตลาดจีนมีความต้องการสินค้าเกษตรจากประเทศไทยอย่างมาก ในปี 2564 การส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีน เติบโตถึง 52% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทย หากเพิ่มเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักก็จะทำให้สินค้าเกษตรของไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้นเช่นกัน

นายหวาง ลี่ผิง กล่าวถึงแนวทางเพื่อให้เกษตรกรไทยได้ผลิตผลผลิต ผลิตภัณฑ์ ได้ตรงตามความต้องการตลาดของประเทศจีน ได้แก่ 1.ทั้งสองฝ่ายควรดำเนินความร่วมมือกันตลอดกระบวนการผลิต เริ่มตั้งแต่การปลูก แปรรูป บรรจุหีบห่อ และจัดจำหน่าย 2.สภาเกษตรกรฯ ควรเข้ามามีบทบาทสำคัญด้านการประสานความร่วมมือให้กับเกษตรกรและผู้ส่งออกของไทยเพื่อจัดแสดงสินค้าเกษตรไทยในเมืองใหญ่ๆ ของจีน และ 3.การจับมือกับบริษัทจากจีน ประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าเกษตรไทยด้วยระบบออนไลน์

‘เฉลิมชัย’มอบโล่ขรก. ผลงานดี-ครบ16ปีกรมการข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641897

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีประกาศเกียรติคุณ ข้าราชการพลเรือนดีเด่น คนดีศรีข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น และศูนย์วิจัยข้าวดีเด่น ประจำปี 2564 เนื่องในโอกาสครบรอบ 16 ปี วันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าว โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมพิธี ที่กรมการข้าว ซึ่งนายเฉลิมชัยกล่าวว่า ข้าวและชาวนาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงคนไทย สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เป็นที่ยอมรับ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ กรมการข้าวจึงมุ่งที่จะศึกษา วิเคราะห์ วิจัยหาแนวทางการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการข้าวของประเทศแบบครบวงจร ทั้งในด้านการผลิต การแปรรูป การจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” ซึ่งได้ดูแลชีวิตชาวนาถึง 4.7 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 18 ล้านคน ซึ่งถือว่ามากถึง 1 ใน 3 ของประเทศ

ที่ผ่านมารัฐบาลตระหนักและเข้าใจปัญหาที่ชาวนาเผชิญอยู่ ทั้งในเรื่องราคาข้าวตกต่ำ การส่งออกลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น สถานการณ์ภัยธรรมชาติ ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงกำหนดนโยบายประกันรายได้เกษตรกร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีการผลิต 2562 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ดำเนินนโยบายคู่ขนานต่างๆ ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ดีขึ้น

สำหรับด้านการพัฒนาการผลิตข้าว ได้มีนโยบายปรับปรุงพันธุ์ข้าวและผลิตพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาด สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการผลิตข้าวอินทรีย์ การตรวจรับรองการผลิตข้าวคุณภาพ การส่งเสริมการทำนาแบบแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความหลากหลายมาประยุกต์ใช้ สร้างโอกาสในการเพิ่มคุณภาพการผลิต อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงการตลาด ผลักดันให้ชาวนารวมกลุ่มการผลิตเพื่อจะได้มีอำนาจในการต่อรอง

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบเสื้อสามารถกรมการข้าว ให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2564 รวม 2 ราย มอบเสื้อสามารถกรมการข้าวและโล่รางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัลคนดีศรีข้าวปี 2564 ได้แก่ ประเภทข้าราชการ 3 ราย ประเภทลูกจ้างประจำ 3 ราย ประเภทพนักงานราชการ 3 ราย และประเภทจ้างเหมาบริการเพื่อเสริมการปฏิบัติงาน 3 ราย มอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัลชมเชยคนดีศรีข้าว ปี 2564 รวม 7 ราย ได้แก่ ประเภทข้าราชการ 4 ราย ประเภทพนักงานราชการ 2 ราย และประเภทจ้างเหมาบริการเพื่อเสริมการปฏิบัติงาน 1 ราย มอบโล่รางวัลให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น 3 ศูนย์ และศูนย์วิจัยข้าวดีเด่น 3 ศูนย์ รวมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 16 ปี

ม.ขอนแก่นเปิดโครงการ ‘Smartflowerfarm2022’ แนวคิดจากประสบการณ์ ปรับพื้นที่รับการท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641895

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “KKU Smart flower farm 2022”โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมพิธี ที่แปลงเกษตรเชิงท่องเที่ยว อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่นโดย รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็นแปลงไม้ดอกของชุมนุมเกษตรนวัตกรรม สาขาวิชาเกษตรนวัตกรรม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ การสร้างประสบการณ์จริงจากการฝึกปฏิบัติ และบูรณาการการเรียนการสอน ทำให้บุคคลทั่วไปรู้จักโดยให้นับว่าเป็น Land Mark แห่งใหม่

รศ.ดร.ดรุณี กล่าวต่อว่า หลายปีที่ผ่านมา การทำกิจกรรมไม่ค่อยมีใครได้เห็น แต่การปรับปรุงและทำกิจกรรมในพื้นที่นี้ มีผู้คนผ่านไปมา มีคนมาวิ่งก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ทำให้นักศึกษาได้เห็น รับรู้ได้ว่าจริงๆ อาชีพเกษตร มีอะไรให้ทำหลากหลาย สามารถสร้างความสุขได้ พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นพื้นที่เรียนรู้ ฝึกฝน และได้นำไปพัฒนาทักษะต่างๆ

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า ขอชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษา ที่เล็งเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และร่วมแรงกันพลิกฟื้นพื้นที่ว่างเปล่าให้สวยงาม กลายเป็น Landmark แห่งใหม่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถมาชมความสดชื่น งดงามของดอกไม้ได้ระหว่าง เวลา 07.00-18.30 น. มีค่าเข้าชมท่านละ 30 บาท

‘กรมชลฯ’ลุยแก้ปัญหาน้ำแล้งอีสาน สร้างอ่างฯห้วยคุกหมี ช่วยเกษตรกว่า2พันไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641860

'กรมชลฯ'ลุยแก้ปัญหาน้ำแล้งอีสาน สร้างอ่างฯห้วยคุกหมี ช่วยเกษตรกว่า2พันไร่

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.09 น.

กรมชลประทานเดินหน้าแก้ปัญหาภัยแล้งพื้นที่อีสาน สร้างอ่างเก็บน้ำ “ห้วยคุกหมี” จ.อุดรธานี หวังเก็บกักน้ำ 2.06 ล้านลบ.ม.หลังศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมพบว่ามีความเหมาะสม คาดใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปีแก้ปัญหาแหล่งน้ำในพื้นที่กว่า 2,174 ไร่ พร้อมดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ อัพเกรดคุณภาพชีวิตประชาชน

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ผลการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอ่างเก็บน้ำห้วยคุกหมี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.อุดรธานี พบว่า มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้ำ ความจุ 2.06 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยการก่อสร้างเขื่อนดินปิดกั้น ห้วยคุกหมี กว้าง 6 เมตร ยาวประมาณ 585 เมตร โดยส่วนที่สูงที่สุดประมาณ 12.50 เมตร เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คาดว่าจะมีน้ำไหลผ่านลงอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยรายปี 2.58 ล้านลูกบาศก์เมตร  สามารถเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก ประมาณ 2,174 ไร่ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยคุณหมี เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่ปี 2547 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร หมู่ 13 บ้านสุมณฑา ตำบลผาสุก อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี โดยผู้ช่วยเลขาธิการสำนักพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ได้กราบบังคมทูลรายงานให้ทรงทราบถึงปัญหา การขาดแคลนน้ำของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่สำคัญเพราะไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค บริโภค การเพาะปลูก และการเลี้ยงสัตว์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานพิจารณาช่วยเหลือ โดยการก่อสร้างอ่างเก็บห้วยคุกหมีพร้อมระบบส่งน้ำ ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำให้กับพื้นที่และแก้ปัญหาให้ราษฎรมีแหล่งน้ำไว้ใช้ ทั้งยังยกฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น การเพาะปลูกก็จะได้ผลผลิตดี และราษฎรก็จะมีรายได้สูงขึ้นตามมา

อ่างเก็บน้ำห้วยคุณหมี จัดอยู่ในประเภทโครงการขนาดกลาง สำนักบริหารโครงการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจ ศึกษาข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานการศึกษาวางโครงการ (Pre-Feasibility study) พบว่า มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้ำ หัวงานตั้งอยู่หมู่ 1 บ้านผาสุก ตำบลผาสุก อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี

ขนาดอ่างเก็บน้ำที่เหมาะสมมีความจุ 2.06 ล้าน ลบ.ม. โดยก่อสร้างทำนบดินปิดกั้นห้วยคุกหมีบริเวณสำนักสงฆ์ถ้ำกระทุน และก่อสร้างอาคารท่อส่งน้ำลงลำน้ำเดิม พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน เมื่อดำเนินแล้วเสร็จคาดว่าจะมีน้ำไหลลงอ่างประมาณ 2.58 ล้าน ลบ.ม./ปี สามารถเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค และช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝน รวมเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น

สำหรับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการนั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562 และครบกำหนดสัญญาในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563 มีระยะเวลาปฏิบัติงาน 330 วัน สรุปลักษณะโครงการนั้นจะตั้งอยู่ที่ บ้านผาสุก หมู่ 1 ตำบลผาสุก อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ใกล้กับสำนักงานโครงการพัฒนาพื้นที่ภูผาหัก ตามพระราชเสวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 จังหวัดอุดรธานี สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 2,174 ไร่ มีปริมาณน้ำไหลตลอดปี สามารถทำการประมงท้องถิ่นได้นอกจากนี้ ยังจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ หมู่ 1 บ้านผาสุก และหมู่ 13บ้านสุมณฑา กว่า 800 ครัวเรือน มีน้ำเพื่อการอุปโภค ตลอดจนสามารถผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรธานีได้อีกทาง

ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนได้เริ่มต้นตั้งแต่วันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2562 ที่ผู้รับผิดชอบได้เข้าพบนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลผาสุก อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี รวมถึงผู้นำชุมชน และประชาชนที่ทำกินในอ่างเก็บน้ำ  ก่อนเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ เพื่อแนะนำคณะทำงาน และภาพรวมการศึกษาโครงการ มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปแล้วครั้งที่ 1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอวังสามหมอ อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 181 คน พร้อมทั้งจัดประชุมกลุ่มย่อยตามลำดับ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 2 (การปัจฉิมนิเทศโครงการ)

ปศุสัตว์งัดมาตรการ 3Sในพื้นที่ใช้นำร่อง จัดทำ‘PigSandbox’ ยกระดับฟาร์มเลี้ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641620

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึง Pig Sandbox ว่าเป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษนำร่องส่งเสริม-ฟื้นฟูการผลิต และควบคุมป้องกันโรคสุกร มีองค์ประกอบสำคัญ คือเขตพื้นที่นำร่องและพื้นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาตรการทางกฎหมายและการสนับสนุนด้านอื่นๆ โครงการ/กิจกรรมสำคัญที่ต้องดำเนินการ กรอบเวลาและงบประมาณ และคณะทำงานขับเคลื่อนทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ สำหรับแนวทางการส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย ใช้หลัก 3Sคือ Scan พื้นที่ภายใต้มาตรการประเมินความเสี่ยงเพื่อกำหนดพื้นที่นำร่อง (Pig Sandbox) Screen คน คอก เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่มีความพร้อมและเหมาะสม และ Support อุดหนุน ช่วยเหลือด้านการจัดการเลี้ยงดู การตลาดและแหล่งทุนโดยให้คำแนะนำ อบรม ในการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อยกระดับฟาร์มและปรับระบบการเลี้ยงเข้าสู่มาตรฐาน GFM/GAP มีการอบรมเกษตรกร สนับสนุน อุดหนุน ปัจจัยการผลิตที่จำเป็น

Pig Sandbox แบ่งเป็นพื้นที่นำร่อง/พื้นที่ขยายผล พื้นที่ปลอดโรค ASF-Free Zone และพื้นที่นอกเขตปลอดโรค โดยปศุสัตว์เขต 5 เป็นพื้นที่นำร่อง และปศุสัตว์เขต 2 เขต 8 เขต 9และพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรจำนวนมาก และ/หรือมีความเหมาะสมหลังประเมินความเสี่ยง เป็นพื้นที่ขยายผล ส่วนพื้นที่ปลอดโรค ASF-Free Zone จะมีกิจกรรมและมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค

‘มนัญญา’ชูผลิตกาแฟอะราบิก้าพรีเมียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641621

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟอะราบิก้าสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านปางขอน จ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ว่า สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่โดยรอบสถานี และพื้นที่ใกล้เคียง ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตามแนวทางพระราชดำริ “แหล่งผลิตและสำรองอาหาร”

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย กรมวิชาการเกษตร ได้วิเคราะห์วางแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟอะราบิก้า โดยจัดทำแปลงต้นแบบการฟื้นฟูสภาพต้นกาแฟอะราบิก้า ที่มีอายุมาก 2 ไร่ จัดทำแปลงขยายพันธุ์มะคาเดเมีย 5 ไร่ ใช้เป็นพืชร่มเงา การฝึกอบรมการผลิตกาแฟอะราบิก้าที่ถูกต้องและเหมาะสมดำเนินกิจกรรมผลิตต้นพันธุ์กาแฟอะราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80 จำนวน 4,000 ต้นต่อปี และผลิตต้นพันธุ์มะคาเดเมีย 2,000 ต้นต่อปี ใช้เป็นพืชร่มเงากาแฟ สนับสนุนให้กับเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับผลการดำเนินงาน การปลูกกาแฟอะราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80 พบว่า มีผลผลิตตั้งแต่ปี 2554 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 จำนวน 132,100 กิโลกรัม และในปี 2564 เพิ่มเป็น 380,107 กิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 380,107 บาทเมื่อเทียบปี 2545 ก่อนเริ่มโครงการเกษตรกรมีรายได้ครัวเรือนเพียง 50,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี

กรมชลฯวางมาตรการคุมเข้ม ค่าความเค็ม‘แม่น้ำบางปะกง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641622

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าได้กำหนดมาตรการในการควบคุมความเค็มในแม่น้ำบางปะกง โดยการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ประกอบด้วย เขื่อนคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนนฤบดินทรจินดา อ่างเก็บน้ำคลองระบม อ่างเก็บน้ำคลองพระสทึง และอ่างเก็บน้ำคลองพระปรง ตามแผนที่วางไว้อย่างเหมาะสม

ส่วนจุดเฝ้าระวังและจุดควบคุมความเค็มในแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ได้แก่ โครงการชลประทานฉะเชิงเทราอ.บ้านโพธิ์ เขื่อนทดน้ำบางปะกง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ประตูระบายน้ำบางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว วัดบางแตน อ.บ้านสร้าง สำหรับจุดสูบน้ำการประปาส่วนภูมิภาค สาขาปราจีนบุรี ได้วางแผนสำรองใช้น้ำจากสระน้ำเพื่อผลิตประปาสนับสนุนการใช้น้ำให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรพร้อมทั้งพิจารณารับน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองไม้ปล้องมาสนับสนุนให้มีน้ำจืดเพียงพอใช้ตลอดปี นอกจากนี้ยังมีจุดควบคุมที่ประตูระบายน้ำหาดยาง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้นำข้อมูลจากการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลหนุนปากแม่น้ำบางปะกงของกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ มาใช้วางแผนป้องกันความเค็ม กรณีที่คาดว่าจะเกิดน้ำทะเลขึ้นสูงสุดจะขอความร่วมมือให้หยุดการรับน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง ช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเค็มรุกอย่างต่อเนื่อง

ปศุสัตว์ลั่นคุมเข้มโรคASF ชี้ประเทศไทยทำได้ดีที่สุดในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641623

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ระบบการป้องกันและเฝ้าระวังโรคอหิวาต์ในสุกร หรือ ASF ของประเทศไทย ดีที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยสามารถป้องกันโรคได้นาน นับตั้งแต่ปี 2561 ที่พบการระบาดเกิดโรค ASF ในสุกรครั้งแรกในประเทศจีน มีการเตรียมความพร้อมรับมือต่อโรคมาโดยตลอด โดยสั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค การซ้อมแผนเตรียมความพร้อมรับมือ จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค ASF ในสุกร และแนวทางเวชปฏิบัติของโรค ASF ในสุกร เผยแพร่ในเว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์

นอกจากนี้ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจเข้มการลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันโรคเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการส่งออก ลดความเสี่ยงจากการส่งออกสุกร โดยห้ามรถขนส่งสุกรมีชีวิตเข้าไปส่งสุกรในประเทศที่มีการระบาด ให้ใช้รถขนถ่ายข้ามแดนในการส่งสุกรไปยังประเทศปลายทางแทน และต้องมีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค การบูรณาการความร่วมมือร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ในการจัดประชุมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม) ในการป้องกันโรค การทำงานบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน

สำหรับประเด็นราคาสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น เมื่อเทียบราคากับประเทศจีน ช่วงที่มีการระบาดของโรคดังกล่าว พบว่าประเทศไทยยังมีราคาที่ถูกกว่า โดยในปี 2563 จีนมีราคาสุกรหน้าฟาร์ม ประมาณ 36 หยวน หรือ 180 บาทต่อกิโลกรัม จะเป็นราคาเนื้อแดง ประมาณ 360 บาท โดยปัญหาราคาเนื้อสุกรแพงนั้นมาจากหลายปัจจัย และเนื่องด้วยการกักตุนเนื้อสุกรในห้องเย็น ซึ่งจากการตรวจสอบห้องเย็นที่เข้มงวด ทำให้ห้องเย็นมีการเข้มงวดในการรับฝากสินค้ามากขึ้น มีการนำเนื้อสุกรมาจำหน่ายทำให้ราคาเป็นตามกลไกตลาด ส่งผลให้ปัจจุบันราคาเนื้อสุกรปรับลดลงแล้ว นอกจากนี้จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดในการควบคุมป้องกันโรคและควบคุมการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวดทำให้สามารถควบคุมโรคได้ในวงจำกัด

ส่วนการตรวจพบเชื้อ ASF ในเนื้อสุกรที่ส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา ในปี 2564 โดยสถาบันวิจัยด้านสุขภาพสัตว์และปศุสัตว์กัมพูชายืนยันตรวจพบเชื้อ ASF จากการตรวจ 2 รอบ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 และวันที่ 8 ตุลาคม 2564 นั้น ตามประกาศของกระทรวงเกษตรฯ ป่าไม้และประมง กรมสุขภาพสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แจ้งว่ามีการจับกุมการกระทำความผิด 2 กรณีเป็นการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ไม่มีเอกสารใดๆ ซึ่งกองเฉพาะกิจ กรมปศุสัตว์ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด และให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สกัดการลักลอบ 24 ชั่วโมง จากเนื้อข่าวที่ปรากฏ จะต้องมียานพาหนะเป็นองค์ประกอบในการเคลื่อนย้ายสัตว์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลักลอบกระทำความผิดดังกล่าว และพื้นที่ที่ปรากฏเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ห้ามบุคคลรวมถึงยานพาหนะทุกชนิดเข้า-ออกตั้งแต่เวลา 18.00-06.00 น. หากฝ่าฝืนจะมีโทษสถานหนัก

สงครามพ่นพิษสินค้าเกษตรเจ็บหนัก ภาครัฐ‘อย่าซื้อเวลา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641489

สงครามพ่นพิษสินค้าเกษตรเจ็บหนัก ภาครัฐ‘อย่าซื้อเวลา’

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 12.05 น.

สงครามพ่นพิษสินค้าเกษตรเจ็บหนัก โดนคุมราคาทั้งห่วงโซ่การผลิต หน้าที่ภาครัฐ “อย่าซื้อเวลา” ปล่อยสินค้าปรับราคาตามกลไกตลาด

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ยังมองว่าความรุนแรงระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศ เป็นผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลกโดยเฉพาะธัญพืช ทั้งรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลก นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังเป็นผู้ส่งออกข้าวบาร์เล่ย์และข้าวโพดรายใหญ่ของโลกด้วย หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกธัญพืชโลกมาจากสองประเทศนี้ ตลอดจนสงครามยังมีผลให้ราคาต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบการขนส่งทั่วโลก

FAO ยังชี้ด้วยว่าการส่งออกธัญพืชของรัสเซียและยูเครนมีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจาก 50 ประเทศทั่วโลก ยังต้องพึ่งพาการส่งออกข้าวสาลีของทั้งสองประเทศซึ่งมากกว่า 30% ทั้งประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ภาคปศุสัตว์ได้รับผลพวงอย่างหนัก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ราคาข้าวสาลีปรับขึ้นแล้วมากกว่า 31% (เฉพาะช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนรัสเซียบุกยูเครน ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นไป 55%)

ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกอาหารชั้นนำเพื่อเลี้ยงประชากรโลก ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของทั้งสองประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่วงโซ่อุตสาหกรรมภาคปศุสัตว์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ คือ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารแปรรูป และผู้บริโภค ล้วนได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ตามลำดับ

ในสถานการณ์ที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นมากกว่า 30% ย่อมส่งผลแบบโดมิโน (Domino Effect) ต่อราคาอาหารสัตว์ไปยังผู้เลี้ยงสัตว์และโรงงานแปรรูปอาหาร ท้ายสุดผู้บริโภคต้องร่วมรับผิดชอบต่อห่วงโซ่การผลิตอาหาร ด้วยการยอมซื้อของในราคาที่ปรับขึ้นตามเหตุผล ซึ่งจะทำให้ระบบกลไกตลาดทำงานได้อย่างสมบูรณ์ แต่กลับตาลปัตร เพราะคนกลางที่กำกับดูแลราคาสินค้าของไทยคือ กระทรวงพาณิชย์ เลือกข้างปกป้องผู้บริโภคจากการใช้มาตรการควบคุมราคา ทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารสะดุดเพราะสินค้าที่ผลิตได้กลับไม่สามารถปรับราคาได้อย่างเหมาะสม เกิดเป็นคอขวด เป็นความเสี่ยงต่อการขาดทุนของผู้ผลิต

สถานการณ์ภาคปศุสัตว์ไทยตอนนี้เรียกว่าอยู่ในช่วง “หายใจระรวย” ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพราะกลไกตลาดไม่ได้ทำงานนอนรอสัญญาณชีพจากกระทรวงพาณิชย์ ด้านผู้ผลิตใครสายป่านยาวหรือเครดิตดี ก็ยังพอกระเสือกกระสนหาเงินทุนมายื้อชีวิตได้ ขณะที่รายย่อยและรายเล็ก ภาษาทางการแพทย์คือ “โอกาสรอดน้อย ให้ญาติทำใจ” เพราะต้นทางราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวมาแรง แต่อาหารสัตว์กลับไม่สามารถปรับราคาได้เพราะโดนควบคุม ส่วนผู้เลี้ยงสัตว์ขายผลผลิตราคาไม่คุ้มทุนเพราะโดนควบคุมราคาหน้าฟาร์มไว้ทั้ง หมู ไก่ และไข่ แม้จะเป็นโปรตีนชั้นดีและราคาถูกที่สุดก็ไม่รอดเงื้อมมือ เนื้อสัตว์จากโรงงานแปรรูปก็โดนคุมราคาปรับไม่ได้เช่นกัน โดนกันทั้งห่วงโซ่ เพื่อให้ผู้บริโภคแบกภาระน้อยที่สุด

ในระบบกลไกตลาด คือ สินค้าที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการผลิตปรับราคาสูงขึ้นมาก (Cost Push) ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการปรับราคาให้เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิตให้เดินหน้าต่อไป และสมดุลซัพพลายอาหารอย่างเพียงพอ การผลิตไม่หยุดชะงักจากผู้ผลิตขาดความมั่นใจและมีความเสี่ยงด้านราคาสินค้า เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

ผลของมาตรการควบคุมราคาสินค้าของภาครัฐ ล่าสุด นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ ขอปรับราคาไข่ไก่อีกครั้ง หลังต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้น ทั้งราคาอาหารสัตว์ ยาสัตว์ และค่าจัดการต่างๆ โดยเฉพาะอาหารสัตว์ที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ประเมินต้นทุนการผลิตไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 อยู่ที่ฟองละ 2.87 บาท ส่วนสำนักการเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินต้นทุนระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2565 อยู่ที่ 2.94 บาท/ฟอง ขณะที่สมาคมฯ ให้ความร่วมมือคุมราคาไข่คละหน้าฟาร์มไว้ที่ 3.10 บาท/ฟอง โดยจะตรึงราคาไว้จนไม่สามารถทำได้ และหากไม่มีการปรับราคาหน้าฟาร์ม ผู้เลี้ยงจะอยู่ไม่ได้ จนในที่สุดต้องเลิกเลี้ยง

ขณะที่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลอนุมัติการปรับราคาอาหารสัตว์ ก่อนโรงงานหยุดไลน์การผลิตเพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้อีกต่อไป

อาหารสัตว์ เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ ต้องอยู่ใต้อาณัติของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้มาตรการคุมราคาสินค้า (อาหารสัตว์) คุมราคาหน้าฟาร์ม (หมู ไก่ ไข่) เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาขายปลีกสูงเกินไปและรักษาเสถียรภาพอัตราเงินเฟ้อของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ในภาวะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งเป็นจรวดภาครัฐควรผ่อนปรนมาตรการเพื่อให้ระบบการผลิตเดินหน้าต่อได้ เศรษฐกิจประเทศจึงจะอยู่ได้ เพราะการคุมราคาสินค้านานเกินไปจนผู้ผลิตประสบปัญหาขาดทุนสะสมหนัก จนอาจตัดสินค้าใจเลิกการผลิต จะทำให้สินค้าขาดตลาดและมีราคาแพง ร้ายกว่านั้นอาจเกิดการกักตุนและเก็งกำไร นั่นจะเป็นผลร้ายต่อผู้บริโภคที่ต้องแบกภาระสินค้าราคาแพงและสินค้าหายาก ในที่สุดอาจทำให้เกิด “ตลาดมืด” สำหรับสินค้าจำเป็น ดังนั้น ภาครัฐจึงควร “ตัดไฟ แต่ต้นลม” ปล่อยให้ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้นในอัตราที่เหมาะสม ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันด้วยระบบยุติธรรมและธรรมาภิบาล

อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ