สัตวแพทย์ย้ำระบบการเลี้ยง‘ปลาทับทิม’มีมาตรฐาน ใส่ใจสัตว์-ผู้บริโภค-สิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641485

สัตวแพทย์ย้ำระบบการเลี้ยง‘ปลาทับทิม’มีมาตรฐาน ใส่ใจสัตว์-ผู้บริโภค-สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 11.50 น.

สัตวแพทย์ ม.เกษตร แนะ “ปลา” เป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่าย อุดมด้วยกรดไขมันชนิดดี แร่ธาตุ และวิตามินที่สำคัญ ระบบการเลี้ยงในปัจจุบันมีการทำเทคโนโลยีทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้สัตว์มีความสุขกาย สบายใจ ย้ำผู้บริโภคมั่นใจคุณภาพเนื้อปลาปราศจากยาปฏิชีวนะและสารเคมีตกค้าง ปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

อ.สพ.ญ.ดร.ปริญทิพย์ วงศ์ไทย ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ผนวกกับความต้องการบริโภคอาหารที่ดีเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดตามเทรนด์ใส่ใจสุขภาพ จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงมีการพัฒนารูปแบบ และวิธีการเลี้ยงตามระบบมาตรฐาน คำนึงถึงสุขภาพสัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

ปลาทับทิมเริ่มมีการเลี้ยงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ภายหลังจากมีการพัฒนาสายพันธุ์จากปลานิลดำเพื่อให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่เค็ม มีรูปร่าง สีสัน รวมถึงรสชาติที่ถูกปากผู้บริโภค เดิมทีระบบการเลี้ยงปลาทับทิมเป็นการเลี้ยงระบบเปิด บ่อดิน ไม่มีระบบการจัดการที่เป็นมาตรฐาน แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสังคมทำให้ปลาทับทิมได้รับความนิยม เป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการระบบการเลี้ยงอย่างมีมาตรฐาน

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ อาทิ นวัตกรรม In-Pond Raceway System (IPRS), Recirculating aquaculture systems (RAS) หรือ Biofloc system ซึ่งเป็นระบบการเลี้ยงปลาในระบบปิด มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พื้นที่ ลดข้อจำกัดด้านการจัดการคุณภาพน้ำ การให้อาหาร การควบคุมโรค การจัดการของเสีย รวมถึงการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาในประเทศไทยสู่ตลาดโลก

อ.สพ.ญ.ดร.ปริญทิพย์ ระบุว่า ในการจัดตั้งฟาร์มเลี้ยงปลาต้องได้รับอนุญาตจากกรมประมง และปฏิบัติตามระบบมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ดี (Good Aquaculture Practice; GAP) เพื่อให้ระบบการเลี้ยงมีความยั่งยืน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม กรมประมง และ/หรือ มกอช. มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานประกอบไปด้วย 1) สถานที่ต้องมีความเหมาะสม 2) การจัดการฟาร์มที่ดี ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 3) อาหาร วิตามิน ต้องปราศจากการปนเปื้อนของยาและสารต้องห้ามในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กระบวนการถูกสุขอนามัยปลอดภัยต่อสัตว์น้ำและผู้บริโภค 4) เกษตรกรต้องมีความรู้และเข้าใจเมื่อเกิดปัญหาการติดเชื้อในสัตว์น้ำ สามารถจัดการลดความรุนแรงโรคได้ 5) ให้ความสำคัญในการจัดการสุขอนามัยฟาร์ม ด้านการปนเปื้อนเชื้อจากขยะสิ่งปฏิกูล หรือสิ่งขับถ่ายที่อาจปนเปื้อนลงสู่บ่อเลี้ยงได้ 6) การจับและการขนส่งที่ดีจะช่วยทำให้สัตว์น้ำมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย 7) มีการเก็บข้อมูลการเลี้ยง การให้อาหาร การตรวจสุขภาพ การใช้ยาและสารเคมีอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ อ.สพ.ญ.ดร.ปริญทิพย์ ย้ำว่า ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องให้ความสำคัญในทุกระบวนการตั้งแต่การเลี้ยง การจัดการฟาร์ม การขนส่ง การทำให้เสียชีวิต รวมถึงการจำหน่ายไปยังผู้บริโภค ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานกำหนด ดำเนินกิจกรรมต่างๆภายใต้หลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ที่มีความสำคัญอย่างมากในวงการเลี้ยงสัตว์ปัจจุบัน เช่น มีพื้นที่กว้างขวางพอที่สัตว์จะสามารถแสดงพฤติกรรมอย่างอิสระ ให้อาหารอย่างเพียงพอ มีการควบคุมป้องกันโรคไม่ให้สัตว์เจ็บป่วย ไม่เครียด ในอีกแง่มุมผู้เลี้ยงควรมองว่า สัตว์ที่เราเลี้ยงนั้นให้คุณประโยชน์มากมาย นอกจากสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญให้มนุษย์เราได้ดำรงชีวิตเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่า จึงต้องให้ความสำคัญ ตระหนัก ใส่ใจสุขภาพสัตว์ที่เราเลี้ยงอย่างดีที่สุด

สุดท้ายอยากให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าระบบการเลี้ยงปัจจุบันมีมาตรฐาน ระบบการจัดการฟาร์มที่มีการควบคุม ตรวจติดตาม ทำให้มั่นใจในคุณภาพเนื้อได้ว่าปราศจากยาปฏิชีวนะและสารเคมีตกค้างที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงให้ความใส่ใจครอบคลุมในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือของเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างแน่นอน

‘มนัญญา’เยียวยาผู้ประสบภัยด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641382

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.4-01 พร้อมกับเยี่ยมชมการออกร้านจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในงาน จากนั้นได้ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาว 2 แสนตัว ที่เขื่อนวังร่มเกล้า ต.ทุ่งใหญ่ อ.เมืองอุทัยธานี จ.อุทัยธานี โดย น.ส.มนัญญากล่าวว่าได้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยปี 2564 จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ใน 8 อำเภอ

จากรายงานข้อมูล ปี 2564 จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรได้รับความเสียหาย10,965 ราย พื้นที่ 107,310 ไร่ วงเงิน 206,719,526 บาท ดังนี้ 1.ด้านพืชเกษตรกร 10,229 ราย พื้นที่ 106,785.56 ไร่2.ด้านประมง เกษตรกร 606 ราย พื้นที่ 524.76 ไร่ 3.ด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 130 ราย สัตว์เลี้ยงได้รับความเสียหาย 7,401 ตัว 4.โรคลัมปี สกิน เกษตรกร60 ราย และ 5.โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เกษตรกร 126 ราย สุกรเสียหาย7,371 ตัว ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์แนวทางและเงื่อนไขในการเยียวยาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติซึ่งต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ ก่อนเกิดภัยและมีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิงอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2564 ดังนั้น จึงจัดพิธีมอบเงินช่วยเหลือดังกล่าวขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ผักพืชปุ๋ยสด และมีพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ได้รับเอกสารสิทธิจาก ส.ป.ก.รวม 32 ราย มอบสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน (บ่อจิ๋ว) 8 ราย

สภาเกษตรฯเป็นพยานทำMOU เดินหน้าวิจัยกัญชาทางการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641384

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นพยานในการบันทึกความร่วมมือด้านการวิจัยกัญชาทางการแพทย์ ระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย นพ.พิเชฐ บัญญัติ รองอธิบดีฯ กับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพชรลานนา โดย น.ส.สิริน ชะเอมเทศ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพชรลานนา ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.นนทบุรี เพื่อศึกษาวิจัยเรื่องกัญชา ซึ่งเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์เด่นๆ แทนการซื้อสายพันธุ์เข้ามาในประเทศ

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวเป็นครั้งแรกที่ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการวิจัยกัญชาทางการแพทย์ อย่างเป็นทางการ ซึ่งนำประโยชน์สู่เกษตรกร สภาเกษตรกรฯ อยากเห็นส่วนราชการได้ทำงานด้านนี้ เพราะลำพังเกษตรกรมีข้อจำกัด คือเกษตรกรเก่งเรื่องการปลูก ดูแลและแปรรูป แต่ไม่เก่งเรื่องการวิจัย พัฒนา เพราะขีดความสามารถไม่ถึง เมื่อเกิดความร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็จะมีความร่วมมือ2 ด้าน โดยเมล็ดพันธุ์กัญชาก้านแดงที่กรมฯ ได้มอบให้ในครั้งนี้จะนำไปทดสอบปลูกในพื้นที่จริงด้วยวิธีการที่หลากหลายพร้อมกับทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ เพื่อหาลูกผสม ซึ่งอาจจะได้ลูกผสมเด่นๆ การลงนามในครั้งนี้เหมือนเป็นก้าวเล็กๆ แต่อนาคตงานวิจัยกัญชาทางการแพทย์จะเป็นเรื่องใหญ่มากของประเทศไทยต่อไป

กรมชลฯไม่หวั่นต้นทุนเพิ่มสูง เดินหน้าสร้างคลองระบายน้ำบางบาลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641387

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผอ.สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่าแม้การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย รวมทั้งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ต้นทุนพลังงานน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ค่าแรงงาน ค่าเหล็ก หรือวัสดุก่อสร้างมีการขยับราคาขึ้น กระทบกับการก่อสร้างโครงการชลประทานเฟสใหม่ ที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร หรือที่หลายคนเรียกกว่าเจ้าพระยา 2 ตั้งอยู่สนามชัยอ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ภายใต้งบประมาณ 21,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้เสร็จตามกำหนดเวลา

ทั้งนี้ หากก่อสร้างเสร็จจะสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาทีสามารถบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เฉลี่ย 1.9-2.5 ล้านไร่/ปี และสามารถลดระดับความลึกของน้ำท่วมลงได้ เพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำสำหรับใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านเกษตรกรรมรวม 229,138 ไร่ มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค 15 ล้าน ลบ.ม. ในเขตพื้นที่โครงการ

การก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ได้จัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุม ทั้งด้านอุทกภัย การขาดแคลนน้ำ คุณภาพน้ำ และการบริหารจัดการน้ำ และมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ เป็นคลองระบายน้ำที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อเบี่ยงน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนเจ้าพระยาเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก ลดระดับน้ำท่วมในพื้นที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เป็นอย่างดี

“ความคืบหน้าในการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างได้มากกว่า 20% ของโครงการ ดังนั้น การก่อสร้างไม่น่าจะมีปัญหา หากก่อสร้างเสร็จ จะช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ ทั้งเรื่องของน้ำท่วม ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำหลากได้มากขึ้น จากเดิมระบายน้ำได้ 1,730 ลบ.ม./วินาทีเพิ่มอีก 1,200 ลบ.ม./วินาที หรือจะสามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ถึง 2,930 ลบ.ม./วินาที จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเขตน้ำท่วมขังสูงสถานการณ์จะดีขึ้นริมฝั่งเจ้าพระยาตอนล่าง จะสามารถระบายน้ำลงทะเลได้เร็วขึ้นลดผลกระทบน้ำหลากต่อประชาชนน้อยลง”นายเสริมชัย กล่าว

นายเสริมชัย กล่าวว่า โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นแผนงานในลำดับที่ 7 ของแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ประกอบด้วยแผนงานทั้งหมด 9 กลุ่มแผนงาน ซึ่งการก่อสร้างแนวคลองระบายน้ำหลากตัดผ่านพื้นที่ชุมชน ส่งผลให้ที่ดินของประชาชนถูกเขตพื้นที่ก่อสร้าง ส่งผลให้มีการปรับลดแนวคลองในบริเวณที่ตัดผ่านชุมชนเพื่อให้มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่น้อยที่สุด รวมถึงดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหา

เกษตรฯเร่งรัดพัฒนา สมุนไพรไทยสู่ตลาด รองรับมีผู้บริโภคเพิ่ม ให้ทุกกรมดำเนินการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641385

วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2565 ว่าการขับเคลื่อนการพัฒนาสมุนไพร ตามแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 ปี 2560-2565 กำหนดให้มี 4 ยุทธศาสตร์คือ 1.การส่งเสริมผลิตผลสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพตรงความต้องการของตลาด 2.การพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล 3.การส่งเสริมการใช้เพื่อการรักษาโรค เสริมสร้างสุขภาพ และ 4.การสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารและนโยบายภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนสมุนไพรอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนด้านวัตถุดิบสมุนไพร ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการจัดทำมาตรฐานเพื่อส่งเสริมการผลิตสมุนไพร Product Champion 12 ชนิด ให้ได้คุณภาพมาตรฐาน โดยมอบหมายหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินการ ได้แก่ มอบหมายกรมพัฒนาที่ดิน จัดทำแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกพืชสมุนไพร (Land Suitability) ให้ครอบคลุมชนิดพืช Product Championทั้ง 12 ชนิด กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการพัฒนาห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน (ISO 17025) เพื่อรองรับการบริการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมปศุสัตว์ ร่วมจัดทำระบบฐานข้อมูลสมุนไพร

‘พล.อ.ประวิตร’เร่งขับเคลื่อนแผนทรัพยากรน้ำ แก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641263

'พล.อ.ประวิตร'เร่งขับเคลื่อนแผนทรัพยากรน้ำ แก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 14.21 น.

‘พล.อ.ประวิตร’ เร่งกนช. ขับเคลื่อนแผนทรัพยากรน้ำ 5 ปี แก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำทั้งระบบ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ปชช.

14 มีนาคม 2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2565 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมี ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะเลขานุการกนช. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณากลั่นกรองมาตรการแผนงานโครงการด้านน้ำก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ ได้แก่ 13 มาตรการรองรับสถานการณ์ฤดูฝน ปี 2565 โดยเน้นมาตรการในเชิงป้องกัน บรรเทา ที่สามารถช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้แก่ประชาชนได้ทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเห็นชอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2565 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2565/2566 ในพื้นที่เป้าหมายที่เป็นพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข บรรเทาปัญหาโดยเร่งด่วนแต่ยังไม่มีงบประมาณรองรับ โดยมอบ สทนช.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการที่จำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ และสอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝนตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนด โดยมีแผนงานโครงการที่ประกอบด้วย 1) การซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ 2) การปรับปรุง แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ และกำจัดผักตบชวา 3) การขุดลอกคูคลอง 4) การเตรียมพร้อมวางแผนเครื่องจักรเครื่องมือ และ 5) การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อเก็บกักไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ โครงการที่จะดำเนินการ หน่วยงานจะต้องนำเสนอผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธาน ก่อนเสนอ สทนช. รวบรวม วิเคราะห์ประสิทธิภาพผลของโครงการและความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อนำเสนอ ครม. พิจารณาสนับสนุนงบประมาณต่อไป 

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบปฏิทินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฉบับปรับปรุง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางร่วมกันในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งเห็นชอบโครงการบำบัดน้ำเสียมีนบุรี ระยะที่ 2 ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปี 2566-2569) เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองต่างๆ ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เช่น คลองแสนแสบ คลองสามวา และคลองสองต้นนุ่น ในเขตมีนบุรี เขตคลองสามวา เขตคันนายาว และเขตสะพานสูง โดยมอบให้กรุงเทพมหานครเตรียมความพร้อมโครงการให้สามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ ส่วนโครงการบำบัดน้ำเสียในพื้นที่อื่นๆ ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนเพื่อเร่งฟื้นฟูสภาพคลองแสนแสบให้กลับมามีระบบนิเวศอยู่ในเกณฑ์ดีโดยเร็ว 

ทั้งนี้ ที่ประชุม กนช. โดยดร.สุรสีห์ เลขา สทนช. ได้รายงานแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) และ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566  โดย พล.อ. ประวิตร กำชับให้ทุกหน่วยงานพิจารณาเสนอโครงการให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี จากทุกแหล่งงบประมาณ ผ่านระบบ Thai Water Plan ให้ครบถ้วน เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น ให้มีการปรับปรุงหน้าที่และอำนาจของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ( กอนช.) ให้เกิดการบูรณาการ เชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเห็นชอบกรอบการศึกษานวัตกรรมเชิงระบบ โครงสร้าง กลไก เพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาว ให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561

‘อลงกรณ์’เร่งพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641168

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง เป็นประธานประชุมวางแนวทางการดำเนินงานโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองระดับเขต และระดับจังหวัด พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ระดับเขต และระดับจังหวัด ซึ่งนายอลงกรณ์กล่าวว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เล็งเห็นความสำคัญการแก้ไขปัญหาภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในเมือง เนื่องจากในปี 2562 ประเทศไทยมีประชากรในเมืองมากกว่าในชนบทเป็นครั้งแรก สะท้อนถึงการขยายตัวของเมืองและชุมชนเมือง มีการผลิตอาหารได้เองไม่ถึง10% เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งขับเคลื่อนพัฒนาการเกษตรในเมือง จึงได้มอบนโยบายให้ดำเนินการโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 6 ประการ ได้แก่ 1.การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง 2.การเพิ่มพื้นที่สีเขียว 3.การลด PM 2.5 และลดก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) 4.การเพิ่มคุณภาพอากาศ 5.การอัพเกรดคุณภาพชีวิตของประชาชน และ 6.การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการระดับเขตและจังหวัดยังรับผิดชอบการขับเคลื่อนโครงการธนาคารสีเขียว เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนโดยการปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นทรัพย์สินและหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งยังนำมาคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปด้วยตามเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Carbon Zero ของประเทศไทย

กรมชลประทานลงพื้นที่สร้างการรับรู้ ดึงประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหาน้ำ สร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641163

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวรได้จัดทำ “โครงการศึกษาสร้างการรับรู้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และลำพูน” เพื่อต้องการสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น และความต้องการของประชาชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ตลอดจนเพื่อเป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน ในการพัฒนาชุมชนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดรูปแบบโครงการหรือแผนงานในการบำบัดทุกข์และบำรุงสุข ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างอำนาจแก่ประชาชนในการตัดสินใจวางแผนหรือดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้กรมชลประทานยังมีนโยบาย ที่ต้องการปรับกระบวนการในการแก้ไขปัญหา ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นไป อันจะส่งผลให้เกิดเป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนงานได้อย่างตรงจุด สร้างความเป็นธรรม สร้างความสุข
ให้กับประชาชน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐจะได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง เข้าในบทบาท ภาระหน้าที่ และการดำเนินด้านต่างๆ ที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน ไปจนถึงการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนกับกรมชลประทาน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างอำนาจแก่ประชาชนในการตัดสินใจวางแผนหรือดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะให้การดำเนินงาน
ประสบผลสำเร็จ แก้ปัญหาได้ตรงจุด สร้างความเป็นธรรม สร้างความสุขให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ชาวนาเฮรับเงินประกันรายได้ จ่ายชดเชยส่วนต่างข้าว4ชนิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641165

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ชาวนาจะได้รับส่วนต่างประกันรายได้ข้าว โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ให้ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรพืช 5 ชนิด คือ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าว โพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งกรมการค้าภายใน ได้อนุมัติราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2564/65 รอบที่ 1 งวดที่ 20 มีมติจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2564/65 รวม 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ไม่ต้องจ่ายชดเชยแล้ว

นางมัลลิกากล่าวต่อว่า สำหรับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการจ่ายเงินส่วนต่าง งวดที่ 20 ได้แก่ ข้าวเปลือกหอม
มะลินอกพื้นที่ ราคา 11,815.28 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 2,184.72 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคา 10,280.55 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 719.45 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 8,383.83 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 1,616.17 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ราคา 9,834.41 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 2,165.59 บาท

“จำนวนนี้จะมีเกษตรกรบางส่วนได้รับเงินส่วนต่างสำหรับงวดที่ 20 สูงสุด คือข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 34,955.52 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 17,986.25 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 48,485.10 บาท และข้าวเปลือกเหนียว 34,649.44 บาท การจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ในปีที่ 3 หลักการเดิม คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินเข้าไปยังบัญชีของเกษตรกรภายใน 3 วันทำการหลังจากที่ได้มีการประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงเช่นเดียวกับปี 1 และปี 2” นางมัลลิกา กล่าว

ปศุสัตว์ผนึกผู้เลี้ยง ร่วมพัฒนาสุกรไทย ประกันความเสี่ยง จากภาวะต้นทุนสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641166

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ต้อนรับนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อหารือในประเด็นการพัฒนาการเลี้ยงสุกรในอนาคต และแนวทางการฟื้นฟูอาชีพผู้เลี้ยงสุกรรายเล็กและรายย่อย โดยนายสัตวแพทย์สรวิศกล่าวว่า มีการหารือถึงแนวทางบูรณาการความร่วมมือในการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูอาชีพผู้เลี้ยงสุกรรายเล็กและรายย่อย และการใช้ระบบประกันภัยเพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และรับทราบสภาพปัญหาการผลิตสุกรที่ต้องประสบกับภาวะต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

รวมทั้งข้อมูลรายงานความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนโรคอหิวาต์ในสุกร หรือ ASF ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างทดสอบ และร่วมรับทราบแนวทางการจัดทำ Sandbox ของกรมปศุสัตว์ รวมถึงการจัดทำคู่มือการกลับเข้ามาเลี้ยงสุกรใหม่ของเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเลี้ยงมากขึ้น

ทั้งนี้ Pig Sandbox จะเป็นเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ นำร่องส่งเสริม-ฟื้นฟูการผลิต และควบคุมป้องกันโรคระบาดในสุกร ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ คือเขตพื้นที่นำร่องและพื้นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เช่น ภาคเอกชนเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคการเงินการธนาคารภาคการขนส่ง ฯลฯ มาตรการทางกฎหมายและการสนับสนุนด้านอื่นๆ โครงการ/กิจกรรมสำคัญที่ต้องดำเนินการ กรอบเวลาและงบประมาณ และคณะทำงานขับเคลื่อนทั้งส่วนกลางและในพื้นที่