เกษตรฯทำMOUสคช. มุ่งเน้นการพัฒนาคน สู่ความเป็นมืออาชีพ ด้านทำเกษตรกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639008

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายศรัญญู พูลลาภ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนากำลังคนด้านการเกษตรสู่ความเป็นมืออาชีพด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ (MOU) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) โดยนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายนคร ศิลปอาชา ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ร่วมเป็นสักขีพยาน และมีนายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสุรพล พลอยสุข ผอ.สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นผู้แทนของหน่วยงานลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ตลอดจนผู้บริหารของทั้ง 2 หน่วยงาน เข้าร่วม

ทั้งนี้ สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ มีเป้าหมายขับเคลื่อนร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพและสนับสนุนบุคลากรผู้ประกอบอาชีพด้านการเกษตรในเครือข่ายของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเข้ารับการประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ในสาขาวิชาชีพหรือสาขาอาชีพด้านการเกษตร ดำเนินการศึกษาวิจัย พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรผู้ประกอบอาชีพด้านการเกษตร รวมทั้งขับเคลื่อนการฝึกอบรมผ่านระบบการเรียนรู้สมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สร้างการรับรู้ และยอมรับในระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ตลอดจนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่ทำร่วมกันให้เป็นที่แพร่หลาย ยกระดับมาตรฐานในการประกอบอาชีพตามระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ยกระดับสมรรถนะกำลังคนด้านการเกษตรของประเทศไทย พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพสู่การเป็นต้นแบบมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สมาคมไข่ไก่ประกาศช่วยตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไม่เกิน 3.10 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639036

สมาคมไข่ไก่ประกาศช่วยตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไม่เกิน 3.10 บาท

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.21 น.

สมาคมไข่ไก่ประกาศช่วยตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไม่เกิน 3.10 บาท

2 มีนาคม 2565 นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ เปิดเผยว่า สมาคมฯได้มีการหารือร่วมกับสมาชิก และผู้เลี้ยงไก่ไข่แล้ว เข้าใจสถานการณ์ดีว่าหากปรับขึ้นราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ 3.20 บาท อาจจะกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค และทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับลดลง จึงขอความร่วมมือให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่แบกรับภาระต้นทุนไว้และจะตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มไว้ที่ไม่เกิน 3.10 บาท จึงขอวอนสังคมโปรดเข้าใจผู้เลี้ยงที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ได้ต้องการฉวยโอกาสปรับราคาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สมาคมฯได้ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ 2.90 บาท มาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2565 จนถึงปัจจุบัน แต่ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันและอาหารสัตว์ที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ได้ส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้นไปอีก ทางผู้เลี้ยงไก่ไข่จึงจำเป็นต้องปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับขึ้นจริง เพราะที่ผ่านมา ผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องแบกรับภาระมาอย่างต่อเนื่อง

‘กลไกตลาด’ตัวขับเคลื่อนราคาสินค้าปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638971

‘กลไกตลาด’ตัวขับเคลื่อนราคาสินค้าปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.33 น.

‘กลไกตลาด’ตัวขับเคลื่อนราคาสินค้าปศุสัตว์

การดูแลราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย มักให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่ จนมองข้ามเกษตรกรในภาคปศุสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานการผลิตอาหาร เราจึงได้เห็นรัฐโชว์ผลงานการยกระดับราคาธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่เคยเห็นรัฐบาลใดโชว์ว่าสามารถทำให้ราคาไข่ไก่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หรือมีผลงานที่ทำให้เนื้อหมู-เนื้อไก่มีราคาดี … ในทางกลับกัน เกษตรกรภาคปศุสัตว์กลับถูก “ตรึงราคาขาย”  หรือบังคับให้ขายในราคาควบคุม ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เพราะการหนุนหรือส่งเสริมให้พวกเขามีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่สูง จากราคาพืชผลที่แพงขึ้น แต่วางขีดจำกัดให้ขายได้ในราคาควบคุม เท่ากับเป็นการบอนไซผู้เลี้ยงสัตว์ และไม่ส่งเสริมให้ภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืน

ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งน่าเห็นใจ เพราะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากสงครามยูเครน ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.75 บาท/กก. จากราคา 8.91 บาท/กก.ในปี 2564 ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย พุ่งสูงกว่าตลาดโลกไปอยู่ที่ 12 บาท/กก. และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องไปถึง 15 บาท/กก. ซ้ำเติมราคาที่สูงอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก ส่งผลให้เกษตรกรภาคปศุสัตว์ ทั้งไก่เนื้อ สุกร ไก่ไข่ และอื่นๆ ต้องรับภาระต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ที่สูงขึ้น เป็นภาระหนักของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แต่ปัญหาที่หนักกว่าคือการถูกบังคับให้ขายในราคาควบคุม

จากแนวคิดของ รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ ที่เคยกล่าวผ่านสื่อมวลชนว่า การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร รัฐไม่ควรเลือกอุดหนุนเฉพาะสินค้าเกษตรตัวใดตัวหนึ่ง และในระยะยาวรัฐต้องสร้างสมดุลโครงสร้างภาคการเกษตร

ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการสร้างสมดุลโครงสร้างภาคการเกษตร แม้จะดูเป็นเรื่องยากแต่อย่างน้อยรัฐควรเริ่มจากการพิจารณาภาคเกษตรให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ เนื่องจากการคุมราคาขายเฉพาะปลายทางของเกษตรกรที่อยู่ปลายห่วงโซ่เช่นนี้จะนำไปสู่การล่มสลายของอาชีพเกษตรกร ดังเช่นที่มีเกษตรกรรายย่อยหลายรายตัดสินใจเลิกเลี้ยงสัตว์ในช่วงนี้ เนื่องจากรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ได้

ทางออกที่ดีคือ รัฐควรนำกลไกตลาดกับการบริหารจัดการราคาแบบยั่งยืนมาใช้ โดยให้หลักอุปสงค์-อุปทาน ทำหน้าที่ควบคุมราคาขายเอง ถ้าของมีมาก ความต้องการน้อย ราคาก็ถูก ถ้าของมีน้อย ราคาแพง ผู้บริโภคก็เลี่ยงและไม่ซื้อ ในที่สุดราคาก็จะลดลงเอง ดังเช่นที่นำไปบริหารจัดการกับสินค้าสุกรและทำให้ราคาสุกรลดลงเข้าสู่ภาวะสมดุลได้สำเร็จ  

ขอย้ำว่า “กลไกตลาด” จะทำหน้าที่ของมันเองได้อย่างไม่บกพร่อง ขณะเดียวกันหน้าที่ของรัฐก็ไม่ใช่การควบคุมราคาหรือตรึงราคาขายสินค้าเกษตร แต่รัฐควรปรับตัวเป็นผู้หาตลาดรองรับให้เกษตรกร และสนับสนุนให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรถูกลง เพื่อให้เขามีกำไรและสามารถผลิตเนื้อสัตว์ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ป้อนตลาดนั้นสม่ำเสมอ และเป็นทางออกที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

โดย ลักขณา นิราวัลย์ 

รอบรั้วเมืองใต้ : 3 มีนาคม 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/639007

รอบรั้วเมืองใต้ : 3 มีนาคม 2565

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ ผู้เขียนขอเข้าร่ายข่าวสังคม  ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพ ที่เห็นมาอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น….นครหาดใหญ่ถึงเวลาที่จะจัดระเบียบ“ทางเท้า”ให้คืนสู่ผู้ใช้“ทางเท้า”ได้หรือยัง หรือจะปล่อยให้ทางเท้าเป็นที่วางจำหน่ายสินค้า ร้านค้าย่อยต่อไปก็ตามใจท่านนายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ท่าน พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี… ก็คงต้องขอแสดงความเสียใจ กับผู้ประสบ“ชะตากรรม” จาก “พายุหลงฤดู” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภาคใต้ตอนล่าง ในพื้นที่ ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส  มีผู้“สังเวย”ชีวิตใน จ.นราธิวาส ทีเดียว 7 ราย ส่วน เรือกสวนไร่นา เสียหายจำนวนมาก “แตงโม” ใน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี กว่า 1,000  ไร่ ลอย“ตุ๊บป่องๆ” เหมือนกับ “หัวใจ”ของเจ้าของ ที่หลุดลอยไปด้วย

….แน่นอน“ภัยธรรมชาติ” ห้ามไม่ได้  โดยเฉพาะ“พายุ” ที่หลงฤดูอย่างที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ประชาชนได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ในการช่วยเหลือ เยียวยา ทั้งใน“เฉพาะหน้า” เรื่อง อาหาร น้ำดื่ม หยูกยา  และในระยะยาว คือการ“ฟื้นฟู” อาชีพ ทุนที่จะต้องใช้ในการสร้างผลผลิต เพื่อการดำรงชีพต่อไป….ที่ชัดเจน และเข้าพื้นที่ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. ระดมสรรพกำลังเท่าที่มีและที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน นำอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น ช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเฉพาะ“โรงครัวพระราชทาน” ที่สร้างความ“ปลาบปลื้ม” ให้กับ ผู้เดือดร้อน …ตามด้วย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่มี พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์  แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งมี กำลังพล ในเกือบทุกอำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ระดมกำลังพล และ สิ่งของ ยานพาหนะ ให้การช่วยเหลือ อพยพ ผู้คนอย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงทีทำให้ไม่มีความสูญเสียมากไปกว่านี้

….และที่เป็น“หน้าที่” โดยตรง คือ ฝ่ายปกครอง ซึ่งที่ “โดดเด่น” ที่สุดคือ สนั่น พงษ์อักษร ผวจ.นราธิวาส “พ่อเมือง” อนาคตไกล ที่ บุกน้ำลุยโคลน เพื่อให้การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมแบบ“ถึงลูกถึงคน” ได้ใจประชาชนไปทั้งเมือง….และสุดท้าย ที่เห็นไปทุกที่ของประเทศไทย ที่ประชาชนประสพภัยพิบัติคือ นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ซึ่งการลงพื้นที่อย่าง“ทันทีทันใด” นอกจากเป็น ตัวแทนของ“รัฐบาล” แล้ว ยังทำให้ข้าราชการในพื้นที่ต้องทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เป็นขวัญและกำลังใจ ให้กับ ทั้งส่วนราชการและประชาชน ที่สำคัญ “ประชาธิปัตย์” พรรคการเมืองที่ “นิพนธ์” สังกัดอยู่ ได้ คะแนนจากประชาชนไปแบบเต็มๆ…..ส่วนในการช่วยเหลือระยะยาวนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ในการสำรวจความเสียหาย ความสูญเสีย ที่ประชาชนได้รับ และ ศอ.บต. ต้องทำหน้าที่ในการ“บูรณาการ” กับ รัฐบาล เพื่อให้แต่ละกระทรวงได้จัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน และ“ฟื้นฟู” รวมทั้งการ“ซ่อมสร้าง” ถนนหนทาง, สะพาน และอื่นๆ ที่ ได้รับความเสียหายให้รวดเร็ว

…..น่าเป็นห่วง น่าหนักใจ จากจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อ “โควิด-19” สายพันธุ์ “โอมิครอน” ในพื้นที่ จ.สงขลา, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน และเชื่อว่า หลัง“น้ำลด” จำนวนผู้ติดเชื้อจะสูงกว่านี้ โดยเฉพาะ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ประชาชนต่าง“ผวา” ไม่กล้าที่จะไปไหนมาไหน ยิ่งทำให้เศรษฐกิจการค้าที่“ทรุด”อยู่แล้ว“ทรุด”จน“ซบ” ลงกับพื้นดิน ก็ได้แต่เห็นใจ เจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากแจ้งเตือนกับเตือนให้ประชาชน ระมัดระวังตัว ส่วนที่ ประชาชน “ขวัญกระเจิง” คือการ “วิวาทะ” ระหว่าง ชมรมแพทย์ชนบท” กับ “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.“สาธารณสุข” เกี่ยวกับยา“ฟาวิพิราเวียร์” ที่ “หมอชนบท” อ้างว่า ขาดแคลนทั่วประเทศ แต่“หมอหนู” ออกมา “โต้” ว่ามี “เหลือเฟือ” เรื่องนี้ใคร “พูดจริง” และใคร“พูดเท็จ” ไม่รู้ แต่ ชาวบ้านเชื่อว่าเรื่องที่“หมอชนบท” ออกมาให้ข้อมูล เป็น“เรื่องจริง” เพราะคนที่ ตรวจ“เอทีเค” และ “ติดเชื้อ”  กักตัวที่บ้าน ไม่มีการจ่าย“ฟาวิพิราเวียร์” แต่ให้ ทานยาตามอาการ และได้ “ฟ้าทะลายโจร” แทน แสดงว่า“ฟาวิพิราเวียร์” ขาดจริง….นี่คือ “วิกฤต”ของ กระทรวง“สาธารณสุข” และเป็น“วิกฤต”ของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แท้จริง…. 


ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ 

ปศุสัตว์ย้ำ ไก่ไทยไร้สารตกค้าง ผู้บริโภคมั่นใจทานได้ปกติ ส่งออกต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638821

ปศุสัตว์ย้ำ ไก่ไทยไร้สารตกค้าง ผู้บริโภคมั่นใจทานได้ปกติ ส่งออกต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 08.17 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานทางสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็น เรื่อง กินคอไก่ ปีกไก่ และหัวไก่ จะมีสารพิษ เมื่อทานแล้วสะสม เสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย นั้น กรมปศุสัตว์ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว สรุปว่าเป็นข่าวปลอมไม่เป็นความจริง การนำเสนอข้อมูลเท็จนี้ สามารถสร้างความตื่นตะหนกให้แก่ประชาชนผู้บริโภคเนื้อไก่ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกรายใหญ่ของโลกได้ เพื่อเป็นการคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงได้เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อผู้บริโภค และให้ทุกหน่วยงานกำกับดูแลสินค้าปศุสัตว์ให้มีความปลอดภัยอาหาร รักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง

กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านอาหารปลอดภัยในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ได้กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดทั้งกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP (Good Agricultural Practices) โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมาย มีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขอนามัย สถานที่จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน จนถึงมือประชาชนผู้บริโภค จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ มีการตรวจสอบและกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่มีสารอันตรายตกค้าง ไม่มีฮอร์โมน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีแหล่งที่มาชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ตรวจโรคสัตว์ก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์และหลังออกจากโรงฆ่าสัตว์ มีการสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ทั้งด้านสารตกค้าง และเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งในประเด็นกินไก่ ส่วนคอไก่ ปีกไก่ และหัวไก่ ทำให้ได้รับสารพิษสะสมในร่างกายเกิดอันตรายนั้น ทางข้อมูลทางวิชาการต้องขอชี้แจงว่า ไก่เป็นสัตว์ปีก ที่ไม่มีต่อมน้ำเหลือง แต่จะมีต่อม Thymus ที่คอ และ bursa of fabricius ที่ปลายลำไส้ ซึ่งทำหน้าที่แทนต่อมน้ำเหลืองในช่วงแรก และจะฝ่อไปเมื่อไก่โตขึ้น โดยเมื่อไก่โตขึ้นระบบต่อมน้ำเหลืองในไก่จะเป็นลักษณะเนื้อเยื่อที่อยู่ในทางเดินอาหาร  (gut associated lymphoid tissue)

ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการสะสมของเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่คอไก่ และหัวไก่ไม่สามารถสะสมสารพิษได้ เนื่องจากไก่ไม่มีต่อมพิษที่หัว และไก่ยังมีตับและไตที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกายเหมือนกับมนุษย์ด้วย โดยปกติคอไก่จะมีต่อมไทรอยด์และต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งตามโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐานจะมีการตัดเอาต่อมพวกนี้และหลอดลมออกก่อนมาจำหน่ายอยู่แล้ว สำหรับประเด็นฮอร์โมนนั้น ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ที่กำหนดห้ามให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนสเตียรอยด์และฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของสัตว์

กรมปศุสัตว์มีการเก็บตัวอย่างเพื่อสำรวจสารตกค้างในเนื้อสัตว์เป็นประจำทุกปี ซึ่งจากผลการตรวจสอบตรวจพบว่าไม่มีการใช้ฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโตในเนื้อไก่แน่นอน นอกจากนี้ได้มีการเก็บตัวอย่างทั้งเนื้อไก่และเครื่องในตรวจหาสารตกค้างต่างๆ รวมถึงฮอร์โมนทั้งที่ฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ ดำเนินการมามากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งผลจากการตรวจวิเคราะห์ฮอร์โมนกลุ่ม Stilbenes (diethylstilbestrol, dienestrol, hexestrol) 5 ปีย้อนหลัง (2560-ปัจจุบัน) รวมจำนวนกว่า 2,505 ตัวอย่าง ทั้งหมดไม่พบสารตกค้างของฮอร์โมน นอกจากนี้ ยังไม่เคยพบรายงานการติดพยาธิจากการบริโภคเนื้อไก่ เนื่องจากพยาธิต้องการมีความจำเพาะต่อร่างกายของโฮสต์ แต่ร่างกายของมนุษย์ไม่มีความจำเพาะต่อพยาธิที่ติดในไก่ จึงทำให้ไม่เคยมีรายงานการติดพยาธิจากการบริโภคไก่มาก่อน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจเนื้อไก่ รวมทั้งคอไก่ ปีกไก่ และหัวไก่ที่จำหน่ายในไทยยังมีความปลอดภัยรับประทานได้ตามปกติ ไม่มีสารตกค้าง ไม่มีฮอร์โมน และแนะปรุงสุกก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง เพื่อสุขอนามัยที่ดีและความปลอดภัยอาหาร และเพื่อเป็นทางเลือกในการซื้อสินค้าปศุสัตว์ ให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ประชาชนผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า สินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองนั้น มีมาตรฐานการผลิตที่ถูกสุขอนามัย มีความปลอดภัยอาหารเหมาะสมแก่การบริโภค ปลอดจากสารตกค้าง และที่สำคัญมีแหล่งที่มาชัดเจน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิตแน่นอน

กรมชลฯศึกษาพื้นที่ ปรับปรุงชลประทาน แม่กลองใหญ่ฝั่งขวา เมืองกาญจน์-ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638764

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา จ.กาญจนบุรีและราชบุรี ประกอบด้วย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกา พื้นที่ 346,000 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 244,563 ไร่ และ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งขวามีพื้นที่ 315,813 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 258,375 ไร่

ทั้งนี้ แม้ว่าผ่านมา จะมีการปรับปรุงโครงการไปบ้างแล้วบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบส่งน้ำของคลอง 1 ขวา-1 ขวา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งขวา และ 1 ซ้าย-1 ขวา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกา การปรับปรุงสถานีสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำ รวมทั้งปรับปรุงคลองส่งน้ำ การปรับปรุงฝายประสิทธิ์ชลการและระบบส่งน้ำในส่วนที่ชำรุดให้กลับมีสภาพดี การปรับปรุงคลองส่งน้ำสายซอยและคลองส่งน้ำสายแยกซอยการปรับปรุงการกักเก็บน้ำ และการนำน้ำในระบบระบายน้ำกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงคลองระบายน้ำระหว่างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งขวา และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี เป็นต้น

อย่างไรก็ดี นายเฉลิมเกียรติ ได้ลงพื้นที่สถานีสูบน้ำปากคลองส่งน้ำ1 ซ้าย-1 ขวา พร้อมกับให้คำแนะนำและแนวทางในการวางแผนดำเนินโครงการ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ

เที่ยวพิพิธภัณฑ์เกษตรฯมั่นใจปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638765

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.อ.เสนาะ พรรณพิกุล ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ได้ปรับรูปแบบกิจกรรมและการให้บริการ ให้สอดรับกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ โดยยังคงขับเคลื่อนภารกิจการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตร หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งรูปแบบออนไซต์ เรียนรู้บนพื้นที่จริงในพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ กว่า 374 ไร่ โดยยังคงรักษามาตรการเฝ้าระวัง และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยึดหลักDMHTT อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ด้วยเครื่องหมาย SHA มาตรฐานความสะอาดหรือความปลอดภัยด้านสุขอนามัย และเครื่องหมายรับรองในปี 2565 การันตีด้วยเครื่องหมาย SHA Plus จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุข ที่รับรองว่าบุคลากรสถานประกอบการ เข้ารับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ครบโดส มากกว่า 70% เพื่อให้ผู้เข้าชมมั่นใจในความปลอดภัย

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดมาให้เลือกเรียนรู้ เป็นไปตามหลัก “สุข สนุก เรียนรู้ชัด ปฏิบัติได้จริง” ผ่านโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง โดยสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป สามารถเลือกเรียนรู้กว่า 13 หลักสูตร และเรียนรู้ในระบบออนไลน์ 2 หลักสูตร สมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.wisdomking.or.th

ส่วนกิจกรรมวันเดย์ทริป “ท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ” ร่วมสร้างความสัมพันธ์และความสุขในครอบครัวผ่านการเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริงด้านการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงจากการลงมือปฏิบัติ จัดขึ้นเป็นประจำทุกเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2-4 ของเดือน และตลาดเศรษฐกิจพอเพียงทุกวันเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือน ตลาดนัดองค์ความรู้และการแบ่งปันพร้อมทั้งจำหน่ายสินค้า ผลผลิตเกษตรปลอดภัย

สถาบันวิจัยฯส่งเสริมให้ปลูก กุหลาบพันธุ์ใหม่สร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638763

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.เปิดเผยว่า ในปี 2558-2563 ได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง นำเข้ากุหลาบพันธุ์ฮอลแลนด์ ทดสอบผลผลิตและคุณภาพในสภาพแปลงปลูกจริง ซึ่งผลการทดสอบสามารถคัดเลือกกุหลาบพันธุ์ใหม่ที่ตลาดต้องการเหมาะสมกับพื้นที่ปลูก ปัจจุบันส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ 3 พันธุ์ ได้แก่ Red Crown, Sweet Dolomiti และ Candy Avalanche ซึ่งปี 2564 มีปริมาณการผลิตกุหลาบ 40,480 ดอก สร้างรายให้เกษตรกรที่ปลูกนำร่อง 3 ราย มูลค่า 593,102.07 บาท โดยทั้ง 3 พันธุ์นี้ มีการส่งเสริมให้เกษตรกรนำออกจำหน่ายสู่ตลาด

ทั้งนี้ สำหรับกุหลาบทั้ง 3 พันธุ์ดังกล่าว มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป ซึ่งในอนาคต กุหลาบจะเป็นไม้ตัดดอกที่ใช้ตกแต่งได้สวยงาม โดยตลาดมีความต้องการสูง ยิ่งมีสายพันธุ์ใหม่ๆ และมีพื้นที่ปลูกแบบเฉพาะในพื้นที่สูง มีอากาศเย็น ทำให้เป็นโอกาสของเกษตรกรบนพื้นที่สูงที่สามารถส่งเสริมให้ปลูกและจำหน่ายดอกกุหลาบได้ราคาดี เป็นอาชีพด้านเกษตรกรอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งไม่ต้องใช้ระยะเวลานาน และใช้พื้นที่มากในการปลูก แล้วยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มอีกด้วย

ฟรุตบอร์ดช่วยเกษตรกร แก้ปัญหาผลไม้เศรษฐกิจทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638767

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 1/2565 ว่าคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ มีมติเห็นชอบร่างแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ ปี 2565 กรณีเหตุการณ์ไม่ปกติ 5 มาตรการ 21 โครงการ ตามข้อเสนอของคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ ประกอบไปด้วย มาตรการป้องกันเพื่อเตรียมรองรับเหตุการณ์ไม่ปกติ มาตรการช่วยเหลือในการกระจายสินค้า ควบคุมคุณภาพ และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนการส่งออกผลไม้ไทย มาตรการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มผลไม้ และมาตรการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่ปกติ

ทั้งนี้ มีโครงการที่ต้องการขอรับสนับสนุนงบประมาณจากเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตลอดsupply chain (ทุเรียน ลำไย) โครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้เพื่อยกระดับราคาไม่ให้ตกต่ำของสถาบันเกษตรกร โครงการรวบรวมและกระจายผลไม้ออกจากแหล่งผลิต และโครงการเร่งดำเนินการตรวจรับรองแปลง GAP และโรงคัดบรรจุ GMP โดยมอบหมายหน่วยงานเจ้าภาพหลักแต่ละโครงการประสานงานกับกรมการค้าภายใน เพื่อดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

นอกจากนี้ยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาโครงการมหานครผลไม้ และการขนส่งผลไม้ผ่านสนามบินจันทบุรี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนโครงการศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้และการพัฒนาสนามบินสู่สนามบินเชิงพาณิชย์ ตลอดจนเชิญบุคคลผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อมาให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นที่จำเป็นต่อคณะทำงาน และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้มอบหมาย

ทั้งนี้ คณะทำงานพัฒนาระบบข้อมูลโลจิสติกส์ กระทรวงเกษตรฯ รายงานสถานการณ์ผลไม้ในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า ขณะนี้ลำไย ผลผลิตจะออกมากในเดือนสิงหาคม ส่วนลิ้นจี่ ผลผลิตจะออกมากในเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งผลไม้ทั้ง 2 ชนิด คาดการณ์ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งช่วงเดือนเมษายน จะทำให้ดอกและผลอ่อนร่วง และสลัดลูกทิ้งได้ ด้านสถานการณ์ผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออก ทุเรียนคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม มังคุดคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม เงาะคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนเมษายนถึงสิงหาคม และลองกองคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดตั้งแต่กลางเดือนเมษายนถึงกันยายน

ไทยเจ๋งคว้า4รางวัลใหญ่ 3จาก4สาขางานหม่อนไหมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638538

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสมหญิง ชูประยูร อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมการผลิตและจัดการการผลิตหม่อนไหม กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คว้ารางวัลหลุยส์ปาสเตอร์ ปี 2565 โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในการประชุมวิชาการหม่อนไหมโลก ครั้งที่ 26 ที่ประเทศโรมาเนีย เดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รางวัลดีเด่น Excellence in SericultureScience (ESS) 3 จาก 4 สาขา ได้แก่ 1.นายสมชาย ลือมั่นคง อดีตนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมหม่อนไหมได้รางวัลดีเด่นสาขา Silkworm Host Plant Development 2.นายมีชัยแต้สุจริยา ปราชญ์หม่อนไหม ผู้ก่อตั้งบ้านคำปุนและพิพิธภัณฑ์คำปุน จ.อุบลราชธานี ได้รางวัลดีเด่นสาขา Post Cocoon and Post Yarn Technology
และ 3.ผศ.ดร.สมชาย จอมดวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รางวัลดีเด่นสาขา Silkworm and Silk in Non-Textile Industry

สำหรับรางวัลหลุยส์ปาสเตอร์ เป็นรางวัลที่คณะกรรมาธิการหม่อนไหม ระหว่างประเทศ (InternationalSericulture Comission : ISC) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2517 เพื่อมอบให้กับบุคคลที่ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์และการตลาด รวมทั้งทำคุณประโยชน์ต่อวงการหม่อนไหมทั่วโลก โดยพิจารณาให้กับบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ต่อวงการหม่อนไหมทุกๆ3 ปี ทั้งนี้ คณะกรรมการ ISC ประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส โรมาเนีย ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย ซึ่งมีนางพรพิณี บุญบันดาล ผอ.สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ร่วมพิจารณาคัดเลือกรางวัลในครั้งนี้