‘อลงกรณ์’ปั้นเมืองคอน หนุนแปลงใหญ่มาตรฐาน GAP

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638539

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่มังคุด ต.นาเรียง อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช (วิสาหกิจชุมชนคัดคุณภาพมังคุดบ้านศาลาใหม่) เพื่อรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ผลิตมังคุด โดยมี
นายเกรียงศักดิ์ รักษ์สีทอง นายอำเภอพรหมบุรี และผู้เกี่ยวข้อง ต้อนรับ สำหรับแปลงใหญ่มังคุด ต.นาเรียง มีสมาชิก 42 ราย พื้นที่ 343 ไร่

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ได้ให้แนวการการขับเคลื่อนและสนับสนุนแปลงใหญ่ตามนโยบายการส่งเสริมการผลิตแปลงใหญ่ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ โดยยกระดับให้เป็น Start Up หรือ SMEs เกษตร การจัดอบรมผู้นำและสมาชิกให้เป็นผู้ประกอบการ สู่การทำการเกษตรมูลค่าสูง รักษาคุณภาพมังคุดและปรับระบบการขนส่งผ่านระบบ Cold Chain การศึกษาวิจัยและพัฒนามังคุด โดยศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ด้านการแปรรูป การสกัดสาระสำคัญจากมังคุด

จากนั้นนายอลงกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านภาคการเกษตรทั้งระบบของ จ.นครศรีธรรมราช โดยมี นายไตรรัตน์ ไชยรัตน์ รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ต้อนรับและร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมได้รายงานสรุปแนวทางการพัฒนา โดยมีประเด็นสำคัญ คือ 1.การบริหารจัดการเกษตรและอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานครบวงจรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.การพัฒนาการท่องเที่ยวบนพื้นฐานธรรมะ ธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม 3.การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 4.การพัฒนาคน ชุมชน สังคมให้น่าอยู่ และเข้มแข็งตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 5.การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย และ 6.การส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2565 พิจารณาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเตรียมความพร้อม แก้ไขปัญหาผลผลิตที่อาจจะเกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อเกษตรกร โดยมีพื้นที่ปลูกไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน 89,265 ไร่ผลผลิต (คาดคะเนสถานการณ์ ปี 2565) 69,182 ตัน มังคุด 96,620 ไร่ ผลผลิต 66,919 ตัน เงาะ 12,845 ไร่ ผลผลิต 8,870 ตัน และลองกอง 14,566 ไร่ ผลผลิต4,350 ตัน มีการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิต การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ทั้งในและนอกฤดู ส่งเสริมการผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP แผนการบริหารจัดการการผลิต การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรเกษตรกร การจัดการด้านการตลาดและโลจิสติกส์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัด

กรมชลฯลุยแก้ปัญหาน้ำหนองคาย-อุดรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638535

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.หนองคาย และโครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำม้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.อุดรธานี โดยนายชูชาติกล่าวว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวง มีสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ทำหน้าที่สูบระบายน้ำที่ท่วมขังในลำน้ำห้วยหลวง ลงสู่แม่น้ำโขงและป้องกันน้ำจากแม่น้ำโขงไหลย้อนเข้ามาท่วมพื้นที่การเกษตรและชุมชนในช่วงฤดูน้ำหลาก งานก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา 15 แห่ง เพื่อหน่วงน้ำด้านบนไม่ให้ไหลลงมาเร็ว สร้างผลกระทบต่อพื้นที่ด้านล่าง รวมทั้งสามารถเก็บกักน้ำด้านหน้าอาคารไว้ใช้ในฤดูแล้ง งานก่อสร้างสถานีสูบน้ำย่อยพร้อมระบบชลประทานเพื่อส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ 315,000 ไร่ มีแผนดำเนินการ 9 ปี (ปี 2561-2569) ทั้งนี้ ได้สั่งการเร่งรัดงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองให้แล้วเสร็จ สามารถใช้งานได้ในปี 2566 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำม้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความจุ5.40 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2554 เป็น 1 ใน 6 ของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยทอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในปี 2563 กรมชลประทานได้ก่อสร้างระบบส่งน้ำ ประกอบด้วย ท่อส่งน้ำสายใหญ่ สายซอย และสายแยกซอย ความยาวประมาณ20 กิโลเมตร ปัจจุบันมีความคืบหน้าร้อยละ 33 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรในอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ประมาณ 3,300 ไร่ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบให้ความสำคัญกับการนำน้ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่ากับงบประมาณลงทุน รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการปรับรูปแบบการเกษตรใหม่

กรมประมงแจ้งเตือน เกษตรกรรับมือแล้ง กระทบเลี้ยงสัตว์น้ำ จี้ให้เฝ้าระวังป้องกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638536

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรได้คาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งปี 2565 ว่าอาจมีแนวโน้มขาดแคลนน้ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป โดยอุณหภูมิจะเริ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม และอาจแล้งต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำชลประทานแห้งลง ส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นอกจากนี้ จากสภาวะดังกล่าวยังทำให้อุณหภูมิน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุให้สัตว์น้ำที่เกษตรกรเลี้ยงไว้เกิดความเครียด อ่อนแอ และตายได้

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จึงจัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง
ปี 2565 เอาไว้ 3 ระยะ คือ 1.การเตรียมรับสถานการณ์ก่อนเกิดภัยแล้ง 2.การให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัยแล้ง และ 3.การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัยแล้ง

อย่างไรก็ดี กรมประมง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ รวมทั้งหาวิธีการป้องกัน แก้ไข และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งเฝ้าระวังสัตว์น้ำที่รักษาพันธุ์โครงการปลาหน้าวัด พร้อมกับให้คำแนะนำแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเตรียมการป้องกัน

เลขาฯรมว.เกษตรฯพบชาวนา เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638220

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ พบปะกลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) ที่มาทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยนายธนา ชี้แจงว่า 1.กรณีข้อเรียกร้องของกลุ่มที่ได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565  กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) นำเข้าที่ประชุมแล้ว 2.โครงการปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรสมาชิก กรณีเป็นหนี้กับ 4 ธนาคารของรัฐ ได้นำเสนอโครงการดังกล่าวแล้ว และกระทรวงการคลัง พิจารณาและมีข้อสังเกต 5 ข้อ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะได้ข้อสรุปส่งให้กระทรวงเกษตรฯ ทราบและพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จโดยด่วน ส่งให้คณะกรรมการ กฟก.ดำเนินการต่อไป

 “นายเฉลิมชัย มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกร ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรอย่างรวดเร็ว เร่งด่วน จนสามารถทำให้ปัญหาต่างๆ ที่ต่อสู้กันมาหลายปีจบในยุคนี้ เช่น เขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา เป็นต้น ซึ่งเป็นนโยบายของ รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำว่ากระทรวงเกษตรฯ ยุคใหม่ เน้นการทำงานอย่างจริงใจ รวดเร็ว ไม่ทอดทิ้งปัญหาของเกษตรกร ขอยืนยันว่าปัญหาของเกษตรกรจะต้องจบในรัฐบาลยุคนี้” เลขานุการ รมว.เกษตรฯ กล่าว

นักวิชาการแนะบริโภคไข่ เคล็ดลับแหล่งโปรตีนคู่ครัวไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638222

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการอิสระ เปิดเผยว่า จากข้อมูลกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าปี 2563 คนไทยบริโภคไข่ไก่ เฉลี่ยเพียง 223 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศจีน ที่บริโภค 399 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น 345 ฟองต่อคนต่อปี และมาเลเซีย 314 ฟองต่อคนต่อปี เพราะส่วนหนึ่งคนไทยมีความเชื่อว่ารับประทานไข่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง แต่ยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่ระบุว่าการรับประทานไข่ในปริมาณมากส่งผลให้มีคอเลสเตอรอลสูง ถ้าลองพิจารณาในอีกมุมหนึ่งจะพบว่าไข่ คือสุดยอดอาหาร เป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวคนไทยมานาน เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ไข่ 1 ฟอง อัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ราคาเข้าถึงง่าย สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเมนู และที่สำคัญยังสามารถเก็บไว้ได้นานแต่ต้องเก็บอย่างถูกวิธี

ดร.สง่า เปิดเผยด้วยว่า กรมอนามัย แนะนำว่าเด็กตั้งแต่ 1 ขวบจนถึงผู้สูงอายุ ถ้าร่างกายปกติ ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อ้วน ไขมันไม่สูง สามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟอง ควบคู่กับการรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยควรรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่น สลับกับการรับประทานไข่ กรณีที่ผู้บริโภคบางกลุ่มมีคอเลสเตอรอลสูง ไขมันเกิน มีภาวะอ้วน สามารถรับประทานไข่ได้ตามที่หมอแนะนำหรือสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ทั้งหมดนี้คือหลักการง่ายๆ ของการรับประทานไข่

นอกจากนี้ ดร.สง่า ยังได้เผยเคล็ดลับ 5 ข้อ รับประทานไข่อย่างฉลาด ได้คุณค่าสารอาหารครบ ช่วยให้มีสุขภาพดี ดังนี้ 1.รับประทานไข่สุก อย่ารับประทานไข่ดิบ หรือไข่สุกๆ ดิบๆ เพราะไข่ดิบเชื้อโรคอาจจะเข้าไปทางรูเปลือกไข่ และปนเปื้อนอยู่ในไข่ขาว เช่น อีโคไล ซัลโมเนลลา เชื้อไข้หวัดนก รับประทานไข่สุกดีที่สุด เพราะร่างกายจะนำไข่ไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าไข่ดิบ แต่ถ้าจะรับประทานไข่ลวก ควรทำให้ไข่ขาวสุกเป็นสีขาว ไข่แดงเป็นยางมะตูม

2.เวลารับประทานไข่ให้รับประทานกับผัก อย่ารับประทานไข่เดี่ยวๆ เพราะจะได้ไฟเบอร์หรือใยอาหารไปช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งออกจากร่างกาย 3.เน้นรับประทานไข่ต้ม หรือไข่ตุ๋น มากกว่าไข่เจียว หรือไข่ดาว เพราะให้พลังงานต่างกันเยอะ ไข่ต้ม 1 ฟอง ให้พลังงานเพียง 70 กิโลแคลอรี่ ไข่ดาว 1 ฟอง ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่ ไข่เจียวฟู ที่นิยมรับประทานกัน ให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี่ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย

4.รับประทานไข่แล้วหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูง รับประทานไข่แล้วควรหลีกเลี่ยงปลาหมึก หมูสามชั้น อาหารมันๆ เพราะเราได้ไขมันจากไข่ระดับหนึ่งแล้ว และ 5.รับประทานไข่แล้วต้องออกกำลังกาย  หากทำได้ทั้ง 5 ข้อแล้ว มั่นใจได้ว่าสุขภาพจะแข็งแรง สุขกาย สุขใจ ห่างไกลโรคได้แน่นอน

กรมข้าวดันข้าวสาลี มุ่งสู่พืชเศรษฐกิจไทย จัดกิจกรรมส่งเสริม เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638219

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงาน “วันถ่ายทอดเทคโนโลยี ปอยข้าวสาลี” เพื่อประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลงานของโครงการวิจัยการพัฒนาการผลิตธัญพืชเมืองหนาวเป็นพืชหลังนาเพื่อการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรภาคเหนือตอนบน ที่ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง จ.เชียงใหม่ ว่าข้าวสาลีเป็นที่นิยมของตลาด มีความต้องการสูงถึง 382 ตันต่อปี และอนาคตก็มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น งานดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหลายฝ่ายที่ต้องการพัฒนาการผลิตข้าวสาลีในประเทศไทยให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตรงความต้องการของตลาด และสามารถแปรรูปได้อย่างหลากหลาย

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวสาลีเป็นธัญพืชเมืองหนาว มีบทบาทต่อสังคมไทย เพราะใช้เวลาในการปรุงน้อย แต่ให้คุณค่าทางอาหารสูง สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้นของข้าวสาลีแปรรูปเป็นน้ำคั้นจากต้นอ่อน แปรรูปเป็นขนมปัง หรือแม้แต่นำช่อข้าวสาลี มาทำช่อดอกไม้ รวมถึงการใช้ฟางทำหลอดดูดน้ำ หรืออาหารสัตว์ โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและพัฒนาข้าวสาลี

นอกจากนี้การจัดกิจกรรม “กาดมั่ว คัวฮอม” จะมีการสาธิต/แสดง/ชิม/จำหน่ายข้าวสาลีและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากธัญพืชเมืองหนาว การจัดทำคู่มือการผลิตธัญพืชเมืองหนาวที่เหมาะสำหรับภาคเหนือตอนบน และจัดทำคู่มือการผลิตและแปรรูปน้ำคั้นต้นอ่อนข้าวสาลี ส่งเสริมเกษตรกรพื้นที่แปลงใหญ่ให้เห็นถึงความพร้อมรองรับตลาดข้าวสาลีไทยที่อนาคตมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีหลายหน่วยงานให้ความร่วมมือ

กรมชลฯเกาะติดปัญหาน้ำลุ่มเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638221

วันจันทร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,533 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 29,596 ล้าน ลบ.ม. หรือ 57% ของความจุอ่างฯรวมกัน ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 11,664  ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 12,709 ล้าน ลบ.ม.หรือ 51% ของความจุอ่างฯ รวมกัน ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,013 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 3,179 ล้าน ลบ.ม.  สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 6.57 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 8 เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 4.26 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ร้อยละ 51

ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทาน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ควบคุมพื้นที่เพาะปลูกให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต หมุนเวียนการส่งน้ำตามรอบเวร เพื่อให้ทุกพื้นที่มีปริมาณน้ำเพียงพออย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำปี 64/65 ตามมติที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด ติดตามประเมินผลนำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) มาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ พร้อมช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้ทันที ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ถึงปริมาณน้ำและสถานการณ์น้ำให้เกษตรกรรับทราบอย่างต่อเนื่อง รณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำและลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายได้

สภาเอสเอ็มอี ดัน ‘Smart Province’ นนทบุรีเป็นโมเดลหนุนท่องเที่ยวเชืงเกษตร สร้างรายได้ให้ ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/638021

สภาเอสเอ็มอี ดัน ‘Smart Province’ นนทบุรีเป็นโมเดลหนุนท่องเที่ยวเชืงเกษตร สร้างรายได้ให้ ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 22.17 น.

สภาเอสเอ็มอี เดินหน้าขับเคลื่อนSMEs หลังวิกฤตโควิด19วางมาตรการช่วยเหลือภาคประชาชน ดันโครงการ ‘Smart Province’ นนทบุรีเป็นโมเดลหนุนท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้ให้ ชุมชน

นายศุภชัย แก้วศิริประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย. หรือSMEเปิดเผยว่าล่าสุด สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทยหรือ SMEได้มีการประชุมหารือหารือถึงแนวทางทางการขับเคลื่อนโครงการ Smart Province โดยยึดแม่แบบนนทบุรี โมเดล เป็นหลักโดยโครงการ SMEs Smart Province ถือเป็นหนึ่งในโครงการยกระดับ SMEs ไทย ของสภาเอส เอ็ม อี ไทย ที่ทางสภาฯได้พยายามผลักดันมาอย่างต่อเนื่องโดย เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในแต่ละจังหวัด ให้สามารถมีช่องทางให้การเพิ่มรายได้สำหรับธุรกิจมากขึ้น ซึ่งเน้นการดึงทุกภาคส่วนในระดับจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงิน โดยมุ่งพัฒนา 3 สิ่งให้สอดคล้องต่อความต้องการของ SMEs ไทย

1.ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ในจังหวัด

2. ส่งเสริมการตลาดและการสื่อสาร

3. ส่งเสริมการให้องค์ความรู้ที่ทันสมัย โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี

สำหรับเป้าหมายมคการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ในช่วง วิกฤติการโควิค ในปี2565ทางสภาฯ จะมุ้งเน้นในการขับเคลื่อนที่จะทำให้เกิดการช่วยพยุง SMEs ไทยแต่ละภูมิภาค ให้สามารถฟื้นฟูตัวเองได้จากภาวะเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์โควิดเริ่มซาลง โดยอาศัยกลไก SMEs Smart Province เป็นหลัก

นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการเติบโตในกลุ่มพืชเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้ง การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้มากยิ่งขึ้นโดยสภาเอส เอ็ม อี ไทย ได้พยายามผลักดันโครงการ “Smart Province นนทบุรี โมเดล” ขึ้นมา เพราะถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดมาจากความร่วมมือกันของชุมชน ในภาคประชาสังคม อันมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้สามารถขับเคลื่อนต่อไป ด้วยแผนการท่องเที่ยววิถีชุมชน ที่จะทำให้ชุมชนสามารถปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตวิถีใหม่ ในยุค             New Normal ที่เกิดขึ้นหลังสถานการณ์โควิด

สำหรับแผนการขับเคลื่อนเริ่มจากขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จากพื้นที่บางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีอัตลักษณ์ชุมชนที่โดดเด่น ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ลักษณะภูมิศาสตร์ ที่ราบลุ่มแม่น้ำติดแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออก มีลำคลองหลายที่สำคัญ มีการใช้เพื่อการเกษตรกรรมและการคมนาคม อาทิ คลองบางกรวย คลองบางสีทอง คลองบางกอกน้อย เป็นต้น ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่อยู่ติดกับจังหวัดกรุงเทพมหานคร ถือว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญ ในแง่ของการเดินทางที่สะดวกสบาย เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ติดถนนเส้นหลักหลายสาย

ขณะที่ด้านการเกษตรมีศูนย์กลางการปลูกผักผลไม้เกษตรอินทรีย์ ไร้สารพิษได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวม “เกษตรอินทรีย์ของดีบางกรวย” เช่น ทุเรียน มะม่วง มะยงชิด ละมุด ส้มโอ เมล่อน ต้นกระถิน ผักเคล ผักสลัด และอื่นๆ เป็นแหล่งรวมอาหารเต็มไปด้วยอาหารท้องถิ่น และร้านอาหาร มีตลาดนั่งแคร่ แลครอง ชวนให้สัมผัสวิถีชุมชนริมแม่น้ำ ด้านศิลปะ หัตถกรรมกระบี่กระบอง งานจักรสานจากธรรมชาติ และยังมีปูชนียสถานวัดชลอ โบสถ์เรือหงส์ วัดโตนด วัดโพธิ์บางโอ วัดสักใหญ่ และอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางสภาฯได้สร้างเครือข่ายทางสังคมผ่านผู้นำชุมชน ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เป็นผู้มีจิตสาธารณะ มีความเสียสละ ร่วมกันประกอบกิจกรรมในภาคประชาสังคม โดยนำอัตลักษณ์ชุมชนในด้านต่าง ๆ มาเชื่อมโยง ประสานกันอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยระบบแบบแผนที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน ประกอบกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ชาวอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่สามารถนำมาเรียงร้อย เชื่อมโยง เป็นมนต์เสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งเดินทางสะดวก ใกล้จังหวัดกรุงเทพโดยโครงการดังดล่าวถือเป็นโครงการต้นแบบ และจะมีการขับเคลื่อนในพื้นที่อื่นต่อไป

-(016)

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดงานพืชสวนโลกอุดรธานี2569

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637721

วันศุกร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดโอกาสให้คณะกรรมการบริหารสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) เข้าพบ เพื่อมอบเอกสารประมูลสิทธิการขอจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ปี 2569 (ฉบับจริง) เป็นทางการ ต่อนายกสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ผู้บริหาร AIPH ได้เชิญ รมว.เกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมประชุม Spring Meeting ของ AIPH ระหว่างวันที่ 6 – 12 มีนาคม 2565 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อพิจารณาการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี 2569 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นการสนับสนุนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกดังกล่าว และ จ.นครราชสีมา ปี 2572 ก่อนที่คณะผู้บริหาร AIPH จะเดินทางเข้าตรวจพื้นที่เพื่อประเมินความพร้อมของ จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2565 ในการเสนอประมูลสิทธิการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ปี2569 ต่อไป

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า สำหรับงานมหกรรมพืชสวนโลกเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก มาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกในปี 2549 (Type A1) ได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) และครั้งที่ 2 ในปี 2554 (Type B) ประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการจัดงาน จนเป็นที่ประจักษ์และได้รับความชื่นชมจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทย ก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในด้านพืชสวนโลกประเทศหนึ่งในเอเชีย เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการโครงการประมูลสิทธิ กรอบงบประมาณ และผู้มีอำนาจลงนามงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ปี 2569 (Type B) และ จ.นครราชสีมา ปี 2572 (Type A1) เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 และวันที่ 4 มกราคม 2565

“เป็นโอกาสดี ที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยประเทศไทยและคณะรัฐมนตรี เห็นชอบในการสนับสนุนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ในทุกระดับ ภายใต้หัวข้อ “วิถีชีวิต สายน้ำ และพืชพรรณ” (Diversity of Life : People, Water and Plants) และยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดงาน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพร้อมสนับสนุน ซึ่งหากประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม” นายเฉลิมชัย กล่าว

กรมชลฯเร่งงานแก้ปัญหาน้ำที่สกลนคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637720

วันศุกร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำบ้านก่อพร้อมระบบส่งน้ำ และโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร เพื่อเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จตามแผน เพิ่มศักยภาพระบบส่งน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ โดยนายชูชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งการก่อสร้างประตูระบายน้ำตามลำน้ำสาขาเป็นการเพิ่มเครื่องมือในการควบคุมการจัดจราจรน้ำ ด้วยการหน่วงและระบายน้ำให้เหมาะสม ขณะที่ฤดูแล้งประตูระบายน้ำจะทำหน้าที่เก็บกักน้ำ

กรมชลประทาน ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านก่อพร้อมระบบส่งน้ำ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ประตูระบายน้ำในลุ่มน้ำสงคราม ปัจจุบันคืบหน้ากว่าร้อยละ 59 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 ส่วนระบบส่งน้ำ ได้แก่ สถานีสูบน้ำบ้านก่อ พร้อมระบบส่งน้ำ (ฝั่งขวา) และสถานีสูบน้ำบ้านหนองแดง (ฝั่งซ้าย) คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 ทั้งนี้ หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการ จะสามารถเป็นแหล่งน้ำต้นทุน ช่วยเหลือน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ 8 หมู่บ้าน ใน ต.หนองสนม อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 10,000 ไร่ และยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และประมงน้ำจืดด้วย

ส่วนโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งใน อ.โคกศรีสุพรรณ โดยโครงการฯ ตัดยอดน้ำก่อนไหลลงสู่หนองหาร พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสายต่างๆ อาทิ คลองผันน้ำร่องช้างเผือก คลองผันน้ำหนองแซง-ห้วยซัน และคลองผันน้ำห้วยยาง-น้ำก่ำ เพื่อผันน้ำส่วนที่เกินศักยภาพของลำน้ำพุงไปลงลำน้ำก่ำ บรรเทาผลกระทบอันจะเกิดจากน้ำจำนวนมากไหลล้นหนองหารท่วมพื้นที่โดยรอบ