เกษตร’ปิดอ่าวไทย’ บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่เพิ่มปริมาณประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634851

เกษตร'ปิดอ่าวไทย' บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่เพิ่มปริมาณประจำปี 2565

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.23 น.

เกษตร”ปิดอ่าวไทย” บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่เพิ่มปริมาณประจำปี 2565 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี 15 ก.พ. – 15 พ.ค.นี้ และกำหนดพื้นที่ควบคุมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. – 14 มิ.ย.บริเวณพื้นที่อ่าวประจวบฯ

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย ปี 2565 (ปิดอ่าวไทย) และร่วมประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยขบวนเรือเจ้าหน้าที่เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ในช่วงประกาศใช้มาตรการดังกล่าว โดยมีเรือตรวจประมงทะเลเข้าร่วมขบวนทั้งสิ้น 8 ลำ ณ บริเวณชายทะเลอ่าวประจวบคีรีขันธ์ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี พื้นที่ทะเลอ่าวไทยบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะปลาทู ได้อาศัยเป็นแหล่งวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงได้กำหนดมาตรการเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำ ให้มีความสมดุลกับศักยภาพการผลิตของธรรมชาติ และมีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยได้กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี ห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และกำหนดพื้นที่ควบคุมต่อเนื่องจากมาตรการปิดอ่าวฯ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี บริเวณพื้นที่อ่าวประจวบฯ

“การจัดพิธีประกาศปิดอ่าวในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมง ประชาชน สมาคมประมง โรงเรียน หน่วยงานราชการในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะชุมชนประมงต้นแบบ และกลุ่มเครือข่ายอาสาเฝ้าระวังการทำการประมงที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของกรมประมง ในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งจากการประกาศใช้มาตรการในปีที่ผ่านมา พบว่า มีพ่อ – แม่พันธุ์ปลาทู มีความสมบูรณ์เพศและมีการแพร่กระจายของลูกปลาทูและสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ที่ประกาศใช้มาตรการ และในพื้นที่อ่าวไทยบริเวณบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบของลูกปลาทูและสัตว์น้ำชนิดอื่นพบว่า ระยะเวลาและพื้นที่บังคับใช้มาตรการ สอดคล้องกับการเลี้ยงตัวของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปลาเริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก เป็นแหล่งเลี้ยงตัวอ่อนที่สำคัญ” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการดังกล่าว เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2496 จนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาเป็นระยะๆ โดยปัจจุบันเป็นมาตรการที่อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 70 และได้กำหนดระยะเวลาและพื้นที่ เป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 27,000 ตารางกิโลเมตร ระยะเวลาห้ามทำการประมง ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี และ ระยะที่ 2 พื้นที่อ่าวไทยตามระยะที่ 1 ปรับลดลงมาให้คงห้ามทำการประมงในระยะใกล้ฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งสัตว์น้ำวัยอ่อนอพยพไปยังพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนในอ่าวไทยตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ 5,300 ตารางกิโลเมตร และกำหนดห้ามทำการประมงเพิ่มเติมในพื้นที่ตั้งแต่เขาม่องไล่ ไปทางทิศเหนือ จรดอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ 2,900 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี ในพื้นที่และห้วงเวลาที่กำหนดห้ามมิให้ทำการประมง เว้นแต่เป็นการใช้เครื่องมือบางชนิด ตามที่ระบุไว้ในประกาศเท่านั้น ที่จะใช้ทำการประมงได้

อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหนังสือรับรองมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 8 ราย มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน และมอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 700,000 ตัว ให้แก่ผู้นำชุมชน นำไปปล่อยเพื่อเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ณ แม่น้ำปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลอดจนร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวน 220,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 100,000 ตัว กุ้งแชบ๊วย 100,000 ตัว และปลากะพงขาว 20,000 ตัว ลงในอ่าวประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตลงในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งด้วย

จากนั้นได้เปิดโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค (Fisherman Market) ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้าน และชาวประมงในพื้นที่จังหวัดชายทะเลทั้ง 23 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการ “กระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค” โดยเปิดช่องทางการตลาดสำหรับกระจายผลผลิต จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ รวมถึงสนับสนุนพัฒนาทักษะการขาย การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงในระยะยาวต่อไป โดยในส่วนกลาง กรมประมงได้เปิดตลาด Fisherman Market ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ คุณภาพดี มีมาตรฐาน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ร่วมอุดหนุนในราคาสุดพิเศษ ซึ่งมีสินค้ามาวางจำหน่ายมากมายหลายรายการ หมุนเวียนกันไปแต่ละสัปดาห์ด้วย

– 006

ไม่ไหวแล้ว!ผู้เลี้ยงไก่วอนรัฐแก้ปัญหาราคาข้าวโพด กระทบต้นทุน สวนทางตรึงราคาไข่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634851

ไม่ไหวแล้ว!ผู้เลี้ยงไก่วอนรัฐแก้ปัญหาราคาข้าวโพด กระทบต้นทุน สวนทางตรึงราคาไข่

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 12.06 น.

ไม่ไหวแล้ว!ผู้เลี้ยงไก่วอนรัฐแก้ปัญหาราคาข้าวโพด กระทบต้นทุน สวนทางตรึงราคาไข่

11 กุมภาพันธ์ 2565 นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ กำลังเผชิญปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และราคากากถั่วเหลืองมีราคาสูง กระทบต้นทุนการผลิตอย่างมาก ขณะที่ราคาขายไข่ไก่หน้าฟาร์มถูกตรึงอยู่ที่ฟองละ 2.90 บาท แต่ต้นทุนพุ่งไปที่ฟองละ 2.92 บาทแล้ว หากยังปล่อยราคาข้าวโพดสูงไปกว่านี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จะอยู่ไม่ได้

“ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐจัดการปัญหาราคาข้าวโพดไม่ได้ ทั้งๆที่ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ข้าวโพดทั้งหมดขายออกจากไร่เกษตรกรไปอยู่ในสต็อกของพ่อค้าพืชไร่หมดแล้ว ซึ่งเท่ากับมีผลผลิตที่พร้อมจำหน่ายเต็มที่ แต่กลับพบว่ามีของออกมาในตลาดน้อยและดันให้ราคาสูงขึ้นมาก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป คนเลี้ยงไก่ไข่ต้องขาดทุนมากขึ้น จากการถูกตรึงราคาไข่แต่ไม่มีใครช่วยตรึงราคาข้าวโพดซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ” นางพเยาว์ กล่าว

นางพเยาว์ ระบุว่า ขณะนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาสูงถึง กก.ละ 10.90 บาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก คาดว่าราคาจะขึ้นไปแตะถึงกก.ละ 11.50 บาท ส่วนราคากากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า มีราคาเพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 20.10 บาท เป็นกก.ละ 20.50 บาท อันเนื่องจากสภาวะอากาศที่แห้งแล้งของประเทศผู้ผลิตถั่วเหลือง ที่คาดว่าผลผลิตจะลดลงต่อเนื่อง ผนวกกับการขนส่งของสหรัฐฯที่มีความล่าช้าจากปัญหาอากาศหนาวเย็น ทำให้ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ทั้งสองวัตถุดิบนี้เป็นส่วนผสมสำคัญของอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้มาตรการรัฐ กล่าวคือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการประกันรายได้เกษตรกรพืชไร่ ขณะที่กากถั่วเหลืองก็มีภาษีนำเข้า 2% ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ 

“เกษตรกรคนเลี้ยงไก่ไข่ไม่มีรัฐมาช่วยปกป้อง พอรัฐขอให้ช่วยตรึงราคาขายไข่เราก็ตรึงให้  แต่โปรดช่วยตรึงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เราด้วย ขอแค่ให้พออยู่ได้ ถ้ารัฐทำไม่ได้ก็ไม่ควรตรึงราคาขาย อย่าลืมว่า มันไม่มีคนทำมาหากินที่ไหนที่จะอยู่ได้ ถ้าถูกควบคุมราคาขายปลายทาง แต่ต้นทุนผลิตพุ่งไม่หยุดแบบนี้” นางพเยาว์ กล่าว

ช็อก‘พิเชษฐ์’อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเสียชีวิต หลังเข้าผ่าตัดหัวใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634830

ช็อก‘พิเชษฐ์’อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเสียชีวิต หลังเข้าผ่าตัดหัวใจ

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 10.41 น.

ช็อก‘พิเชษฐ์’อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเสียชีวิต หลังเข้าผ่าตัดหัวใจ

11 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เสียชีวิตลงแล้วในเวลาประมาณ 03.00 น.ที่ผ่านมา หลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจรอบที่ 2 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยการผ่าตัดรอบที่ 2 มีขึ้นเมื่อวัน ที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้นายพิเชษฐ์ เตรียมพร้อมรับการผ่าตัวหัวใจเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา และเข้ารับการผ่านตัด ครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และพักฟื้นตามปกติ จนพบว่ามีอาการผิดปกติ จึงมีการผ่าตัดรอบ 2 ดังกล่าว และเสียชีวิตลงเมื่อช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเสียเสียชีวิตดังกล่าวสร้างความโศกเศร้าเสียใจต่อข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่รู้จัก โดยเฉพาะนายบุญมี จันทรวงค์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของนายพิเชษฐ์ ที่ได้โพสต์แสดงความเสียใจกับการจากไปในครั้งนี้ และมีหลายคนเข้าไปแสดงความอาลัยต่อการจากไป รวมทั้งในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพิเชษฐ์ด้วย

สำหรับประวัติ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ จบการศึกษาระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ประชากรและการพัฒนา) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปริญญาตรีเกษตรศาสตรบัณฑิต สาขาส่งเสริมการเกษตร สาขาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ประวัติการทำงานก่อนดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เคยตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ,ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์, สหกรณ์จังหวัด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กรมส่งเสริมสหกรณ์, สหกรณ์จังหวัด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด กรมส่งเสริมสหกรณ์

นักวิชาการชี้ควรเลือก เนื้อแปรรูปมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนหลังได้ ปลอดภัยในการบริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634765

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.สุทัศน์ สุระวัง รองคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงกรณีพบเด็กป่วยด้วยภาวะเมทฮีโมโกลบิน เนื่องจากการรับประทานไส้กรอกไม่มี อย.ไม่มีฉลากระบุที่มา หรือผู้ผลิต โดยมีอาการขาดออกซิเจน มึนเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หายใจเร็ว ปาก ลิ้น นิ้วมือ หรืออวัยวะอื่นๆ มีสีเขียว ซึ่งหากรุนแรงจะมีอาการหอบเหนื่อยมาก เลือดเป็นกรด ความดันโลหิตต่ำ จนถึงขั้นเสียชีวิตโดยสาเหตุมาจากการใช้สารประกอบไนเตรท ไนไตรท์ ปริมาณสูงเกินมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพและปริมาณการผลิตไม่เข้มงวดพอ ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 ปี 2547 กำหนดปริมาณที่อนุญาตให้ใช้ไนไตรท์และไนเตรทในอาหารได้ไม่เกิน 125 และ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ผศ.ดร.สุทัศน์ เปิดเผยด้วยว่า เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานโดยสังเกตจากฉลาก หรือสัญลักษณ์ที่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย อย่างไรก็ดี การบริโภคอาหารแปรรูปควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม สลับกับการรับประทานอาหารที่หลากหลายให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อความปลอดภัย และได้สารอาหารที่ครบถ้วนเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

กลุ่มบริหารฯบ้านชำตาเรือง คว้ารางวัลผู้ใช้น้ำดีเด่นปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634771

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ปี 2565 ว่า ตามที่ได้ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำชลประทานร่วมกันระหว่างสมาชิก เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเกษตรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จึงคัดเลือกสถาบันเกษตรกรฯ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ อันดับที่ 1 กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จ.จันทบุรี โครงการชลประทานจันทบุรี สำนักงานชลประทานที่ 9

อันดับที่ 2 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต จ.น่านโครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 อันดับที่ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานฝายวังยาง โซน 2 จ.ร้อยเอ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง สำนักงานชลประทานที่ 6 และอันดับที่ 4กลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองด้วน จ.สุพรรณบุรี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว สำนักงานชลประทานที่ 12

ขณะที่ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพลรองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรฯปี 2565 กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำศาลทราย จ.จันทบุรี เป็น 1 ในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางเพียงแห่งเดียว ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนบนของ จ.จันทบุรี ในช่วงฤดูแล้งเกษตรกรได้รับน้ำไม่ทั่วถึง จึงเร่งสร้างการรับรู้ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการระบบท่อส่งน้ำบ้านชำตาเรือง เพื่อทำหน้าที่สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำศาลทราย ส่งให้พื้นที่ชลประทานตอนบนของอ่างฯ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่สำคัญคือเกษตรกรในพื้นที่มีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำด้วย ทำให้ได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพ

เกษตรฯพัฒนาบุคลากร เป็นมืออาชีพแก้ปัญหาภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634768

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคล กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สำหรับประเด็นหารือเป็นการพัฒนาบุคลากรในภาคการเกษตรให้สอดรับกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและสภาพการณ์ของโรคระบาด โดยมุ่งเน้นให้มีการวางแผนพัฒนาร่วมกัน เพื่อรองรับ BCG Economy Model ของรัฐบาลที่มุ่งผลสำเร็จในปี 2579

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาบุคคล โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาตินโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ให้บรรลุเป้าหมายการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เกษตรกรสามารถวางรากฐานการทำงานในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคล มีแนวทางในการดำเนินงานการขับเคลื่อน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะเร่งพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมแบบ On line ที่มีประสิทธิภาพ และทั่วถึงสู่บุคลากรส่วนภูมิภาค พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการคิด การแก้ไขปัญหา การให้คำปรึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการจัดการความรู้โดยวิธีการถ่ายทอดความรู้ระหว่างบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม

2.การขับเคลื่อนงานด้าน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HumanResource Development : HRD) โดยจะขยายเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิชาการการเกษตรและสหกรณ์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านภาษา ที่สามารถสื่อสารและทำความเข้าใจได้ และ 3.วางรากฐานการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาบุคลากร สร้างและพัฒนาบุคลากรกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็น Smart Officersได้อย่างทั่วถึง ทบทวนการจัดทำแผนปฏิบัติการ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล กระทรวงเกษตรฯ ในปี พ.ศ. 2566-2570 จัดทำระบบบริหารทรัพยากร (Career Path, Succession Plan, IDP, KM) ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับ ทั้งผลักดันการเชื่อมโยงการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้สอดรับกับเป้าหมาย

กรมส่งเสริมเกษตรลดการเผาแก้ฝุ่น-ควัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634769

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จ.ชัยนาท ได้จัดงานรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตรภาคกลาง ที่แปลงใหญ่ข้าว ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรีเพื่อรณรงค์ให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการเผาในพื้นที่การเกษตร และนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งมีจังหวัดในความรับผิดชอบ 9 จังหวัด พื้นที่การเกษตรประมาณ 7.62 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 3.8 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5.7 แสนไร่ มันสำปะหลัง 4.8 แสนไร่ และอ้อย 3.1 แสนไร่ โดยฐานข้อมูลของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ในปี 2564 พบว่ามีจุด Hotspotในพื้นที่การเกษตรภาพรวม ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2564 จำนวน 360 จุดคิดเป็นพื้นที่ 18,031 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปลูกข้าว

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จ.ชัยนาท ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาในชุมชนต้นแบบ 12 ชุมชน และพบว่าหลายพื้นที่ประสบความสำเร็จทั้งลดการเผาและสร้างรายได้แก่ชุมชนจากการผลิตและจำหน่ายฟางก้อน ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลจากใบอ้อย การเพาะเห็ดจากฟางข้าว ผลิตปุ๋ยหมักและจำหน่ายน้ำหมักย่อยสลายตอซังคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.5 ล้านบาทต่อปี

นางอัญชลีเปิดเผยอีกว่า สำหรับผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ปี 2564 ภาพรวมทั้งประเทศ จากการสำรวจจากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 พฤษภาคม 2564 พบจุดความร้อน (Hotspot)ในประเทศไทย 12,705 จุด ลดลงจากเดิมในปี 2563 ซึ่งพบจุดความร้อน 26,310 จุด คิดเป็นร้อยละ 51.71 โดยอยู่ในพื้นที่การเกษตร 3,320 จุด ลดลงจากเดิมในปี 2563 จำนวน 6,285 จุด คิดเป็นร้อยละ 47.17

เกษตรฯรุดสร้างความเชื่อมั่น เน้นสินค้าคุณภาพมีมาตรฐาน-ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634409

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กำหนดวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยคณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต                 ทั้งนี้ มกอช.ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ โดยมีเลขาธิการ มกอช.และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการร่วม และมี ผอ.กองส่งเสริมมาตรฐาน มกอช. และ ผอ.กองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ เป็นเลขานุการร่วม โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมหารือร่วมกันและเห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพสินค้านำร่อง 2 ชนิด ได้แก่ ข้าว และทุเรียน มุ่งเน้นการผลักดันสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานให้มีมูลค่าสูง โดยพัฒนาและเชื่อมโยงเกษตรกรที่ได้มาตรฐานการผลิต (GAP, Organic) และมาตรฐานสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปใช้ รวมไปถึงการส่งเสริมการนำระบบตามสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Traces on Cloud) ไปใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และส่งเสริมการเชื่อมโยงสินค้ามาตรฐานกับตลาด

สำหรับปีงบประมาณ 2564 มีผลการดำเนินงาน ได้แก่ 1.การคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ได้มาตรฐาน GAP หรือ Organic และมาตรฐาน GI สำหรับสินค้านำร่องข้าวและทุเรียน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ (GAP) ทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ดและสุรินทร์ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ จ.อำนาจเจริญ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ 2.การอบรมระบบตามสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตร (QR Traces on Cloud) ให้ความรู้แก่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร 192 ราย แบ่งออกเป็นสินค้าข้าว 94 ราย และทุเรียน 98 ราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคถึงแหล่งที่มาของสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และ 3.การผลิตสื่อวิดีทัศน์ เรื่อง สินค้าเกษตรกับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างการรับรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้อย่างถูกต้อง

ส่วนในปีงบประมาณ 2565 มีแผนการดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ โดยขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กำลังดำเนินการต่อเนื่องในสินค้าข้าว ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสินเหล็กและข้าวอินทรีย์ จ.อำนาจเจริญ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ รวมทั้งสินค้าทุเรียน กลุ่มผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ และกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ

‘หม่อนไหม’เซ็นMOUรุกตลาดนำผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634408

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้ดำเนินงานตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการตลาด ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อวางแผนการผลิตร่วมกัน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ใน จ.น่าน เชียงราย และพะเยา หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นการสร้างอาชีพใหม่ ทดแทนการทำเกษตรกรรมแบบเดิมที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่มีความเสี่ยงด้านผลผลิตและราคา ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม และขยายผลสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และกลุ่มเกษตรกร ที่นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงด้านการตลาด การแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนในอาชีพให้เกษตรกรด้วย

 ทั้งนี้ ในปี 2564 มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 3 จังหวัดดังกล่าว รวม 307 ราย เลี้ยงไหม 9 รุ่น ผลผลิตรังไหม รวม 55.77 ตัน รายได้ 8.67 ล้านบาท ส่วนปี 2565 มีแผนการเลี้ยงไหม 10 รุ่น คาดว่าจะได้ผลผลิตรังไหม 75 ตัน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มากกว่า 12 ล้านบาท

 “กรมหม่อนไหมยังเดินหน้าส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญาในการซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรม เป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร ลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน อันจะเป็นการร่วมกันพัฒนาวงการหม่อนไหมไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเส้นไหม ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก” นายปราโมทย์ กล่าว

หนุนประมงพื้นบ้านเพชรบุรี รวมกลุ่มแปรรูปสร้างมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634407

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้าน คลองบางอินทร์ ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี โดยมี นายสมบุญ ธัญญาผล ประมงจังหวัดเพชรบุรี นายสมพงษ์ เพชรนาค ผอ.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเพชรบุรี น.ส.ศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เข้าร่วมต้อนรับ

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ได้รับฟังปัญหาของชาวประมงในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขการพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้านคลองบางอินทร์ พื้นที่หมู่ 8 ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม โดยที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ได้ให้คำแนะนำกับชาวประมงพื้นบ้านในการรวมกลุ่ม

นอกจากนี้ยังจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กรประมงชุมชนท้องถิ่น เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งออกทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ โดยให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป