กรมชลฯเร่งงาน4ประตูระบายน้ำยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633862

วันอังคาร ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตาม 4 โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่ จ.พิษณุโลก และพิจิตร เพื่อเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามแผนเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในแม่น้ำยม บรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยนายชูชาติ กล่าวว่า ได้วางแผนก่อสร้างประตูระบายน้ำตลอดช่วงแม่น้ำยม เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และทำหน้าที่หน่วงน้ำเพื่อผันเข้าทุ่ง หรือแก้มลิง ในช่วงฤดูน้ำหลาก บรรเทาปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ปัจจุบันได้ก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ โครงการประตูระบายน้ำท่านางงาม จ.พิษณุโลก เก็บกักน้ำได้ประมาณ 7.60 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระยะเวลาในการก่อสร้าง 5 ปี (2562–2566) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 51,375 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2,568 ครัวเรือน โดยสั่งการให้เร่งรัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปีนี้

โครงการประตูระบายน้ำท่าแห จ.พิจิตร สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 12.60 ล้าน ลบ.ม. ระยะเวลาในการก่อสร้าง 6 ปี (2562–2567) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 81,111 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 1,412 ครัวเรือน ได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปีนี้เช่นกัน

โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำบ้านวังจิก จ.พิจิตร ระยะเวลาในการก่อสร้าง 8 ปี (2559-2566) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 37,397 ไร่ ได้เร่งรัดให้แล้วเสร็จในต้นปี 2566 และโครงการประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ระยะเวลาในการก่อสร้าง 5 ปี (2564–2568) หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 28,868 ไร่ ได้สั่งการให้ปรับแผนงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2567 ทั้งนี้ เชื่อว่าประตูระบายน้ำทั้ง 4 แห่ง จะสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

ประกาศ‘ปิดอ่าวไทย’ปี65 เปิดช่อง‘สัตว์น้ำ-ปลาทูสาว’เจริญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633818

ประกาศ‘ปิดอ่าวไทย’ปี65 เปิดช่อง‘สัตว์น้ำ-ปลาทูสาว’เจริญพันธุ์

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.47 น.

“กรมประมง” ประกาศ “ปิดอ่าวไทย ปี 2565” ในพื้นที่ “ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี” บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทย 90 วัน พร้อมขยายต่อเขตต่อเนื่องปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึงหัวหิน ต่ออีก 30 วัน

7 กุมภาพันธ์ 2565 นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมประมงเตรียมประกาศปิดอ่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม 2565 ในเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทย 90 วัน ให้ปลาได้วางไข่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าช่วงดังกล่าวเป็นช่วงพ่อแม่พันธุ์ปลาทูมีความสมบูรณ์เพศ และพร้อมผสมพันธุ์ และมีการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาลัง และปลาเศรษฐกิจขนาดเล็ก

ขณะที่ช่วงวันที่ 16 พฤษภาคม-14 มิถุนายน 2565 ในเขตชายฝั่งทะเลตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พบลูกปลาวัยอ่อนที่เกิดบริเวณพื้นที่มาตรการมีโอกาสเลี้ยงตัวบริเวณชายฝั่ง และเขตต่อเนื่องปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และพบลูกปลาขนาดเล็กเดินทางเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก. เพื่อให้ปลาทูสาวให้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการ “ปิดอ่าวไทย” เป็นมาตรการสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในฝั่งทะเลอ่าวไทย มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่มีไข่แก่ พร้อมสืบพันธุ์วางไข่ และอนุรักษ์สัตว์น้ำวัยอ่อนให้เจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำรุ่นใหม่ สามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืน และเป็นมาตรการที่สำคัญของกรมประมงที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมประมงดำเนินมาตรการอนุรักษ์เพื่อรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืนและให้เกิดความสมดุลและเหมาะสมกับการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมง

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและสุ่มเก็บตัวอย่างปลาทูในช่วงมาตรการปิดอ่าวไทย ในรอบปี 2564 พบว่า พ่อแม่ปลามีความสมบูรณ์เพศ โดยเฉพาะปลาทู พบพ่อแม่พันธุ์ มีขนาดความยาวเฉลี่ย 18.5 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังพบลูกปลาเศรษฐกิจ ลูกปลาทู-ลัง และปลาทูขนาดเล็กมีการเคลื่อนย้ายจากเขตปิดอ่าวตอนกลางขึ้นมาอาศัยเลี้ยงตัวในอ่าวไทยรูปตัว ก. จึงแสดงให้เห็นว่า ห้วงเวลา พื้นที่ และเครื่องมือที่อนุญาตให้ทำการประมงตามประกาศมาตรการปิดอ่าวไทย  มีความเหมาะสม สอดคล้องกับวงจรชีวิตสัตว์น้ำ เพื่อให้ปลาทูสาวให้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

ทั้งนี้ กรมประมง ยังดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทย ในช่วงเวลาและพื้นที่เดิม โดยอนุญาตให้ใช้เฉพาะเครื่องมือประมงบางชนิดซึ่งเป็นของกลุ่มประมงขนาดเล็กและไม่กระทบกับมาตรการปิดอ่าวไทย ดังนี้

(1) เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่างที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 16 เมตร   ต้องทำการประมงในเวลากลางคืนและทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

(2) เครื่องมืออวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส มีช่องตาอวนตั้งแต่สองนิ้วขึ้นไป สำหรับกรณีการทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งความยาวอวนที่ใช้จะต้องไม่เกิน 2,500 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ และหากจะใช้ความยาวอวนเกินกว่า 2,500 เมตร จะต้องใช้บริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง เท่านั้น

(3) เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง  

(4) เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(เครื่องปั่นไฟ) ต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

(5) ลอบปู ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด

(6) ลอบหมึกทุกชนิด

(7) ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้าน. สามารถทำการประมงได้ในเขตทะเลชายฝั่ง

(8) คราดหอย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด

(9) อวนรุนเคย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยประกาศกระทรวงฯ

(10) จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก และเครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

(11) เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงที่มิใช่เครื่องมือตามประเภท วิธีการทำการประมงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดให้เป็นประมงพาณิชย์ทำการประมง ยกเว้น อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 ที่ไม่สามารถทำการประมงได้ 

สำหรับช่วงระยะเวลาปิดอ่าว 16 พฤษภาคม-14 มิถุนายน 2565 อนุญาตให้เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่าง ไม่ได้จำกัดความยาวของเรือที่ใช้ทำการประมง และเวลาในการทำการประมง ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งของพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี สำหรับเครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ประกอบเรือกลที่มีขนาด 10 ตันกรอส อนุญาตให้ทำการประมงได้นอกเขตทะเลชายฝั่ง เฉพาะบริเวณเขตต่อเนื่องปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ -005

กรมชลฯชูผันน้ำทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633692

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ THA 2022 ในหัวข้อ “การมุ่งสู่การจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนหลังโควิด-19” โดยมีนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนในช่วงหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเป็นเวทีนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย สำหรับนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ ผู้ปฏิบัติงาน และผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ทั้งทางภาครัฐและเอกชนในสาขาที่เกี่ยวข้องจากนานาชาติ ร่วมแบ่งปันและนำเสนอมุมมอง ประสบการณ์ ความก้าวหน้าในงานวิจัยและต่อยอดงานวิจัยเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม และส่งเสริมการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

ด้าน ดร.ชคพล สิงห์โต นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ส่วนวิศวกรรม สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทานนำเสนอบทความเรื่อง “โครงการผันน้ำแบบชุมชนมีส่วนร่วมในทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ปี 2564 มีการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งเป็นพื้นที่นาอยู่ระหว่างลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านใน จ.สุโขทัย และพิษณุโลก เป็นพื้นที่รองรับน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นประจำทุกปี

ทั้งนี้ ได้อาศัยแนวคิดการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการจากการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นปันประโยชน์ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาจากวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและบูรณาการทุกภาคส่วนในการปรับปฏิทินการเพาะปลูก ด้วยการเริ่มปลูกนาปีให้เร็วขึ้น ก่อนฤดูน้ำหลาก ใช้พื้นที่หลังการเก็บเกี่ยวเป็นพื้นที่หน่วงน้ำ ซึ่งได้รับการยินยอมจากชุมชนและบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ โดยกรมชลประทาน จะต่อยอดขับเคลื่อน “บางระกำโมเดล” มุ่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเหมาะสม

ผู้ช่วยรมต.ขานรับแก้ไข ขจัดราคาปุ๋ยแพงยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633693

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2565 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ โดยนำเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูงอย่างยั่งยืน ให้พิจารณาซึ่งที่ประชุม
มีมติเห็นชอบในหลักการตามมาตรการดังกล่าว ก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาเห็นชอบ โดยนายนราพัฒน์กล่าวว่า ได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ทำโครงการลดราคาปุ๋ยเคมี กระสอบละ50 บาท และทำโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยชุมชน ระยะที่ 1 รวม 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด ทำให้ต้นทุนการใช้ปุ๋ยลดลงร้อยละ 36.91 ช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูงอย่างยั่งยืน มีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย 1.สานต่อโครงการลดราคาปุ๋ยเคมีให้เกษตรกรอัตรา 50 บาทต่อกระสอบ เป้าหมายปุ๋ย 500,000 ตัน และ 2.สานต่อโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ระยะที่ 2 จำนวน 299 ศูนย์ ใน 58 จังหวัด ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างการของบประมาณตามกรอบแผนงานหรือโครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ส่วนมาตรการระยะกลาง เน้นส่งเสริมโครงการอุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยโพแทส และสำหรับมาตรการระยะยาว ได้เสนอให้ตั้ง
กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาปุ๋ย และการเจรจากำหนดราคาแม่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมร่วมกับประเทศมาเลเซียและจีน ในฐานะประเทศผู้ผลิตแม่ปุ๋ยหลักในภูมิภาค

‘มนัญญา’จี้กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าวิจัยรับปลดล็อกกัญชา-กัญชง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633697

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเตรียมความพร้อมจัดทำมาตรการรองรับให้ครอบคลุมทุกมิติ หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้กัญชาและกัญชงพ้นจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยประเด็นที่เป็นข้อกังวลเรื่องความพร้อมของเกษตรกรและพันธุ์พืชสกุลกัญชาที่จะใช้ปลูกนั้น จากการดำเนินงานที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้รวบรวม ศึกษา และขยายพันธุ์กัญชาพันธุ์พื้นเมืองของไทย และพันธุ์การค้าจากต่างประเทศรวม 87 แหล่งปลูก 39 พันธุ์ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร พร้อมที่จะผลิตต้นพันธุ์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปปลูกได้อย่างเพียงพอ และได้มีการจัดทำคู่มือการปลูกพืชกัญชาที่ถูกต้อง ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้ที่ http://www.doa.go.th บนเมนู“กัญชง กัญชา”

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สนับสนุนการนำพันธุ์กัญชากัญชงแจ้งขึ้นทะเบียนพันธุ์ ปัจจุบันมีพันธุ์กัญชาที่ได้หนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนแล้ว 5 พันธุ์ คือ อิสระ 01 หางกระรอกภูพานเอสที 1 หางเสือสกลนครทีที 1 ตะนาวศรีก้านขาวดับเบิลยูเอ 1 และตะนาวศรีก้านแดงอาร์ดี 1 และกัญชง 8 พันธุ์ คือ อาร์พีเอฟ 1 อาร์พีเอฟ 2 อาร์พีเอฟ 3 อาร์พีเอฟ 4 อาร์พีเอฟ 5 อาร์พีเอฟ 6 อาร์พีเอฟ 7 และอาร์พีเอฟ 8 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดการตรวจสอบลักษณะประจำพันธุ์ของพืชสกุลแคนาบิส ที่ขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 โดยกัญชากัญชงจะเป็นพืชที่สามารถนำพันธุ์ใหม่มายื่นขอจดทะเบียนรับความคุ้มครองได้ เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้นักปรับปรุงพันธุ์วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชสกุลกัญชาให้มีความหลากหลายมากขึ้น

พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้เปิดขอบข่ายการรับรองแหล่งผลิตพืชกัญชากัญชงตามมาตรฐาน GAP เพื่อรองรับการปลูกที่ปลอดภัย ในเกรดที่นำไปทำเป็นยา และสำหรับบริโภคได้

นายพิเชษฐ์กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ และช่อดอก พืชสกุลกัญชาจากต่างประเทศได้อย่างเสรีนั้น มีมาตรการทางกฎหมายกำกับดูแลการนำเข้า คือ พ.ร.บ.กักพืช 2507 โดยกระทรวงเกษตรฯ ประกาศให้พืชสกุลกัญชาเป็นสิ่งต้องห้ามได้ หากวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้วพบว่าประเทศต้นทางมีศัตรูพืชที่ร้ายแรง ซึ่งเป็นอำนาจของ รมว.เกษตรฯ พร้อมกับต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 ซึ่งเมล็ดพันธุ์กัญชาและกัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมการนำเข้า ส่งออก ขาย และรวบรวมจะต้องขออนุญาต

นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดมาตรการการนำเข้าตามมาตรฐานการผลิตพืชโดยทำข้อตกลงกับประเทศต้นทางพืชที่จะนำเข้าได้นั้นจะต้องมาจากแปลงปลูกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP และผ่านการคัดบรรจุจากโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสุขอนามัยพืชตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีและศัตรูพืชมากับผลผลิต รวมทั้งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการนำเข้าเมล็ด ใบ และดอกกัญชาจากต่างประเทศเข้ามาได้อย่างเสรี

สกู๊ปแนวหน้า : CARI จับมือ สคร.7 หนุนบุคลากร คัดกรองพยาธิใบไม้ตับ จากปัสสาวะอย่างรวดเร็ว ตรงจุด เกิดความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633700

สกู๊ปแนวหน้า : CARI จับมือ สคร.7 หนุนบุคลากร คัดกรองพยาธิใบไม้ตับ  จากปัสสาวะอย่างรวดเร็ว ตรงจุด เกิดความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่โรงแรมชาร์ลอง บูทรีค อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น และสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เขตสุขภาพที่ 7 ในการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะอย่างเร็ว OV-RDT  โดยมี นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7  เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมดังกล่าวมีบุคลากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมจำนวนกว่า 120 คน 

นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 เปิดเผยว่า “โรคมะเร็งท่อน้ำดี ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบอุบัติการณ์การเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องในประชากรวัยทำงานที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอายุระหว่าง 40-60 ปี ทำให้เกิดการสูญเสียรายได้ เสียโอกาสในการทำงาน กลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปัจจัยหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบสุกๆ ดิบๆ โดยการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ เป็นสาเหตุทำให้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และนำไปสู่การเป็นมะเร็งท่อน้ำดี ปัจจุบันภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหาสุขภาพนี้อย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศเป็นแผนยุทธศาสตร์ กำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี พ.ศ. 2559-2568 โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนนำในการขับเคลื่อน เพื่อจะจัดการกับปัญหาสุขภาพนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการบูรณาการนวัตกรรมในการตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจ OV-RDT ที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถดำเนินการตรวจคัดกรองได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพในการตรวจคัดกรองค้นหากลุ่มเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น สามารถทราบผลการตรวจภายในเวลาเพียง 15 นาที ซึ่งจะเป็นผลดีในการติดตามและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และเกิดความยั่งยืนในพื้นที่” 

จากนั้น เป็นการบรรยายให้ความรู้ จาก ศ.ดร.ไพบูลย์ สิทธิถาวร จากภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หัวข้อ การตัดวงจรพยาธิใบไม้ตับอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหามะเร็งท่อน้ำดี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เข้าใจถึงวงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ตับและการตัดวงจรชีวิตพยาธิใบไม้ตับรวมถึงการตรวจคัดกรองหาพยาธิใบไม้ตับด้วยชุดตรวจ OV-RDT และการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “การลงบันทึกและการรายงานผลในระบบ Isan Cohort” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีความเข้าใจในการลงทะเบียนการนำเข้าและจัดการข้อมูลในระบบ Isan Cohort โดย ดร.ชัยวัฒน์ ทะวะรุ่งเรือง และคณะ จากศูนย์วิเคราะห์และจัดการข้อมูล (DAMASAC) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานโครงการและแผนการดำเนินงาน โดยสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น ในช่วงบ่าย เป็นการสาธิตการใช้ OV RDT reader application สำหรับตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับ โดย Visual Intelligence Laboratory คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และการสาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะอย่างเร็ว OV-RDT ในประเด็นการเตรียมอุปกรณ์ในการเก็บspecimen ส่งตรวจ/การอ่านแปลผลและลงบันทึกผลชุดตรวจ OV-RDT ด้วย Application และการรักษาและข้อควรระวังในการรักษาพยาธิใบไม้ตับ โดยดร.ชนิกา วรสิษฐ จากโครงการ Re-OV มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำนักงานมาตรฐานฯชง ครม.จัดทำ4ยุทธศาสตร์ ไทยแหล่งผลิตคุณภาพ ดันสู่ความมั่นคงอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633691

วันจันทร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2565 ซึ่งมีนายเรวัต ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เป็นประธานฯ เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย โดยนายพิศาลกล่าวว่าได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำ(ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (2566-2570) โดยมุ่งสู่วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ เพื่อเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อชาวไทยและชาวโลกอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความมั่นคงอาหาร 2.ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร 3.ด้านอาหารศึกษา และ 4.ด้านการบริหารจัดการ

นอกจากนี้ได้กำหนดเป้าหมายของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ 6 ด้าน คือ 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง 2.ปริมาณการสูญเสียและขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น 4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น 5.จำนวนคนที่มีภาวะโภชนาการ (ขาดและเกิน) ลดลงและ 6.มีกลไกประสานงานกลางและบูรณาการดำเนินการ โดยมีการจัดทำตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายระยะเวลา 5 ปี รองรับ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าว แผนปฏิบัติการฯ นี้ ถือเป็นกรอบการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วางแผนการปฏิบัติงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารตามภารกิจและอำนาจหน้าที่

อธิบดีกรมชลฯลงพื้นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คุมเข้มบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633655

อธิบดีกรมชลฯลงพื้นที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คุมเข้มบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 21.35 น.

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง 2564/65 ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยมี นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์น้ำ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (6 ก.พ.65) ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ความจุเก็บกัก 960 ล้าน ลบ.มีปริมาณน้ำใช้การได้ 676 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯ สำหรับแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 10 ซึ่งได้วางแผนในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งตามแผนบริหารความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มศักยภาพการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก โดยเตรียมความพร้อมการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณปากคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก หากระดับน้ำในแม่เจ้าพระยาด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ระดับต่ำกว่า +13.00 ม.รทก.พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปา ด้วยการจัดสรรน้ำแบบรอบเวรการใช้น้ำในคลองชัยนาท – ป่าสัก รวมทั้งเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนการลำเลียงน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก เข้าไปเติมให้กับแม่น้ำบางขาม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ด้วย

สำหรับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะสั้น ได้ดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้ง 8 มาตรการอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำ และแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดทรัพยากรน้ำ ขณะที่แผนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะยาว กรมชลประทานได้วางแผนการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าแบบอาคารถาวรบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เพื่อให้สามารถสูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และสนับสนุนน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลปีละประมาณ 1,795 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ในการส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี2564/65 ตามแผนที่กรมชลประทานกำหนด แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตโครงการชลประทานลพบุรี จำนวน 56,685 ไร่ และพื้นที่ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค จำนวน 8,040 ไร่ (รับน้ำจากคลองส่งน้ำ 2 ซ้าย และ 3 ซ้าย) ปัจจุบันเกษตรกรทำนาปรังแล้ว 100% คาดว่าจะเก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้และทางโครงการชลประทานลพบุรีได้เตรียมส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ตามแผนปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีของพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อไป

– 006

นายกฯเร่งผลักดันผลไม้ไทยเชิงรุก สร้างรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าการส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633579

นายกฯเร่งผลักดันผลไม้ไทยเชิงรุก สร้างรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าการส่งออก

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 09.19 น.

นายกฯพอใจสหรัฐฯ ไฟเขียวเปิดตลาดนำเข้าส้มโอไทยไม่จำกัดพันธุ์ คาดส่งออกล็อตแรกได้สิงหาคมนี้ เร่งผลักดันส่งออกผลไม้ไทยเชิงรุก สร้างรายได้แก่เกษตรกร และเพิ่มมูลค่าการส่งออกไทย

6 กุมภาพันธ์ 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำเข้าส้มโอผลสดจากประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดแล้ว หลังจากที่ฝ่ายไทยเสนอขอเปิดตลาดส้มโอมาตั้งแต่ปี 2549 โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับทราบข่าวดีดังกล่าวแล้ว และชื่นชมความมุ่งมั่นอุตสาหะของหน่วยงานไทยที่เจรจาจนสามารถเปิดตลาดส้มโอได้เป็นผลสำเร็จ เป็นการสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอของไทย พร้อมกำชับให้ดูแลเรื่องมาตรฐานการส่งออกอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลไม้ไทยมีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดจนสั่งการเร่งวางแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ไทยเชิงรุก ในปี 2565 หาตลาดรองรับ โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลไม้ที่จะมาถึงนี้ 

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำเข้าส้มโอผลสดไม่จำกัดพันธุ์จากประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขการนำเข้าที่กำหนดแล้ว หลังจากที่รัฐบาลไทยได้เสนอขอเปิดตลาดส้มโอพร้อมกับผลไม้อีกหลายชนิด มาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีเงื่อนไขสำหรับการส่งออกผลผลิตซึ่งจะต้องมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรอง GAP (Good Agricultural Practice) โรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และก่อนส่งออกต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกต้องลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการตรวจสอบผลไม้ฉายรังสีก่อนการส่งออก อีกทั้ง การอนุญาตให้นำเข้าส้มโอจากไทยต้องเป็นการส่งออกเพื่อการค้าเท่านั้น โดยกรมวิชาการเกษตร คาดการณ์ว่าในฤดูการผลิตส้มโอเดือนสิงหาคมนี้ ไทยจะสามารถส่งออกส้มโอล็อตแรกไปจำหน่ายยังสหรัฐฯ ได้ ทั้งนี้ ตลาดการส่งออกส้มโอผลสดของไทยในต่างประเทศมีจำนวน 29 ประเทศ มีตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ จีน และมาเลเซีย โดยในปี 2564 ประเทศไทยส่งออกส้มโอจำนวน 29,782 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 903 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยเชิงรุก ผ่านโครงการจับคู่เจรจาการค้าสำหรับสินค้าผลไม้ที่มีผลผลิตทั้งปี อาทิ มะม่วง มะพร้าว มะขาม และส้มโอ และผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปในรูปแบบออนไลน์ (Online Business Matching: OBM) ได้เจรจาการค้าและวางแผนการส่งออกของปี 2565 ล่วงหน้า มียอดเจรจาการค้ากว่า 1,454 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2565 การส่งออกสินค้าผลไม้จะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดียิ่งขึ้นอีก 

ทั้งนี้ภายใต้การทำงานของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ฯ ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญและมีชื่อเสียง ในปี 2564 ไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดผลไม้ในจีนได้เป็นอันดับ 1 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 45% อีกทั้ง การส่งออกผลไม้ของไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างรายได้กว่า 1.6 แสนล้านบาท (ม.ค. – พ.ย. 2564) แม้จะต้องเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และความท้าทายต่าง ๆ จึงสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันการส่งออกผลไม้ไทย ผ่านมาตรการเชิงรุก อย่างเป็นระบบและรอบคอบ ตลอดจนมีการปรับรูปแบบให้สอดรับกับสถานการณ์ ทำให้การส่งออกผลไม้ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ แสวงหาโอกาสเพิ่มการส่งออกผลไม้ของไทยผ่านการใช้ประโยชน์จากเส้นทางการขนส่งผ่านทางรถไฟจีน-ลาว ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า แนวทางที่รัฐบาลได้ดำเนินการมานี้ จะสนับสนุนการส่งออกของไทยในปี 2565 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

ปศุสัตว์พร้อมเครือข่ายบุกตรวจสอบทลายห้องเย็นนครปฐม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633259

ปศุสัตว์พร้อมเครือข่ายบุกตรวจสอบทลายห้องเย็นนครปฐม

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.37 น.

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ตรวจสอบสต๊อกห้องเย็นเพื่อกันการกักตุนซากสุกรทั่วประเทศ และการดำเนินการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมแก้ปัญหาราคาเนื้อสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมหน่วยงานเครือข่าย นำโดย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผู้อำนวยการกองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) รองผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัด ได้สนธิกำลังเร่งตรวจสอบห้องเย็นเพื่อกันการกักตุนซากสุกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการตามกฎหมาย พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และ พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 ในพื้นที่ จ.นครปฐม

โดยวันนี้ จากการตรวจสอบห้องเย็นแห่งหนึ่ง ใน อ.เมือง จ.นครปฐม โดยตรวจสอบจำนวนเนื้อสุกรและซากสุกรทั้งหมดที่จัดเก็บในห้องเย็น เอกสารใบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ ใบรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์ ผลพบว่ามีการนำฝากซากสัตว์รวมที่จัดเก็บทั้งหมดจำนวน 1,047,600 กิโลกรัม เป็นเนื้อสุกรและชิ้นส่วนสุกรบริโภคได้จำนวน 747,600 กิโลกรัม เป็นกระดูกและน้ำมันสุกรจำนวน 300,000 กิโลกรัม จากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งจากทุ่งพระเมรุและผู้ค้ารายอื่นๆ โดยบริษัทฯ สามารถนำเอกสารใบเคลื่อนย้ายฯ มาแสดงได้จำนวน 81,389 กิโลกรัม โดยในส่วนซากสัตว์ที่เหลืออีกจำนวน 966,211 กิโลกรัม ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ และที่ไม่พบเอกสารใบเคลื่อนย้ายฯ และใบรับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์นั้น จึงได้ดำเนินการอายัดและแจ้งข้อกล่าวหา ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ตามมาตรา 22 โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 มีความผิดตามมาตรา 38 โทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สรุปรายงานผลการตรวจสอบห้องเย็น (20 ม.ค. – 4 ก.พ.65) ผลการตรวจสอบห้องเย็นทั้งหมด พบมีการเก็บซากสุกรในห้องเย็นรวมทั้งหมด 24.3 ล้านกิโลกรัม โดยตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. – 3 ก.พ.ได้ตรวจสอบห้องเย็นแล้วทั่วประเทศจำนวน 1,287 แห่ง ในวันที่ 3 ก.พ.ได้ตรวจสอบห้องเย็นจำนวน 17 แห่ง พบการจัดเก็บซากสุกรจำนวน 83,444.70 กิโลกรัม ซึ่งจากผลการตรวจสอบห้องเย็นอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง มีการดำเนินการและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ทำให้ห้องเย็นมีการเข้มงวดในการรับฝากสินค้า บริษัทผู้ฝากไม่กักตุนซากสุกรเพื่อประโยชน์ทางการค้า นำเนื้อสุกรออกมาจำหน่ายตามปกติเป็นตามกลไกตลาด ส่งผลให้ขณะนี้ราคาหมูหน้าฟาร์มปรับลดราคาลง โดยล่าสุดขยับราคาลงมาที่ 100 – 104 บาทต่อกิโลกรัม ราคาค้าส่งห้างขายปลีก ลดลงมาที่ 160 – 166 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคลงมาที่ 198 – 208 บาทต่อกิโลกรัม

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 หรือ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง