‘ประภัตร’ลงพื้นที่เยี่ยม ด่านศุลกากรหนองคาย ส่งเสริมส่งสินค้าเกษตร ออกไปตปท.สร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630059

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน ที่ด่านศุลกากรหนองคาย อ.เมือง จ.หนองคาย ว่า หลังจากมีการเปิดวิ่งรถไฟจีน-ลาว เส้นทางระหว่างคุนหมิง-เวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ระยะทางประมาณ 1,035 กิโลเมตร ทำให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีน และลาว รวมถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง และทวีปยุโรป ส่งผลให้ จ.หนองคาย กลายเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การค้าชายแดน การท่องเที่ยว การขนส่งโลจิสติกส์ รวมถึงด้านการบริการที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร และมีสินค้านำเข้าและส่งออกเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการเปิดด่านแบบ One day go ระหว่างไทยกับลาว แบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้มอบแนวทางการดำเนินงานต่อหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ติดตามดูสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร ว่ามีสินค้าชนิดใดที่สามารถส่งออกผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ ควรหามาตรการที่จะส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ ให้สามารถส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ต่อเนื่องต่อไป

จากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซึ่งได้มีการปล่อยขบวนรถขนส่งสินค้าด้านการเกษตรที่ผ่านพิธีการทางศุลกากรเรียบร้อยแล้ว

สกู๊ปพิเศษ : มข.จับมือกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630066

สกู๊ปพิเศษ : มข.จับมือกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน  บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในอีสาน

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ โดยศูนย์บริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน (Lumpy skin disease) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ กรมปศุสัตว์ โดยผู้ลงนามฝ่าย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศาสตราจารย์บัณฑิตย์ เต็งเจริญสกุล คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ รองศาสตราจารย์ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ พิธีลงนามครั้งนี้จัดผ่านโปรแกรม Zoom Meeting 

การจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ กรมปศุสัตว์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการทำงานร่วมกันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเรื่อง ลัมปีสกิน โดยกรมปศุสัตว์สนับสนุนกำลังคน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานในพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโรคระบาดลัมปีสกิน ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กับปศุสัตว์และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น 

รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์เชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการทำงานเพื่อสังคม อุทิศเพื่อชุมชน ตามค่านิยมของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นให้ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ดี กินดี 

“จากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกินในช่วงต้นปี 2563 ถึงปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งได้ทำงานบูรณาการร่วมกับ กรมปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ทั้งในด้านการรักษา การดูแล การป้องกันโรคลัมปีสกิน และจากการทำงานร่วมกันในระยะที่ผ่านมา นำมาสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ 

จากบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยี เรื่อง การรักษา การดูแล รวมถึงการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ให้กับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร โดยคณาจารย์จากสาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญสูง ด้านการดูแลการรักษา ป้องกันโรค ในโค กระบือ รวมถึงการรับมือกับโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน อย่างก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การทำงานร่วมกันจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรให้อยู่ดี กินดี มีความสุขอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” 

นายสัตวแพทย์บุญญกฤชปิ่นประสงค์ ผู้แทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์มีความยินดี ที่ได้รับโอกาสทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน คณะสัตวแพทยศาสตร์ และ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้ง 2 หน่วยงาน มีประสบการณ์มีความเชี่ยวชาญ การแก้ปัญหาโรคลัมปีสกิน 

 “โรคระบาดลัมปีสกินเป็นโรคอุบัติใหม่ ในปศุสัตว์ของประเทศไทยพบในโคเนื้อโคนม และกระบือ ปัจจุบันมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคปศุสัตว์ ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคนม และกระบือ เป็นอย่างมากซึ่งในพื้นที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่พบการระบาด ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการการควบคุมป้องกันโรค ตามหลักสากลในการแก้ไขปัญหา โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ได้ร่วมดำเนินการช่วยเหลือ และ แก้ไขปัญหาเสมอมา” 

“มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบไปด้วยทีมวิชาการที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ โรคลัมปีสกิน มีศักยภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ กรมปศุสัตว์มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคในสัตว์ และ เป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบ โรคระบาดสัตว์ในประเทศไทย รวมไปถึงโรคลัมปีสกินด้วย ดังนั้น กรมปศุสัตว์มีความมั่นใจให้การสนับสนุน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น การสนับสนุนบุคลากร และ อำนวยความสะดวกในการดำเนินภารกิจต่างๆ ในการควบคุม ป้องกันโรค เพื่อให้การแก้ไขปัญหาโรคดังกล่าวมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป”  นายสัตวแพทย์บุญญกฤช กล่าว 

ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ ผุดศูนย์ฉีดวัคซีน โซนฝั่งธนฯวอร์คอินฉีดไฟเซอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629945

ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ ผุดศูนย์ฉีดวัคซีน โซนฝั่งธนฯวอร์คอินฉีดไฟเซอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.25 น.

ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ ผุดศูนย์ฉีดวัคซีนโควิดสำนักการยางฯให้ ปชช.โซนฝั่งธนฯวอร์คอินฉีดไฟเซอร์

20 ม.ค.2565 ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย นายชนินทร์ รุ่งแสง ในฐานะคณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์  เป็นตัวแทนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ที่กักตัวหลังลงไปร่วมรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต6 สงขลา แล้วมีทีมงานติดโควิด เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 

โดยนายชนินทร์ เปิดเผยว่า  รมว.เกษตรฯได้ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญในการดูแลพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากโควิด รวมถึงการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด  ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงประสานภาคเอกชน เครือโรงพยาบาลธนบุรีให้มาบริการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ให้พี่น้องประชาชนในเขตบางพลัด บางกอกน้อยและจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ลงทะเบียนหรือวอร์คอินเข้ามาฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้ได้รับความสะดวกสบาย เฉลี่ยวันละ 300 คนโดยใช้ห้องประชุมกันตัง ชั้น 5 ของการยางแห่งประเทศไทย ถนนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย เป็นที่รับรอง

“ทั้งนี้ ผมได้ประสานจัดทำโครงการบางพลัด บางกอกน้อย 100%ห่างไกลโควิด และการเปิดให้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าว  ตั้งเป้าหมาย 1.จะกระจายการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในเขตบางพลัดและเขตบางกอกน้อยทั่วถึงครบทั้ง100%    2.จะให้มีการตรวจ ATK ในชุมชนที่มีความเสี่ยงทั้ง 100 %    3. จะไม่ให้มีผู้ที่ติดเชื้อตกค้าง โดยจะมีการประสานส่งไปรักษา ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือ HOSPITEL  ครบ100%  และดำเนินการเป็น 2 เขตนำร่องเพื่อตัดวงจร ลดการระบาด ให้เป็นเขตปลอดเชื้อโควิด 100%   นอกจากจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯแล้ว  ยังมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  โดยอาศัยอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)รวมถึงกรุงเทพมหานคร(กทม.)ในการที่จะช่วยประสานงานในจุดต่างๆ   โดยมีเครือโรงพยาบาลธนบุรี และภาคเอกชนอื่นๆจะรับดูแลอำนวยความสะดวก ประสานงานในเรื่องของการสาธารณสุข  โดยย้ำเชิญชวนประชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคชีนเข็มแรกให้รีบมาฉีดแลในเข็มอื่นๆถ้าครบ 3 เดือนแล้วก็ให้มาฉีดวัคชีนได้ ในทุกๆเข็มในเวลา 13.00-1600 ทุกวันเว้นวันอาทิตย์” นายชนินทร์กล่าว

คืบหน้า! ชลประทาน จ้างงานช่วยเกษตรกรปี65 ยอดรวมกว่า2หมื่นคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629941

คืบหน้า! ชลประทาน จ้างงานช่วยเกษตรกรปี65 ยอดรวมกว่า2หมื่นคน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.20 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าจ้างแรงงานช่วยเหลือเกษตรกรปี 2565 ตามนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คืบหน้าจ้างแรงงานไปแล้วกว่า 2 หมื่นคน ตั้งเป้าจ้างแรงงานสร้างรายได้ให้เกษตรกร 75,000 คน 

20 ม.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ด้วยการจัดจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น 75,000 คน วงเงินงบประมาณ 4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1 – 10 เดือน วงเงินจ้างแรงงาน/คน จะอยู่ที่ประมาณ 8,700 – 87,000 บาท ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว 22,120 คน  จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ คือ 1. จังหวัดเชียงใหม่ 2,303 คน 2. จังหวัดกาฬสินธุ์ 1,872 คน และ 3.จังหวัดเพชรบุรี 1,730 คน 

สำหรับโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน

เกษตรฯถกจำแนกที่ดินใช้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629790

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน โดยมี น.ส.เบญจพรชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบรายงานผลพิพากษาคดีปกครอง กรณีการควบคุมการใช้ที่ดิน ต.โพรงมะเดื่อ ต.หนองปากโลง และ ต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม รวมถึงรายงานความคืบหน้าการจำแนกประเภทที่ดินที่ราษฎรเรียกร้องให้เพิกถอนเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 และโครงการสำรวจข้อมูลที่ดินพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2525

สำหรับประเด็นเพื่อพิจารณา ประกอบด้วย เรื่อง การควบคุมการใช้ที่ดิน ตามมาตรา 14 พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน 2551 ต.โพรงมะเดื่อ ต.หนองปากโลง และต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการพัฒนาที่ดินจังหวัด กรณีไม่ประกาศเขตควบคุมการใช้ที่ดินตามมาตรา 14 พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการปนเปื้อนไม่ทำให้ที่ดินซึ่งมีการร้องเรียนเกิดความเสื่อมโทรมต่อการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จึงไม่เข้าข่ายที่จะต้องประกาศควบคุมการใช้ที่ดิน

ทั้งนี้ ในส่วนของการจำแนกประเภทที่ดินป่าแม่หาด-แม่ก้อ (หมายเลข 7) จ.ลำพูน เห็นชอบขอเปลี่ยนแปลงมติ ครม.กำหนดเขตป่าไม้ถาวรใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงโดยจำแนกเป็นพื้นที่ทำกินหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ นอกจากนี้ได้แก้ไขปรับปรุงคำสั่งอนุกรรมการพัฒนาที่ดินจังหวัดขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถแก้ไขปัญหาในการจัดการที่ดินให้กับราษฎรได้อย่างรวดเร็ว

งานวิจัยการฉายรังสีอาหาร อว.ช่วยสร้างมูลค่าเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629791

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) จัดขึ้นภายใต้โครงการ “การสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่นด้วยการฉายรังสี” โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) 3 แห่ง ได้แก่ มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.ภูเก็ต และ มรภ.สงขลา ร่วมงาน โดย ศ.พิเศษ ดร.เอนก กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการพัฒนาสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่น ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี ยกระดับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะพี่น้องชาว OTOP กลุ่มอาหารพื้นถิ่น ให้สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์

ด้าน รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผอ.สทน.กล่าวว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้วยวิธีการฉายรังสีเป็นที่ยอมรับและมีการใช้ประโยชน์แพร่หลาย ในปี 2564 ได้ร่วมกับ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในภาคกลาง ประกอบด้วย มรภ.พระนครศรีอยุธยา มรภ.ธนบุรี และ มรภ.ราชนครินทร์ ฝึกอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ สร้างการยอมรับ และสนับสนุนผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพของชุมชนมาฉายรังสี ส่วนปี 2565 เป็นปีที่ 2 ดำเนินงานที่ภาคใต้ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะร่วมนำงานวิจัยและนวัตกรรม มาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการด้วย

กรมชลฯเร่งเติมน้ำ เดินหน้าโครงการฯ เพิ่มเข้าเขื่อนภูมิพล แก้ภัยแล้งเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629787

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรรัตน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงโครงการผันน้ำจากลำน้ำยวมเพื่อเติมเขื่อนภูมิพล แก้ปัญหาภัยแล้งในลุ่มเจ้าพระยา ว่าการผันน้ำจากลำน้ำดังกล่าวมีความจำเป็น โดยจะเติมน้ำในเขื่อนภูมิพล ปีละ 1.8-2 พันล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เนื่องจากพื้นที่การเกษตรภาคกลางกว่า 10 ล้านไร่ มีความต้องการน้ำ บางปีต้องขอความร่วมมืองดทำนาปรัง จึงต้องมองหามาตรการแก้ปัญหาระยะยาว ที่ผ่านมา เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การได้ไม่เกินครึ่ง สิ่งที่มองไว้คือต้องหาน้ำมาเติม

สำหรับการลงทุนคงต้องดูความเหมาะสมและคุ้มค่า จะเป็นเอกชนมาร่วม หรือภาคเอกชนลงทุนทั้งหมด ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ให้ข้อคิดไว้แล้ว โครงการนี้มีความสำคัญต้องสร้างความมั่นคงของน้ำซึ่งเป็นความมั่นคงของประเทศ โดยมีการศึกษามา 5-6 ปีแล้ว หากผ่านขั้นตอนต่างๆ การก่อสร้างน่าจะใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี จึงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ การสร้างเขื่อนใหม่ ปัจจุบันยากมาก บางพื้นที่อยู่ในแหล่งมรดกโลก เช่น จ.นครนายก หรือปราจีนบุรี

นายเฉลิมเกียรติ เปิดเผยอีกว่า ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร ความห่วงใยของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับโครงการนี้ แต่หากไม่ผลักดัน วันหน้าเราจะขาดน้ำ ถ้าเราไม่ทำตามแผน ถ้าไม่สร้างไปเริ่มอีก 10 ปีข้างหน้า กว่าจะสร้างเสร็จใช้เวลาอีกนานแค่ไหน เราจะต้องศึกษา เตรียมความพร้อมส่วนเรื่องกระแสไฟฟ้า ที่กังวลว่ากระแสไฟฟ้าจะตกในระหว่างก่อสร้าง ยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำเต็มที่ มีการสร้างความมั่นคงเรื่องกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ก่อสร้างและประชาชนได้รับประโยชน์

‘เฉลิมชัย’ใช้5ยุทธศาสตร์ ดันลำไยลำพูนสู่ตลาด-เพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629788

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ลำพูน ประชุมภาคีเครือข่ายเกษตรกรภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนการจัดการผลไม้ภาคเหนือ โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมรับทราบรายงานการคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตภาคเหนือ ปี 2565 รายงานการจัดการผลไม้ภาคเหนือ ปี 2564 และปัญหาอุปสรรค จากนั้นที่ประชุมได้ร่วมหารือแนวทางการจัดการผลไม้ภาคเหนือ ระดับพื้นที่ โดยนายอลงกรณ์ กล่าวว่าโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต และ 5 ยุทธศาสตร์ ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เน้นการบูรณาการทุกภาคส่วน ใช้เทคโนโลยียืดอายุผลผลิต และแปรรูปยกระดับสู่อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มรายได้ ตั้งเป้าหมายพลิกโฉมเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูง มอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์ AIC ภาคเหนือ และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ เร่งวิจัยพัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกร

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ลำพูนเป็นศูนย์กลางลำไยภาคเหนือ และเป็นเมืองหลวงลำไยโลก มีพื้นที่ปลูกกว่า 250,000 ไร่ แต่เผชิญปัญหาราคาตกต่ำในบางปี จึงดำเนินโครงการประกันราคาขั้นต่ำ และขณะนี้ได้ติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไยอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมการรองรับการออกสู่ตลาดล่วงหน้าตามแนวทางจัดการปี 2565 เช่น โครงการกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิต โดยมีการขอรับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เตรียมการรองรับการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคาผลผลิตตกต่ำ เป้าหมายการสนับสนุนค่าบริหารจัดการกระจายผลผลิตลำไยออกนอกแหล่งผลิตการรับซื้อในราคานำตลาด ตลอดจนแนวทางการบริการจัดการ ตั้งแต่ต้นทาง คือ เน้นตลาดนำการผลิต การลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานเพิ่มผลิตภาพการผลิต การทำลำไยนอกฤดูการสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนายกระดับมาตรฐานเน้นการใช้เทคโนโลยีแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้หลากหลายตามความต้องการของตลาด การซื้อขายล่วงหน้าระบบพรีออเดอร์ การบริการจัดการระบบขนส่งและเพิ่มระบบ Cold Chain Logistics พร้อมทั้งการขยายช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ออฟไลน์ ทั้งในและต่างประเทศ การสร้างระบบ Traceability และQR code เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพสินค้า ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรเพื่อให้ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ทั้งหมดนี้จะเป็นก้าวสำคัญให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่มิติใหม่ โดยใช้โมเดล Fair Trade ลำไย การค้าที่เป็นธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างยั่งยืนโดยบูรณาการทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ร้านค้า โรงงานแปรรูป ล้งและผู้ส่งออก นอกจากนี้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ตบอร์ด) ได้ตั้งคณะทำงานกลุ่มสินค้าลำไย (ลำไยบอร์ด) เพื่อดูแลเป็นการเฉพาะ

กรมประมงแจงไทยยังทำประมงได้ หลังมีข่าวSIOFAเตรียมยึดคืนพื้นที่ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629843

กรมประมงแจงไทยยังทำประมงได้ หลังมีข่าวSIOFAเตรียมยึดคืนพื้นที่ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.03 น.

กรมประมงแจงไทยยังทำประมงได้ หลังมีข่าวSIOFAเตรียมยึดคืนพื้นที่ในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้

19 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรณีมีข่าว “SIOFA จ่อเชือดเรือไทย” และ “SIOFA ยึดคืนพื้นที่จับปลา” นั้น เท่าที่ตรวจสอบปัจจุบันมีเรือประมงอวนลากไทยที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงใน Saya de Malha Bank  ของ SIOFA จำนวน 4 ลำ ซึ่งประเทศไทยโดยศูนย์ Fisheries Monitoring Center, FMC ของกรมประมง มีการควบคุม ติดตาม และเฝ้าระวังกลุ่มเรือดังกล่าวตามมาตรการอนุรักษ์และจัดการของ SIOFA อย่างเข้มงวด และเรือประมง ได้ปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวสำหรับการทำประมงพื้นท้องน้ำที่บังคับใช้ในปัจจุบันอย่างครบถ้วน มีระบบติดตามอิเล็กทรอนิกส์ และมีผู้สังเกตการณ์ประมงอยู่บนเรือตลอดเวลาในทุกเที่ยวเรือ และประเทศไทยได้รับการประเมินว่ามีระดับการปฏิบัติตามกฎ SIOFA ได้ 100% ในทุกรอบการประเมินของ SIOFA การทำการประมงของไทยจึงเป็นไปตามกฎข้อบังคับในปัจจุบัน จึงไม่เป็นเหตุที่ SIOFA จะยกมายึดคืนพื้นที่ทำการประมงของไทยได้แต่อย่างใด 

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสามัญประจำปีของภาคีสมาชิก ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา องค์กร The Deep Sea Conservation Coalition, DSCC ซึ่งเป็นองค์การนอกภาครัฐ (NGO) ได้นำเสนอเอกสาร เรื่อง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความหลากหลายทางระบบนิเวศจากการทำประมงอวนลากในพื้นที่ Saya de Malha Bank โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยหยุดทำการประมงในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank จนกว่าจะมี การประเมินสภาวะทรัพยากรและพัฒนามาตรการที่ปกป้องความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และชนิดสัตว์น้ำ ตลอดจน หญ้าทะเลในบริเวณดังกล่าวประเทศไทยและภาคีสมาชิกอื่นเห็นว่าเป็นการเรียกร้องที่ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มารองรับ ข้อเสนอดังกล่าวของ DSCC จึงไม่ได้รับมติเห็นชอบจากภาคีสมาชิก SIOFA ดังนั้น การกล่าวถึงเรือประมงไทย ไปลากทำลายหญ้าทะเลจนส่งผลให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นข้อมูลข่าวที่ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ จากข้อเรียกร้องของ DSCC ดังกล่าว ภาคีสมาชิกจึงเร่งรัดให้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของ SIOFA ดำเนินการศึกษาข้อมูลในพื้นที่ Saya de Malha Bank และให้นำมาพิจารณาในการประชุมประจำปี คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ (Scientific Committee, SC) ในเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นตารางเวลา กำหนดการประชุมประจำปีเป็นปกติ ซึ่งผู้แทนไทยที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ประจำ SIOFA ได้เข้าร่วมเป็นประจำทุกปี และจะมีวาระการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในหลายๆเรื่อง เช่น การประเมินสภาวะทรัพยากรปลาหิมะ (ประเทศไทยไม่ได้จับปลากลุ่มนี้) การประเมินความเสี่ยงของระบบนิเวศและประชากรสัตว์น้ำ การพิจารณา ข้อมูลทางวิชาการสำหรับเขตคุ้มครองทางทะเลเป็นต้น

“จะเห็นได้ว่าการประชุมนี้จะเป็นประเด็นทางวิทยาศาสตร์ เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณามาตรการหรือกฎข้อบังคับต่อการทำประมงเพื่อลงโทษเรือไทยทั้งสิ้น ส่วนจะได้ข้อยุติเรื่องผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หรือไม่อย่างไร คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ก็จะต้องรายงานต่อที่ประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 9 ในเดือนกรกฎาคม 2565 ต่อไปด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ กรมประมงได้ทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ SIOFA มาอย่างต่อเนื่องในฐานะภาคีสมาชิก ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้จัดเตรียมทีมคณะนักวิชาการ และคณะผู้แทนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลและท่าทีประเทศไทยในการเข้าประชุมทั้งสองการประชุมในฐานะรัฐภาคีสมาชิกเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศไทย และประโยชน์ของ SIOFA ให้ได้อย่างสมดุลด้วย

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั่วประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629763

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั่วประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.59 น.

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ทั่วประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีน

19 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีจดหมายแจ้งเตือนประเทศสมาชิกให้ยกระดับการเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนเดินทางกลับบ้านไปเฉลิมฉลองเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ในขณะนี้ทุกประเทศยังต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด และรัฐบาลของประเทศต่างๆได้เข้มงวดจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาดสัตว์ เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรหรือโรค ASF ในสุกร เนื่องจากอาจมีการนำผลิตภัณฑ์สุกรหรือเนื้อสุกรที่ยังไม่ได้ปรุงสุกไปพร้อมสัมภาระจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ไม่เกิดโรคได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดกรมปศุสัตว์ จึงได้กำชับและสั่งการไปยังหน่วยงานจังหวัดทั่วประเทศให้ยกระดับเข้มงวดในการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะโรค ASF ในสุกร เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงในสัตว์ตระกูลสุกรและสุกรป่า ตั้งแต่ปี 2561 พบรายงานการเกิดโรค 50 ประเทศ ในทวีปแอฟริกา เอเชียและยุโรป โดยโรคนี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นอันตรายต่อสุกร และหากเกิดการระบาดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการผลิตสุกรได้ ทางOIE จึงได้แจ้งเตือนและเน้นย้ำให้ประเทศสมาชิกเร่งสร้างการรับรู้ของประชาชน ว่าเชื้อไวรัส ASF ในสุกรมีความคงทนในเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปรุงสุก รวมทั้งสามารถปนเปื้อนบนเสื้อผ้า รองเท้าและยานพาหนะได้ ทำให้เป็นช่องทางการแพร่กระจายของโรค

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือประชาชนไม่นำเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปรุงสุกรจากพื้นที่เสี่ยงหรือที่มีรายงานการเกิดโรคไปยังพื้นที่ที่ไม่เกิดโรค รวมทั้งให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคซึ่งไม่เฉพาะโรค ASF ในสุกรเท่านั้น แต่รวมถึงโรคระบาดสัตว์อื่นๆ ด้วย โดยแนะนำให้รับประทานอาหารที่ต้องปรุงสุกผ่านความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ระยะเวลาอย่างน้อย 30 นาทีเท่านั้น

“กรมปศุสัตว์มีการเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญอื่นโดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกด้วย ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวด ไม่พบรายงานในประเทศมาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ยังเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่และหน่วยงานภายในประเทศ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศ OIE อย่างต่อเนื่อง และขอให้เกษตรกรหมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิดด้วย หากพบแสดงอาการป่วยหรือผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว