กรมชลฯขยายผลทำนาใช้น้ำน้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626701

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมติดตามการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง 2564/65และการส่งเสริมแนวทางการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในเขตพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 12โดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยนายประพิศ เปิดเผยว่าสำนักงานชลประทานที่ 12 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวในเขตชลประทานประมาณ 2.4 ล้านไร่มีแผนปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ประมาณ 8.3แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 34 โดยใช้ปริมาณน้ำต้นทุนจากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแนวโน้มปริมาณน้ำอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกักในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถส่งน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้รณรงค์ให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อย ตามโครงการสาธิตการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ภายใต้โครงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีพื้นที่นำร่อง 4 แห่ง ได้แก่ โครงการชลประทานเชียงใหม่, โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จ.เชียงใหม่, โครงการชลประทานอุบลราชธานี และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย จ.อุบลราชธานี รณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัดด้วยการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (แกล้งข้าว) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การทำนาแบบใช้น้ำน้อย เป็นวิธีการบริหารจัดการน้ำในการทำนา โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว สามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้มากถึงร้อยละ 28 ของปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนาแบบทั่วไป ซึ่งโดยปกติจะใช้น้ำประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/ไร่ แต่ถ้าทำนาแบบแกล้งข้าวจะใช้น้ำเพียงประมาณ 860 ลบ.ม./ไร่ นอกจากจะลดปริมาณการใช้น้ำลงแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย สารเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวลงจากไร่ละประมาณ 5,600 บาท เหลือประมาณ3,400 บาท ที่สำคัญยังทำให้คุณภาพข้าวดีขึ้น เพิ่มปริมาณผลผลิตได้สูงกว่าไร่ละ 1,200 กิโลกรัม ได้อีกด้วย

เกษตรฯระดมแก้ไขปัญหา ขนส่งผลไม้ไทย-ลาว-จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626702

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ (เฉพาะกิจ) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้ประชุมคณะทำงานฯเป็นการเฉพาะกิจในการแก้ปัญหาและการพัฒนาระบบการขนส่งผลไม้และระบบ Cold Chain พร้อมด้วย นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และผู้แทนคณะทำงานฯ

ทั้งนี้ มีผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง นครกว่างโจว นครเซี่ยงไฮ้ นายชาญศักดิ์ ชื่นชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐานบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย สมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย สมาคมทุเรียนไทย บริษัท เวียงจันทน์โลจิสติกส์ปาร์ค-ท่าบกท่านาแล้ง บริษัทอินเตอร์เอ็กเพรส บริษัท สตีเวีย(Nitrogen Freezer) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ ซึ่งที่ประชุมได้เร่งแก้ปัญหาและการพัฒนาระบบการขนส่งผลไม้ไทย-ลาว-จีน

‘เฉลิมชัย’หนุนอาสาฯเกษตร นำเทคโนโลยี/นวัตกรรมมาพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626703

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนางานอาสาสมัครเกษตรกระทรวงเกษตรฯ ให้ตัวแทนอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) เพื่อกำหนดแนวการดำเนินงานของอาสาสมัครเกษตร ที่กระทรวงเกษตรฯว่างานอาสาสมัครเกษตรนั้นมีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานและถือเป็นนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมา อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ได้ปฏิบัติงานจัดเก็บรวบรวม และรายงานข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร ประสานงานในการถ่ายทอดความรู้และการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในหมู่บ้าน รวมทั้งติดตามสถานการณ์การเกษตรในหมู่บ้านพร้อมรายงานเหตุการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยความทุ่มเท เสียสละ และมีจิตอาสาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงขอขอบคุณและส่งกำลังใจให้แก่พี่น้องชาวอาสาสมัครเกษตรทุกท่านที่ช่วยสนับสนุน ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ รวมถึงช่วยกระจายข่าวสารการประสานงานและปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน ที่เป็นส่วนช่วยให้ส่วนราชการสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

นอกจากนี้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านได้ช่วยปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง โดยได้ลงพื้นที่ทำงานเคียงข้างกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลโครงการเยียวยาเกษตรกรฯ ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร เก็บรวบรวม เพื่อดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรฯ สำหรับจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรด้วยความเรียบร้อยทั่วถึง และรวดเร็ว จนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลภาคการเกษตรของประเทศจะส่งเสริมสนับสนุนการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ให้แก่พี่น้อง อกม.ทุกท่าน เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน โดยจะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นพี่เลี้ยง เพื่อร่วมกันทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามนโยบาย รวมทั้งการหาแนวทางและผลักดันด้านค่าตอบแทนให้แก่พี่น้อง อกม.ที่ได้ทุ่มเทเสียสละ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการพัฒนางานด้าน อกม. ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และงานตามภารกิจของกระทรวงเกษตรฯตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายและพัฒนาให้เป็นต้นแบบแก่เกษตรกรทั่วไป การสร้างขวัญกำลังใจ และยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่อาสาสมัครเกษตร ในฐานะเกษตรกรผู้มีจิตอาสา

กรมชลฯคุมเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง เน้นย้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626718

กรมชลฯคุมเข้มแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง เน้นย้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอ

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.37 น.

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 57,757 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯ รวมกันมีน้ำใช้การได้ 33,639 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 7,557 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 34 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,891 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 4,094 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,797 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 32 ของปริมาณน้ำใช้การได้

สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65 ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 3.59 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 56 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 2.51 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี ปี 65 ตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ด้านคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก ได้เน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ด้วย

วช. หนุนผลงานวิจัย มรภ.อุตรดิตถ์แก้ปัญหาขนะทางการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 IN 1 จากวัสดุเหลือทิ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626670

วช. หนุนผลงานวิจัย มรภ.อุตรดิตถ์แก้ปัญหาขนะทางการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 IN 1 จากวัสดุเหลือทิ้ง

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.29 น.

วช. หนุนผลงานวิจัย มรภ.อุตรดิตถ์แก้ปัญหาขนะทางการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 IN 1 จากวัสดุเหลือทิ้ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยเหลือและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติเปิดเผยว่าจากปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจำนวนมากในขณะนี้ อาทิ เปลือกทุเรียน เหง้ามันสำปะหลัง แกนข้าวโพด ข้อไม้ไผ่ รวมถึงเศษกิ่งไม้ริมทาง ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จำนวนมาก รวมทั้ง การจัดการโดยเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งในที่โล่ง ที่เป็นสาเหตุ

ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลสารเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจำนวนมากทึ่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)จึงได้มีการการสนับสนุนทุนวิจัยนักวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นำองค์ความรู้ และนวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ส่งเสริมรายได้พื้นที่เป้าหมาย สร้างเกษตรกรต้นแบบ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.สุรินทร์ กว่า 100 ราย แนะใช้ถ่านดูดซับกลิ่น ความชื้น ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ นวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 ด้วยวิธีไพโรไลซิส เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขประเด็นปัญหาการกำจัดขยะดังกล่าวโดย ขณะนี้นักวิจัยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชาวบ้านและติดตั้งนวัตกรรมแล้ว ประกอบด้วย เตาผลิตถ่านดูดกลิ่นแบบไพโรไลซิส เครื่องบดถ่าน ชั้นตากถ่าน เครื่องอัดถ่าน เครื่องเจียรตัดแต่งถ่าน และเครื่องเป่าลมร้อน พร้อมการออกแบบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์และเกษตรกรต้นแบบ กว่า 100 ราย ใน 2 จังหวัดเป้าหมาย คือ กลุ่มคนทำถ่าน จ.อุตรดิตถ์ และกลุ่มคนเอาถ่าน จ.สุรินทร์ เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาคการวิจัยและภาควิชาการ ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ที่มีผลงานวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.ถือเป็นการขยายผลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน ในการพัฒนาอาชีพ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มมูลค่า พร้อมสร้างความตระหนักในการนำวัสดุเหลือทิ้งจากพื้นการเกษตรมาใช้ประโยชน์ โดยต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยเชิงพื้นที่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานราก และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

ขณะที่ ผศ.ดร.จันทร์เพ็ญ ชุมแสง ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การใช้องค์ความรู้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อการส่งเสริมรายได้ในพื้นที่เป้าหมาย เป็นการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชนสังคม โดยการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร มาผลิตถ่านไบโอชาร์ (Biochar) โดยออกแบบเตาเผาถ่าน ด้วยกระบวนการเผาไหม้

ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและอากาศ หรือจำกัดอากาศให้เข้าไปเผาไหม้น้อยที่สุด ที่เรียกว่า “การแยกสลายด้วยความร้อนหรือกระบวนการ “ไพโรไลซิส” ทำให้ถ่านที่ได้มีความพรุนสูง น้ำหนักเบา มีพื้นที่ผิวในการดูดซับประจุบวกสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการดูดซับความชื้น ประจุลบ และกักเก็บน้ำ เหมาะต่อการนำไปเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน และการประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตถ่านดูดกลิ่น กระบวนการผลิตอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสม และเกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับถ่านดูดกลิ่น 3 In 1 มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ความชื้น และจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคในอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ่านมีประจุลบ และอินฟาเรดยาว ทำให้มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สามารถวางไว้ในห้องนอน หรือใช้ได้ทั้งครัวเรือน เนื่องจากไม่มีสารเคมีเจือปน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเป็นวัสดุอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้แบรนด์ถ่านดูดกลิ่น “Biochar for Life” ผลิตโดย ชุมชนกลุ่มคนเอาถ่านตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ และ“PK Biochar air purifier”ผลิตและจำหน่ายโดยกลุ่มคนทำถ่านตำบลผักขวง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีผลการตรวจวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ถ่านดูดกลิ่น มผช.๑๘๐/๒๕๖๓ ซึ่ง เป็นการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างจริงจัง -(016)

ห้ามส่งออก!เกษตรฯกางแผน 3 ระยะแก้ราคา‘หมู’แพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626652

ห้ามส่งออก!เกษตรฯกางแผน 3 ระยะแก้ราคา‘หมู’แพง

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.46 น.

“เฉลิมชัย” สั่งกรมปศุสัตว์เร่งทำแผนแก้หมูแพงทั้งระบบ พร้อมเตรียมหารือกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค

5 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาปริมาณสุกรที่ลดลง จนส่งผลให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น โดยต้องครอบคลุมทุกปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะอาหารสัตว์และยารักษาโรคแพง ปัจจัยการพบโรคระบาดในสุกร เนื่องจากต้องทำลายสุกรเพื่อควบคุมโรค อีกทั้งก่อนหน้านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อย และรายกลาง เกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวของการเกิดโรคระบาดในสุกร จึงได้เร่งขายสุกรมีชีวิตออกจากฟาร์ม เมื่อพักคอกแล้ว เกษตรกรรายย่อยและรายเล็กส่วนหนึ่งหยุดเลี้ยงเนื่องจากไม่ได้ปรับระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อควบคุมโรค จึงเกรงว่าหากสุกรติดโรคระบาดจะเสียหายมาก ส่งผลให้ปริมาณสุกรในระบบการผลิตลดลง แต่ยังมีความต้องการบริโภคสูง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์เตรียมมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ไว้แล้ว โดยจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยเร็วต่อไป

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ ได้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสุกรสูงขึ้น 3 ระยะ คือ

1.มาตรการระยะด่วน ได้แก่ การห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อสุกรภายในประเทศให้มากขึ้น การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์ โดยเฉพาะส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษี การจัดสินเชื่อพิเศษของธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขได้กลับมาเลี้ยงใหม่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ การตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้น พร้อมเร่งสำรวจภาพรวมสถานการณ์การผลิตสุกร เพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและมาตรการที่เหมาะสม

นอกจากนี้ เพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทน โดยให้เกษตรกรใช้สุกรขุนตัวเมียมาใช้ทำพันธุ์ชั่วคราว เร่งรัดเจรจาฟาร์มรายใหญ่ในการสรรและกระจายพันธุ์และลูกสุกรขุนให้กับรายย่อยและเล็กที่ต้องการกลับเข้ามาสู่ระบบใหม่กำหนดโซนเลี้ยงและออกมาตรการบังคับใช้อย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมโรค และเร่งรัดการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค

2.มาตรการที่2 คือ มาตรการระยะสั้น ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศการขยายกำลังผลิตแม่สุกรสนับสนุนศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์ ในสังกัดกรมปศุสัตว์และเครือข่ายคู่ขนานกับฟาร์มเกษตรกรและภาคเอกชน การศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาด

3.มาตรการที่ 3 คือ มาตรการระยะยาว ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชอื่น แล้วส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า หรือส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในฤดูแล้งให้มากขึ้นการยกระดับมาตรการปรับปรุงระบบ Biosecurity ในการเลี้ยงสุกรให้เป็น GAP หรือ GFM ซึ่งจะป้องกันโรคได้ดีขึ้น ใช้ยุทธศาสตร์การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เพื่อส่งเสริมการส่งออกสุกรไปต่างประเทศ ใช้ระบบการติดตามการเคลื่อนย้ายสุกร Tracking Smart Logistics พร้อมทั้งศึกษาและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์สุกรให้ได้สุกรพันธุ์ดีและทนทานต่อโรคระบาด ศึกษาและพัฒนาการลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรทั้งวงจรโดยกรมปศุสัตว์จะเร่งหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากราคาเนื้อสุกรสูงขึ้นโดยเร็วต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินจำนวนสุกรทั้งประเทศในปี 2564 ในการตรวจสอบจากการขออนุญาตเข้าฆ่าและส่งออก พบว่า รวมสุกรขุนทั้งประเทศ 19.27 ล้านตัว แบ่งเป็น สุกรเข้าฆ่า 18.29 ล้านตัวและส่งออก 0.98 ล้านตัว หรือลดลงร้อยละ 13

วันเดียวกัน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มเกษตรกร เพื่อหาแนวทางมาตรการเพิ่มกำลังผลิตสุกรขุนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนที่ส่งผลเนื้อสุกรราคาสูง ที่ลิ้มไพบูลย์ฟาร์ม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

ทั้งนี้ หลังการหารือนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์  กล่าวว่า ภายหลังมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ผ่อนคลาย ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นอย่าง ขณะที่ปริมาณการเลี้ยงสุกร ลดลง จากปัญหาปริมาณหมูในปี 2564 ลดลงจากปี 2563 จากที่ผลิตได้ปีละ 20 ล้านตัวเหลือ 19 ล้านตัว  โดยส่งออก 1 ล้านตัว คงเหลือบริโภคในประเทศ 18 ล้านตัวจึงทำให้ราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้น 

สำหรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มของเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาดจะส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ซึ่งค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP เพื่อไม่ให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงซึ่งมั่นใจว่า มาตรการสนับสนุนต่างๆ จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงใหม่และเพิ่มปริมาณการผลิตหมูให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคซึ่งจะขอความร่วมมือผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ให้ผลิตลูกหมูให้รายย่อยและรายเล็กไปเลี้ยง ทั้งยังมีการสนับสนุนการเลี้ยงโดยจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก ธ.ก.ส. ในโครงการสานฝันสร้างอาชีพอีกด้วย

ขณะที่นายภวพรรธน์ ปฐมโพธิวัฒน์  ผู้จัดการฝ่ายผลิต  ลิ้มไพบูลย์ฟาร์ม  (สะพานหิน) กล่าวว่า เราเป็นฟาร์มขนาดกลาง มีการจัดการฟาร์มที่ดี เป็นระบบปิด มีมาตรการระบบป้องกันทางชีวภาพ มีสุกรประมาณ  2,500 แม่ จำหน่ายสุกรขุน ลูกสุกร มีโรงผสมอาหารเอง มีโรงฆ่าสุกรมาตรฐาน GMP  มี Shop ขายเนื้อสุกรเองอีกด้วย -005

เกษตรฯถกด่วนแก้‘หมู’แพง ห้ามส่งออก-เร่งปั๊มปริมาณ คาด4เดือน‘ราคา’ปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626595

เกษตรฯถกด่วนแก้‘หมู’แพง ห้ามส่งออก-เร่งปั๊มปริมาณ คาด4เดือน‘ราคา’ปกติ

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.03 น.

เกษตรฯถกด่วนแก้‘หมู’แพง ห้ามส่งออก-เร่งปั๊มปริมาณ คาด4เดือน‘ราคา’ปกติ

5 มกราคม 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือการแก้ไขปัญหาราคาเนื้อสุกรในประเทศปรับสูงขึ้น โดยมีนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ตัวแทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ว่า จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรภายในประเทศปี 2563-64 มีผู้ประกอบการรวม 190,000 ราย สามารถผลิตสุกรประมาณ 20 ล้านตัว/ปี ประมาณ 10,000 ราย เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและใหญ่ มีปริมาณสุกรมากกว่า 10 ล้านตัว และอีก 180,000 ราย เป็นเลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อย

ทั้งนี้ เมื่อปี 2563-64 ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบเกิดโรคระบาดในสุกร โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ทำให้ไทยต้องใช้มาตรการเข้มข้นในการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรค ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทำให้มีการคาดการณ์ความต้องการว่าการบริโภคเนื้อสุกรลดลง ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ ยารักษาโรคในสุกรปรับสูงขึ้น เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงปรับแผนลดการผลิตสุกรขุนลง ส่งผลให้ปริมาณสุกรในประเทศลดลง ในขณะที่ปี 2564-ปัจจุบัน รัฐบาลไทยสามารถควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมยับยั้งการระบาดของโรคในสุกรได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้สุกรไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ราคาเนื้อหมูสดภายในประเทศปรับราคาสูงขึ้น

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ราคาเนื้อสุกรภายในประเทศ จึงได้สั่งการมายังกระทรวงเกษตรฯ ให้เร่งติดตามและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนทั้งในระยะสั้น เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และในระยะกลาง-ยาว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการที่เลี้ยงสุกรทุกขนาด ให้กลับมาประกอบอาชีพ สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ในครัวเรือน และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับประเทศ ตนในฐานะที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ เร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อที่จะหยุดการส่งออกสุกรในทันที เพื่อให้มีปริมาณสุกรอยู่ในประเทศเพียงพอต่อความต้องการมากขึ้น

เบื้องต้นวางแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้ว โดยห้ามส่งออกสำหรับในระยะกลาง-ยาวนั้น กรมปศุสัตว์จะเริ่มส่งเสริมเกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเดิมในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ให้ผลิตลูกหมูเพิ่ม เพื่อส่งให้เกษตรกรรายเล็กและรายย่อยเลี้ยง โดยจะใช้เงินทุนจากธนาคาร ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกรเข้ามาสนับสนุน เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการดำเนินการ คาดว่าภายใน 4 เดือน จำนวนสุกรขุนจะเพิ่มขึ้น และราคาจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังเตรียมหารือมาตรการลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และจะส่งเสริมการปลูกข้าวโพดมาเป็นพืชอาหารสัตว์ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ประเทศไทยมีความต้องการใช้ถึงปีละ 8 ล้านตัน แต่มีกำลังการผลิตเพียง4 ล้านตัน/ต่อปี 

นอกจากนั้นยังได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งเตรียมการสำรวจพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ในการผลักดัน “ปศุสัตว์ Sandbox” หรือเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษ ส่งเสริมการนำเข้า การผลิต–ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ตามโยบายของนายกรัฐมนตรีโดยด่วนด้วย

กรมชลประทานเข้มเฝ้าระวัง รักษาคุณภาพน้ำ5จุดสำคัญ มั่นใจผ่านมาตรฐานตลอดแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626443

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้สั่งการให้ติดตามและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ในประเทศช่วงหน้าแล้งอย่างใกล้ชิดให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะบริเวณจุดสำคัญของแม่น้ำสายหลักทั้ง 5 จุด ได้แก่ บริเวณแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลองแม่น้ำบางปะกง ในพื้นที่ภาคกลาง และบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ ในพื้นที่ภาคใต้ ที่มักจะเกิดปรากฏการณ์น้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำหลายกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำดิบเป็นประจำ โดยเฉพาะภาคกลางที่ต้องใช้น้ำดิบในหลายกิจกรรมสำคัญทั้งเพื่อผลิตน้ำประปา ใช้ในโรงพยาบาล ใช้เพื่อการเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้กรมชลประทานวางมาตรการควบคุมคุณภาพน้ำในแต่ละแม่น้ำ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะนำน้ำไปใช้ประกอบกิจการ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยาควบคุมค่าความเค็มที่สถานีประปาสำแลไม่ให้เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร เพื่อผลิตน้ำประปา แม่น้ำท่าจีนควบคุมความเค็มริมแม่น้ำไม่ให้เกิน 0.75 กรัมต่อลิตร เพื่อเกษตรกรผู้ปลูกสวนกล้วยไม้ แม่น้ำแม่กลองควบคุมความเค็มระดับไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร เพื่อการเกษตรบริเวณปากคลองดำเนินสะดวก แม่น้ำบางปะกงควบคุมความเค็มไม่เกิน 1 กรัมต่อลิตรเพื่อน้ำใช้การในโรงพยาบาลพระอภัยภูเบศ เป็นต้น

โดยกรมชลประทานได้ติดตามเฝ้าระวังเพื่อรักษาคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ โดยเฉพาะจุดเฝ้าระวังในแม่น้ำสายหลัก 5 สายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูแล้งตั้งแต่ 1 พ.ย.2564 จนถึง 30 เม.ย.2565 เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำคุณภาพดีเพื่ออุปโภค-บริโภค รวมถึงกิจกรรมใช้น้ำอื่นๆซึ่งขณะนี้ค่าความเค็มทุกจุดเฝ้าระวังยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

กรมประมงถก3สมาคมฯ ขับเคลื่อนแผนMMPAไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626444

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศข้อกำหนดว่าด้วยการนำเข้าสินค้าประมง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำ เพื่อคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม (MMPA) เพื่อประเมินกฎระเบียบข้อบังคับการทำประมง และการทำประมงเชิงพาณิชย์ของประเทศที่ส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปยังสหรัฐฯ ว่ามีการลดผลกระทบที่ทำให้เกิดการตายหรือบาดเจ็บรุนแรงต่อสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น โลมา วาฬ พะยูน ฯลฯ ซึ่งสหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มใช้กฎหมาย MMPA เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 และกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 5 ปี เพื่อให้ประเทศคู่ค้าได้มีการเตรียมความพร้อม ในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ MMPA และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป โดยในช่วงระหว่างการผ่อนผันนี้ ประเทศไทยยังคงส่งสินค้าประมงไปจำหน่ายได้

อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนการตามแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม 2566-2570 ร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทย กรมประมง จึงได้เชิญผู้ประกอบการจาก 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ร่วมหารือถึงแนวทางการการดำเนินการ และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมหารือดังกล่าว ผู้ประกอบการมีความเข้าใจและพร้อมที่จะปฏิบัติตามกระบวนการของทางภาครัฐ โดยได้มีการไปเจรจาหารือกับประเทศคู่ค้าที่ไทยมีการนำเข้าผลผลิตมาแปรรูปเพื่อส่งออกให้ได้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติ MMPA ด้วย

เดินหน้าพัฒนาเกษตรฯยั่งยืนในเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626442

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วัด (Green Temple) ที่โรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ กทม.ว่า กระทรวงเกษตรฯ

มีความมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรจึงวางแนวทางพัฒนาภาคเกษตร 5 ยุทธศาสตร์ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0

3.ยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety-Security-Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) 4.ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะโมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนครอบคลุมวิถีชีวิตเกษตรกร กระบวนการผลิตและการจัดการทุกรูปแบบ เพื่อให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ นำไปสู่การพึ่งตนเองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค จากแนวนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองที่มีการจัดสรรและใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องส่งเสริม สนับสนุน ให้ประชาชนในชุมชนเมืองได้เรียนรู้การทำเกษตรปลอดภัย ตามวิถีพอเพียง และคนในชุมชนมีอาหารบริโภคผลผลิตปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ด้านการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่วัด เพื่อผลิตอาหารเพียงพอปลอดภัยให้กับชุมชนในเมืองใกล้วัด และโรงเรียนเพื่อสร้างเป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค และสร้างรายได้ รวมถึงเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยตั้งคณะทำงานให้ครบ 50 เขต เป็นกลไกขับเคลื่อนระดับพื้นที่