ผู้เลี้ยงปลื้มผู้บริโภคหันกิน‘เนื้อไก่’เพิ่มแทนหมู ดันตลาดฟื้นหลังชะลอตัวยาวช่วงโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627478

ผู้เลี้ยงปลื้มผู้บริโภคหันกิน‘เนื้อไก่’เพิ่มแทนหมู ดันตลาดฟื้นหลังชะลอตัวยาวช่วงโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.42 น.

ผู้เลี้ยงปลื้มผู้บริโภคหันกิน‘เนื้อไก่’เพิ่มแทนหมู ดันตลาดฟื้นหลังชะลอตัวยาวช่วงโควิด

9 มกราคม 2565 นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สถานการณ์ความต้องการบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมหันไปหาโปรตีนทางเลือกอื่นที่มีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการเทียบเท่าเนื้อหมูในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเนื้อไก่เป็นโปรตีนคุณภาพดีย่อยง่าย ที่สำคัญราคาถูกกว่าเนื้อหมูในขณะนี้ถึง 3 เท่า ทำให้จูงใจผู้บริโภคในการเปลี่ยนไปหาเนื้อสัตว์ทดแทน ซึ่งร้านอาหารและร้านอาหารตามสั่ง มีการปรับวัตถุดิบจากเนื้อหมูมาเป็นเนื้อไก่มากขึ้นด้วย

“สมาคมฯขอขอบคุณคนไทยแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ที่เข้าใจสถานการณ์และเลือกกินเนื้อไก่ทดแทนเนื้อหมู ทำให้ผู้เลี้ยงมีตลาดรองรับเพิ่มขึ้น นอกจากจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาประเทศในยามวิกฤตขาดแคลนเนื้อหมูแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่มีกำลังใจดำเนินธุรกิจต่อไป หลังแบกภาระขาดทุนตลอดช่วงระยะเวลาโควิด-19 เกษตรกรพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลและสร้างแหล่งอาหารมั่นคงและยั่งยืน ให้กับคนไทยในทุกสถานการณ์” นางฉวีวรรณ กล่าว

นางฉวีวรรณ กล่าวว่า ความต้องการเนื้อไก่ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยราคาเฉลี่ยหน้าฟาร์มปรับมาอยู่ที่ 37-39 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่คนเลี้ยงมีต้นทุน 36-38 บาทต่อกิโลกรัม แม้จะปรับไม่มากและเป็นราคาทรงตัวตั้งแต่ปลายปี 2564 แต่ก็ดีขึ้นกว่าช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และดีกว่าเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 34-35 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันราคาไก่ทั้งตัวเฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 80 บาท อกไก่ 75 บาท น่องไก่ 65 บาท คาดว่าราคาน่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการในตลาด ในระหว่างรอผลผลิตเนื้อหมูจากการเลี้ยงรอบใหม่อีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทย ยังประสบกับปัญหาสำคัญคือต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนหลักประมาณ 60% ของต้นทุนการเลี้ยง ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงปี 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องประสบกับการขาดทุนสะสมจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2564 ราคาปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 30-40% รวมถึงปัจจัยการผลิตและการป้องกันโรคระบาดปรับราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการบริหารจัดดังกล่าวมานาน ซึ่งราคาเนื้อไก่ที่ปรับขึ้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ให้มีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อไทยได้มาตรฐานสากลระดับโลก และปฏิบัติตามแนวทางการผลิตทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (Good Agricultural Practice : GAP) ได้รับการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้อนตลาดในประเทศและต่างประเทศ สร้างหลักประกันให้กับผู้บริโภคเนื้อไก่ให้ได้รับโปรตีนคุณภาพดีและปลอดภัยอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ส่งหน่วยเฉพาะกิจฯตรวจสอบฟาร์มสุกรค้นหาสาเหตุการเกิดโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627240

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ส่งหน่วยเฉพาะกิจฯตรวจสอบฟาร์มสุกรค้นหาสาเหตุการเกิดโรค

วันเสาร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.44 น.

​กรมปศุสัตว์ระดมพลตรวจสอบ ค้นหาสอบสวนโรคทุกพื้นที่ เน้นย้ำเรื่องระบบการป้องกันโรคภายในฟาร์ม เพื่อเฝ้าระวัง และป้องกันการเกิดโรคระบาดในสุกร

​นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวว่าขณะนี้มีการเกิดโรคระบาดในสุกรในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้ราคาเนื้อสุกรปรับสูงขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ทั้งนี้โรค ASF เป็นโรคไวรัสที่ติดต่อร้ายแรงในสุกรที่แพร่กระจายในภูมิภาคต่างๆใน ๓๕ ประเทศทั่วโลก หากพบการระบาดของโรคในประเทศแล้วจะกำจัดโรคได้ยาก เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันและยารักษาโรค นอกจากนี้เชื้อไวรัสที่ก่อโรคยังมีความทนทานในผลิตภัณฑ์จากสุกรและสิ่งแวดล้อมสูง แม้โรคนี้จะไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์อื่นแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ในปัจจุบันมีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สหพันธรัฐมาเลเซีย และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและขยายเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรของแต่ละประเทศ

​ดังนั้น จากสถานการณ์การระบาดอย่างต่อเนื่องของโรค ASF ในประเทศเพื่อนบ้านและทั่วโลก กรมปศุสัตว์จึงได้มีการกำหนดมาตรการการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรค ASF อย่างเข้มงวด หากพบฟาร์มสุกรมีความเสี่ยงในระดับสูงถึงสูงมากที่มีความเสี่ยงต่อโรค ASF กรมปศุสัตว์จะดำเนินการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในทันที โดยการทำลายสุกรซึ่งอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๘ พร้อมชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย รวมทั้งดำเนินการเฝ้าระวังโรคทั้งในเชิงรุกและเชิงรับในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในฟาร์มสุกร โรงฆ่าสุกร สถานที่จำหน่ายเนื้อสุกร และสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์ รวมไปถึงเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายสุกร/หมูป่าที่มีชีวิตและซาก ทั้งการเคลื่อนย้ายสุกรภายในประเทศ และการเคลื่อนย้ายสุกรระหว่างประเทศ และเฝ้าระวังการลักลอบเคลื่อนย้ายทุกกรณีอย่างเข้มงวด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ มีความห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกท่าน การลดความสูญเสียจากการระบาดของโรคในระยะยาว มีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น โดยได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจ ดำเนินการค้นหาและสอบสวนโรคเพื่อหาสาเหตุการระบาดของโรคสุกร และขอความร่วมมือเกษตรกรให้ความสำคัญในการดูแลสุกรของตนอย่างใกล้ชิดให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และให้ความสำคัญในเรื่องระบบการป้องกันโรคภายในฟาร์ม มีคอกคัดสัตว์เพื่อขายแยกจากฟาร์มเพื่อป้องกันพ่อค้าที่รับซื้อสุกรอาจนำเชื้อมาสู่ฟาร์ม โดยเฉพาะการพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนเข้าและออกจากบริเวณฟาร์ม และโรงเรือน เลือกซื้อสัตว์ที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และกักสัตว์ก่อนนำเข้ารวมฝูง หมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงของตน หรือฟาร์มใกล้เคียง หากพบเห็นสัตว์ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ห้ามนำสัตว์ป่วยตายไปจำหน่าย และรีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้การช่วยเหลือ และตรวจสอบโดยเร็ว และลดความเสียหายจากโรคระบาด หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อหน่วยงานดังกล่าว หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือ call center 063-225-6888 หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ศูนย์ฯข้าวราชบุรีสนับสนุน ยกระดับชีวิตชาวนาไผ่หูช้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626950

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายไชยยา วิมูลชาติ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลไผ่หูช้าง 2 อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งมีสมาชิก 93 ราย พื้นที่ 2,318 ไร่ กล่าวว่า เดิมก่อนรวมกลุ่มกัน มีการทำนาแบบดั้งเดิม หว่านไปตามฤดู ไม่รู้จักการประหยัดเมล็ดพันธุ์หรือการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง การเรียนรู้ยังน้อย จึงทำให้ขาดองค์ความรู้กระบวนการผลิต ปัจจุบันชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกดีขึ้นมาก มีการช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ได้จัดหาเมล็ดพันธุ์ดี เข้ามาส่งเสริม สนับสนุนกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง

ด้านนายกริชชา จึงเจริญ นักวิชาการเกษตรชำนาญการกล่าวว่า ข้าวพันธุ์ กข 43 และปทุมธานี 1 เป็นข้าวนุ่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างดี กล่าวคือ ตลาดมีความต้องการมาก นอกจากนี้สมาชิกฯ ยังผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิแดง จำหน่ายทั่วประเทศ ส่งผลให้หลายๆ ปี สมาชิกฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่ปัจจุบัน ปรากฏว่าข้าวไม่พอจำหน่าย แต่สมาชิกฯ รู้จักการให้ แบ่งปัน สนับสนุนแจกจ่ายให้โรงเรียน ชุมชน และวัด

อย่างไรก็ดี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี และหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุน เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เครื่องดำนา เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องแพ็กบรรจุสุญญากาศ เครื่องผสมปุ๋ย โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ดีส่วนทางวิชาการ ความรู้ ที่เข้ามาถ่ายทอด ทำให้เกษตรกรมีวิถีชีวิตการทำนาที่ดีขึ้น

แปลงใหญ่หนองจอกเน้นผลิตข้าวดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626949

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางอรวรรณ สกุลคูหาสวรรค์ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี กล่าวว่า การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตการบริหารจัดการร่วมกัน และรวมกันจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน เพื่อลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพได้มาตรฐาน เกษตรกรสามารถเป็นผู้จัดการบริหารผลผลิตและตลาดได้ ซึ่งแต่เดิมกลุ่มมีการทำนาแบบต่างคนต่างทำ และแยกจำหน่าย เมื่อรวมกลุ่มกันแล้วทำให้สามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น อีกทั้งการขายผลผลิตก็มีอำนาจต่อรองกับโรงสี โดยการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ได้รับความช่วยเหลือมากกว่าการผลิตแบบรายเดี่ยว นั่นคือผลประโยชน์จากการรวมกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 60 ราย เนื้อที่ 1,067 ไร่

ขณะที่นายกริชชา จึงเจริญนักวิชาการเกษตรชำนาญการ กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ได้เข้ามาส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ในโครงการศูนย์ข้าวชุมชนหนองจอก โดยกลุ่มนำเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่รับซื้อจากสมาชิกไปจำหน่ายให้กับชุมชน และมีการแปรรูปข้าวเพื่อจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ทำให้เกิดรายได้ภายในกลุ่ม ส่งผลให้กลุ่มมีเงินทุนมารับซื้อข้าวของสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และเป็นระบบตามแนวทางการส่งเสริมภายใต้โครงการนาแปลงใหญ่

สำหรับมุมมองของกลุ่มคาดหวังให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและการแปรรูปข้าวเพื่อจำหน่ายให้คนในชุมชน สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี จะเข้ามาสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายในกลุ่มและหมู่บ้านใกล้เคียง อีกทั้งยังสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ เครื่องสีข้าวเครื่องหยอด เป็นต้น

กรมประมงเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรค-อาการขี้ขาวในกุ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626947

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยบางพื้นที่มีอากาศหนาว แต่บางแห่งยังคงมีฝนตกชุกอยู่ ส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในบ่อดินแบบระบบเปิด เช่น กุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยอาจทำให้เกิดโรค เช่น แบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ และไวรัส ในระหว่างการเลี้ยงได้ นอกจากนี้ยังพบอาการขี้ขาว อาการผิดปกติแบบเรื้อรัง ซึ่งมักพบในบ่อเลี้ยงกุ้งขาวที่มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่น เปลี่ยนถ่ายน้ำน้อย

อย่างไรก็ดี นักวิจัยหลายท่านให้ความเห็นว่า อาการขี้ขาวเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุซับซ้อน ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามีอะไรเป็นสาเหตุสำคัญ ซึ่งอัตราการตายขึ้นอยู่กับปริมาณและความรุนแรงของเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อร่วมกับเชื้อก่อโรคอื่น เช่น กรีการีน, ไวรัส, รา (EHP) คุณภาพน้ำที่เลี้ยง และความสามารถในการจัดการแก้ไขปัญหา รวมถึงความพร้อม และความรวดเร็วของการแก้ไขปัญหาของผู้เลี้ยง เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมประมง จึงขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังป้องกันและรักษาอาการตามคำแนะนำ ดังนี้

1.การเตรียมบ่อ โดยควรกำจัดเลน และตากบ่อ ฆ่าเชื้อ เตรียมน้ำใช้ที่ดี กำจัดพาหะ รวมถึงปล่อยกุ้งในปริมาณที่เหมาะสม 2.หมั่นตรวจสุขภาพกุ้งอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขตามสาเหตุที่พบทันที 3.ควบคุมคุณภาพและปริมาณการให้อาหารให้เหมาะสม กรณีพบกุ้งกินอาหารน้อยลง ให้ลดปริมาณอาหาร โดยอาจมีการปรับและสับเปลี่ยนยี่ห้ออาหารบ้าง ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสม เช่น ลดปริมาณแอมโมเนีย ไนไตรท์ควบคุมปริมาณแพลงก์ตอน โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำเพิ่มการให้อากาศ ลดปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ โดยเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดคุณภาพน้ำ

4.ตรวจสอบปริมาณแบคทีเรียในน้ำ หากพบว่ามีปริมาณมากกว่าค่ามาตรฐาน ให้ใช้สารฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในน้ำ 5.ใช้สมุนไพรที่ให้ผลในการลดการติดเชื้อและการอักเสบของลำไส้ เช่น ข่า ขมิ้นชัน กล้วย กระเทียม บดผสมอาหาร ให้กุ้งกิน และ 6.ไม่ควรใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ยาม่วง หรือ เยนเชียนไวโอเลต (gentian violet) หรือ คริสตัลไวโอเลต (crystal violet) ที่ใช้รักษาโรคในคน แม้จะได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) แต่การนำยาม่วง มาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะอาการขี้ขาวที่พบในกุ้งขาวนั้น ยังไม่มีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพการรักษา เนื่องจากอาการขี้ขาว ซึ่งมีสาเหตุที่ซับซ้อน ไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุสำคัญจากอะไร

นักวิจัยด้านสุขภาพสัตว์น้ำ มีการวิจัยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่หลากหลายแตกต่างกันตามบริบทการจัดการการเลี้ยงของแต่ละฟาร์ม การใช้ยาม่วง เพื่อรักษาเป็นการใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์ จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรไม่ควรนำมายาม่วง มาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำที่นำมาบริโภค เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศได้

นักวิชาการแนะนำรัฐ เสนอให้ใช้3แนวทาง ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสุกร ผู้บริโภครับประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626945

วันศุกร์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายรัฐพล ศรีเจริญ นักวิชาการอิสระด้านปศุสัตว์ กล่าวถึงปัญหาต้นทุนการเลี้ยงสุกร ว่าการที่ภาครัฐจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรทำได้ด้วยการเร่งเพิ่มซัพพลายเข้าไปในระบบให้มากขึ้น แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน กล่าวคือ 1.รัฐบาลควรผลักดันสถาบันการเงินของรัฐ เร่งปล่อยเงินกู้ และสนับสนุนเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้องปล่อยเล้าว่าง เพื่อรอดูสถานการณ์ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนพร้อมทั้งช่วยขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น มีระยะปลอดชำระในช่วงต้น เพื่อให้ฟื้นฟูธุรกิจได้โดยเร็ว ถือเป็นการดึงเกษตรกรผู้เลี้ยงที่มีการลงทุนโรงเรือน อุปกรณ์ และระบบการเลี้ยงอยู่แล้ว ให้กลับเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง โดยกลุ่มเกษตรกรที่ยังพอมีแรงสู้ต่อควรได้รับความช่วยเหลือ อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ และยืดระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ทำให้สามารถลงทุนเลี้ยงสุกรได้

2.รัฐควรสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เลี้ยงด้วยการพิจารณาสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับผู้เลี้ยง เพราะเกษตรกรไม่กล้ากลับมาเลี้ยงสุกร เนื่องจากไม่เห็นอนาคต รวมทั้งขาดการสนับสนุนและการดูแลจากภาครัฐ การพิจารณาสิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่นเดียวกับการส่งเสริมการลงทุนแก่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย อาทิ การยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงตัดสินใจลงทุน ทำให้มีปริมาณสุกรกลับสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการสนับสนุนอาชีพและช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร และ 3.ผู้บริโภคถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ หากเห็นว่าราคาสูงก็หันไปบริโภคโปรตีนอื่นๆ ทดแทน เช่น ปลา ไข่ไก่ หรือเนื้อไก่ เพราะ ผู้บริโภคมีทางเลือก แต่เกษตรกรมีอาชีพเดียวคือเลี้ยงสุกร

คิกออฟหนุนรายย่อยภาคเหนือกลับมาเลี้ยงสุกร เจรจาเพื่อนบ้านแลกซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626998

คิกออฟหนุนรายย่อยภาคเหนือกลับมาเลี้ยงสุกร เจรจาเพื่อนบ้านแลกซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.59 น.

“ประภัตร” เผย 8 ม.ค.เตรียมคิกออฟโครงการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสุกรเชียงใหม่ พร้อมเจรจาประเทศเพื่อนบ้านแลกซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์

6 มกราคม 2565 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันเสาร์ที่ 8 มกราคม นี้ จะเปิดโครงการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยที่หยุดเลี้ยงไป กลับมาเลี้ยงใหม่ เริ่มที่ภาคเหนือซึ่งมีผู้เลี้ยงรายย่อยกว่า 70,000 ราย นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ที่พักคอกสุกรเพื่อป้องกันโรคระบาดจากประเทศเพื่อนบ้านนานกว่าภาคอื่น

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เตรียมคู่มือและแผนการอบรมการจัดการ “ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม” (GFM) เพื่อยกระดับการเลี้ยงของผู้เลี้ยงรายย่อยให้สามารถป้องกันโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลผลิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยการปรับปรุงให้เป็นฟาร์ม GFM ไม่สูงมาก มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 30,000 ล้านบาทจาก ธ.ก.ส. ให้เกษตรกรกู้ยืม อีกทั้งพลเอกประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีให้ของบกลางเพื่อจัดหาเวชภัณฑ์ได้

นายประภัตร ระบุว่า เบื้องต้นได้รับความร่วมมือจากผู้เลี้ยงรายกลางและรายใหญ่ที่จะกระจายลูกสุกรแก่ผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็กทดแทนพันธุ์สุกรที่มีจำนวนลดลง เป็นลูกสุกรอายุ 2 เดือน แต่ต้องใช้ระยะเวลาขุน 4 เดือน จึงเสนอแนะกระทรวงพาณิชย์ให้นำเข้าเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศในระยะสั้น ควบคู่กับมาตรการระงับส่งออกที่มีผลแล้ว ล่าสุดรัฐบาลได้เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า โดยไทยนำเข้าข้าวโพดเพื่อมาทำวัตถุดิบอาหารสัตว์ กำลังหาแหล่งผลิตเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก ค่าอาหารคิดเป็นต้นทุนถึง 70% ของการเลี้ยง ซึ่งผู้เลี้ยงแจ้งว่าค่าอาหารต่อการขุนสุกรน้ำหนัก 100 กิโลกรัม 6,000 กว่าบาท แต่คณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตสุกรประเมินว่า เฉลี่ยที่ 3,300 บาทซึ่งจะทบทวนให้ตรงกันและเป็นต้นทุนแท้จริง

“ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 มาตรการต่างๆจะผ่อนคลายลง ซึ่งภาคเอกชนสามารถขอนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ตามปกติ โดยภาครัฐเร่งกำหนดมาตรการลดภาษีและงดเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ถูกลงซึ่งจะทำให้ราคาเนื้อสุกรปรับลดอยู่ในระดับที่เหมาะสม” นายประภัตร กล่าว

‘ธนา วรพจน์วิสิทธิ์’…วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626885

‘ธนา วรพจน์วิสิทธิ์’…วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 16.17 น.

‘ธนา วรพจน์วิสิทธิ์’…วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์

ต้นทุนการผลิตหมูของไทยพุ่งสูงมากจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักมาจากโรคระบาดที่ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ 30-40 % ขณะที่การยกระดับมาตรการป้องกันโรคนั้นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อย  แต่สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ “ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์” ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยงสัตว์ เพราะปี 2564 เป็นปีที่ระดับราคาวัตถุดิบทุกตัวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กระทบต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ถึง 30% ทั้งหมดเป็นต้นทุนการผลิตหมูที่เรียกว่าสูงเกินกว่าเกษตรกรจะคุ้มทุน

ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของ 2563 โดยราคาเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองแพงขึ้น 30% จากกิโลกรัมละ 13 บาท เป็นกิโลกรัมละ 18 บาท ส่วนราคาข้าวโพด ณ เดือนกันยายน 2564 ขยับพุ่งสูงถึง 11.50 บาท/กก. อาหารเสริม-วิตามิน-เกลือแร่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ล้วนมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20-30%   

ถ้าเจาะลึกมาที่วัตถุดิบหลักอย่าง “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”  ซึ่งเป็นสินค้าการเมืองที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และโรงงานอาหารสัตว์ต้องรับซื้อที่ราคาขั้นต่ำ กก.ละ 8 บาท แต่ไม่เคยมีเพดานราคา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดพุ่งต่อได้อย่างไม่จำกัด ที่สำคัญ รัฐบาลยังทำประกันราคาข้าวโพด ปี64/65 รวม 1,863 ล้านบาท บวกกับมาตรการคู่ขนานอีก 45 ล้านบาท ยิ่งสะท้อนให้เห็นการที่รัฐให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่มากกว่าเกษตรกรภาคปศุสัตว์ซึ่งไม่เคยได้รับการประกันราคาใดๆ  ไม่เพียงเท่านั้นการประกันราคาข้าวโพดนี้มีมูลค่าน้อยที่สุดในบรรดาพืชไร่ 5 ชนิดที่รัฐให้การประกัน ก็เพราะบังคับเกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ทำประกันขั้นต่ำไว้ให้แล้วนั่นเอง เมื่อมีทั้งประกันรายได้โดยรัฐและมีทั้งประกันรายได้จากการบังคับโรงงานอาหารสัตว์เช่นนี้ จึงหมายถึงการรับประกัน 2 ชั้นช่วยเหลือเกษตรกรพืชไร่อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลกลับละเลยผู้เลี้ยงสัตว์ มีมาตรการคุมราคาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกรหน้าฟาร์มที่ราคา 80 บาท/กก. ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ปัจจุบันที่สถานการณ์โรคระบาดหมู ทำให้หมูหายไปจากระบบ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณไม่สอดคล้องความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาล จึงได้เห็นราคาหมูหน้าฟาร์มสูงเกินกว่า 80.- บาทเพราะไม่มีหมูเพียงพอ เกิดการแย่งซื้อหมู ราคาจึงขยับตามหลักอุปสงค์-อุปทาน กระทบตั้งแต่หน้าฟาร์มไปจนถึงเขียง และร้านอาหารต่างๆ

ซึ่งถ้ารัฐยอมรับว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนการป้องกันโรคและการสูญเสียหมูที่ต้องรวมเป็นต้นทุนของฟาร์ม การแก้ปัญหาของภาครัฐจะเป็นไปอย่างถูกทาง สามารถช่วยลดต้นทุนให้ผู้เลี้ยงหมูได้ลืมตาอ้าปากและส่งผลให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วยิ่งขึ้น

ข้าวโพดไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าในหลายประเทศ รัฐบาลไทยยังมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการกำกับดูแล ไม่เพียงการขอความร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์ให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก., แต่มีการจำกัดเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วนด้วย ล้วนทำให้ที่ผ่านมาราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ  ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2562/2563 เป็นปีแรก รัฐบาลกลับไม่ยกเลิกมาตรการเดิมที่เคยใช้ เกษตรกรเลี้ยงสัตว์จึงต้องแบกรับภาระราคาข้าวโพดตลอดมา

ดังนั้น เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารเป็นไปอย่างสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล และช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของประเทศสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ไม่ล้มหายตายจาก เช่นที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้เลี้ยงหมู รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การกำหนดเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ไม่ใช่ปล่อยให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึง ควรทบทวนมาตรการอื่นๆที่เป็นอุปสรรคด้วย   

นอกจากนี้ รัฐควรมีแผนระยะกลางและระยะยาว ที่คำนึงถึงเกษตรกรพืชไร่และเกษตรกรปศุสัตว์ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยควรเร่งปรับประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ประเทศคู่ค้า จะช่วยให้การดาเนินธุรกิจทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์เดินหน้าต่อไปได้

สำหรับ “กากถั่วเหลือง” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบนำเข้าที่ยังต้องเสียภาษีนำเข้า 2% ซึ่งถือเป็นภาระเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่มีภาษี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทยดังที่กำลังปรากฏเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงหมูในขณะนี้ ดังนั้น การช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยการยกเว้น “ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ” จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของเกษตรกรลดลง ขณะที่ปัจจุบันฟาร์มปศุสัตว์กว่า 90% ใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูป การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง

จากบทเรียนสถานการณ์หมูที่กำลังเกิดขึ้น รัฐควรพิจารณานโยบายให้เอื้อต่อการควบคุมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปศุสัตว์ และจูงใจให้เกษตรกรกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยง เมื่อผนวกกับแนวทางอื่นๆ เช่น การปล่อยให้ราคาขายเป็นไปตามกลไกตลาด การสนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อหรือแหล่งทุน ฯลฯ ก็จะช่วยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์ เร่งแก้หมูแพงทั้งระบบ งดส่งออกไปต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626728

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์  เร่งแก้หมูแพงทั้งระบบ  งดส่งออกไปต่างประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์เร่งแก้หมูแพงทั้งระบบ งดส่งออกไปต่างประเทศ ลดผลกระทบประชาชน

“เฉลิมชัย” สั่ง กรมปศุสัตว์ เร่งทำแผนแก้หมูแพงทั้งระบบ พร้อมเตรียมหารือ พาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเร็วที่สุด ด้าน ธ.ก.ส.พร้อมหนุนเกษตรกรเลี้ยงสุกรครบวงจร ทั้งผลิตอาหารสัตว์ การลงทุนฟาร์ม มาตรฐานป้องกันโรคระบาด ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน3มื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้สั่งการให้ อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาปริมาณสุกรที่ลดลง จนส่งผลให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้น โดยต้องครอบคลุมทุกปัจจัยตั้งแต่ ปัจจัยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะอาหารสัตว์และยารักษาโรคแพง ปัจจัยการพบโรคระบาดในสุกรที่เนื่องจากต้องทำลายสุกรเพื่อควบคุมโรค อีกทั้งก่อนหน้านี้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อย และรายกลางเกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวของการเกิดโรคระบาดในสุกรจึงได้เร่งขายสุกรมีชีวิตออกจากฟาร์ม เมื่อพักคอกแล้ว เกษตรกรรายย่อยและรายเล็กส่วนหนึ่งหยุดเลี้ยงเนื่องจากไม่ได้ปรับระบบการเลี้ยงให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อควบคุมโรค จึงเกรงว่า หากสุกรติดโรคระบาดจะเสียหายมาก ส่งผลให้ปริมาณสุกรในระบบการผลิตลดลง แต่ยังความต้องการบริโภคยังสูง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ เตรียมมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวไว้แล้ว โดยจะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยเร็วต่อไป

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสุกรสูงขึ้น 3 ระยะคือ1.มาตรการระยะด่วนได้แก่การห้ามส่งออกสุกรมีชีวิตเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อสุกรภายในประเทศให้มากขึ้น การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์โดยเฉพาะส่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเช่น การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษี การจัดสินเชื่อพิเศษของธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขได้ กลับมาเลี้ยงใหม่ในพื้นที่ความเสี่ยงต่ำ การตรึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้น พร้อม เร่งสำรวจภาพรวมสถานการณ์การผลิตสุกรเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายและมาตรการที่เหมาะสม และเพิ่มกำลังการผลิตแม่สุกรทดแทนโดยให้เกษตรกรใช้สุกรขุนตัวเมียมาใช้ทำพันธุ์ชั่วคราว เร่งรัดเจรจาฟาร์มรายใหญ่ในการสรรและกระจายพันธุ์และลูกสุกรขุนให้กับรายย่อยและเล็กที่ต้องการกลับเข้ามาสู่ระบบใหม่กำหนดโซนเลี้ยงและออกมาตรการบังคับใช้อย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมโรค และเร่งรัดการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค

ส่วนมาตรดารที่2 คือมาตรการระยะสั้นได้แก่ การส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศการขยายกำลังผลิตแม่สุกรสนับสนุนศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์ ในสังกัดกรมปศุสัตว์และเครือข่ายคู่ขนานกับฟาร์มเกษตรกรและภาคเอกชน การศึกษาวิจัยยาและสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาด

ขณะที่มาตรการที่3 คือ มาตรการระยะยาวได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชอื่น แล้วส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้า หรือส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในฤดูแล้งให้มากขึ้นการยกระดับมาตรการปรับปรุงระบบ Biosecurity ในการเลี้ยงสุกรให้เป็น GAP หรือ GFM ซึ่งจะป้องกันโรคได้ดีขึ้น ใช้ยุทธศาสตร์การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เพื่อส่งเสริมการส่งออกสุกรไปต่างประเทศ ใช้ระบบการติดตามการเคลื่อนย้ายสุกร Tracking Smart Logistics พร้อมทั้งศึกษาและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์สุกรให้ได้สุกรพันธุ์ดีและทนทานต่อโรคระบาด ศึกษาและพัฒนาการลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรทั้งวงจรโดยกรมปศุสัตว์จะเร่งหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากราคาเนื้อสุกรสูงขึ้นโดยเร็วต่อไป

จากการประเมินจำนวนสุกรทั้งประเทศในปี 2564 ในการตรวจสอบจากการขออนุญาตเข้าฆ่าและส่งออกพบว่า รวมสุกรขุนทั้งประเทศ 19.27 ล้านตัวแบ่งเป็น สุกรเข้าฆ่า 18.29 ล้านตัวและส่งออก 0.98 ล้านตัว หรือลดลงร้อยละ 13

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง และประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เผยว่า จากปัญหาราคาเนื้อสุกรแพงเนื่องจากความต้องการของตลาด ผลกระทบของโรคระบาดร้ายแรงในสุกร ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง มีราคาแพงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกษตรกร มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงส่งผลมายังผู้บริโภค รัฐบาลจึงเร่งออกนโยบายแก้ไขปัญหาทั้งการงดส่งออกสุกรมีชีวิต การงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมภาษีรวมทั้งการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทดแทนการนำเข้าเพื่อช่วยเหลือด้านราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดสินเชื่อพิเศษเพื่อการฟื้นฟูการผลิตสุกรผ่านธ.ก.ส.เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสุกรคุณภาพ

ขณะที่นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า จากปัญหาโรคระบาดในสุกรราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพิ่มสูงขึ้นทำให้มีผู้เลี้ยงรายใหม่ลดลง เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้จัดเตรียมสินเชื่อพิเศษส่งเสริมการเลี้ยงสุกร การเพาะปลูกผลผลิต สำหรับผลิตอาหารสัตว์ และการวางระบบการเลี้ยงมาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคระบาด การเพิ่มปริมาณสุกรให้ออกสู่ตลาดได้มากขึ้น จึงเตรียมสินเชื่อวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1)สินเชื่อสานฝันสร้างอาชีพ สำหรับเกษตรกรรายย่อยและบุคคลในครัวเรือนที่ประสงค์จะกู้เงินเพื่อไปลงทุนเลี้ยงสุกรหรืออื่นๆเพื่อเป็นการสร้างอาชีพวงเงินกู้ไม่เกิน100,000บาทต่อราย กรณีกู้เป็นค่าใช้จ่ายคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ4ต่อปี กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน12เดือน (พิเศษไม่เกิน18เดือน) นับแต่วันกู้ กรณีเป็นค่าลงทุนปีที่1-3 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่4–5อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.5ต่อปี) กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน5 ปีโดยปลอดชำระต้นเงิน 2 ปีแรก

2) สินเชื่อ Food Safety เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือเพื่อเป็นค่าลงทุนในการส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยกรณีเกษตรกร MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ ร้อยละ 6.5 ต่อปี) กรณีผู้ประกอบการนิติบุคคล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือองค์กร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตร ดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับร้อยละ 4.875ต่อปี)พิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯหรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน กรณีเกษตรกร ดอกเบี้ย MRR-1 กรณีผู้ประกอบการ นิติบุคคลต่างๆดอกเบี้ย MLR-0.5 ระยะเวลาชำระคืน กรณีค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ไม่เกิน 12 เดือน (กรณีพิเศษ ไม่เกิน 18 เดือนนับแต่วันกู้) กรณีค่าลงทุนไม่เกิน15 ปี

3) สินเชื่อเสริมแกร่ง SME เกษตร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนหรือค่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หรือรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนด วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยปีที่1–2ร้อยละ4ต่อปี และปีที่3–10 อัตราดอกเบี้ย MRR-1 / MLR / MOR ตามประเภทของลูกค้า (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ6.5 ต่อปี/MLR เท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี และ MOR เท่ากับร้อยละ6.25 ต่อปี) กรณีที่ผู้ประกอบการสามารถนำ Platform มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ หรือมีการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ หรืออาหารปลอดภัย (Food Safety)ที่มีมาตรฐานรับรองหรือรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรต้นน้ำ หรือกลุ่มวิสาหกิจที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP)ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของต้นทุนวัตถุดิบ หรือเป็นธุรกิจที่นำหลักโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ องค์รวม (BCG Model) อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้จะได้รับอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 3 – 4 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี เพิ่มอีก 2 ปี ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ปัจจุบันไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรราว190,000ราย กว่าร้อยละ90เป็นรายย่อย เลี้ยงสุกรในระบบร้อยละ30โดยเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.จำนวน 59, 205ราย ขณะที่ผู้เลี้ยงขนาดกลางและรายใหญ่มีประมาณร้อยละ3แต่ผลิตสุกรร้อยละ70เลี้ยงออกสู่ตลาดเฉลี่ยปีละ22ล้านตัว กว่าร้อยละ90ใช้บริโภคภายในประเทศ เมื่อมีโรคระบาดร้ายแรงในสุกรในช่วง2ปีที่ผ่านมา แม้จะควบคุมโรคได้ดี แต่ ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายร้อยละ 30-40 เหลือเพียง18ล้านตัว คาดว่าปี2565จะผลิตได้เพียง 13-15 ล้านตัว

ปศุสัตว์ยันเนื้อสุกร ไร้โรคระบาดรุนแรง ย้ำดูป้าย‘ปศุสัตว์OK’ บริโภคได้ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/626704

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่ามีผู้ซื้อตับสุกรจากห้างแห่งหนึ่งนำมาปรุงให้สุนัขทานแล้วเกิดอาการป่วยรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษา จนสงสัยว่าเกิดโรคระบาดในสุกรติดต่อไปยังสัตว์อื่น ว่าได้ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย ยืนยันว่าไม่มีโรคระบาดรุนแรงในสุกร ที่ติดต่อผ่านการบริโภคเนื้อหรืออวัยวะ มีการกำกับดูแลการผลิตที่ปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ ส่วนโรคที่พบในช่วงนี้ ได้แก่ โรคพีอาร์อาร์เอส (Porcine reproductive andrespiratory syndrome : PRRS)โรคอหิวาต์สุกร (Classical Swine Fever : CSF) รวมทั้งโรคที่ปรากฏในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African SwineFever : ASF) ซึ่งยืนยันด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่าเกิดเฉพาะสุกรป่า

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า ในฐานะกำกับดูแลการผลิตอาหารปลอดภัยได้ดำเนินโครงการรับรองสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ว่าสถานที่จำหน่ายจากแหล่งผลิตมาตรฐานสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้ กรณีนี้หากตับสุกรมาจากที่จำหน่าย “ปศุสัตว์ OK” สามารถตรวจสอบย้อนกลับและติดตามหาสาเหตุของปัญหาได้ อย่างไรก็ดี ขอเตือนพี่น้องประชาชน ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด ต้องเน้นการทำสดใหม่และเก็บรักษาภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม ปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง หากมีแผลที่มือควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเนื้อสัตว์หรือเลือดสัตว์โดยตรง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากเชื้อที่อาจปนเปื้อนจากแผลที่มือเข้าสู่เนื้อสุกร หรือจากเนื้อสุกรเข้าสู่แผล