แปลงใหญ่ร้อยเอ็ด รวมกลุ่มจนสำเร็จ ใช้ต้นแบบต่อยอด ผลิต-แปรรูปข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627693

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางมัสสา โยริบุตร ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 5 บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า เดิมทีได้ทำนาแบบหว่านกระจาย ปัญหาอุปสรรคหลักคือเรื่องน้ำ ทำให้ขาดทุน เสียค่าใช้จ่ายเยอะ ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด จึงเกิดการรวมกลุ่มสมาชิกและเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์ฯ ในเรื่องการทำนาโดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ มีรถไถพร้อมเครื่องหยอดข้าวแห้ง 8 แถว 6 แถว ช่วยลดต้นทุนในการผลิต

ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 5 บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด มีสมาชิก 182 ราย พื้นที่ทั้งหมด 3,000 ไร่ ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าว กข15 เป็นหลัก มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขนมโดนัท ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

นางมัสสา กล่าวต่อว่า รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ ได้รับความรู้ต่างๆ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สมาชิกในกลุ่มหรือชุมชน จนสามารถนำไปต่อยอด ทำประโยชน์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และผลจากการร่วมมือกันในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 5 บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับรางวัลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดีเด่นประจำจังหวัด ปี 2561 สร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่น้องเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ช่วยเป็นแรงผลักดันและต้นแบบให้เกษตรกรหันมาสนใจเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่

‘เฉลิมชัย’แจงใช้งบปี2566 สร้างรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627696

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ พร้อมด้วยดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ประชุมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมี นายอนันต์ แก้วกำเนิดรอง ผอ.สำนักงบประมาณ ร่วมรับฟังและชี้แจงแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 โดยนายเฉลิมชัย กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี”กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตร 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ตลาดนำการผลิต 2.เทคโนโลยีเกษตร 4.0

3.3’S (Safety-Security-Sustainability) 4.บริหารเชิงรุกแบบบูรณาการโมเดล “เกษตร พาณิชย์ทันสมัย” และ 5.เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตร การเพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาสินค้า พัฒนาเกษตรกร และส่งเสริมปศุสัตว์และประมง สร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กลุ่มผู้นำสตรี รวมถึงยกระดับรายได้เกษตรกรระดับรากหญ้า และการปรับปรุงระบบที่ทำกินและการบริหารจัดการน้ำ

พร้อมนี้ ได้กำหนดโครงการสำคัญเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1.โครงการสำคัญที่สนับสนุนแผนแม่บทประเด็นการเกษตร อาทิ เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และการพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร เป็นต้น 2.โครงการสำคัญที่สนับสนุนแผนแม่บทอื่นๆ อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ โครงการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากน้ำโครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) โครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น

3.งานตามภารกิจพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็น อาทิ การป้องกันสุขภาพสัตว์ เฝ้าระวังควบคุมโรคสัตว์ จัดหาที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อยและพัฒนาแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร ส่งเสริมตลาดเกษตรกร การช่วยเหลือด้านหนี้สินเกษตรกร สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่เกษตรกร ปรับปรุงคุณภาพดิน ส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือนแก่เกษตรกร การตรวจราชการและติดตามงานในพื้นที่ เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ขอให้สำนักงบประมาณพิจารณางบประมาณปี 2566 โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในพืชและสัตว์ และการแก้ปัญหาผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อภาคเกษตร

นักวิชาการเตือน‘หายนะ’ อย่าทำลายเกษตรกรด้วยการนำเข้าหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627755

นักวิชาการเตือน‘หายนะ’ อย่าทำลายเกษตรกรด้วยการนำเข้าหมู

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.09 น.

นักวิชาการเตือน‘หายนะ’ อย่าทำลายเกษตรกรด้วยการนำเข้าหมู

10 มกราคม 2565 “อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ” นักวิชาการด้านปศุสัตว์ ระบุว่า วันนี้กระแสสังคมกำลังพุ่งเป้าไปเรื่องราคาหมู หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาที่มีบางคนเสนอ ให้นำเข้าเนื้อหมูเพื่อเพิ่มปริมาณหมูให้มากขึ้น ฟังดูง่ายแค่สั่งมาขายให้พอกับความต้องการก็จบ แต่คงลืมมองไปข้างหน้าว่า แนวทางนี้ไม่ต่างกับการผลักคนไทยให้ต้องเสี่ยงกับสารตกค้างที่มากับหมูนอก และขุดหลุมฝังคนเลี้ยงหมูทั้งประเทศ

ที่ผ่านมาไทยมีความพยายามอย่างยิ่งในการต่อสู้กับเนื้อหมูนำเข้า เพื่อปกป้องคนไทยจากสารปนเปื้อนต่างๆในเนื้อหมู ที่จะก่อผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ที่ผู้เลี้ยงหมูในต่างประเทศสามารถใช้ในการเลี้ยงได้อย่างเสรี ขณะที่ข้อกำหนดของไทย “ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูอย่างเด็ดขาด” ผู้ใดลักลอบใช้ถือว่าผิดกฎหมาย ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546 ซึ่งสอดคล้องกับสหภาพยุโรป (EU) และอีกหลายประเทศ ทั้งรัสเซีย จีน ที่มีการห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อปกป้องความปลอดภัยด้านอาหารแก่ประชาชน ไทยจึงไม่ยอมเปิดรับ “ขยะ” ที่ต่างประเทศไม่บริโภค ทั้งขา หัว และเครื่องในหมู รวมถึงเนื้อหมูที่เต็มไปด้วยสารเร่งเนื้อแดง มาเป็นระเบิดเวลาคร่าชีวิตคนไทย

ที่ร้ายกว่านั้นคือ หากเปิดให้เนื้อหมูนอกเข้ามาได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดประตูเมืองต้อนรับข้าศึก ที่จะเข้ามาบ่อนทำลายอาชีพเกษตรกรและอุตสาหกรรมหมูไทยทั้งระบบ เพราะการนำเข้าหมูย่อมมีความเสี่ยงที่จะนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาด้วย เนื่องจากในแต่ละประเทศต่างมีโรคประจำถิ่นของตนเอง การปล่อยให้ชิ้นส่วนหมูเข้ามา ก็เท่ากับการนำเข้าโรคต่างถิ่นที่จะก่ออันตรายต่อหมูไทย ยิ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้รุนแรงขึ้น และการนำเข้าโดยปกติจะต้องนำมาในลักษณะเนื้อหมูแช่แข็ง ซึ่งเชื้อไวรัสหลายตัวมีความทนทานมากอยู่ได้เป็นปีที่อุณหภูมิแช่แข็ง หากหลุดเข้ามาปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมหรือในอุตสาหกรรมย่อมส่งผลกระทบหนัก

ขณะเดียวกัน หมูนำเข้าย่อมกระทบกับวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรม ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขณะนี้มีอยู่ราว 1 แสนคน ยังไม่นับกับเกษตรกรที่หยุดการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์กว่า 1 แสนคน ที่ต้องได้รับผลกระทบ จากการปล่อยให้หมูนอกมาดั้มราคาขายแข่งกับหมูไทย ที่ต้นทุนต่ำกว่าถึง 3 เท่าตัว (ต้นทุนต่างประเทศประมาณ 35-40 บาทต่อกิโลกรัม)  ขณะที่ไทยมีต้นทุนสูงถึง 100-120 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ระบุว่าราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นทุกชนิด (ข้อมูลช่วงเดือนม.ค.-พ.ย. ปี 2564 เทียบกับปี 2563) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาสูงขึ้น 11.58% กากถั่วเหลือง 27.90% มันสำปะหลัง 8.41% ข้าวสาลี 20.73% และข้าวบาร์เลย์ 8.69% ทำให้ภาพรวมต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น

ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ เพราะตนเองเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ของโลก เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยอาจถึงคราวต้อง “ล่มสลาย” เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเนื้อหมูจากต่างประเทศได้ ซึ่งผลกระทบจะเกิดเป็นโดมิโนไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ร่วม 7 ล้านครัวเรือน และยังมีภาคเวชภัณฑ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง ระบบขนส่ง จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ ที่ต้องล่มสลายไปพร้อมกัน

สุดท้ายเมื่อคนไทยต้องเลิกเลี้ยงหมู และหันไปพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับภาวะขาดทุนมาตลอดไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี โดยไม่เคยมีใครมาเหลียวแล ไม่มีใครเห็นหัวอกและความทุกข์ของคนเลี้ยง ปล่อยให้ต้องแก้ปัญหากันเอง ช่วยเหลือกันเอง หรือล้มตายไปเอง มาวันนี้คนเลี้ยงหมูเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ ด้วยกลไกตลาดที่แท้จริง จากปริมาณหมูที่ลดลง แต่คนกินมากขึ้น กลับจะมาถูกเข่นฆ่ากันให้ตาย ด้วยการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ คิดดูให้ดีว่านี่เป็นทางออกของคนไทย หรือเป็นทางตันของคนเลี้ยงและหายนะของผู้บริโภคกันแน่

นโยบาย “ครัวของโลก” ของประเทศไทยนับว่ามาถูกทาง ทำให้ตลอดมาไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ทั้งไก่ กุ้ง หมู ที่มีห่วงโซ่การผลิต (Value Chain) ที่ยาวและเข้มเเข็ง มีการส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาพัฒนาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง วันนี้จะใช้เหตุการณ์ชั่วครั้งคราวนี้ ตัดสินใจนำเข้าเนื้อหมู ก็ไม่ต่างกับการทำลายจุดแข็งของประเทศไทย  และซ้ำเติมความทุกข์และทำร้ายเกษตรกรให้ล้มหายตายจาก อย่าปล่อยให้อาชีพเลี้ยงหมูต้องกลายเป็นเพียงตำนาน เพียงเพราะหมูนำเข้าเลย

ขณะที่ “วลัญช์ ศรัทธา” นักวิชาการอิสระ มองว่า ประเด็นการแก้ปัญหาราคาหมูที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คน ภาครัฐควรต้องพิจารณามาตรการต่างๆอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แก้จุดหนึ่งเพื่อให้ปัญหาไปเกิดในอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย “การนำเข้าหมู” นั้น ต้องเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เอาง่ายไว้ก่อน และจะนำมาซึ่งปัญหาระยะยาวให้ประเทศไทยไม่รู้จบ โดยผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดคือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทย ตามมาด้วยห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด สุดท้ายจะเป็นบูมเมอแรงไปถึงผู้บริโภคคนไทย และทำลายจุดแข็งของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลกไปในที่สุด

ประการแรก :  หากรัฐตัดสินใจนำเข้าเนื้อหมู จะสวนทางมาตรการของรัฐที่มุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมู เพราะเกษตรกรทุกคนทราบดีว่า ไม่มีทางที่ต้นทุนการผลิตหมูของไทยจะต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของประเทศในแถบตะวันตก

เหตุผลที่ต้นทุนการผลิตหมูของเขาต่ำกว่าไทยมากๆ ก็เป็นเพราะมีการเลี้ยงหมูแบบอุตสาหกรรมมาตรฐาน เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพการเลี้ยงสูง ไม่ใช่ฟาร์มหมูขนาดเล็กที่มีมากมายแบบในบ้านเรา ขณะเดียวกันประเทศตะวันตกยังมีพื้นที่ปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ขนาดใหญ่เป็น Mega Farm มีเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว การลดความชื้น ฯลฯ ที่ดี ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของเขาทั้งถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงถูกกว่าบ้านเรา ยังไม่นับรวมมาตรการอุดหนุนเกษตรกรที่ประเทศตะวันตกมีให้คนในภาคเกษตร ด้วยรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วมักมองว่า “เกษตรกร” เป็นสมบัติอันมีค่าของประเทศที่ต้องรักษา สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของต่างประเทศต่ำกว่าไทย และคุณภาพชีวิตเกษตรกรประเทศเขาดีกว่าของเรามาก

ประการที่สอง :  การปฏิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยเป็นไปในทิศทางตรงข้าม ยามที่เขาขาดทุนสะสม 3 ปี ไม่เคยมีการเหลียวแลช่วยเหลือ วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต้องนำเข้ามีราคาสูงจากการขนส่งแล้ว รัฐยังเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมส่งให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้นไปอีก รัฐพิจารณาปัญหาปากท้องของผู้บริโภคเป็นหลัก และละเลยปากท้องของเกษตรกรมาตลอด เมื่อใดที่ราคาหมูแพงเกษตรกรต้องถูกกดราคาขายให้อยู่ในราคาควบคุมเสมอ  ครั้งนี้ด้วยปัญหาโรคระบาด ราคาจึงพุ่งขึ้นจากปริมาณหมูที่หายไปจำนวนมาก แต่หากรัฐคิดจะแก้ปัญหาด้วยการนำเข้า เท่ากับซ้ำเติมเกษตรกรคนเลี้ยงหมูที่เป็นผู้ผลิตอาหารของชาติอีกครั้ง  นับเป็นความผิดพลาดในการแก้ปัญหาโรคระบาดอย่างที่สุด 

ประการที่สาม : เนื้อหมูนำเข้ามีความเสี่ยงที่จะนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาด้วย เนื่องจากในแต่ละประเทศต่างมีโรคประจำถิ่นของตนเอง การปล่อยให้ชิ้นส่วนหมูเข้ามาจึงมีความเสี่ยงในการนำเข้าโรคต่างถิ่นที่จะก่ออันตรายต่อหมูไทย และยิ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้รุนแรงขึ้น ขณะที่หมูนำเข้าจะเข้ามาในรูปแบบเนื้อหมูแช่แข็ง ซึ่งเชื้อไวรัสหลายตัวมีความทนทานมาก อยู่ได้เป็นปีที่อุณหภูมิแช่แข็ง หากหลุดเข้ามาปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมของไทย ย่อมส่งผลกระทบหนักต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมอาหาร 

ประการที่สี่  :  เมื่อไม่มีเกษตรกรคนไหนกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยงอีก ย่อมเท่ากับทำลายผู้ผลิตอาหาร ทำลายความมั่นคงทางอาหารของประเทศ คนไทยต้องพึ่งพาหมูต่างชาติตลอดเวลา ไม่สามารถเลี้ยงหมูกินเองได้เหมือนในอดีต เมื่อนั้นหายนะจะส่งตรงถึงทุกครัวเรือน ผลกระทบจะเกิดเป็นโดมิโนไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ร่วม 7 ล้านครัวเรือน ภาคเวชภัณฑ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง ระบบขนส่ง จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ ที่ต้องล่มสลายไปพร้อมกัน เป็นการบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของประเทศเต็มรูปแบบ  

สถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นทำลายคนเลี้ยงหมูไปแล้วกว่า 50% มาตรการของรัฐที่ออกมาก่อนหน้านี้มีทิศทางที่ดีที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกลับมาประกอบอาชีพเดิม เป็นผู้ผลิตอาหารป้อนคนไทยได้อีกครั้ง ขอแค่อย่าปล่อยให้ “การนำเข้าหมู” มาทำลายมาตรการดังกล่าว เพราะเท่ากับเป็นการฆ่าตัดตอนเกษตรกรทั้งหมดและส่งผลร้ายต่อทุกภาคส่วนจริงๆ

เริ่มวันนี้!‘ไข่ไก่’ขึ้นแผงละ 6 บาท ผู้เลี้ยงแจงสาเหตุ ยันไม่เกินเพดานพาณิชย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627544

เริ่มวันนี้!‘ไข่ไก่’ขึ้นแผงละ 6 บาท ผู้เลี้ยงแจงสาเหตุ ยันไม่เกินเพดานพาณิชย์

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.16 น.

นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ แจง “ไข่ไก่” ขึ้นราคา เหตุค่าอาหารสัตว์ปรับเพิ่มต่อเนื่อง ผู้เลี้ยงขาดทุนมานาน ดันต้นทุนผลิตสูง ยืนยันขายได้ราคาไม่เกินเพดานพาณิชย์กำหนดแน่นอน

10 มกราคม 2565 นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยถึงกรณีไข่ไก่มีราคาสูงขึ้น ว่า ในส่วนราคาไข่ไก่ที่สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ แจ้งราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 3.00 บาท ตั้งแต่วันนี้ (10 ม.ค.65) เป็นการปรับขึ้นจากฟองละ 2.80 บาท ซึ่งสาเหตุที่ต้องปรับขึ้น เนื่องจากผู้เลี้ยงขาดทุนจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราคาอาหารสัตว์ ยาสัตว์ และค่าจัดการต่างๆ โดยเฉพาะอาหารสัตว์ที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง จึงมีความจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น ส่วนต้นทุนการผลิตไข่ไก่ที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ประเมินเมื่อเดือน พ.ย.2564 อยู่ที่ฟองละ 2.87 บาท ซึ่งสมาคมฯพยายามตรึงราคาที่ 2.80 บาทไว้ให้นานที่สุด จนกระทั่งไม่ไหว ต้องปรับราคาไข่ไก่ขึ้น หากไม่ปรับ ผู้เลี้ยงจะอยู่ไม่ได้ ต้องเลิกเลี้ยงแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนไม่ต้องเป็นกังวลว่า ราคาไข่ไก่จะสูงต่อเนื่องจนเป็นภาระผู้บริโภค เนื่องจาก Egg Board มีมติกำหนดเพดานราคาจำหน่ายหน้าฟาร์มไม่เกิน 20% ของต้นทุน ดังนั้นราคาไข่คละหน้าฟาร์มต้องไม่เกิน 3.44 บาทต่อฟอง และมั่นใจว่าราคาจะไม่ขึ้นไปถึงขนาดนั้น เนื่องจากไข่ไก่เป็นสินค้าที่ปรับตัวขึ้นและลงตามความต้องการบริโภคเป็นวงรอบอยู่แล้ว โดยช่วงปิดเทอมและเทศกาลกินเจ ซึ่งอัตราการบริโภคลดลง ราคาก็จะปรับลดตามไปด้วยเช่นกัน

สำหรับปริมาณการเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศขณะนี้เท่าที่มีการตรวจสอบน่าจะมีประมาณ 50 ล้านตัว ได้ผลผลิตไข่ไก่วันละ 40 ล้านฟอง โดยบริโภคในประเทศเป็นส่วนใหญ่และมีบางส่วนที่ส่งออกต่างประเทศแต่ก็ไม่มาก

ทั้งนี้ ในวันนี้ (10 ม.ค.65) สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข้ไก่ ซึ่งเป็นผู้กำหนดราคาแนะนำไข่ไก่ในตลาดทั่วไป ได้แจ้งราคาแนะนำไข่ไก่คละอยู่ที่ฟองละ 3 บาท มีผลวันนี้ (10 ม.ค.65) หลังออกประกาศเมื่อวันที่ 7 ม.ค.2565 ว่าปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม 0.20 บาท จากฟองละ 2.80 เป็น 3.00 บาท หรือคิดเป็นราคาปรับขึ้น 6 บาทต่อแผง โดยการปรับครั้งนี้เท่ากันทุกไซส์ทุกเบอร์ ทางผู้ผลิตจะนำไข่ไก่คละที่ซื้อได้มาคัดไซส์เช่นเดิม ไข่ไก่เบอร์ 2 ขายส่งแผงค้าที่ราคาแพ็กละ 87 บาท จะเพิ่มขึ้นไปอีก 6 บาท เป็น 93 บาท

‘ปศุสัตว์’ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หนังสือแจ้งเตือนโรค ASF ระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627530

‘ปศุสัตว์’ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หนังสือแจ้งเตือนโรค ASF ระบาด

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 07.53 น.

“อธิบดีปศุสัตว์” สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด่วน กรณีหนังสือจากภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยแสดงความห่วงใยการระบาดโรคASF ยืนยันไม่เคยเห็นหนังสือจริง แต่เดินหน้าตรวจสอบโรค ป้องกันการระบาดต่อเนื่อง

10 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากกรณีข่าวภาคีคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้มีหนังสือลงวันที่ 7 ธันวาคม 2564 มายังกรมปศุสัตว์ เรื่องข้อห่วงใยต่อสถานการณ์โรคระบาดและการควบคุมโรคในสุกร โดยหน่วยงานของสถาบันการศึกษาสัตวแพทยศาสตร์ในประเทศไทย พบเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Afican Swine Fever: ASF) ในซากสุกรที่ส่งชันสูตรโรค และได้รายงานการตรวจพบโรคต่อกรมปศุสัตว์ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และขอให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตามมาตรการเพื่อควบคุมโรคโดยเร็ว

ทั้งนี้ ยืนยันว่าส่วนตัวยังไม่เคยเห็นหนังสือเสนอขึ้นมารายงานให้ทราบแต่อย่างใด โดยจะเร่งดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวและดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน ตามหลักวิชาการและเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง เร่งสั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบลงพื้นที่ พร้อมประเมินความเสี่ยง และขอความร่วมมือเกษตรกรในการสังเกตและเฝ้าระวังโรค โดยสามารถรายงานหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและอำเภอในทุกพื้นที่ หรือที่ Application: DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ได้สั่งการด่วนจัดชุดเฉพาะกิจลงตรวจสอบสภาวะโรคในพื้นที่เสี่ยง สุ่มตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น โดยในวันที่ 8 มกราคม 2565 สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยการเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 6 ฟาร์ม รวม 196 ตัวอย่าง และวันที่ 9 มกราคม 2565 สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครปฐม โดยการเฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 4 ฟาร์ม 2 โรงฆ่ารวม 114 ตัวอย่างเพื่อเข้าไปสำรวจโรคและเก็บตัวอย่างจากเลือดสุกร นำไปตรวจหาโรคโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติซึ่งเมื่อทราบผลการวิเคราะห์จะรายงานผลและเร่งดำเนินการต่อไปโดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายให้เกิดน้อยที่สุด

ผู้เลี้ยงหนุนรัฐเร่งแก้ปัญหาราคาสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627503

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า รัฐบาลมีความเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและผู้บริโภคต่อสถานการณ์ราคาสุกรและเนื้อสุกรที่เป็นไปตามกลไกตลาด โดยทางกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อลดผลกระทบโดยไม่ให้เสียกลไกตลาด ในส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบหมายให้คณะกรรมการ Pig Board เร่งหาแนวทางช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิต สนับสนุนการพัฒนาวัคซีนเพื่อลดความเสียหายจากโรคในสุกร และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ผู้เลี้ยงกลับมาเพิ่มปริมาณสุกรเข้าสู่ระบบโดยเร็ว

นายสิทธิพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในสุกร นอกจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลโดยตรงแล้ว ควรเปิดกว้างให้สถาบันการศึกษา หรือภาคเอกชนที่มีศักยภาพ ได้ร่วมพัฒนา เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ปัจจุบันสถานการณ์ราคาสุกรและเนื้อสุกรปรับเพิ่มขึ้นมีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าบริหารจัดการป้องกันโรคในสุกร และภาวะโรคสุกร ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรหายไปจากระบบ ส่งผลให้ปริมาณสุกรแม่พันธุ์ และสุกรขุนลดลง ขณะที่การท่องเที่ยว ภาคบริการ ร้านอาหารกลับมาเปิดตามปกติ และการจับจ่ายกลับมาคึกคัก ทำให้ความต้องการบริโภคสุกรมีเพิ่มมากขึ้น การเร่งแก้ปัญหาของรัฐบาลดังกล่าวก็เพื่อให้คนไทยได้บริโภคเนื้อสุกรที่มีคุณภาพปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม โดยการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานที่จะทำให้ราคาสุกรปรับเข้าสู่สมดุลได้เอง ถือเป็นการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนและอาชีพของเกษตรกรที่เข้าถึงหัวใจของปัญหาอย่างแท้จริง

‘มนัญญา’เยี่ยมชม สวนทุเรียนGAP วิสาหกิจคลองม่วง ชูแข่งขันในตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627501

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคลองม่วงบ้านคลองม่วง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยเข้าเยี่ยมชมสวนทุเรียนและน้อยหน่าตัวอย่างของนางละมัย อินทร์ยิ้มซึ่งเป็นสวนขนาดเล็กแบบผสมผสานพืชเศรษฐกิจหลัก สำหรับ ต.คลองม่วงมีเกษตรกรรวมกลุ่มปลูกทุเรียน 32 ราย พื้นที่ 650 ไร่ ได้รับมาตรฐาน GAP 18 ราย รายได้ไร่ละ 80,000 บาท/ปี รายได้ 800,000 บาท/คน ผลผลิตออกช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นพันธุ์หมอนทอง 95% และอีก 5% เป็นทุเรียนพื้นเมือง รวมทั้งปลูกมะม่วง น้อยหน่าพันธุ์ฝ้าย/พันธุ์เพ็ชรปากช่อง มะยงชิดแก้วมังกร ผ่านมาตรฐาน GAP และมาตรฐาน GI (พืชแหล่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่) รวมกลุ่มกันเพื่อเผยแผ่ความรู้และส่งเสริมด้านการตลาด และจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตรต่อไป

“ทุเรียนปากช่องมีเอกลักษณ์ รสชาติดี ซึ่งขอชื่นชมกลุ่มวิสาหกิจฯ ที่มีความตั้งใจไม่ใช้สารเคมีในการปลูก สำหรับปากช่องเป็นพื้นที่ใหม่ สมาชิกยังไม่มีความเชี่ยวชาญมากจึงเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มีการพัฒนาอบรมให้ความรู้แก่สมาชิก นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี เชื่อว่ารสชาติของทุเรียนปากช่องไม่แพ้ที่ใด หากการส่งเสริมและพัฒนา จะทำให้ยกระดับการปลูกทุเรียนและสามารถแข่งขันในตลาดได้ ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น เพราะทุเรียน เป็นไม้ผลที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ” น.ส.มนัญญา กล่าว

กรมประมงสนองรัฐ เปิดชมศูนย์ฯสัตว์น้ำทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627504

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า นายเฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้จัดโครงการมอบของขวัญให้เกษตรกรและประชาชน ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา จึงเปิดศูนย์ศึกษา ศูนย์เรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ประชาชนเข้าชมฟรี มี 2 กิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แบ่งเป็น 2 กิจกรรมย่อย คือ เปิดสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้ประชาชนเข้าชมฟรี/ลดค่าบริการในช่วงเทศกาล

2.เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชน และเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกร สำหรับกรมประมง ในปีนี้ได้ร่วมสนับสนุนโครงการฯ โดยได้เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด 37 แห่ง ศูนย์วิจัยละพัฒนาประมงน้ำจืด 2 แห่ง จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในความดูแลของกรมประมง 8 แห่ง

ทั้งนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังคืนความสุขให้คนในชาติ ด้วยการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรมที่เป็นการสร้างความสุข กระตุ้นการใช้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จึงได้จัดกิจกรรมตามโครงการดังกล่าว ซึ่งมีประชาชนไปเที่ยวชมอควาเรี่ยม และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดทั้ง 37 แห่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด 2 แห่ง และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในความดูแลของกรมประมง 8 แห่ง เป็นจำนวนมากโดยนอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความรู้ด้านสัตว์น้ำ ทั้งน้ำจืดและทะเลอีกมากมายด้วย

‘เฉลิมชัย’พัฒนาเกาะสมุย แก้ปัญหา-เพิ่มศักยภาพการใช้น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627502

วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ไปติดตามแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีนายสมสวัสดิ์ ฉายสินสอน ผอ.โครงการชลประทานสุราษฎร์ธานี บรรยายสรุปผลการดำเนินงานของกรมชลประทาน

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่าสำหรับเกาะสมุย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ติดอันดับโลก ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทปัจจุบันกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมเมือง ทำให้มีแนวโน้มการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร การท่องเที่ยว น้ำเค็มรุกล้ำ และปัญหาน้ำเน่าเสีย

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวัดทะเล โครงการอ่างเก็บน้ำคลองจระเข้ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลิปะใหญ่ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสระเกศ และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองท่าละไม มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมประมาณ 17 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่การเกษตร ได้แก่ ประตูระบายน้ำคลองวัดทะเล ประตูระบายน้ำคลองแม่น้ำ ประตูระบายน้ำคลองหน้าพระลาน ประตูระบายน้ำคลองพังเพ ประตูระบายน้ำคลองลิปะใหญ่ ประตูระบายน้ำคลองสระเกศ ประตูระบายน้ำคลองละไม ประตูระบายน้ำคลองเหลง และประตูระบายน้ำคลองท่าเร็ต โดยในปี 2566 โครงการชลประทานสุราษฎร์ธานี ได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนในการดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองลิปะใหญ่และประตูระบายน้ำคลองหน้าพระลาน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่การเกษตรและเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตต่อไป

แจ้งข่าวดีรอบ 2 ‘จีน’ยอมเปิดด่านตงซิงให้นำเข้าผลไม้ไทยแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627482

แจ้งข่าวดีรอบ 2 'จีน'ยอมเปิดด่านตงซิงให้นำเข้าผลไม้ไทยแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 21.11 น.

กรมวิชาการเกษตรแจ้งข่าวดีผู้ส่งออกไทย แดนมังกรยอมเปิดด่านตงซิงให้นำเข้าผลไม้ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมนี้ เน้นย้ำจีนยังเข้มมาตรการป้องกันเชื้อโควิด หากตรวจพบระงับนำเข้ายาว 1 เดือน ผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนด่านส่งออกติดต่อขอเปลี่ยนใบรับรองสุขอนามัยพืชได้ที่ด่านตรวจพืชกรมวิชาการเกษตร

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการจาก นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ติดตามสถานการณ์การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้จีนเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างเคร่งครัดส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ไทยในช่วงนี้ซึ่งเป็นฤดูกาลส่งออกลำไยทางภาคเหนือและภาคตะวันออกรวมทั้งทุเรียนภาคใต้ โดยเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา จีนได้เปิดด่านรถไฟผิงเสียงให้นำเข้าผลไม้ไทยได้จนถึงวันที่ 17 มกราคม ซึ่งนับเป็นข่าวดีของเกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออก ซึ่งในวันนี้ (9 มกราคม 2564) กรมวิชาการเกษตร ได้รับแจ้งข่าวดีรอบ 2 จากฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ว่า จีนได้อนุญาตให้ด่านตงซิงกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติอีกครั้งในวันที่ 10 มกราคม 2565 นี้

อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะนี้จีนจะอนุญาตให้มีการนำเข้าผลไม้ไทยทั้ง 4 ด่าน คือ ด่านโหย่วอี้กวน (จำกัดรถนำเข้าไม่เกิน 100 คัน/วัน) ด่านโม่ฮาน (อยู่ระหว่างทดลองแต่จำกัดจำนวนรถนำเข้า) ด่านรถไฟผิงเสียง และด่านตงซิง แล้วก็ตาม แต่จีนได้เน้นย้ำให้เข้มงวดตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อโควิด-19 ในสินค้านำเข้าอย่างเคร่งครัด โดยขอให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องยึดแนวปฏิบัติการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ตามแนวทางของ FAO และ WHO โดยเฉพาะศุลกากรผิงเสียงของจีนมีมาตรการที่เข้มงวดมากโดยหากตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในตู้สินค้าจะจะระงับนำเข้าสินค้าเป็นเวลา 1 เดือน จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 ในขณะปิดตู้สินค้าร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นมา ด่านตรวจพืชกรมวิชาการเกษตรได้มีการออกใบรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อส่งผลไม้ไทยไปจีนไปแล้วจำนวน 216 ชิปแมนท์ ซึ่งการที่จีนได้ประกาศเปิดด่านตงซิง ในวันที่ 10 มกราคม นี้ จะทำให้ผู้ส่งออกผลไม้มีทางเลือกเส้นทางการส่งออกได้สะดวกและคล่องตัวมากขึ้น สามารถระบายตู้สินค้าที่ติดอยู่หน้าด่านจีนได้เร็วขึ้น หากผู้ประกอบการส่งออกต้องการเปลี่ยนด่านในการส่งออก และจะขอใบแทนในรับรองสุขอนามัยพืชเพื่อส่งออกด่านตงซิง สามารถติดต่อด่านตรวจพืชเดิมที่ได้ยื่นขอไว้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการส่งออก