สกู๊ปพิเศษ : อพท.ชูบุรีรัมย์พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628011

สกู๊ปพิเศษ : อพท.ชูบุรีรัมย์พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกาศให้บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อ
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชี้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และมีความเหมาะสมในทุกด้าน

ที่โรงแรมครอสโค ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดการประชุมและแถลงข่าว การรับฟังความคิดเห็นภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ในการประกาศพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับของภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน รวมทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจและประโยชน์ที่ประชาชนและจังหวัดบุรีรัมย์ จะได้รับจากการเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลัง จ.บุรีรัมย์ ได้รับการประเมินจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ว่า จ.บุรีรัมย์มีความเหมาะสมและมีศักยภาพ ในด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งในด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม และมีองค์ประกอบครบถ้วนตามเกณฑ์การประเมินพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โดยมี นาวาอากาศเอก อธิคุณคงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ศ.ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณอาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก (สาขาวิชาภาษาไทย) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด

สำหรับการประชุมและการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ได้มีการนำระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์มาใช้ในการประชุมด้วย ซึ่งที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลการศึกษาการประเมินพื้นที่ เพื่อกำหนดร่างขอบเขตพื้นที่พิเศษจังหวัดบุรีรัมย์, เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างขอบเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ และความต้องการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงการระดมความคิดเห็นการประเมินความพร้อมของภาคีเครือข่ายการขับเคลื่อนพื้นที่พิเศษจังหวัดบุรีรัมย์

นาวาอากาศเอกอธิคุณ เปิดเผยว่าจังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่น และเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งการที่จะเป็นพื้นที่พิเศษได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ คุณค่าด้านแหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ด้านนี้จะเห็นได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีการเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวกับอารยธรรมขอม รวมถึงนำวิถีชีวิตของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าไหม การปลูกข้าว ฯลฯ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน มาผสมผสานกับการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ด้านที่ 2 คือการบริหารจัดการกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว มีการบริหารจัดการดี ไม่ว่าจะเป็นที่พักสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ และด้านที่ 3 คือ พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ ต้องเร่งปกป้อง และเป็นเมืองต้นแบบพื้นที่พิเศษแห่งอารยธรรมอีสานใต้ จากนั้น อพท. จะพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา, สุรินทร์, ศรีสะเกษและอุบลราชธานี เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงพื้นที่ท่องเที่ยวต่อไป

ด้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า การที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้เป็นอันดับ 1 ของการประเมินศักยภาพและความเหมาะสมในการประกาศพื้นที่พิเศษ จะส่งผลให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลายภายในจังหวัด ซึ่งประชาชนในพื้นที่ทุกพื้นที่ที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนจะได้รับประโยชน์จากการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกระจายความรู้ด้านการดำเนินการต่างๆ ที่อาศัยเรื่องการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

กรมการข้าวพัฒนาศักยภาพพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628008

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ปิยรัตน์ พลยะเรศ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กล่าวว่า ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลจัดเก็บและแสดงผลข้อมูลการวิจัยข้าวไทย และพัฒนาระบบเพื่อวิเคราะห์ค้นหาเครื่องหมายดีเอ็นเอที่จำเพาะกับยีนที่สัมพันธ์กับลักษณะปรากฏต่างๆ ของข้าว โดยนำข้อมูลมาจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลและพัฒนาการแสดงผลสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บไซต์ ให้สามารถใช้งานได้สะดวก นอกจากนี้ ยังร่วมกับกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับข้าวตลาดเฉพาะโดยใช้เทคโนโลยีรหัสคิวอาร์ ร่วมกับแอปพลิเคชั่น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถติดตามกระบวนการผลิตข้าวได้

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการวิจัยเพื่อค้นหาลักษณะทางสัณฐานวิทยา และสรีรวิทยาของใบข้าว แบบที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดีที่สุดมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว มีใบข้าวพันธุ์ต่างๆ ไม่น้อยกว่า 1,000 พันธุ์/สายพันธุ์ที่ผ่านการศึกษาวิจัยในโครงการวิจัย

ขณะที่ ดร.สุพัตรา นราวัฒนะ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เปิดเผยว่า ใบของพืช รวมทั้งใบข้าวจัดเป็นอวัยวะที่สำคัญ ทำหน้าที่ในการปรุงอาหารของพืช ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การสังเคราะห์แสง หรือ “Photosynthesis”ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องมีการรับพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์โดยอาศัยคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ที่บรรจุอยู่ภายในใบข้าว ภายในคลอโรพลาสต์มีรงควัตถุสีเขียว ซึ่งทำหน้าที่รับพลังงานแสง ที่เรียกว่า “คลอโรฟิลล์” (Chlorophyll) และต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านทางปากใบข้าว เพื่อให้ได้ผลผลิตของการสังเคราะห์แสง ผลงานวิจัยเพื่อค้นหาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของใบข้าว จะช่วยส่งเสริมศักยภาพผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น

กรมชลฯคุมแผนจัดสรร ใช้น้ำในฤดูแล้ง2564/65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628010

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว ภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่าจากการตรวจสอบพบว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน57,757 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ 33,639 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันใช้น้ำไปแล้วประมาณ 7,557 ล้าน ลบ.ม.ร้อยละ 34 เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,891 ล้าน ลบ.ม.ร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 4,094 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,797 ล้าน ลบ.ม.ร้อยละ 32 ของปริมาณน้ำใช้การได้

สำหรับผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2564/65ทั้งประเทศเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 3.59 ล้านไร่ หรือร้อยละ 56ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 2.51 ล้านไร่ หรือร้อยละ 89 ของแผนฯ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี 2565 ด้านคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก ได้เน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำและแผนบริหารจัดการน้ำ

‘สัตหีบ’ระดมทีมตรวจสถานบริการ คุมเข้มดื่มสุราได้ถึง21.00น.เท่านั้น ร้านจำหน่ายต้องได้รับ‘SHA Plus’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628005

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สัตหีบ สารวัตรทหารเรือ ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ออกตรวจสถานบริการที่มีการจำหน่ายและให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อนำหนังสือคำสั่ง คณะกรรมการโรคติดต่อจ.ชลบุรี ที่ 3/2565 ไปประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการในทุกตำบลหมู่บ้านถือปฏิบัติ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์โอมิครอน ที่แพร่ระบาดเร็ว และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ก่อนมีคำสั่งสามารถดื่มสุราได้ถึง 21.00 น. เท่านั้น

ทั้งนี้ หากมีการตรวจพบสถานบริการฝ่าฝืนคำสั่งสามารถดื่มสุราได้ถึง 21.00 น. จะดำเนินการจับกุมทั้งผู้ขายและผู้ดื่ม พร้อมปิดสถานบริการทันที และดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผู้ประกอบการต่างได้ให้ความร่วมมือในการตรวจและรับทราบคำสั่งเป็นอย่างดี 

โดยคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ชลบุรี ได้ออกมาตรการควบคุม หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 กลายพันธุ์ สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดเร็ว และมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย ทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงออกคำสั่งให้ ที่ 3/2565วันที่ 9 ม.ค. 2565 ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มเปิดได้ตามปกติ ขายแอลกอฮอล์ได้เฉพาะร้านที่ได้ SHA Plus หรือ Thai Stop Covid 2 Plus และดื่มได้ถึง21.00 น. โดยต้องตรวจ ATK พนักงานทุกคนก่อนให้บริการเป็นประจำทุกวัน, ตรวจ ATK ให้กับผู้รับบริการ หรือผู้รับบริการต้องแสดงหลักฐานการตรวจเป็นลบไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเข้าใช้บริการ

สำหรับสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังคงมีความจำเป็นให้ปิดบริการไว้ก่อน แต่หากต้องการปรับรูปแบบเป็นร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม จะต้องได้ รับการตรวจสอบและประเมินฯ และต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ชลบุรี ภายในวันที่ 15 ม.ค. 2565 และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในข้อ 2 ด้วย

งานวิจัยขจัดขยะการเกษตร ผลิตถ่านดูดกลิ่น-สร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628006

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิ เปลือกทุเรียน เหง้ามันสำปะหลัง แกนข้าวโพด ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และการจัดการโดยเผาทิ้งในที่โล่งเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นำนวัตกรรมผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 in 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ส่งเสริมรายได้ สร้างเกษตรกรต้นแบบ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.สุรินทร์ กว่า 100 ราย แนะใช้ถ่านดูดซับกลิ่น ความชื้น ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

ทั้งนี้ นวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 in 1ด้วยวิธีไพโรไลซิส เป็นแนวทางแก้ปัญหาการกำจัดขยะซึ่งนักวิจัยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชาวบ้านและติดตั้งนวัตกรรมแล้ว ประกอบด้วย เตาผลิตถ่านดูดกลิ่นแบบไพโรไลซิส เครื่องบดถ่าน ชั้นตากถ่าน เครื่องอัดถ่าน เครื่องเจียรตัดแต่งถ่าน และเครื่องเป่าลมร้อน พร้อมการออกแบบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์และเกษตรกรต้นแบบ กว่า 100 ราย

ด้าน ผศ.ดร.จันทร์เพ็ญ ชุมแสง ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า การใช้องค์ความรู้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมการผลิตถ่านดูดกลิ่น 3 in 1 จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อการส่งเสริมรายได้ เป็นการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยแลนวัตกรรมเพื่อชุมชนสังคม โดยการนำหลักการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาผลิตถ่านไบโอชาร์ (Biochar) โดยออกแบบเตาเผาถ่าน ด้วยกระบวนการเผาไหม้ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและอากาศ หรือจำกัดอากาศให้เข้าไปเผาไหม้น้อยที่สุด เรียกว่า “การแยกสลายด้วยความร้อนหรือกระบวนการ “ไพโรไลซิส” ทำให้ถ่านที่ได้มีความพรุนสูง น้ำหนักเบา มีพื้นที่ผิวในการดูดซับประจุบวกสูง เป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการดูดซับความชื้น ประจุลบ และกักเก็บน้ำเหมาะต่อการนำไปเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน และการประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตถ่านดูดกลิ่น เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และรักษาทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับถ่านดูดกลิ่น 3 in 1 มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ความชื้น และจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคในอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ่านมีประจุลบ และอินฟาเรดยาว ทำให้มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สามารถวางไว้ในห้องนอน หรือใช้ได้ทั้งครัวเรือน เนื่องจากไม่มีสารเคมีเจือปน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเป็นวัสดุอินทรีย์ 100% ภายใต้แบรนด์ถ่านดูดกลิ่น “Biochar for Life” ผลิตโดย ชุมชนกลุ่มคนเอาถ่าน ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ และ “PK Biochar air purifier” ผลิตและจำหน่ายโดยกลุ่มคนทำถ่าน ต.ผักขวงอ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ โดยมีผลการตรวจวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ถ่านดูดกลิ่น มผช.180/2563 ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างจริงจัง

กรมการแพทย์ รับเด็กป่วยโควิด เข้ารับการรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628007

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า กรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้ดูแลผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโควิดจำนวนมาก โดยในระยะที่มีการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) ได้รับผู้ป่วยดูแลรวมทั้งสิ้น 59 คน โดยผู้ป่วยทุกคนได้รับการดูแลรักษาตามมาตรฐานของการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดที่กรมการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

ตามที่มีข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ นั้น ทางกรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้ประสานและรับผู้ป่วยเด็กเข้าดูแลรักษาเพิ่มเติมจำนวน 3 ราย และขณะนี้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นตามลำดับ

นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้งผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มว่า กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ซึ่งเป็นสถาบันเฉพาะทางที่ดูแลเด็ก มีการเตรียมความพร้อมอย่างดี สามารถให้การดูแลผู้ป่วยโควิดเด็กทุกกลุ่มอาการตามนโยบายของกรมการแพทย์ โดยขณะนี้ดูแลกลุ่มสีเขียวที่ให้รักษาตัวที่บ้าน Home Isolation (HI) หรือศูนย์แยกโรคในชุมชน Community Isolation (CI) รวมทั้งสิ้น 46 คน ส่วนกลุ่มสีเหลืองและสีแดงจะรับไว้รักษาในสถาบันฯ

ซึ่งขณะนี้มีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิดทั้งหมด 70 เตียง และมีห้องแยกความดันลบ โดยผู้ป่วยเด็กโควิดที่ต้องการรับบริการขอให้ติดต่อผ่านระบบโทรสายด่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)1330 เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป

ด่วน!! ‘กรมปศุสัตว์’ประกาศยอมรับพบโรค ASF ในหมู จากโรงฆ่านครปฐม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627869

ด่วน!! 'กรมปศุสัตว์'ประกาศยอมรับพบโรค ASF ในหมู จากโรงฆ่านครปฐม

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.35 น.

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านวิชาการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF ในสุกร กล่าวว่า จากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลวิเคราะห์เป็นลบจำนวน 308 ตัวอย่าง และพบผลบวกเชื้อ ASF จำนวน 1 ตัวอย่าง จากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจาก จ.นครปฐม

โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการด่วนจัดชุดเฉพาะกิจลงตรวจสอบสภาวะโรคในพื้นที่เสี่ยง สุ่มตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น ในวันที่ 8 – 9 ม.ค.65 รวมทั้งหมด 10 ฟาร์ม 305 ตัวอย่าง และโรงฆ่าสัตว์ 2 แห่ง 4 ตัวอย่าง โดยในวันที่ 8 ม.ค.65 สุ่มดำเนินการในพื้นที่ จ.ราชบุรี เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 6 ฟาร์ม รวม 196 ตัวอย่าง และวันที่ 9 ม.ค.65 สุ่มดำเนินการในพื้นที่ จ.นครปฐม เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 4 ฟาร์ม 109 ตัวอย่าง และ 2 โรงฆ่า 4 ตัวอย่าง รวม 113 ตัวอย่าง เพื่อเข้าไปสำรวจโรคและเก็บตัวอย่างจากเลือดสุกรที่ฟาร์ม (blood sampling) และจากบนพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์ (surface swab) นำไปตรวจหาโรคส่งวิเคราะห์ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์

ซึ่งผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลวิเคราะห์เป็นลบจำนวน 308 ตัวอย่าง และพบผลบวกเชื้อ ASF จำนวน 1 ตัวอย่าง จากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจาก จ.นครปฐม โดยชุดเฉพาะกิจได้ลงพื้นที่เข้าสอบสวนโรคทางระบาดวิทยาถึงแหล่งที่มาของสุกรและสาเหตุ เพื่อควบคุมโรคโดยเร็วต่อไป เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการในการดำเนินการในการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันการเกิดโรค ASF ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ มาตั้งแต่ต้น โดยล่าสุดได้ประสานหารือและทำความเข้าใจกับหน่วยงานภาคีต่างๆ เช่น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ภาคีคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสุกร และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือในการควบคุมโรคแล้ว ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานกรณีตรวจพบโรคในประเทศ กรมปศุสัตว์จะต้องดำเนินการประกาศเป็นเขตโรคระบาด และมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 กิโลเมตร รอบจุดที่พบโรค ร่วมกับจะต้องพิจารณาทำลายสุกรที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค หรือมีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับฟาร์มที่เป็นโรค และจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในรัศมีการควบคุมโรคการเคลื่อนย้ายสุกรทุกวัตถุประสงค์จะต้องได้รับอนุญาตจากสัตวแพทย์ โดยคำนึงถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งการขออนุญาตนำสุกรเข้ามาเลี้ยงต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ในขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์จะต้องแจ้งการพบโรคไปยังองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เพื่อแจ้งเตือนให้ประเทศสมาชิกทราบ

ล่าสุด ได้มีการประชุมคณะกรรมการวิชาการป้องกันควบคุมโรค ASF แล้ว เพื่อทราบผลการตรวจพบเชื้อ ASF จาก 1 ตัวอย่างที่เก็บมาจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม จากตัวอย่างทั้งหมดที่เก็บมา 309 ตัวอย่าง โดยยืนยันผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคให้สงบโดยเร็ว กรมปศุสัตว์เห็นควรประกาศประเทศไทยพบโรค ASF และรายงานไป OIE ต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรในการดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์โดยเคร่งครัด เพื่อควบคุมโรคให้สงบได้โดยเร็วเหมือนดังที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการควบคุมโรค อย่างเช่น โรคไข้หวัดนก และขอเรียนพี่น้องประชาชนให้ทราบว่าสุกรที่เป็นโรค ASF เป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น ผู้บริโภคยังสามารถรับประทานเนื้อสุกรได้อย่างปลอดภัย โดยจะต้องให้ความร้อนปรุงสุกที่อุณหภูมิสูงกว่า 70 องศาเซลเซียส หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบสุกรป่วยตายผิดปกติ หรือสัตว์ป่วยตายผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ สามารถแจ้งกรมปศุสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์

สมาคมนักวิชาการอ้อยฯ จับมือ SHEEP อัดฉีดความรู้ทายาทรุ่นใหม่ใช้ ‘โดรนเกษตร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627865

สมาคมนักวิชาการอ้อยฯ จับมือ SHEEP อัดฉีดความรู้ทายาทรุ่นใหม่ใช้ ‘โดรนเกษตร’

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 14.26 น.

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตร SHEEP ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ซินเจนทา ไทยชูการ์ มิลเลอร์ และสมาคมเกษตรปลอดภัย จัดอบรมโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกรผู้ใช้โดรนในไร่อ้อยและผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Farmer’s Club) ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลภาคที่ 2 จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร เพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต ลดการใช้สารอารักขาพืชและลดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร ค่าแรงสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและการทวีความรุนแรงของศัตรูพืช ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเกษตรจำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าใช้อย่างเร่งด่วน “โดรน” เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญและช่วยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยใช้สำรวจแปลงปลูกเพื่อระบุตำแหน่งพื้นที่ ศัตรูพืช สภาพอากาศ และใช้ในการพ่นสารปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เช่น สารอาหารบำรุงการเจริญเติบโต สารอารักขาพืช ในบริเวณแปลงปลูกที่เครื่องจักรชนิดอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้อยมีความสูงถึง 6 เมตร

นางสาวรัตนา ของเดิม เกษตรกรไร่อ้อยรุ่นใหม่ คลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ ให้ความรู้เพิ่มขึ้นในหลายเรื่อง เทคนิคในการบิน การผสมและการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ทำให้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดเวลาในการทำงานลง ไม่ต้องใช้แรงงานคน สะดวกและจัดการแปลงปลูกได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออ้อยโตมากกว่า 1 เมตร โดรนช่วยได้เป็นอย่างมาก ความคิดเห็นส่วนตัว อยากให้เพื่อนเกษตรกรหันมาใช้โดรนกัน ยิ่งมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 200 ไร่ ซื้อใช้เองก็คุ้มแล้ว

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ Value Chain and Stewardship Lead, Thailand บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด หรือ ซินเจนทา หนึ่งในพันธมิตร SHEEP กล่าวว่า การใช้ปัจจัยการผลิตกับโดรนเกษตรปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลงปลูกลด ปัญหาเรื่องแรงงาน และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีต่อพืชที่ได้รับผลกระทบกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเสริมความรู้สร้างศักยภาพเกษตรกร ให้ใช้โดรนเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวินิจฉัยศัตรูพืช เทคนิคการใช้ปัจจัยทางการเกษตร การใช้สารเคมีเกษตรกับโดรนเกษตร รวมถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ พืชปลูก และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นหัวใจสำคัญของซินเจนทาที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย การจัดอบรมเชิงปฏิบัติครั้งนี้ จึงได้รับความสนใจจากลูกหลานชาวไร่อ้อย ที่จะเป็นทายาทสืบต่อการปลูกอ้อยในรุ่นต่อ ๆ ไป เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่มีความสนใจและพร้อมที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ในการเกษตร มีกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคสนาม เพื่อให้ทายาทชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่ ได้เข้าถึง เข้าใจ นำนวัตกรรม เทคโนโลยี ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพแม่นยำในการปลูกอ้อย

“สำหรับโครงการพัฒนาทายาทเกษตรกรผู้ใช้โดรนในไร่อ้อยและผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Farmer’s Club) นอกเหนือจากการพัฒนาความรู้และเสริมทักษะภาคปฏิบัติแล้ว เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อซื้อโดรนสำหรับการเป็นนักบินโดรนในไร่อ้อยได้  โดยพันธมิตรโครงการ “ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” หรือ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane) ได้ร่วมกันผลักดันโครงการ เพื่อตอบสนองการนโยบายภาครัฐในการทำเกษตรแม่นยำสูง และสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยจะมีโรงงานน้ำตาล และเครือข่ายสมาคมชาวไร่อ้อยเข้าร่วมในโครงการนี้อีกด้วย” ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจและเกษตรกรชาวไร่อ้อย สามารถดาวโหลดเอกสาร ได้ที่ https://shorturl.at/ghqO5

เกี่ยวกับโครงการ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane)

โครงการ “ความยั่งยืนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ด้านสังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ” หรือ Social, Health, Environment, Economics, Partnership for Sustainable Sugarcane (SHEEP for Sustainable Sugarcane) เป็นการผสานความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย สมาคมเกษตรปลอดภัย บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด และบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด เพื่อดำเนินงานทางวิชาการ โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบบริหารจัดการทั้งระดับฟาร์มและโรงงานที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล พร้อมยกระดับสู่สากลในมาตรฐาน 5 ด้าน ได้แก่

1) ด้านสังคม (S-Social) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯมีความสุข

2) ด้านสุขภาพ (H-Health) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯและผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี

3) ด้านสิ่งแวดล้อม (E-Environment) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯใส่ใจสิ่งแวดล้อม

4) ด้านเศรษฐกิจ (E-Economics) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ มีความเป็นอยู่ที่ดี

5) ด้านพันธมิตร (P-Partnership) ทุกคนในภาคอุตสาหกรรมฯ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย

อาคารอุตสาหกรรมเกษตร 3 ชั้น 4 ห้อง 3410 คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เลขที่ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท์ 0-2562-5000 ต่อ 5343

‘ปศุสัตว์’เตือนกินหมูดิบ เสี่ยงโรคหูดับอาจถึงตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627695

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคหูดับที่ จ.น่าน จากการรับประทานลาบหมูดิบ ว่าได้แจ้งเตือนประชาชนมาโดยตลอดและแนะนำให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง รวมทั้งให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนโรคหูดับเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย STREPTOCOCCUS SUIS ซึ่งพบได้ทั่วไปในระบบทางเดินหายใจของสุกร เช่น ช่องจมูก และต่อมทอนซิล โดยปกติสุกรที่ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย แต่หากมีภาวะเครียด จะทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนได้ โดยโรคนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล การบริโภคเนื้อ เครื่องใน เลือดของสุกรที่มีเชื้อ อาการที่พบ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้สูญเสียการได้ยินเป็นที่มาของชื่อโรคหูดับ ส่วนอาการอื่นๆ ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นเหียน มีไข้สูง ข้ออักเสบ ม่านตาอักเสบ ฯลฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ขอย้ำเตือนผู้บริโภคให้หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสุกรแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ควรผ่านความร้อนปรุงสุกทุกครั้งก่อนรับประทาน ควรแยกอุปกรณ์ประกอบอาหารระหว่างเนื้อดิบและอาหารสุก สวมถุงมือหรือล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสเนื้อสุกร รวมถึงควรเลือกซื้อเนื้อสุกรจากสถานที่จำหน่ายที่เชื่อถือได้ เช่น การสังเกตสถานที่จำหน่ายที่มีตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ทั้งในตลาดสดและห้างสรรพสินค่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับรอง

เปิดตลาด’Fisherman’ช่วยชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/627694

วันอังคาร ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง พร้อมคณะ ร่วมเปิดตลาด Fisherman Market โซนด้านหน้าอาคาร FMC ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ พร้อมกับเยี่ยมชมและอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์กิจกรรมกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค ภายใต้นโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรฯ เพื่อช่วยชาวประมงพื้นบ้าน หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งในระยะเร่งด่วนนี้ กรมประมงได้จัดทำโครงการ “กระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค” เพื่อเปิดช่องทางการตลาดสำหรับกระจายผลผลิต ในพื้นที่จังหวัดชายทะเลทั้ง 23 จังหวัด โดยประสานงานกับห้างสรรพสินค้าทั้งค้าส่งและค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน โรงงานแปรรูป รวมทั้งตลาดในชุมชน เพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านให้มีพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ รวมถึงสนับสนุนพัฒนาทักษะการขาย การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่สนใจสามารถร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์จากชาวประมงพื้นบ้าน ได้ที่ตลาดนัดดังกล่าว โดยให้ชาวประมงพื้นบ้านนำสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพดี มีมาตรฐาน มาจัดจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ สำหรับสินค้าที่นำมาวางจำหน่ายมีมากมายหลายรายการ อาทิ ปลาแดดเดียว (ปลาอินทรี ปลาทู ปลาแดง ปลาจวด ปลาหลังเขียว) ปลาเห็ดโคนแช่แข็ง-แปรรูป หมึกสด-แห้ง หอยทอดกรอบปรุงรส ข้าวเกรียบหอยแมลงภู่ สาหร่ายพวงองุ่น และอาหารทะเลแปรรูปอื่นๆ นอกจากนี้ กรมประมง ยังได้กำหนดให้มีการกระจายการจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้านให้ครอบคลุมทุกชุมชนของ 23 จังหวัดชายทะเลด้วย