‘กรมปศุสัตว์’พร้อมรับมือ ไข้หวัดนกระบาดช่วงฤดูหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619270

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานของกระทรวงเกษตรญี่ปุ่น ซึ่งแถลงยืนยันผ่านเว็บไซต์ว่าพบไข้หวัดนกชนิดก่อโรครุนแรงเป็นครั้งแรกในฤดูหนาวปีนี้ ในฟาร์มสัตว์ปีกในเมืองโยโกเตะ จังหวัดอากิตะ ได้ทำลายไก่ไข่ไปแล้วกว่า 143,000 ตัว พร้อมทั้งยืนยันการพบไข้หวัดนกรอบนี้ยังไม่ระบาดสู่คน อีกทั้งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง4,122 จุด รวมทั้งพบการระบาดของโรคนี้ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และลาว พบสายพันธุ์ H5N1 H5N6 และ H5N8 กอปรกับประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนก มาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ ยังคงเตรียมความพร้อมและป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก

ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือน และบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน รณรงค์
ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นกรมปศุสัตว์ ยังขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ก็อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้ทันที หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร.09-6301-1946 หรือแจ้งผ่านApplication : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา

รู้เร็วสงบโรคได้เร็ว! ‘ปศุสัตว์’ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619153

รู้เร็วสงบโรคได้เร็ว! 'ปศุสัตว์'ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.29 น.

“ปศุสัตว์”เผยรู้เร็วสงบโรคได้เร็ว ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก คุมระบาดลัมปีสกินได้ แถมไม่พบกาฬโรคม้าปีกว่าแล้ว

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากรายงานการระบาดของโรคในสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่างๆ ได้แก่ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) พบทั่วโลกและมีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และสปป.ลาว โรคไข้หวัดนก (HPAI) พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ซึ่งตอนนี้ต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องด้วยประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ รวมถึงโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (AHS) ที่มีแมลงเป็นพาหะ และล่าสุดคือโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin) ที่ก่อโรคในโค-กระบือ ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยต้นปี 64

กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านสุขภาพสัตว์และการบริการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิดเข้มงวดในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรซึ่งไม่พบการระบาดในประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงต่อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่าอย่างต่อเนื่อง เข้มงวดการเคลื่อนย้ายและตรวจโรค สร้างด่านพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อร่วมกับภาคเอกชน นอกจากนี้ในปี 2563-2564 ได้จ่ายค่าชดใช้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่สุกรที่ถูกทำลายแล้ว จำนวน 3,239 ราย สุกร 112,768 ตัว โดยล่าสุด 23 มีนาคม 2564 ถึง 15 ตุลาคม 2564 อยู่ระหว่างขออนุมัติงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายให้เกษตรกรอีก 4,924 ราย จำนวนสุกร 159,167 ตัว สำหรับโรคไข้หวัดนก ได้มีการเฝ้าระวังโรคสัตว์เชิงรุกตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง การควบคุมป้องกัน การเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด กรณีที่ผิดปกติเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่จะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งประเทศไทยได้ปลอดจากโรคไข้หวัดนกมากกว่า 10 กว่าปีแล้ว

ส่วนโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย พบครั้งแรกในปี 2563 นั้น กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการตามมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อควบคุมโรคให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ลดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ และกำหนดแผนปฏิบัติการการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อขอคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) โดยเร็ว ซึ่งล่าสุดไม่พบการระบาดของโรค AHS แล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 โดยจะขอคืนสถานภาพปลอดโรคจาก OIE ได้ภายในปี 2566 นี้ และโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ เป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยปี 2564 ได้มีมาตรการต่างๆ ในการควบคุมโรค ทำให้สถานการณ์การระบาดเริ่มดีขึ้น จนล่าสุดสามารถควบคุมการเกิดโรคให้อยู่ในวงพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ ได้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โดยจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรแล้ว 8 จังหวัด วงเงินกว่า 8.52 ล้านบาท และจะเร่งตรวจสอบเอกสารและทยอยจ่ายเงินให้เกษตรกรผู้เสียหายในแต่ละจังหวัดให้ทันภายในช่วยเทศกาลปีใหม่นี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์และการประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ยึดหลัก “รู้เร็ว สงบโรคได้เร็ว” ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยยังคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคไข้หวัดนก สามารถควบคุมการเกิดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ไม่พบรายงานมาปีกว่าแล้ว และยังคุมการเกิดโรคลัมปี สกินในโค-กระบือให้ในอยู่ในวงพื้นที่จำกัดได้ และเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างยั่งยืน จึงอยากขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อปรับระบบการเลี้ยงให้สามารถป้องกันโรคได้ เช่น การฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม การกำจัดซาก การป้องกันสัตว์พาหะต่างๆ การห้ามนำเศษอาหารมาเลี้ยงสัตว์ และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในฟาร์มอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ สามารถแจ้งกรมปศุสัตว์ได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือ Application DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

เกษตรฯเพิ่มช่องทางขาย ผลผลิต-สินค้าแปรรูปสู่ผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619034

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงาน “ส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัย” ที่ตลาดไชยทิศ เลียบทางรถไฟตลิ่งชัน ว่าจัดงานดังกล่าวเพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตการเกษตร และสินค้าแปรรูปของเกษตรกร ได้พบผู้บริโภคโดยตรง สนับสนุนนโยบายตลาดนำการเกษตร รวมถึงมีนโยบายนำพาภาคเกษตรไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ต่อยอดและปรับเปลี่ยนจากฐานเดิมที่มีอยู่ แก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรทุกมิติ วางรากฐานโครงสร้างให้เกิดผลในระยะสั้นและระยะยาว ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมมุ่งเน้นพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ปัญหาความเดือดร้อน เช่น ราคาผลผลิตตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง

นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสมดุลทั้งการผลิตและการตลาด มุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรรู้จักวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการผลิตสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรมต่างๆ ที่มีมาตรฐาน เช่น GAP เกษตรอินทรีย์ มีคุณภาพและความปลอดภัยยกระดับเป็นสินค้าพรีเมี่ยม พร้อมเข้าสู่ทุกช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้บริโภค นำไปสู่การเป็นภาคการเกษตรแบบครบวงจรที่เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้

ด้านนายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ เน้นการส่งเสริมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้ประเทศไทยเป็นครัวโลก และขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิตเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่เกษตรกร ตลอดจนพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และกลุ่มส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักงานเกษตรจังหวัด 6 จังหวัด กลุ่มเกษตรกรสมาชิกตลาดเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ฯลฯ ในการนำสินค้ามาจำหน่าย และขอขอบคุณผู้บริหารตลาดไชยทิศ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่จัดงาน

ทั้งนี้ ผู้บริโภคจะได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมจากเกษตรกรโดยตรง และช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนและจัดเตรียมพื้นที่ในการวางจำหน่ายสินค้าโดยไม่คิดมูลค่า 34 แผงค้า และรับผิดชอบค่าสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้า น้ำประปา ตลอดจนร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมการจัดงาน สำหรับกิจกรรมภายในงานมีเกษตรกรมาร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้าผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ ข้าวสารและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรจาก จ.นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ชุมพร ชัยนาท และ กทม.

เตือนชาวสวนมะพร้าวระวังไรสี่ขา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619031

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงเข้าสู่ฤดูแล้งขอแจ้งเตือนชาวสวนมะพร้าว เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไรสี่ขามะพร้าว ศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายและระบาดในแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมในหลายประเทศ ปัจจุบันเริ่มระบาดและมีแนวโน้มรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และ ฉะเชิงเทรา ซึ่งจะทำให้มะพร้าวผลเล็ก ร่วง หรือขนาดเล็กลีบจนจำหน่ายไม่ได้ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องสำรวจและกำจัดไรสี่ขา อย่างต่อเนื่อง

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้ลงพื้นที่สวนมะพร้าวที่พบการระบาดของไรสี่ขา พร้อมกับให้คำแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดไรสี่ขามะพร้าวแก่เกษตรกร โดยให้ตัดทำลายจั่นช่อดอก และช่อผลของมะพร้าวทั้งหมด จนกว่าจะไม่พบอาการลูกลาย ซึ่งวิธีกำจัดไรหลังจากตัดช่อดอกและช่อผล สามารถทำได้หลายวิธี คือการนำไปฝังกลบโดยให้มีหน้าดินลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ถ่วงน้ำโดยต้องกดให้จมน้ำทั้งหมด ใส่ถุงพลาสติกดำตากแดดไว้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ แล้วเผาทำลายจั่นช่อดอกและช่อผลทั้งหมด หลังจากตัดจั่นช่อดอกและช่อผล ให้พ่นสารฆ่าไรอย่างน้อย 4 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ทุกครั้ง จนกว่าจะไม่พบอาการเข้าทำลาย หากยังพบอาการลูกลายให้เปลี่ยนชนิดสารฆ่าไรตามกลุ่มสารออกฤทธิ์โดยสารป้องกันกำจัดไรสี่ขามะพร้าว ตามคำแนะนำ ดังนี้ โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรกำมะถันผง 80% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร และไพริดาเบน 20% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

“ไรสี่ขามะพร้าวไม่สามารถพ่นยาฆ่าไรอย่างเดียวแล้วกำจัดได้สิ้นซาก เนื่องจากยาฆ่าไรเป็นยาประเภทถูกตัวตายเท่านั้น โดยไรจะเข้าทำลายขั้วผลมะพร้าว ดังนั้นจึงต้องตัดทำลายจั่นช่อดอกและช่อผลของมะพร้าวทั้งหมด รวมทั้งไรสี่ขายังแพร่กระจายโดยอาศัยลมพัดพาจึงควรปลูกไม้กันลม” นายศรุต กล่าว

สปสช. ร่วม อบจ.ปทุมธานี ตั้งกองทุนผู้พิการ-สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619035

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 4 สระบุรี จัดพิธีลงนามในข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด โดยมี นายแพทย์ชลอ ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 4 สระบุรี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นายแพทย์ภุชงค์ ไชยชินนายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีความจำเป็นต้องฟื้นฟูสมรรถภาพในท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายแพทย์ชลอ ศานติวรางคณา ผอ.สปสช.เขต 4 สระบุรี กล่าวว่า สปสช. ได้ดำเนินการ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด เพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับบุคคลในพื้นที่ได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนหนึ่งสมทบกับเงินงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อีกส่วนหนึ่งในจำนวนที่เท่ากัน เพื่อให้คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในระยะที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ในเขตพื้นที่จังหวัดได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อสุขภาพจากหน่วยบริการ สถานบริการ หรือองค์กรอื่นๆ รวมทั้งได้รับเครื่องช่วยกายอุปกรณ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ ในกรณีที่มีผลการตรวจวินิจฉัย หรือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ รวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้แก่คนพิการผู้สูงอายุและผู้อยู่ในระยะที่จำเป็นจะต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ตามหลักเกณฑ์และรายการที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประกาศกำหนด

ผู้เลี้ยงไก่แนะรัฐหนุน อาหารสัตว์ไร้คาร์บอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619032

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในประเทศ อยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์หลายตัวมีราคาแพงขึ้นมาก อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่า 11 บาท/กิโลกรัมกากถั่วเหลืองราคากิโลกรัมละ 20 บาท ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลมีมาตรการผลักดันให้พืชเกษตรมีราคาสูง แต่ด้วยความที่ไก่ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ มีผลต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไก่เนื้อทั้งระบบ สมาคมฯ จึงต้องการให้รัฐสนับสนุนและช่วยดูแลทั้งระบบ คือ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไร้คาร์บอน ซึ่งเป็นทิศทางที่ตลาดหลักของไทยอย่างสหภาพยุโรป (อียู) ให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ อียู ต้องการซื้อสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ได้มาจากการรุกป่า หากประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตไก่ที่ปราศจากการทำลายป่า หรือไก่ไร้คาร์บอน อาจถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าตามจำนวนคาร์บอนที่ปล่อย ซึ่งหมายถึงความสามารถในการแข่งขันของไก่ไทยจะลดลง และกระทบมาถึงไก่เนื้อทั้งอุตสาหกรรม สำหรับวัตถุดิบอาหารเลี้ยงไก่ มีส่วนผสมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลเน้นส่งเสริมการเลี้ยงไก่ด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีการรุกป่า เผาตอซัง และส่งเสริมข้าวโพดหลังนา

รายงานพิเศษ : อำนาจเจริญ ลงนาม MOU ใช้ศูนย์แสดงสินค้า โกยเงินเข้าชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619038

รายงานพิเศษ : อำนาจเจริญ ลงนาม MOU  ใช้ศูนย์แสดงสินค้า โกยเงินเข้าชุมชน

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จังหวัดอำนาจเจริญ ลงนาม MOU การใช้ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ Love Farmer & Biz Shop Amnatcharoen บูรณาการความร่วมมือส่งเสริมการขายสินค้าและผลิตภัณฑ์จังหวัดอำนาจเจริญ  

นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธาน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง การประสานความร่วมมือ ขอใช้พื้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ Love Farmer & Biz Shop Amnatcharoen บูรณาการความร่วมมือส่งเสริมการขายสินค้าของ บริษัทประชารัฐรักสามัคคี อำนาจเจริญ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และเครือข่ายบิสคลับอำนาจเจริญ โดยมีนายธนูสินธ์ ไชยสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน กลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตและผู้ประกอบการจังหวัดอำนาจเจริญ เข้าร่วมในพิธี ที่ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ Love Farmer &Biz Shop Amnatchoroen  ด้านทิศใต้ หอนาฬิกา สวนมิ่งมงคลต.บุ่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ 

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นในการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ ให้สามารถสร้างฐานรายได้และการจ้างงาน รัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างรายได้และความเจริญ ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ประกอบกับยุทธศาสตร์จังหวัดอำนาจเจริญ ประเด็นการพัฒนาที่ 2.การส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การลงทุนของจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชน ให้สามารถแข่งขันได้  

จังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้บูรณาการร่วมกันสามฝ่าย  ประกอบด้วย ภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานธนารักษ์อำนาจเจริญ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำนาจเจริญ สำนักงานพาณิชย์อำนาจเจริญ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ ภาคเอกชน ได้แก่ เครือข่ายบิสคลับอำนาจเจริญ และบริษัท ประชารัฐ(วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และภาคประชาชน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตผู้ประกอบการจังหวัดอำนาจเจริญ ในการลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพคนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้เข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง อีกทั้ง เป็นการส่งเสริมสินค้าเกษตรผลิตภัณฑ์จังหวัดอำนาจเจริญ ให้มีมูลค่ามีช่องทางการตลาดและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น  

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ภายในศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ฯ พร้อมเยี่ยมชมการออกร้านจำหน่ายสินค้า จากเครือข่ายธุรกิจบิสคลับจังหวัดอำนาจเจริญอีกด้วย… 

กรมปศุสัตว์เดินหน้า หยุดเชื้อดื้อยาในสัตว์ ยึด‘สุขภาพหนึ่งเดียว’ แนวทางใช้ดำเนินการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619036

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาหรือการดื้อยาของเชื้อโรค เป็นปัญหาวิกฤตระดับโลก สร้างความสูญเสียและส่งผลต่อชีวิตคน โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 700,000 คน/ปีมีสาเหตุจากการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านแบคทีเรียมากจนเกินความจำเป็นทั้งในคนและสัตว์ ทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองสามารถสู้กับยาปฏิชีวนะได้ หรือที่เรียกว่าดื้อยา และมีการถ่ายทอดยีนดื้อยาของแบคทีเรีย จึงวางแนวทางและมาตรการจัดการปัญหาดังกล่าว ภายใต้หลักการ “สุขภาพหนึ่งเดียว” ประกอบด้วย สุขภาพ คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยกรมปศุสัตว์ได้ขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลง 30% ภายในปี 2564

สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ได้ออกกฎหมายกำกับดูแลอาหารสัตว์ที่ผสมยา ต้องขึ้นทะเบียนจาก อย.ภายใต้ พ.ร.บ.ยา เท่านั้น และต้องมีสัตวแพทย์ควบคุมระบบการผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมยา ที่ได้รับการฝึกอบรมจากกรมปศุสัตว์ และต้องรายงานปริมาณการใช้ยาผสมอาหารสัตว์ต่อกรมปศุสัตว์ ครอบคลุมในสุกร ไก่ไข่ ไก่เนื้อ สัตว์ปีกเลี้ยงปล่อยอิสระ และหมูหลุม

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องตระหนัก คือปัญหาเชื้อดื้อยาทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม สำหรับภาคปศุสัตว์ หลักการคือ การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล ร่วมกับ
การจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างเหมาะสม เพื่อชะลอปัญหาเชื้อดื้อยาในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

กรมชลฯเร่งทำอุโมงค์เติมน้ำเขื่อนแม่กวงฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618793

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ ว่ามีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 54,732 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 77 ของปริมาณการเก็บกัก โดยเป็นน้ำใช้การได้ 31,190 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีปริมาณน้ำมากกว่าถึง 10,372 ล้าน ลบ.ม.สามารถจัดสรรให้ปลูกพืชฤดูแล้งได้กว่า 11 ล้านไร่ อย่างไรก็ดี ยังมีเขื่อนที่ปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณเก็บกัก เช่น เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ มีความจุถึง 263 ล้าน ลบ.ม.แต่อยู่ในพื้นที่อับฝน จึงทำให้ปริมาณน้ำไม่เต็มอ่าง ทั้งนี้ ได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา โดยสร้างอุโมงค์ส่งน้ำความยาว 49 กิโลเมตร ยาวที่สุดในประเทศไทย เพื่อผันน้ำในลำน้ำแม่แตง ไปลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะได้ปริมาณน้ำปีละประมาณ 160 ล้าน ลบ.ม.

ดร.ทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างซึ่งมีความคืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 65 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 ซึ่งจะทำให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่มั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ทำการเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม โดยเฉพาะภาคการเกษตร จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ช่วงฤดูฝนได้ถึง 175,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งอีก 76,129 ไร่ นอกจากนี้ยังจะสามารถส่งน้ำประมาณ 25 ล้าน ลบ.ม.ให้โครงการ
ส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ในการจัดสรรเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกกว่า 14,500 ไร่ สร้างความมั่นคงด้านน้ำสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีของรัฐบาล

ส.ป.ก.ลงพื้นที่เยี่ยม โครงการ‘พอกะเพียง’ ใช้เทคโนโลยีพัฒนา ทำแปลงสมาร์ทฟาร์ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618794

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) แปลงหมายเลข No 83 ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โดยมีนายสมภพ ศรีเจริญ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดชุมพร รายงานผลการดำเนินงาน และนำชมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแปลงเกษตรปราดเปรื่อง การพัฒนาแหล่งน้ำภายในแปลง โดยกรมทรัพยากรน้ำ และร่วมปล่อยปลาในแหล่งน้ำ การนำชี้แปลงเกษตรกรรมของเกษตรกรชุดที่ 2 การรวบรวมผลผลิตและแปรรูปในรูปแบบของกลุ่ม “พอ กะ เพียง” ร่วมปลูกต้นไม้และอุดหนุนผลผลิตแปรรูปจากกลุ่ม

ทั้งนี้ สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน (สพป.) มีโครงการพัฒนาแปลงดังกล่าวเป็นชุมพรสมาร์ทฟาร์มมิ่ง แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ คือ 1.พัฒนางานโครงสร้างพื้นฐาน 2.ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมการเกษตร และ 3.นวัตกรรมในแปลง รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง ในด้านของการส่งเสริมการรวมกลุ่ม การดำเนินกิจกรรมชุมชน ทั้งในส่วนของตลาดชุมชน อาคารจัดจำหน่ายและแสดงสินค้า ประสานความร่วมมือกับบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี เครื่องจักรกล และระบบบริหารด้านการเกษตรโดยทางบริษัทฯ ได้นำเจ้าหน้าที่เข้ามาศึกษาสภาพพื้นที่เพื่อเลือกเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต