ปศุสัตว์เร่งพัฒนาวัคซีน ป้องกันอหิวาต์สุกรหวั่นลามไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619742

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้าง และพบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือและทำงานเชิงรุก เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จึงให้ความสำคัญ ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ เร่งสั่งการให้กรมปศุสัตว์ เฝ้าระวัง ศึกษาค้นคว้าความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ เกี่ยวกับโรคดังกล่าว และติดตามให้การช่วยเหลืออนุมัติงบกลางเพื่อจ่ายชดเชยราคาสุกรที่ถูกทำลาย

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและเผชิญเหตุ หากเกิดการระบาดในประเทศไทย จึงมีคำสั่งกรมปศุสัตว์ ที่ 1018/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยมีคณะกรรมการจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และคณะสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ การป้องกันและควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และการพัฒนาวัคซีนโรค ASF ในสุกรต้นแบบ กำหนดแนวทางการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคและเสนอจัดหาแหล่งเงินทุนวิจัยสนับสนุน พร้อมทั้งส่งเสริม สนับสนุนให้คำปรึกษาและผลักดันให้เกิดการพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาวัคซีน

ทั้งนี้ ผลการวิจัยจากคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในประเทศไทยและยังสามารถเป็นประโยชน์ใช้เป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วย สำหรับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาการจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย ในปีงบประมาณ 2563-2564 กรมปศุสัตว์ได้จ่ายค่าชดใช้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่สุกรที่ถูกทำลายแล้ว 3,239 ราย สุกร 112,768 ตัว วงเงิน 470.28 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2565 ได้ขออนุมัติงบประมาณปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำนวน 1,779.83 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าชดใช้ราคาสุกรและสิ่งของที่ถูกทำลาย ค่าตรวจวินิจฉัยและทำลายเชื้อโรค/ซากสัตว์ และค่าครุภัณฑ์ในการปฏิบัติงาน โดยยังอยู่ระหว่างขออนุมัติงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายให้เกษตรกรอีก 4,924 ราย สุกร 159,167 ตัว ในวงเงิน 582.36 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร แต่เพื่อการเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุและทำงานเชิงรุก จึงได้มีการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

หนุนภาคธุรกิจสร้างเกษตรกรเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619739

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายไมเคิล มิคาลัค รองประธานกรรมการอาวุโสและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคของ USABC (Senior Vice President and Regional Managing Director, USABC) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเกษตร และความร่วมมือในการสนับสนุนโครงการต่างๆ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการหารือดังกล่าว โดยนายนราพัฒน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภาคการเกษตรไทยได้รับผลกระทบต้องฟื้นฟู โดย GDP เกษตร ไตรมาส 3 ขยายตัว 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ ได้รับฟังรายงานข้อมูลจากแต่ละบริษัทซึ่งมีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการ กิจกรรม และการดำเนินงานต่างๆ ด้านการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเกษตรและอาหารของไทย มีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากไวรัสดังกล่าว ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเดินหน้าตามนโยบายหลักคือ 3’S (Safety – Security – Sustainability) เพื่อตอบโจทย์ความมุ่งมั่นในการยกระดับ Global Food Security Index ของไทยในปีต่อๆ ไป ให้สูงขึ้น

“นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนการเป็น Partnership ร่วมกับประเทศต่างๆ ในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ยินดีร่วมมือกับภาคธุรกิจต่างชาติ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เชื่อมโยงตลาด ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตร ตามนโยบาย 3’S รวมถึงความร่วมมือเพื่อปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เพื่อระบบอาหารและเกษตรที่ยั่งยืน” นายนราพัฒน์ กล่าว

กางพิมพ์เขียว‘อีสานเกตเวย์’ เชื่อมรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน-โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619668

กางพิมพ์เขียว‘อีสานเกตเวย์’ เชื่อมรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน-โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.02 น.

“เฉลิมชัย” ดันเตรียมพร้อมเปิด “อีสานเกตเวย์” เชื่อมโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก ตั้งเป้าพลิกโฉมอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ ส่งออกข้าว-มัน-ยาง-ผลไม้ พร้อมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

2 ธันวาคม 2564 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประชุมหารือร่วมกับนายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และคณะ ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยเป็นการประชุมหารือเฉพาะกิจ (Focus Group) เพื่อปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ในระดับพื้นที่ (Area Base) ตามนโยบาย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Broad) ซึ่งเป็นการ Focus Group ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.)

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมมีการวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการรับ-ส่ง การรักษาคุณภาพผลไม้เชิงพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกับการกำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟ จากไทยผ่านลาวไปจีนทุกมณฑล-เอเชียตะวันออก-เอเชียกลาง-ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่ง และเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร หรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ได้วางแผนเตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ ซึ่งมีพิธีเปิดเป็นทางการในวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่เวียงจันทน์ นครหลวงของลาว และมีพิธีเปิดสถานีขนส่งท่านาแล้ง ในวันที่ 4 ธันวาคม ที่จะถึงนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน-ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานี เริ่มต้นที่นครคุนหมิงง มณฑลยูนนานของจีน เชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็นของลาว มีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ติดกับ จ.หนองคาย โดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ 3 ประเทศ ระหว่างไทย-ลาว-จีน ในปี 2560 เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง และการขนส่งสินค้าข้ามแดน เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศ และทางเรือ เพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคต โดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor )

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายน 2562 ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย-จีน เพิ่มเป็น 16 ด่าน รวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่าน ด่านรถไฟผิงเสียง ด่านรถไฟเหอโขว่ พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร โดยมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานทำงาน ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน ทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถ และทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้ง

ทั้งนี้ พร้อมเปิดดำเนินการ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ รายงานล่าสุดว่า ขณะนี้ทางลาวได้กำหนดอัตราค่าโดยสาร และค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคม รายงานว่า การเชื่อมทางรถไฟความเร็วสูงในส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีระยะทาง 253 กม. กำหนดเปิดให้บริการ ปี 2569 สำหรับระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย มีระยะทาง 356 กิโลเมตร ปัจจุบันได้ออกแบบรายละเอียดโดยมีกำหนดเปิดให้บริการ ปี 2571

ในส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งว่า ได้จัดขบวนรถรองรับการเดินทางช่วงหนองคาย-เวียงจันทน์ และรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานีท่านาแล้งของลาว จากเดิมมีรถไฟของ รฟท.ผ่านสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ขาไป 2 ขบวน และขากลับ 2 ขบวน ทาง รฟท. ได้เพิ่มเติมตารางเวลาการเดินรถ ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อในเส้นทางดังกล่าวแล้วจะเพิ่มขบวนรถขาไป 7 ขบวนและขากลับ 7 ขบวน รวมมีการเพิ่มจำนวนขบวนรถเป็น 14 ขบวน

อีกทั้งมีการพัฒนาสถานีหนองคายให้รองรับการขนส่งผ่านสะพานเดิม โดยพัฒนาบริเวณสถานีที่มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ให้เป็นพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนถ่ายจากถนนสู่ราง โดยให้เอกชนเช่าบริหารจัดการพื้นที่ 4 แปลง อีก 1 แปลงเป็นพื้นที่ส่วนกลาง

ในส่วนการจัดเตรียมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับศูนย์ย่านเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Transshipment Yard) สามารถรองรับการแลกเปลี่ยนสินค้าจากรถไฟที่เข้ามาจากจีนและลาว และส่งออกไปยังลาวและจีนโดย ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของลานขนถ่ายสินค้า สำหรับกองเก็บตู้สินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงอาคารสำนักงาน , คลังสินค้า และอาคารประกอบอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก รวมถึงศูนย์การเอ็กซเรย์(X-ray) ตู้สินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการแบบ One-Stop Service

‘เฉลิมชัย’ เตรียมเปิด ‘อีสานเกตเวย์’ ทันคิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619655

'เฉลิมชัย' เตรียมเปิด 'อีสานเกตเวย์' ทันคิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.46 น.

“เฉลิมชัย” ดันเตรียมพร้อมเปิด “อีสานเกตเวย์” คิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีนเชื่อมอีสานเชื่อมโลกตั้งเป้าพลิกโฉมอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่(Esan New Economic Corridor )ส่งออกข้าวมันยางผลไม้พร้อมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

2 ธันวาคม 64 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมหารือร่วมกับนายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และคณะที่กระทรวงเกษตรฯซึ่งเป็นการประชุมหารือเฉพาะกิจ (Focus Group)ของคณะทำงานฟรุ้มบอร์ดเฉพาะกิจครั้งที่ 5เพื่อปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ในระดับพื้นที่ (Area Base) ตามนโยบาย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Broad) ซึ่งเป็นการ Focus Group ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.)

ทั้งนี้นานอลงกรณ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งที่ที่ประชุมมีการวิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรค รับ-ส่ง การรักษาคุณภาพผลไม้ เชิงพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกับการกำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟจากไทยผ่านลาวไปจีนทุกมณฑล-เอเซียตะวันออก-เอเซียกลาง-ตะวันออกกลางและยุโรปซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่งและเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารหรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษรรซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.) รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ได้ได้วางแผนเตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ซึ่งมีพิธีเปิดเป็นทางการในวันที่3ธ.ค.ที่เวียงจันทร์ นครหลวงของลาวและมีพิธีเปิดสถานีขนส่งท่านาแล้งในวันที่ 4 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน – ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานีเริ่มต้นที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีนเชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็นของลาวมีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดหนองคายโดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ3ประเทศระหว่างไทย-ลาว-จีนในปี2560เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศและทางเรือเพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคตโดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor)

“การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ของ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย-จีนเพิ่มเป็น16ด่านรวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่านด่านรถไฟผิงเสียงด่านรถไฟเหอโขว่พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรโดยมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานทำงานร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถและทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้งพร้อมเปิดดำเนินการโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรเช่นข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้เป็นต้นซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายงานล่าสุดว่าขณะนี้ทางลาวได้กำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด” นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมรายงานว่าการเชื่อมทางรถไฟความเร็วสูงในส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างดำเนินการเช่นการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 1 ช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีระยะทาง 253 กม. กำหนดเปิดให้บริการ ปี 2569 สำหรับระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย มีระยะทาง 356 กิโลเมตร ปัจจุบันได้ออกแบบรายละเอียดโดยมีกำหนดเปิดให้บริการ ปี 2571 ในส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)แจ้งว่าได้จัดขบวนรถรองรับการเดินทางช่วงหนองคาย-เวียงจันทน์และรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานีท่านาแล้งของลาว จากเดิมมีรถไฟของ รฟท.ผ่านสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ขาไป 2 ขบวนและขากลับ 2 ขบวนทางรฟท. ได้เพิ่มเติมตารางเวลาการเดิน
รถซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อในเส้นทางดังกล่าวแล้วจะเพิ่มขบวนรถขาไป 7 ขบวนและขากลับ 7 ขบวน รวมมีการเพิ่มจำนวนขบวนรถเป็น 14 ขบวน

อีกทั้งมีการพัฒนาสถานีหนองคายให้รองรับการขนส่งผ่านสะพานเดิม โดยพัฒนาบริเวณสถานีที่มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ให้เป็นพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนถ่ายจากถนนสู่ราง โดยให้เอกชนเช่าบริหารจัดการพื้นที่ 4 แปลง อีก 1 แปลงเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ในส่วนการจัดเตรียมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับศูนย์ย่านเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Transshipment Yard) สามารถรองรับการแลกเปลี่ยนสินค้าจากรถไฟที่เข้ามาจากจีนและลาว และส่งออกไปยังลาวและจีนโดย ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของลานขนถ่ายสินค้า สำหรับกองเก็บตู้สินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงอาคารสำนักงาน, คลังสินค้า และอาคารประกอบอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก รวมถึงศูนย์การเอ็กซเรย์(X-ray) ตู้สินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการแบบ One-Stop Service -(016)

ปลัดเกษตรฯเน้นเชิงรุก ขับเคลื่อนภาคการเกษตรยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619498

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมมอบแนวทางการ ขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้แนวคิด “Agri challenge NextNormal 2022” แก่ทุกหน่วยงานในสังกัด ว่าแนวคิดดังกล่าวมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร โดยยังคงดำเนินงานเชิงบูรณาการภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการบริหาร แปลงสารให้ชัด จัดสรรให้ถูก” หมายถึง การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์กับพันธกิจของกระทรวง การสื่อสารนโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะขับเคลื่อนงาน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร และ 3.วางรากฐานการทำงานของกระทรวง โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุม 4 ด้านในปี 2565 คือ (1) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตร เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.8 (2) ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.2 (3) เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และ (4) พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 350,000 ไร่ รวมทั้งเตรียมการผลักดันเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของกระทรวง

ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำการยกระดับภาคการเกษตรของจังหวัด โดยเร่งยกระดับการทำงาน ผลักดัน “ตลาดนำการผลิต” 5 แนวทาง คือ 1.รู้ให้ลึก ข้อมูลและทิศทางการพัฒนาของจังหวัด ข้อมูลพื้นฐาน สินค้าโดดเด่นอัตลักษณ์พื้นถิ่นในพื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างถ่องแท้ 2.ประยุกต์ใช้เป็น ใช้เครื่องมือที่มีให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งAgri-Map ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลสินค้าเกษตร สถิติ แนวโน้ม แผนน้ำ แพลตฟอร์มตลาด มาวิเคราะห์วางแผนการพัฒนาภาคการเกษตรของจังหวัด

3.จัดการให้เป็นระบบ ต้องวางแผนและบริหารงบประมาณภาคการเกษตรภาพรวมของจังหวัดให้ได้ ให้ชัดเจน ส่วนใดต้องขอ Function ส่วนใดควรของบจังหวัด ส่วนใดต้องให้สถาบันการเงินช่วย เพื่อให้การขับเคลื่อนเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย 4.แสวงหาความร่วมมือ ให้เพื่อนช่วย โดยเฉพาะหน่วยงานส่วนกลางและต่างประเทศของ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานสังกัดกระทรวง ในการดำเนินการด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งภาคส่วนต่างๆ ที่จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรของจังหวัด สานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไว้ การทำงานในทุกสภาพการณ์จะได้มีความราบรื่น และ 5.ภูมิใจในความสำเร็จของการพัฒนาภาคเกษตรของจังหวัดที่ได้ทำไปแล้ว ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะได้รู้ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ศูนย์วิจัยข้าวฯช่วย ส่งเสริมแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีมาใช้ มีผลผลิตคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619497

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุรเชษฐ์ ชามนตรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร กล่าวว่า กลุ่มแปลงใหญ่ที่ศูนย์ฯ ได้เข้าไปส่งเสริมมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยได้จัดทำแปลงทดสอบผลผลิตข้าวเหนียวนาน้ำฝน ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสมาชิกในการประเมินลักษณะทางการเกษตร ส่งผลให้ได้ข้อมูลด้านการวิจัยต่างๆ นอกจากนี้ศูนย์ฯ ยังได้รับมอบหมายจากกรมการข้าว ในการให้คำแนะนำโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาด

“อยากฝากถึงกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกกลุ่ม ฝากถึงเกษตรกร ว่าอยากให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี และรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ เพราะว่าเมล็ดพันธุ์ที่ดีจะทำให้ได้ผลผลิตสูง ได้ข้าวคุณภาพดี หากว่ามีปัญหาหรือข้อสงสัยสามารถสอบถามจากศูนย์วิจัยข้าว หรือว่าศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ได้ตลอดเวลาเรายินดีมากในการที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกกลุ่ม” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

ด้านนายวิสิทธิ์ ธรรมวงศ์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.ช้างมิ่ง เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิก 56 ราย ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เป็นหลัก จากเดิมทำนาข้าวโดยการลงแขกกับเกษตรกรในชุมชนปักดำนา ไม่มีนวัตกรรม เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรกลใหม่ๆ เมื่อศูนย์ฯ เข้ามาส่งเสริม จึงได้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เครื่องจักรกลใหม่ๆ มาใช้ สามารถช่วยลดต้นทุนได้ตั้งแต่การปักดำ การที่มีหน่วยงานจากกรมการข้าว มาส่งเสริมและให้คำแนะนำด้านการปลูกข้าวและผลิตเมล็ดพันธุ์ ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง

เกษตรฯแก้ปัญหายางพาราที่พังงา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619499

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์และสภาพปัญหายางพาราใน จ.พังงา ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางโคกกลอยมีสมาชิก 289 คน ดำเนินธุรกิจหลักด้านการรวบรวมผลผลิตยางแผ่นดิบจากสมาชิกกลุ่มฯ และเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ข้างเคียง โดยการยางแห่งประเทศไทย สาขาพังงา ช่วยเหลือในการเป็นตลาดกลางยางพารา รวบรวมยางแผ่นดิบจากสมาชิกฯ และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเข้าประมูลในตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช อีกทั้งตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช ได้ช่วยเหลือด้านการบริการ ให้ความรู้กับชาวสวนยางปรับปรุงการทำยางแผ่นดิบสั่งตัด ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ จ.พังงา ปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 มีเกษตรกรชาวสวนยาง 35,056 ราย พื้นที่สวนยางทั้งหมด 678,564 ไร่ ผลผลิต 138,073 ตัน/ปี มีสถาบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย 14 สถาบัน ปัจจุบันการยางฯ สาขาพังงา ส่งเสริม สนับสนุนการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ ไม้ยืนต้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เน้นปลูกสร้างสวนยางแบบผสมผสาน เพิ่มรายได้จากผลผลิต

สำหรับมาตรการในการดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง ได้แก่ 1.การช่วยเหลือเงินอุดหนุนแก่สถาบันเกษตรกร 2.การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ยางพารา 3.การสร้างเกษตรกรต้นแบบ หรือ Smartfarmer 4.การจัดฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ และ 5.การจัดสวัสดิการเงินช่วยเหลือให้แก่สมาชิก

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเข้ามาดูแลทั้งในเรื่องราคายาง ทำให้ได้มากกว่าราคาประกันรายได้ โดยการประกันรายได้ ระยะที่ 3 กำลังเตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าเพื่อเป็นหลักประกันให้กับพี่น้องผู้ปลูกยางพารา ขอให้มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ราคายางตกต่ำอย่างแน่นอน” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘ประภัตร’ ดันร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เตรียมออกใบอนุญาตผู้ผลิต-ส่งออก-นำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619383

‘ประภัตร’ ดันร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เตรียมออกใบอนุญาตผู้ผลิต-ส่งออก-นำเข้า

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.21 น.

รมช.ประภัตร นั่งหัวโต๊ะ ประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ดัน 6 ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร “ลูกเดือย-ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค-ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล-ระบบการผลิตสุกร-การเฝ้าระวังติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์-การแสดงฉลากสินค้าเกษตร” เตรียมประกาศต่อไปเผยปี 64 ออกใบอนุญาตผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า 7 มาตรฐานบังคับ 332 ฉบับ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 5/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom Cloud Meeting ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ลูกเดือย 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค 3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตาม เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ : ระบบการผลิตสุกร 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร ซึ่งเตรียมจะดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1.ลูกเดือย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการบริโภค อุตสาหกรรมอาหาร ตลาดต้องการลูกเดือยคุณภาพดี โดยปี 2563 มีการส่งออกลูกเดือยทั้งเปลือกมูลค่า 102.5 ล้านบาท ปริมาณ 2,035 เมตริกตัน ซึ่งการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรลูกเดือย เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการนำเข้าลูกเดือยและคุณภาพของลูกเดือยภายในประเทศ และ 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการมีการเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคหลากหลายชนิด เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ โดยมาตรฐานฯ นี้ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคครอบคลุมองค์ประกอบฟาร์ม การจัดการฟาร์ม บุคลากร สุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ การจับ และการจัดการตัวสัตว์และผลิตผล สิ่งแวดล้อม และการบันทึกข้อมูล เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง สามารถนำไปใช้เป็นอาหาร หรือเลี้ยงต่อเป็นอาหาร หรือเพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัย มีความเหมาะสมในการนำไปบริโภค

3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ มาตรฐานฯ นี้เป็นการให้แนวปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเฉพาะแบคทีเรียในปศุสัตว์ ที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ครอบคลุมการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ  ในอาหารสัตว์ ผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบระบบการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยา แนวทางการเก็บตัวอย่าง การเก็บและนำส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ การเก็บรักษาสภาพแบคทีเรีย การทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ การบันทึก และเก็บข้อมูลจนถึงการวิเคราะห์และรายงานผล และ 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์  ระบบการผลิตสุกร มาตรฐานฯ นี้ เป็นการกำหนดหลักการ คำอธิบายตัวชี้วัดด้านสวัสดิภาพสัตว์สำหรับสุกร และข้อแนะนำด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีในระบบการผลิตสุกร ครอบคลุมการผสมพันธุ์ การเลี้ยงและการจัดการฟาร์มสุกร ตั้งแต่การรับสุกรเข้าฟาร์มจนถึงระยะจับขายหรือส่งโรงฆ่า โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และให้แนวทางการประเมินสวัสดิภาพสัตว์จากผลลัพธ์ของการจัดการเลี้ยงที่เกิดกับสุกรโดยตรง

5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล มกอช. ได้ทบทวนขั้นตอนการจัดทำมาตรฐาน ให้สอดคล้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของ Global Sustainability Seafood Initiatives (GSSI) โดยการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการวิชาการพิจารณาร่างมาตรฐานให้ครอบคลุมภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและมีความสมดุล รวมถึงการทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (มกษ.7401-2562) ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยง การจับ จนถึงหลังการจับก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ผลิตผลกุ้งที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร เนื่องจากความหลากหลายของสินค้า และกฎระเบียบด้านการแสดงฉลากสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ ดังนั้น เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับอ้างอิงในการกำหนดการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเห็นสมควรให้จัดทำมาตรฐานฯ นี้ขึ้น ซึ่งครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร ทั้งที่เป็นอาหารและที่ไม่ใช่อาหาร ที่บรรจุในหีบห่อสำหรับผู้บริโภค หรืออยู่ในภาชนะบรรจุที่ไม่ได้จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค แต่ไม่ครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตรที่อยู่ในรูปแบบบัลก์ (Bulk) ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อ และสินค้าเกษตรนั้นสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวสัมผัสของพาหนะที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรและบรรยากาศ เช่น สินค้าเกษตรที่บรรทุกในท้ายรถบรรทุกแบบเทกอง เป็นต้น

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ จำนวนทั้งหมด 7 มาตรฐาน ในปีงบประมาณ 2564 นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 กันยายน 2564 ได้แก่ 1. หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (มกษ.1004-2557) 2. หลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด (มกษ.2507-2559) 3. เมล็ดถั่วลิสง ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ.4702-2557) 4. การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (มกษ.6401-2557) 5. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไม ปลอดโรค (มกษ.7432-2558) 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ.9046-2560) และ 7. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ (มกษ.6909-2562) ซึ่งได้ดำเนินการออกเป็นจำนวนทั้งสิ้น  332 ฉบับ โดยแบ่งเป็นใบอนุญาตผู้ผลิต 236 ฉบับ ผู้ส่งออก 88 ฉบับ และผู้นำเข้า 8 ฉบับ

กรมชลฯดัน3โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619271

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการโครงการสำคัญและโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยกรมชลประทานจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการอ่างเก็บน้ำ น้ำกิ จ.น่าน ความจุ 52.31 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี แล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งมีประชาชนได้รับประโยชน์ 6,305 ครัวเรือน2.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม.ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งจะสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 70 ล้าน ลบ.ม./ปี

ทั้งนี้ จากการศึกษาแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดของกรมชลประทาน พบว่าหากจะแก้ปัญหาลุ่มน้ำคลองวังโตนดทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างยั่งยืน จะต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ4 แห่ง ได้แก่ อ่างฯคลองประแกด ความจุ60.26 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้าน ลบ.ม. และอ่างฯคลองวังโตนด ขณะนี้ ผ่าน EHIA แล้ว หากแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 267,800 ไร่

3.โครงการผันน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ตามแผนจะเริ่มดำเนินการปี 2566ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี แล้วเสร็จในปี 2569 ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าว รองนายกฯ เน้นย้ำให้ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบ รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญให้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ประภัตรเร่งขานรับนโยบายเมล็ดพันธุ์มอบข้าวให้ชาวนามีผลิตผลคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619269

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องการยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวของไทย โดยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวและชาวนาไทย จึงมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตและการส่งออกข้าว เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายประภัตร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องนาน 10 ปี ทำให้คุณภาพข้าวและผลผลิตข้าวลดลงกรมการข้าว จึงจัดทำโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตข้าว โดยมีการประชุมร่วมหารือกับผู้บริหารกรมการข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อดำเนินโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี มีเป้าหมายในพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิของประเทศ 27.5 ล้านไร่ ในฤดูการผลิต 2565-2567แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ปี คือปีที่ 1(ปี 2565) เป้าหมาย 5 ล้านไร่ ปีที่ 2(ปี 2566) เป้าหมาย 10 ล้านไร่ และปีที่ 3(ปี 2567) เป้าหมาย 12.5 ล้านไร่รวมทั้งหมดเป็น 27.5 ล้านไร่

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในอัตรา 15 กิโลกรัม/ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ตามที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำนวน 412,500 ตันกรมการข้าว มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพียงพอต่อการสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการ