กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620396

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 11.13 น.

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

6 ธันวาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอข่าวออนไลน์ล่าสุดวันที่ 5 ธันวาคม 2564 ว่าได้กักตัว 2 ฮิปโปในสวนสัตว์เบลเยียมที่ติดโควิด-19 ครั้งแรกของโลก โดยเร่งสอบสวนหาที่มาของเชื้อมาจากไหน โดยรายละเอียดรายงานว่า นายฟรานซิส แวร์คัมเมน สัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์ แอนท์เวิร์บในเบลเยียม เผยว่า ฮิปโปโปเตมัส 2 ตัว คือ อิมานิ อายุ 14 ปี และ เฮอร์มีน อายุ 41 ปี พบผลบวกจากการตรวจหาเชื้อ COVID-19 จึงได้ทำการแยกฮิปโปโปเตมัส ทั้ง 2 ตัวไว้ เพื่อเป็นการป้องกัน โดยฮิปโปโปเตมัสทั้ง 2 ตัวไม่ได้แสดงอาการป่วยมากมายแต่อย่างใด เพียงแค่มีอาการน้ำมูกไหลออกมามากเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ของทางสวนสัตว์ได้เร่งสอบสวนโรคเพิ่มเติม ถึงสาเหตุและที่มาของการติดเชื้อว่ามาจากที่ใด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ทั้งหมดไม่มีผู้ใดพบผลบวกจากการตรวจหาเชื้อ COVID-19 และกรณีนี้เป็นรายงานการติดเชื้อในสัตว์สปีชีส์นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้ามีรายงานการติดเชื้อจำกัดเฉพาะในสัตว์ตระกูลลิงใหญ่ และตระกูลแมวเท่านั้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า โคโรน่าไวรัสหรือ COVID-19 เป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง บางชนิดทำให้เกิดโรคคล้ายหวัดในคน บางชนิดทำให้เกิดการเจ็บป่วยในสัตว์ เช่น วัว ควาย อูฐ และค้างคาว นอกจากนี้บางชนิด เช่น โคโรนาไวรัสที่พบในสุนัขและแมว สามารถพบการแพร่ระบาดในสัตว์เท่านั้นและไม่แพร่ระบาดไปยังคน ซึ่ง ณ ตอนนี้ สัตว์เลี้ยง เช่น แมวและสุนัข แมวใหญ่ในสวนสัตว์หรือเขตรักษาพันธุ์ กอริลล่าในสวนสัตว์ มิงค์ในฟาร์ม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ สามารถติดเชื้อ SARS-CoV-2 ได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลทั้งหมดว่ามีสัตว์ชนิดอื่นที่สามารถติดเชื้อได้อีกไหม ในขณะนี้มีรายงานสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสทั่วโลก สัตว์เหล่านี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อหลังจากสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ COVID-19

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีการแถลงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังกวางหางขาวสำหรับ SARS-CoV-2 กล่าวว่าการวิจัยทางวิทยาศาตร์เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความชุกภายในประชากรกวางหางขาวในอเมริกาเหนือ และนี่เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบไวรัสในระดับประชากรในสัตว์ป่า โดยกวางเหล่านี้ไม่แสดงอาการทางคลีนิคของการติดเชื้อ และการค้นพบดังกล่าวอาจทำให้สันนิษฐานได้ว่ากวางหางขาวนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งรังโรคของ SARS-CoV-2 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมและประเมินถึงผลกระทบอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดที่แสดงถึงการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 แต่การแพร่กระจายเชื้อจากมนุษย์เข้าไปสู่ประชากรกวางหางขาวนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง ดังนั้น จึงควรมีการสร้างความตระหนักให้กับนักล่าและผู้ที่อาศัยหรือทำงานกับสัตว์ป่า เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นกับสัตว์ป่าและหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะหรือวัตถุของมนุษย์ไว้ในพื้นที่ป่าที่สัตว์ป่าสามารถเข้าถึงได้ แม้จะมีการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 ในประชากรกวางหางขาว แต่ไวรัสก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือกับ OIE ในการรายงานเหตุการณ์การติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในประเทศ โดยประเทศไทยได้ทำการรายงานการติดเชื้อว่ามีการติดเชื้อในสุนัขและแมว โดยทุกเคสที่รายงานนั้นพบการติดเชื้อจากเจ้าของติดเชื้อ COVID-19 ทั้งสิ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงการการเฝ้าระวังการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในสัตว์เลี้ยงที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีการแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น หรือสัตว์เลี้ยงที่มาจากต่างประเทศพร้อมกับเจ้าของ โดยการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังดังกล่าว ทำการตรวจหาเชื้อโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน จากผลการตรวจวิเคราะห์ทุกตัวอย่างให้ผลเป็นลบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวด้วยว่า เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าสู่อากาศหนาวแล้ว สัตว์อาจมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันสัตว์ของตนเองไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำเชื้อโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสัตว์ และหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารงานส่วนตำบลในพื้นที่ หรือโทรแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ที่เบอร์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพริเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรสามารถป้องกันและควบคุมโรคได้ทันที

-005

กรมชลฯเดินหน้าแก้มลิงแก้น้ำท่วม-แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620342

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามความก้าวหน้าโครงการแก้มลิงหนองทะเล ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ ว่า เนื่องจากปริมาณน้ำในคลองกระบี่มีปริมาณน้ำมาก อัตราการไหล 240 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เมื่อไหลผ่านเทศบาลเมืองกระบี่ ความกว้างคลองแคบลง สามารถระบายน้ำได้เพียง 80 ลบ.ม./วินาที ทำให้เกิดน้ำเอ่อท่วมขังในเขต ต.ทับปริก และเขตเทศบาลเมืองกระบี่ เกือบทุกปีกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงได้ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และมีแนวทางในการก่อสร้างแก้มลิงหนองทะเล พื้นที่ 300 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เมืองทับปริก และเทศบาลเมืองกระบี่ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วม ได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองกระบี่ใหญ่ โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหา
คือ 1.ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ (ตัดยอดน้ำ) 2.ก่อสร้างคลองผันน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำไหลเข้าเทศบาลเมืองกระบี่ และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และ 3.แก้มลิงหนองทะเล บริเวณหนองน้ำธรรมชาติบ้านหนองทะเล ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่

“ได้รับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด อุทกภัย และน้ำที่ใช้ในด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ
จึงพร้อมที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ พร้อมจัดสรรงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน
พื้นที่ อ.เมือง จ.กระบี่ อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘เฉลิมชัย’เปิดอีสานเกตเวย์ ส่งออกผลผลิตเกษตรสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620345

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการหารือเฉพาะกิจของคณะทำงาน
ฟรุ้ทบอร์ด ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ระดับพื้นที่ ตามนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟจากไทยผ่านลาว-จีนทุกมณฑล-เอเชียตะวันออก-เอเชียกลาง-ตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่งและเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ 1 กลุ่ม จังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร หรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน–ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานี เริ่มต้นที่นครคุนหมิง มณฑล ยูนนาน ประเทศจีน เชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็น ประเทศลาว มีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดหนองคาย โดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ 3 ประเทศระหว่างไทย–ลาว–จีน ในปี 2560 เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศและทางเรือเพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคตโดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor )

“การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ของนายเฉลิมชัย จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย–จีน เพิ่มเป็น 16 ด่าน รวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่าน ด่านรถไฟผิงเสียง ด่านรถไฟเหอโข่ว พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.เกษตรฯ เป็นประธานทำงาน ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถและทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้ง พร้อมเปิดดำเนินการโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายงานว่า ขณะนี้ลาว ได้กำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด” นายอลงกรณ์ กล่าว

ชู‘สุขภาพหนึ่งเดียว’ กรมปศุสัตว์มุ่งลดใช้ ยาต้านจุลชีพในสัตว์ รักษาแค่เท่าที่จำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620343

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนหรือตกค้างของยาต้านจุลชีพในสิ่งแวดล้อม สาเหตุมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่มากเกินความจำเป็น จึงมีแนวทางพึงปฏิบัติในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างถูกต้อง ใช้เท่าที่จำเป็น ในการรักษาสุขภาพของสัตว์ที่เจ็บป่วย ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ริเริ่มและดำเนินโครงการที่ป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค โครงการ “การลดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์” เพื่อลดการใช้ยาต้านจุลชีพในการทำปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เช่น โครงการเขียงสะอาด โครงการเนื้ออนามัย โครงการปศุสัตว์ OK 2.โครงการ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ (Raised Without Antibiotics; RWA)” จะไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงจนถึงแหล่งจำหน่าย หากสัตว์มีการเจ็บป่วยระหว่างการเลี้ยงจะมีการรักษาสัตว์ป่วยตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) โดยการรักษาจะอยู่ภายใต้ความดูแลของสัตวแพทย์ โดยใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มีระยะหยุดให้ยาตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมและจัดทำโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้ทางเลือกอื่นๆ (Alternatives) เพื่อทดแทนและลดการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ให้การรับรองฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วมากกว่า 200 แห่ง

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620347

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง  เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วช. สนับสนุนทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำชลประทาน “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง” เชื่อมโยงเทคโนโลยีบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา ประมวลสถานการณ์น้ำ สั่งการและควบคุมปริมาณการส่งน้ำชลประทานให้เหมาะสมกับสภาพการเพาะปลูกพืช ในพื้นที่โครงการชลประทาน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง เป็นโครงการชลประทาน อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ใช้น้ำต้นทุนหลักจากลำน้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล แผนงานวิจัยเข็มมุ่งด้านการบริหารจัดการน้ำ ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสมในพื้นที่ศึกษาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ของศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วยให้โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง ในปัจจุบัน มีระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรม เป็นเครื่องมือ
ให้เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงานในการควบคุมและประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อการส่งน้ำได้อย่างเหมาะสม

โดยระบบสามารถติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เกษตรกรรมและระดับน้ำในคลองส่งน้ำ จำลองสภาพการใช้น้ำและวางแผนการส่งน้ำจากการติดตามความชื้นดิน จำลองการไหลในคลองส่งน้ำ และปฏิบัติการควบคุมประตูน้ำแบบอัตโนมัติได้ผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งผลการดำเนินงานวิจัย สามารถลดปริมาณการสูญเสียจากการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน ที่เกินความต้องการของพืชที่เพาะปลูกได้ตามเป้าหมาย

นักวิจัยได้จำลองรูปแบบการส่งน้ำเพื่อลดปริมาณการสูญเสียน้ำในการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน โดยแบ่งกลุ่มการส่งน้ำออกเป็น 20 โซน ตามกลุ่มการใช้น้ำจากคลองเดียวกันที่มีการเหลื่อมเวลาการเพาะปลูกพร้อมกัน โดยกำหนดรูปแบบการส่งน้ำตามจริงจากพฤติกรรมการใช้น้ำของเกษตรกร (ซึ่งมีการพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำแบบมีส่วนร่วมเสริม) ทั้งในเชิงปริมาณและช่วงเวลาที่สอดคล้องกับความต้องการน้ำของพืช จากการจำลองสภาพการใช้น้ำร่วมกับข้อมูลความชื้นดินราย 3 ชั่วโมงที่มีการติดตามจำนวน 120 จุด ครอบคลุมทั้งโครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง

จากผลการประเมินประสิทธิภาพการจำลองการส่งน้ำตามแนวทางงานวิจัย โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีการสำรวจและรายงานโดยกรมชลประทาน พบว่า ในช่วงปีฤดูแล้ง 60/61 ที่มีสถานการณ์น้ำปกติ ผลการเสนอแนะจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำชลประทานที่เกินกว่าความต้องการน้ำของพื้นที่เพาะปลูกข้าวได้ 15.42 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 16.47 ส่วนในปีน้ำน้อย61/62 พบว่า การใช้งานเครื่องมือและระบบที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณและช่วงเวลาการใช้น้ำได้ 68.17 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25.20 จากการเปรียบเทียบในเชิงบริหารจัดการระหว่างผลการเสนอแนะจากงานวิจัยฯ เทียบกับการส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำเดิม

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพลขณะนี้ มีปริมาณน้ำต้นฤดูแล้ง 64/65 ณ วันที่ 1 พ.ย. 2564 ใช้การได้อยู่ 4,229 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุใช้การ ใกล้เคียงกับน้ำต้นทุนในปีน้ำปกติ 2556 คาดการณ์ได้ว่า หน้าแล้งปีนี้ โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดงจะมีสถานการณ์การเพาะปลูกที่เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำสามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 218,760 ไร่ ตามรูปแบบการส่งน้ำเดิม และหากใช้ผลของงานวิจัยที่ได้เสนอแนะแผนการจัดสรรน้ำร่วมกับการใช้ข้อมูลความชื้นดิน โครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง จะมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นเป็น 268,300 ไร่ โดยใช้ปริมาณน้ำที่รับเข้าโครงการฯ รวมทั้งฤดูกาล 216 ล้าน ลบ.ม. ประเมินเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับการส่งน้ำตามรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การปฏิบัติในการลดการสูญเสียการส่งน้ำในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับความต้องการใช้น้ำ งานวิจัยได้เสนอแนะให้มีการวางแผนการส่งน้ำจากพื้นที่เพาะปลูกสำรวจรายสัปดาห์ร่วมกับการติดตามข้อมูลความชื้นดินในแปลงเกษตรกรรม พร้อมกับสร้างการรับรู้ข้อมูลความชื้นดินและการปรับตัวการใช้น้ำตามรูปแบบการส่งน้ำตามโซนให้แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกร ระบบนี้จะช่วยให้แผนการจัดสรรน้ำตรงกับความต้องการน้ำจากรูปแบบการใช้น้ำของเกษตรกร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต้นทุนในระดับโครงการชลประทานได้

น่านจัดนัดรวมพลคนกาแฟ ชู‘กาแฟสร้างป่า’ของดีจังหวัด ส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620341

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน น่านนัดรวมพลคนกาแฟครั้งยิ่งใหญ่ ในงาน ฅน คอกาแฟ รู้จักน่านผ่านกาแฟ โดยมี นายอดิศร จันทรประภา เกษตรและสหกรณ์ จ.น่าน ต้อนรับและนำชมบริเวณการจัดงาน ซึ่งกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.น่าน จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายกาแฟ ผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์กาแฟน่าน ให้เป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน ที่เฮือนฮังต่อ กาแฟน่าน ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน

โดย จ.น่าน มีพื้นที่ปลูกกาแฟที่สำคัญ ได้แก่ อ.แม่จริม ท่าวังผา ทุ่งช้าง สองแคว เฉลิมพระเกียรติ และ อ.บ่อเกลือ จำนวน 10,133 ไร่ ให้ผลผลิตกาแฟมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ความพิเศษของกาแฟน่านคือเป็น “กาแฟสร้างป่า” เพราะปลูกใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ที่มีความสูง 800-1,600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เกษตรกรปลูกกาแฟแทนการทำลายป่า นอกจากไม่ตัดไม้ใหญ่แล้ว ต้นกาแฟที่ได้รับแสงแดดน้อยทำให้เมล็ดสุกช้า เอื้อต่อการดูดซับแร่ธาตุต่างๆ ในเมล็ด การสุกช้าจะทำให้เก็บสารกาแฟดี ส่งผลให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพกลิ่นหอม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยภายในงานประกอบด้วยการออกบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟจากแหล่งปลูกในจ.น่าน ลิ้มรสกาแฟจากร้านกาแฟในจังหวัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านกาแฟ ในกิจกรรมสาธิตและเสวนา จากวิทยากรชั้นนำด้านกาแฟ เป็นต้น

‘สมุย’ตั้งจุดพร้อมคัดกรองโควิด-19สนามบินนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619743

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธีระพงศ์ ช่วยชู นายอำเภอเกาะสมุย ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยแพทย์หญิงณิชาภา สวัสดิกานนท์ ผู้อำนวยการ
โรงพยาบาลเกาะสมุย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดูความพร้อมในการจัดเตรียมสถานที่จุดคัดกรอง จุดสวอบตรวจหาเชื้อโควิด-19 ภายในสนามบินนานาชาติสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่บินตรงจากประเทศสิงคโปร์ที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลังจากวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นช่วงคริสมาสต์ และวันปีใหม่ พร้อมทั้งสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงานของแพทย์พยาบาลที่จุดคัดกรอง เพื่อนำไปปรับปรุง

สำหรับเกาะสมุยยังเป็นเป้าหมายของการเดินทางมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเลือกการเดินทางบินมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนจะต่อเครื่องบินมาลงที่สนามบินสมุย และยังมีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่บินมาลงที่ประเทศสิงคโปร์และต่อเครื่องมายังสนามบินเกาะสมุย

นางศุภกาญจน์ ยอดฉุน ผอ.ททท. สำนักงานเกาะสมุย กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน เดินทางเข้าเกาะสมุยไม่ถึง 1% และจากข้อมูลการจองการเดินทางเข้ามาเกาะสมุยในช่วงเดือน ธ.ค. ยังไม่มีผลกระทบ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปว่าเชื้อตัวนี้จะมีผลอย่างไร และนโยบายของรัฐบาลอย่างไร อย่างไรก็ตามภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังและรายงานต่อระบบสาธารณสุขในพื้นที่

กรมชลฯยันแก้ปัญหาน้ำในภาคตะวันออกอ่างฯใหญ่เต็มความจุจัดสรรให้พื้นที่EEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619744

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาคตะวันออก ว่าภาพรวมหลังสิ้นสุดฤดูฝนปี 2564
มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ อ่างฯบางพระ อ่างฯคลองหลวงรัชชโลทร อ่างฯหนองปลาไหล อ่างฯประแสร์ อ่างฯคลองสียัด อ่างฯขุนด่านปราการชล และอ่างฯนฤบดินทรจินดา ความจุเก็บกักรวม 1,612.75 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,492.73 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 92.56% ของความจุรวม ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ภาคตะวันออกทั้ง 55 แห่ง ปริมาณความจุเก็บกักรวม 930.32 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 945.13 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101.59% ของความจุเก็บกักรวม

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/2565 ของภาคตะวันออก ได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ดังนี้ น้ำเพื่อเกษตรรวม 1,000 ล้าน ลบ.ม.เพื่ออุปโภค-บริโภค 148 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุตสาหกรรม 273 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศ 369 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อเป็นน้ำดิบผลิตน้ำประปาและอื่นๆ รวม 228 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการจัดสรรน้ำในพื้นที่ EEC เป็นลักษณะของอ่างพวง หรือโครงข่ายน้ำที่เชื่อมโยงกัน แบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1.กลุ่มอ่างฯ บางพระ อ่างหนองค้อ และอ่างฯ ขนาดกลาง 5 แห่งใน จ.ชลบุรี2.กลุ่มอ่างฯ หนองปลาไหล อ่างฯดอกกรายและอ่างฯคลองใหญ่ จ.ระยอง และ 3.กลุ่มอ่างฯประแสร์ อ่างฯคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล จ.ระยอง

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619737

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง  สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 25 พฤศจิกายน ของทุกปี ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดเป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว ส่วนครม.ของไทยเห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงเช่นเดียวกัน

วันก่อนมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)เข้าร่วมประชุมผ่านระบบZoom เรื่อง “ยุติความรุนแรงในครอบครัว…สื่อเติมเชื้อหรือดับไฟ” มี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ ท่านคณบดีใหม่ถอดด้ามคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส. เป็นประธานเกริ่นนำว่า สสส. เห็นความสำคัญเรื่องการยุติความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมกับมสส.จัดงานนี้ขึ้น เพราะจากการสำรวจข้อมูลหลายครั้งพบว่า ปัจจัยกระตุ้นสำคัญของการใช้ความรุนแรงมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติดซึ่งแอลกอฮอล์ถือเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด 2.9 เท่า อุบัติเหตุทางถนนมากกว่าร้อยละ 20 มาจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ในช่วงเทศกาล เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี และเป็นสาเหตุหลักของความรุนแรงในครอบครัว จึงอยากให้สื่อมวลชนได้มีบทบาทร่วมลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า ได้สำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวช่วงการระบาดของโควิด-19 จำนวน 1,692 ตัวอย่าง ในกทม.และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 17-23 ต.ค.2564คนไทยนั้นเครียดเลยแสดงออกถึงความรุนแรงที่พบมากที่สุดร้อยละ 53.1 พูดจาส่อเสียด เหยียดหยามด่าทอ ร้อยละ 20.2 มีการทำร้ายร่างกาย ข้อมูลยังระบุชัดเจนร้อยละ 41.5 ว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก่อนโควิด-19 ระบาด มิหนำซ้ำร้อยละ 75 ระบุว่ามีการกระทำความรุนแรงซ้ำ 2-3 ครั้ง สาเหตุหลักมาจากแอลกอฮอล์ ส่วนผลกระทบต่อครอบครัว พบว่าร้อยละ 82 มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 80.2 มีผลต่ออารมณ์ ที่น่าตกใจคือการแก้ไขปัญหาเมื่อถูกกระทำรุนแรงร้อยละ 52.2 จะใช้การตอบโต้กลับ ร้อยละ 33.2 พูดคุยไกล่เกลี่ย มีเพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้นที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย มีมากถึงร้อยละ87 ที่ไม่ขอความช่วยเหลือเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเองได้ร้อยละ 75.6 มองเป็นเรื่องส่วนตัวและร้อยละ 61.8มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลบอกว่าการเสนอความรุนแรงนั้นสื่อหนังสือพิมพ์รายวันดีขึ้น แต่ที่น่ากังวลคือโทรทัศน์ยังมีการนำเสนอฉากข่มขืน การใช้ความรุนแรงกับคู่รัก สร้างมายาคติให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนสื่อออนไลน์ก็เช่นจากการเก็บข้อมูลมิวสิกวีดีโอพบว่ามี 19 เพลง เนื้อคุกคามทางเพศกดทับผู้หญิง ภาคีจะร่วมกับหลายฝ่ายณรงค์เรื่องนี้ต่อไป

ส่วน ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอต่อสื่อมวลชนว่าสื่อต้องทำงานเพิ่มอีก 2 มิติคือ ต้องไม่มองแค่ความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏอยู่ในฉากละครแต่ต้องมองให้ลึกในเชิงโครงสร้างความรุนแรงในครอบครัว และจะต้องมองความรุนแรงบนฐานของจากเพศสภาพมากกว่าเพศหญิงเพศชายในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นสื่อจะผลิตภาพซ้ำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัวทั้งๆ ที่ความรุนแรงเป็นผลจากนโยบายของรัฐที่ปกป้องผู้หญิงน้อยเกินไป การใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นความผิดทางอาญาที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว สื่อต้องไม่ยอมรับให้ความรุนแรงในครอบครัวกลายเป็นความชอบธรรม ต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบไม่ตำหนิผู้เสียหาย รู้เรื่องกฎหมาย มีการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเสมอหน้า มองปัญหารอบด้านและให้ข้อมูลช่องทางในการช่วยเหลือด้วย

ขณะที่นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบอร์ดสสส. สะท้อนว่าสื่อถูกตั้งคำถามว่าขายความรุนแรงเพื่อความอยู่รอดจริงหรือ ประสบการณ์ที่เคยทำงานในหนังสือพิมพ์รายวันก็ยอมรับว่าในอดีตเจ้าของสื่อคิดอย่างนั้นจริงๆเพราะมองว่าคนอ่านชอบและทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันถือว่าดีขึ้น ขณะที่สื่อโทรทัศน์และทั้งสื่อออนไลน์บางส่วนในปัจจุบันยังคงขายความรุนแรงในรูปแบบต่างๆอยู่เช่นรายการบางสถานีนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัวสามีภรรยามาทะเลาะกันออกอากาศคนดู ก็สนใจ เรทติ้งก็พุ่งสูงขึ้นดูได้จากรายได้บริษัทมีกำไรมากขึ้น แต่เชื่อว่าในอนาคตผู้บริโภคจะเป็นคนกำหนดเนื้อหาและคุณภาพของสื่อ ถ้าสื่อยังขายความรุนแรงนอกจากจะทำร้ายเหยื่อซ้ำแล้วจะเป็นการปลูกฝังความคิดการใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ทางด้านสื่ออาวุโสอย่างนางกรรณิกา วิริยะกุล บก.บห. นสพ.ไทยโพสต์ เห็นว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ตระหนักในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่สื่อจะต้องรับผิดชอบทั้งหมดหรือไม่เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันต่างกับในอดีตเดิมเสนอข่าวจากการแถลงข่าวที่เชื่อถือได้แต่ปัจจุบันต้องส่องจากเฟซบุ๊คว่าใครทำอะไรคำถามคือเราจะเอาความเข้มข้นทางวิชาการหรือจะเอาใจวัยรุ่น ไทยโพสต์ยืนยันว่าจะยังคงความเข้มข้นก็หวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยให้สื่อหลักที่ไม่ทำตามกระแสให้อยู่ได้ ส่วนกฤษณ์ชนุตม์ เจียรรัตนกนก บก.ข่าวไทยรัฐทีวี บอกว่าทำงานอยู่บนความรับผิดชอบอยู่แล้วหากเป็นคดีสะเทือนขวัญก็ต้องนำเสนอเพื่อตักเตือนสังคม นอกจากนี้ยังมีทีมดูแลถ้อยคำการพาดหัว มีกรรมการจริยธรรม 7 คนมากำกับเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ด้านนายพิธพงษ์ จตุรพิธพร ผู้ประกาศข่าวทีวี ช่อง 7 ระบุว่านโยบายของสถานีถ้าเป็นข่าวความรุนแรงในครอบครัวจะพยายามไม่นำเสนอยกเว้นคดีสำคัญและจะเน้นประเด็นการดำเนินคดี การนำเสนอภาพหรือข่าวหน้าจอจะถามความสมัครใจก่อนและให้ข้อมูลช่องทางการช่วยเหลือร้องเรียนด้วย ส่วนนายเอกพล บันลือ บก.สำนักข่าว The Standard กล่าวว่า ไม่ค่อยเสนอข่าวความรุนแรงระหว่างบุคคลอยู่แล้วแต่จะเน้นวิเคราะห์ ถอดบทเรียนในประเด็นที่สังคมสนใจ ที่สำคัญผู้บริโภคคือคนกำหนดบทบาทของเราว่าอะไรเหมาะสมหรือออกนอกแนวทางที่วางไว้

บทสรุปวันนั้นตรงกันว่าสื่อต้องช่วยกันดับไฟความรุนแรงไม่ใช่เป็นผู้เติมเชื้อไฟ

3บริษัทใหญ่ผนึกกำลังร่วมมือธุรกิจ เดินหน้าสู้กระแสไวรัสโควิดระบาด ลุยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619740

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกลันธ์ อินทวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเมอรัลด์ เทค แอดวานซ์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากเกิดโรคระบาดโควิด-19 การใช้ชีวิตของมนุษยชาติก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม การใส่หน้ากาก รวมทั้งการใช้มาตรการ Lockdown กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการชะงักงันและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แทบทุกประเทศในปัจจุบัน ใช้นโยบายให้ประชาชนอยู่ใน “safe zone ขณะที่ธุรกิจภาพรวมกำลังซบเซา ธุรกิจที่เกี่ยวกับดิจิทัล กลับมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนหันมาใช้ดิจิทัลในทุกส่วนธุรกิจ ทำให้เกิดการเรียนรู้ ตื่นตัวในเรื่องดิจิทัลอย่างกว้างขวาง เรากำลังเข้าสู่ยุคระบบ ดิจิทัล อย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นอีกความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจให้เกิดขึ้น

จากระแสโลกที่เปลี่ยนไป จึงเป็นที่มาของการจับมือร่วมธุรกิจกัน ของ 3 บริษัท คือบริษัทเอ็มเมอรัลด์ เทค แอดวานซ์ จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่มากความสามารถและประสบการณ์ ร่วมกับ บริษัทควอนตัม เมทัล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายทองคำรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย และ บริษัทสตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เชื่อถือได้มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีการเซ็นสัญญาความร่วมมือกัน

โดยการร่วมมือกันภายใต้นโยบาย ของการท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและกลุ่มพำนักระยะยาวเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกของภูมิภาคเอเชีย สำหรับการให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อขยายตลาดการท่องเที่ยวกับการลงทุน ช่วยสร้างการเติบโตการท่องเที่ยวในไทย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผนวกเข้าด้วยกันในการที่จะช่วยกระตุ้นธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ในการผลักดันการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในที่พักอาศัยระยะยาว มาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย