สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621198

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์  ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินโครงการนั้นๆเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จนได้รับสมัญญานามว่า “ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการน้ำ”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทาน ได้นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ มาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน มาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้มีการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ที่ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เสร็จในปี 2538 สามารถกักเก็บน้ำได้ 4.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และสร้างอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร แล้วเสร็จในปี 2549

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ เป็นการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็จะทำการกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนสามารถสร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอ.เขาวง มากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า

“กรมชลประทานได้น้อมนำหลักการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาศึกษาขยายผลดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงนั้นได้มีการสร้างเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 มีความจุ 263 ล้านลบ.ม. ลุ่มน้ำแม่งัดได้มีการสร้างเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 มีความจุ 265 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นเขื่อนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ทั้ง 2 แห่ง ส่วนลุ่มน้ำแม่แตง ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำ แต่มีฝายแม่แตง จ.เชียงใหม่ พร้อมแก้มลิงบริเวณฝาย 2 แห่ง ความจุรวมกันประมาณ 2.97 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ที่่ผ่านมาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ทำให้น้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งทางด้านอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน
ขณะเดียวกันปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำสาขาอีก 2 สาขา คือ ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง ในฤดูฝนกลับมีจะปริมาณน้ำมากเกินความต้องการ จนเกิดภาวะ
น้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเต็มศักยภาพ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยคือ ประมาณ 49 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำส่วนเกินช่วงฤดูน้ำหลาก(กรกฎาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ในลำน้ำแม่แตงผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแรก คือ ช่วงแม่แตง-แม่งัด ความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร มาพักไว้ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จำนวน 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี จากนั้นก็จะผันน้ำในส่วนนี้ ร่วมกับปริมาณน้ำส่วนเกินของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ส่งผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงที่ 2 คือ ช่วงแม่งัด-แม่กวง ความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไปลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะได้ปริมาณน้ำรวมปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม.

“โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่าร้อยละ 65 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่มั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการเกษตรนั้น จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในช่วงฤดูฝนได้ถึง 175,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งอีก 76,129 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะสามารถส่งน้ำอีกจำนวนประมาณ 25 ล้านลบ.ม.ให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ใช้ในการจัดสรรเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกกว่า 14,500 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ดังกล่าวมาต่อยอดขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา “อู่ข่าวอู่น้ำ” ของประเทศด้วยการดำเนิน“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” อีกด้วย ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการชี้แจง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งจัดเตรียมรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายในปี 2565

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล ประมาณปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. ผ่านอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้น้ำประมาณ 20,415 ล้านลบ.ม.ต่อปี อีก 20 ปี ข้างหน้าความต้องการใช้เพิ่มเป็น 22,676 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการขาดแคลนอีกประมาณ 2,633 ล้านลบ.ม. ดังนั้นหากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมลุ่มเจ้าพระยาวิกฤตขาดแคลนน้ำแน่นอน

ขณะที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็น 1 ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสถิติ พบว่าน้ำไหลเข้าเขื่อนยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างที่สามารถกักเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม.

“หากสามารถดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 4,290 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 1.6 ล้านไร่ คิดเป็น มูลค่าประมาณ 11,910 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระบบนิเวศในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทวีรุนแรงมากขึ้น ป้องกันค่าความเค็มของน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค การแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือน “ครูของแผ่นดิน” ซึ่งกรมชลประทานได้น้อมนำความรู้ที่พระองค์ได้ถ่ายทอดไว้ มาศึกษา พัฒนาต่อยอดขยายผลดำเนินแก้ไขปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติและประชาชนตามพระราชปณิธานจะสืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน

เกษตรฯร่วมมือ‘UN’ เดินหน้าพัฒนาระบบอาหารยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621194

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและการเกษตรต่างประเทศ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรม อิ่ม…และ…ดี…2030 Sustainable Agri-Food Systems: what will we do next together?โดยมี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะ UNFSS National Convenor ของไทย กล่าวรายงานต่อที่ประชุม และมีผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ ว่ากิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผนึกกำลังร่วมกัน เดินหน้าขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน “อิ่มและดี 2030” “Healthy Diets for All” โดยมีการแลกเปลี่ยนและหารือแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อปรับเปลี่ยนระบบอาหารของไทยให้มีความมั่นคง ยั่งยืน รักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.ทองเปลว กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังร่วมกันแสดงข้อคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการและแนวทางการดำเนินงานของไทยในทุกมิติ ให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อต่อยอดพันธกิจจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

“เราต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบอาหารทางการเกษตร ที่ยั่งยืน” ดร.ทองเปลวกล่าวและว่า การพูดนั้นมันง่ายกว่าการลงมือทำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างและบทบาทหน้าที่ที่สำคัญ คือการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้ “Agri Challenge Model” โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่ง Agri Challenge Model คือการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข นำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภาคการเกษตรและระบบอาหารต่อไป ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมทำงานกับทุกองค์กรอย่างใกล้ชิด เพื่อเปลี่ยนระบบอาหารไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปศุสัตว์แก้เกมอาหารสัตว์ราคาพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621192

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี มากกว่า 20% โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สร้างภาระด้านการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและไก่ และมีผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานปลายทางคือราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรจึงปรับรูปแบบการเลือกใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานอาหารสัตว์เป็นอีกทางเลือกสำหรับอาหารสัตว์ตามสถานการณ์ ปริมาณ และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น การเพิ่มสัดส่วนข้าวเปลือกบดในอาหารสุกรและสัตว์ปีกตามช่วงอายุในปริมาณที่เหมาะสม

นอกจากนี้ มีการใช้ข้าวกล้องบด หรือข้าวแดงบด ที่สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ ประกอบด้วย รำละเอียด และข้าวสารหรือปลายข้าวผสมกัน มีองค์ประกอบคุณค่าทางอาหาร โดยข้าวกล้องมีใยข้าวอยู่ในระดับต่ำ มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับปลายข้าวมาก จึงสามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความฟ่าม การเป็นฝุ่น และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสารไฟติน ดังนั้น ข้าวกล้องหรือข้าวกะเทาะเปลือก สามารถใช้เป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์ได้ มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดและปลายข้าว สามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ได้ดี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า นับเป็นข่าวดีในวงการปศุสัตว์ที่สามารถใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบทดแทนแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์ เป็นทางเลือกสำหรับการจัดการอาหารสัตว์ สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นำข้าวกล้องหรือข้าวกะเทาะเปลือก เป็นแหล่งพลังงานหลักทดแทนวัตถุดิบข้าวโพด ข้าวสาลี เมล็ดถั่วเหลือง และกากถั่วเหลืองได้ รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือชาวนาโดยการใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เป็นการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิต

กรมชลประทาน จัดสรรน้ำทำนาปี 3อ่างฯลุ่มน้ำเพชรบุรี เพียงพอใช้ประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621193

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสันต์ จรเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีว่า ลุ่มน้ำเพชรบุรีมีอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยผากและอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณการเก็บกัก ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และสามารถจัดสรรให้เกษตรกรปลูกพืชในฤดูแล้งปี 2564/65 โดยเฉพาะนาปรังได้กว่า 130,000 ไร่

ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 3 แห่งดังกล่าว เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่งคืออ่างเก็บน้ำแก่งกระจานมีปริมาณน้ำ 646 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 91 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 581 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ที่เหลืออีก 2 แห่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง โดยอ่างเก็บน้ำห้วยผากมีปริมาณน้ำ 24.2 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 21.2 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ มีปริมาณน้ำ 36ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 85 ของปริมาณการเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 34 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 3 แห่งในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ที่มีปริมาณต้นน้ำเต็มอ่าง 100% คือ อ่างเก็บน้ำห้้วยสามเขา มีปริมาณ 3.4 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บย้ำห้วยสงสัย มีปริมาณน้ำ 4.06 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำทุ่งขามมีปริมาณน้ำ 8 ล้านลบ.ม.

กรมชลฯยัน3อ่างฯหลัก ลุ่มน้ำเพชรบุรีสมบูรณ์ เพียงพออุปโภค-บริโภค ทำนาปีได้กว่า1.3แสนไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620954

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสันต์ จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ว่าอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยผาก และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณเก็บกัก อยู่ในเกณฑ์ดีเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ และจัดสรรให้เกษตรกรปลูกพืชในฤดูแล้งปี2564/65 โดยเฉพาะนาปรังได้กว่า 130,000 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 3 แห่งใน จ.เพชรบุรี ที่มีปริมาณต้นน้ำเต็มอ่าง 100% คือ อ่างเก็บน้ำห้วยสามเขา มีปริมาณ 3.4 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย มีปริมาณน้ำ 4.06 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำทุ่งขาม มีปริมาณน้ำ 8 ล้าน ลบ.ม.

“การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน นอกจากทำตามหลักเกณฑ์ Rule Curve ทำการเก็บน้ำ-ระบายน้ำอย่างมีหลักการสอดคล้องกับสภาพน้ำท่าแล้ว ในช่วงฤดูน้ำหลากนอกจากจะบริหารจัดการระบายน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเพชร ซึ่งรับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำหลักทั้ง 3 แห่งดังกล่าว ตามกฎเกณฑ์ที่วางแผนไว้ ยังทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ บูรณาการทำงานร่วมกับจังหวัด ทำให้การจัดการน้ำดำเนินไปอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นฤดู ประชาชนพ้นภัยน้ำท่วมและมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีแม้ปริมาณต้นทุนในปีนี้ค่อนข้างมาก แต่กรมชลประทาน ขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่าก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะจะต้องสำรองปริมาณส่วนหนึ่งไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้าอีกด้วย” นายสันต์ กล่าว

กรมประมงเร่งเยียวยา ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังลำน้ำชี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620955

กรมประมงเร่งเยียวยา  ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังลำน้ำชี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมก่อนหน้านี้ พร้อมกับลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้สำนักงานประมง จ.มหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมหาสารคาม ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทำประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์ (เขื่อนลำปาว) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.มหาสารคาม ช่วยเหลือเกษตรกรด้านต่างๆ รวมทั้งหาแนวทางให้การเยียวยาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยสรุปยอดความเสียหายมูลค่ากว่า 18 ล้านบาท มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 42 ราย กระชังได้รับความเสียหาย 972 กระชัง ผลผลิตปลานิลเสียหายประมาณ 300 ตัน

ทั้งนี้ สำนักงานประมง จ.มหาสารคาม ได้สำรวจข้อมูลด้านการเลี้ยงปลานิลของเกษตรกรในพื้นที่พบว่ามีการเลี้ยง 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การเลี้ยงแบบทำสัญญากับฟาร์มเอกชน โดยเกษตรกรซื้อลูกพันธุ์และอาหารปลาจากฟาร์มเอกชน เมื่อผลผลิตได้ตามขนาดที่ตลาดต้องการ ฟาร์มเอกชนจะรับซื้อคืน ตามราคาของตลาดและฟาร์มเอกชนจะให้ราคาเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งมีเกษตรกรเลี้ยงลักษณะเช่นนี้ 30 ราย และ 2.เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงอิสระ โดยเป็นการเลี้ยงแบบจัดซื้อลูกพันธุ์และอาหารปลา หาตลาดเอง

ด้านนายสมพร รุ่งกำเนิดวงศ์ ประมง จ.มหาสารคาม ร่วมกับตัวแทนฟาร์มเอกชน 3 ราย ที่ทำสัญญากับผู้เลี้ยงปลาในกระชังลำน้ำชี หารือกับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยชี้แจงแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ โดยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ทบ.1) กับกรมประมง สามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านทางหน่วยงานกรมประมงภายในจังหวัด ซึ่งจะได้รับพิจารณาดำเนินการให้ความช่วยเหลือโดยใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2564

นอกจากนี้ ยังมีการให้ความรู้ในเรื่องเกษตรพันธสัญญา ตลอดจนได้มีการหารือถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือ
จากฟาร์มเอกชนที่ทำสัญญากับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ซึ่งตัวแทนฟาร์มเอกชนยินดีจะให้ความช่วยเหลือปัจจัยการผลิต
ด้านอาหารให้เครดิตค่าอาหารตลอดการเลี้ยงรอบต่อไป อย่างไรก็ดี ภายหลังสถานการณ์น้ำเข้าสู่สภาวะปกติ กรมประมง มอบหมายให้สำนักงานประมง จ.มหาสารคาม เร่งสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือและชดเชยเยียวยาเกษตรกร ตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2556 และหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ประภัตร จับมือ ธ.ก.ส. ลงนาม MOU ‘โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620826

ประภัตร จับมือ ธ.ก.ส. ลงนาม MOU ‘โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

รมช “ประภัตร” หนุน เกษตรฯจับมือ ธ.ก.ส. ลงนามMOU ดัน”โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร”ส่งเสริมอาชีพ ด้านปศุสัตว์ หวังสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

8 ธันวาคม 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร ระหว่างกรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) โดยมีนายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต อธิบดี กรมปศุสัตว์ นายสุรชัย รัศมี รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส ) สำนักงานใหญ่ เข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ และมีนายนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายพงษ์พันธ์ จงรักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคาร ธกส. นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีเป็นสักขีพยานในการลงนามในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ประภัตร เปิดเผยว่า การลงนามในครั้งนีถือเป็นทิศทางที่ดี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธกส. ร่วมกันทำ โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาน้ำท่วม แล้ง โควิด – 19 มาอย่างต่อเนื่องดังนั้นการเข้าถึงเเหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญซึ่งการทำเกษตรด้านปศุสัตว์ ใช้เวลาสั้น ใช้น้ำน้อย ได้รับผลตอบแทนเร็ว ถือเป็นทางออกของวิกฤตต่างๆ  โดย ที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นและกำชับมายังกระทรวงเกษตรฯ ให้เร่งแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร จึงได้เกิด”โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร”ขึ้นมา เพื่อเป็นโครงการเงินกู้ตั้งต้นอาชีพ หรือลงทุน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งประชาสัมพันธ์โครงการ สร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร ให้ความรู้เกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตร ตลอดจนการรวมกลุ่มหาตลาดรับซื้อผลผลิต และการประกอบอาชีพเกษตร ตลอดจนสนับสนุนด้านต่างๆ ครบวงจรต่อไป

อย่างไรก็ตาม”โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นโครงการที่กรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้งานทำร่วมกัน ในการผลักดันโครงการเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 โดยจะสนับสนุนเงินกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับเกษตรกร เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการประกอบอาชีพ ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกร และหรือ ลูกหลานของเกษตรกร ด้านปศุสัตว์ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือกับ ธ.ก.ส ปล่อยสินเชื่อให้เป็นทุนหมุนเวียนแก่เกษตรกร สำหรับใช้ประกอบอาชีพการเกษตรด้านปศุสัตว์ เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต ให้สามารถสร้างรายได้ในระยะสั้น 4-6 เดือน ซึ่งจะ มีผลตอบแทนเบื้องต้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต ซึ่งธ.ก.ส. ได้รับการอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท

โดยโครงการดังกล่าวจะเริ่มจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2564 – วันที่ 31 มีนาคม 2567 ปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้  สามารถใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท/1-3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 และปีที่ 4 – 5 ดอกเบี้ยตามปกติของธนาคาร

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต  อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า  กรมปศุสัตว์ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้  ให้คำแนะนำ และให้บริการในด้านการเลี้ยงสัตว์ การควบคุมป้องกันโรคสัตว์  การดูแลสุขภาพสัตว์ การควบคุมมาตรฐานฟาร์ม  การควบคุมการใช้สารต้องห้ามตามกฎหมาย  โดยตะมีการจัดทำฐานข้อมูล  การเคลื่อนย้ายสัตว์ การแปรรูป  งานการตลาด  และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสานงานและให้การสนับสนุน ตลอดห่วงโซ่การผลิตและการตลาด  เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  สำนักงานปศุสัตว์ใกล้บ้านท่าน  หรือที่ ธนาคาร ธ.ก.ส

‘มนัญญา’ปล่อยสัตว์น้ำ เพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่จ.อุทัยธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620494

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ในโครงการปลาไทยคืนถิ่น และเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกราม โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แม่น้ำสะแกกรัง จำนวน ทั้งสิ้น 20,200 ตัว และกุ้ง 500,000 ตัว พร้อมกับมอบพันธุ์ปลาพื้นถิ่น และพันธุ์กุ้งก้ามกราม ให้กับผู้นำชุมชน เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะ ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี จำนวน 5 แห่ง ที่บริเวณแม่น้ำสะแกกรัง ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี อ.เมือง จ.อุทัยธานี

ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมดังกล่าวนั้น เป็นการเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีมูลค่าสูง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ให้กับชาวบ้านในชุมชน และยังเป็นการรส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย เนื่องจาก จ.อุทัยธานี มีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยอาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความหลากหลาย โดยมีสัตว์น้ำหลายชนิดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกรามซึ่งประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นอาหาร และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรด้านการประมงด้วย เชื่อว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งก้ามกราม และสามารถเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้กับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ปศุสัตว์แจ้งเกษตรกรสังเกต อาการสัตว์ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620497

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีพบฮิปโปในสวนสัตว์เบลเยียมติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกของโลก ได้มีการเร่งสอบสวนโรคแล้ว กรณีนี้เป็นการติดเชื้อในสัตว์สปีชี่ส์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก ขณะนี้มีรายงานสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสทั่วโลก ว่าส่วนใหญ่ติดจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีการแถลงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังกวางหางขาว สำหรับเชื้อ SARS-CoV-2 ว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความชุกภายในประชากรกวางหางขาวในอเมริกาเหนือ และเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบไวรัสในระดับประชากรในสัตว์ป่า โดยกวางเหล่านี้ไม่แสดงอาการทางคลินิกของการติดเชื้อ และการค้นพบดังกล่าวอาจทำให้สันนิษฐานได้ว่ากวางหางขาวนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งรังโรคของ SARS-CoV-2 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมและประเมินถึงผลกระทบอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดที่แสดงถึงการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 แต่การแพร่กระจายเชื้อจากมนุษย์เข้าไปสู่ประชากรกวางหางขาวนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง

ดังนั้น จึงควรมีการสร้างความตระหนักให้กับนักล่าและผู้ที่อาศัยหรือทำงานกับสัตว์ป่า เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นกับสัตว์ป่าและหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะหรือวัตถุของมนุษย์ไว้ในพื้นที่ป่าที่สัตว์ป่าสามารถเข้าถึงได้ แม้จะมีการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 ในประชากรกวางหางขาว แต่ไวรัสก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือกับ OIE ในการรายงานเหตุการณ์การติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในประเทศ โดยประเทศไทยได้ทำการรายงานการติดเชื้อว่ามีการติดเชื้อในสุนัขและแมว โดยทุกเคสที่รายงานนั้นพบการติดเชื้อจากเจ้าของติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงการการเฝ้าระวังการติดเชื้อSARS-CoV-2 ในสัตว์เลี้ยงที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีการแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ เป็นต้นหรือสัตว์เลี้ยงที่มาจากต่างประเทศพร้อมกับเจ้าของ โดยการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังดังกล่าว ทำการตรวจหาเชื้อโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งปัจจุบัน จากผลการตรวจวิเคราะห์ทุกตัวอย่างให้ผลเป็นลบ

อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูหนาว สัตว์อาจมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันสัตว์ไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำเชื้อโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสัตว์ และหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัย ให้รีบแจ้ง
เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
อบต.หรือแจ้งสายด่วนกรมปศุสัตว์ที่ โทร.06-3225-6888 หรือแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือและควบคุมโรค

เกษตรฯทำ MOU ร่วมพัฒนางานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620495

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงานในสังกัด
กระทรวงเกษตรฯ กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยมีการลงนาม 2 ฉบับ คือ 1.บันทึกความเข้าใจ เรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตร และ 2.บันทึกความเข้าใจ เรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านวิจัยการส่งเสริมการประมง

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำ MOU ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย ต้องมีการยกระดับด้านการเกษตร มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่จะสามารถนำมาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตรได้ กระทรวงเกษตรฯ มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) 77 แห่งทั่งประเทศ ที่ร่วมกับสถาบันการศึกษา จนเกิดศูนย์ดังกล่าวขึ้นมาได้ อีกทั้งยังมีการทำ MOU ร่วมกับอีกหลายสถาบัน เพื่อยกระดับเกษตรกรให้ก้าวข้ามผ่านจากที่เคยเป็นให้ได้

อย่างไรก็ดี หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะทำงานให้สอดคล้องกัน มีการประสานความร่วมมือให้เกิดประสิทธิภาพร่วมกัน สำหรับการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคการเกษตรอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งภาคเกษตรมีความสำคัญ หากภาคการเกษตรดีเศรษฐกิจในประเทศก็จะเข้มแข็งไปด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภาคการเกษตร ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องมีการพัฒนาทั้งในเรื่องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้