กรมปศุสัตว์จัดสัมมนาใหญ่ ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญปี2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621931

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสัมมนาโครงการขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกรมปศุสัตว์
ครั้งที่ 1/2565 พร้อมมอบนโยบายฯ และชมนิทรรศการผลงานเด่นของปศุสัตว์เขต 2 พร้อมด้วยรองอธิบดีฯ ปศุสัตว์เขต ผอ.สำนัก/กอง ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน โดยมี น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา เลขานุการกรมฯ กล่าวรายงาน ซึ่งมีการชี้แจงผลและแผนการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 12-14 ธันวาคม 2564 ที่โรงแรมรอยัล ฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.นครนายก

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่ากรมปศุสัตว์ ดำเนินการตามนโยบายสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล อาทิ นโยบายการควบคุมการกำกับ การส่งเสริม การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ นโยบายการบังคับใช้กฎหมาย ตามพระราชบัญญัติต่างๆ ที่กรมปศุสัตว์ดูแลอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง นโยบายด้านสุขภาพสัตว์ เน้นเฝ้าระวังควบคุม ป้องกันโรคที่สำคัญ นโยบายด้านการผลิตสัตว์ มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และปรับใช้ตามสภาพพื้นที่ นโยบายด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โครงการปศุสัตว์ OK นโยบายด้านส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ การลดต้นทุนการผลิต ปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าการเกษตร การสนับสนุนปศุสัตว์อินทรีย์ การจัดการบริหารพื้นที่เกษตรกรรม โครงการแปลงใหญ่ รวมทั้งการสนับสนุนโครงการพระราชดำริโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน แนวทางการขับเคลื่อนโคเนื้อ แนวทางการขับเคลื่อนสัตว์ปีก การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรไปพร้อมกันทั้งภาคประชาชน เกษตรกร ภาครัฐและเอกชน โครงการประชารัฐ การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน การจัดการภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ ความก้าวหน้าในการจัดทำแนวทางการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ รวมทั้งยุทธศาสตร์รายสินค้าปศุสัตว์ให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

“กรมปศุสัตว์มีภารกิจหลากหลาย เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายเป็นไปตามเป้าหมาย กรมปศุสัตว์กำหนดให้มีการประชุมขับเคลื่อนสรุปผลสำเร็จของการดำเนินงาน การใช้จ่าย และชี้แจงแผนเงิน แผนงาน โครงการ กิจกรรมขึ้น โดยการนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ เพื่อพิจารณาทบทวนปรับปรุงบทบาทภารกิจให้สามารถตอบสนองงานของกรมปศุสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ปลัดเกษตรฯจี้ติด ลุยโครงการสำคัญ ขับเคลื่อนนโยบาย ให้มีประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621929

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามงาน/โครงการสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2564 โดยมีรองปลัดฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยที่ประชุมได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในด้านต่างๆ คือ 1.คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัด หลักการบริหารงานและขับเคลื่อนงานโดยสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ มีความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2.โครงการต้นแบบการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ มีเป้าหมายในการดำเนินการในพื้นที่ 75 จังหวัด 822 อำเภอ 5,619 ตำบล 5,797 หมู่บ้าน มีการจ้างงานอาสาสมัครเกษตรใน 5,797 หมู่บ้าน
หมู่บ้านละ 3 คน รวม 17,391 คน ระยะเวลาจ้าง 12 เดือน มีโครงการย่อยภายใต้โครงการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านฯ 3.โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่โดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน พื้นที่ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ 77 จังหวัด เกษตรกรเป้าหมาย 17,000 ราย 4.ผลการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างประเทศ และ 5.ความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของกลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองโดยติดตามการปรับโครงสร้างองค์กรและอัตรากำลัง

‘อ.อ.ป.’เดินหน้าจัดการคาร์บอนเครดิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621683

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุกิจ จันทร์ทอง รอง ผอ.สายธุรกิจ 1 รักษาการแทน ผอ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ และได้มีมติมอบหมายให้ อ.อ.ป.เร่งดำเนินการเรื่องการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนป่าเศรษฐกิจของ อ.อ.ป.พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการจัดตั้งบริษัทฯ ในเครือ เนื่องจากว่า อ.อ.ป.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดทส. ที่มีศักยภาพในด้านการปลูกสร้างสวนป่าเศรษฐกิจ,การรับจ้างปลูกป่า และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

นอกจากนี้ อ.อ.ป.ยังเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนโยบายการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางด้านคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ.2593 ดังนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดนโยบายของ ทส.และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของรัฐบาล จึงดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานภายในของ อ.อ.ป.เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนป่าเศรษฐกิจของ อ.อ.ป.รวมทั้งแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งบริษัทในเครือ โดยเบื้องต้นมีความพร้อมในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 715,133 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่สวนป่าของ อ.อ.ป.ทั่วประเทศ ได้แก่ พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือบน 320,680 ไร่ พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือล่าง 169,305 ไร่ พื้นที่ อ.อ.ป.ตะวันออกเฉียงเหนือ 71,684 ไร่ พื้นที่ อ.อ.ป.กลาง 96,541 ไร่ และพื้นที่ อ.อ.ป.ใต้ 56,923 ไร่ โดยแบ่งระยะการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ในปี 2559 พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือบน 29,212 ไร่ ระยะที่ 2 ในปี 2565 พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือบน 291,467 ไร่ ระยะที่ 3 ในปี 2566 พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือล่าง 169,305 ไร่ และระยะที่ 4 ในปี 2567 พื้นที่ อ.อ.ป.ตะวันออกเฉียงเหนือ , อ.อ.ป.กลาง และ อ.อ.ป.ใต้ 225,149 ไร่

โชว์ผลแปลงใหญ่ศรีสะเกษ ช่วยพลิกชีวิตกลุ่มเกษตรกร สร้างความมั่นคงในอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621685

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จ.ศรีสะเกษ มีแปลงใหญ่ในปี 2564 ทั้งสิ้นจำนวน 382 แปลง เกษตรกร 28,148 ราย พื้นที่ 300,930.15 ไร่ ซึ่งได้ยืนยันเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 254 แปลง งบประมาณ 713,367,959 บาท ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ทั้ง 254 แปลงได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 693,392,797.18 บาท คิดเป็นร้อยละ 97.20 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ และคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ครบถ้วนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2564

โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ จำนวน 3 แปลง วงเงินงบประมาณ 8,482,190 บาท เบิกจ่ายแล้ว 8,476,360 บาท กรมการข้าว จำนวน 209 แปลง วงเงินงบประมาณ 593,714,054 บาท เบิกจ่ายแล้ว 577,737,627.18 บาท การยางแห่งประเทศไทย จำนวน 6 แปลง วงเงินงบประมาณ 14,837,995.00 บาท เบิกจ่ายแล้ว 11,559,612.00 บาท และกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 36 แปลง วงเงินงบประมาณ 96,333,720 บาท เบิกจ่ายแล้ว 95,619,198 บาท

สำหรับตัวอย่างกลุ่มแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการกลุ่มที่ได้รับงบประมาณจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดของจ.ศรีสะเกษ ได้แก่ แปลงใหญ่ข้าวหมู่ 1 ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งทางกลุ่มก็ได้ร่วมกันดำเนินการในแบบแปลงใหญ่ เพื่อช่วยกันวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีการกำหนดเป้าหมายการผลิตและการดำเนินงานของกลุ่มที่ชัดเจน เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกร มีการใช้เทคโนโลยีและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่สมาชิกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวทุกขั้นตอน จนถึงการเชื่อมโยงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพและสามารถพึ่งพาตนเองได้

ลุ่มเจ้าพระยา : 13 ธันวาคม 2564

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621687

ลุ่มเจ้าพระยา : 13 ธันวาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกิดเป็นคนไทยหากไม่รักชาติรักแผ่นดินเกิด สร้างความปั่นป่วนยุแยงตะแคงรั่ว จนประเทศไม่สามารถเดินหน้าไป ให้นึกถึงวีรชนบรรพบุรุษที่ต่อสู้เอาเลือด เอาเนื้อ เอาชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินให้เรามีประเทศไทยได้อยู่จนทุกวันนี้ นายวันชัย ช่อผกา เจ้าของค่ายเพลงสบายดีช่อผกา บริษัทสบายดีช่อผกา อินเตอร์กรุ๊ป ทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “ขุนสรรค์” วีรบุรุษแห่งลุ่มแม่น้ำน้อยไทยอาสาปืนยาว หนึ่งในขุนพลแห่งค่ายบางระจันที่ต่อสู้กับพม่าข้าศึกในการปกป้องกรุงศรีอยุธยา เพื่อเตือนสติให้คนรุ่นหลังให้มีใจรักชาติหวงแหนแผ่นดิน โดยได้พระเอกนักกล้าม “บอส” คงณัฐ เชยสุวรรณ พระเอกหนุ่มนักกล้าม รับบท “ขุนสรรค์” และ “ทิพย์” อัญธิกากิจบวรอัคร รับบท “มะลิ” ภรรยาขุนสรรค์ ซึ่งได้ทำการบวงสรวงเปิดกล้องถ่ายทำ Teaser ตัวอย่างภาพยนตร์ ที่หน้าอนุสาวรีย์ “ขุนสรรค์” และ โบราณสถานวัดมหาธาตุ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ไปเรียบร้อย แล้วคาดว่าจะได้ถ่ายแบบเต็มเรื่องน่าจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อย่างแน่นอน อย่าลืมติดตามชมกันนะครับ

nn เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมามหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2564 สำหรับพระนิสิต และคฤหัสถ์ผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ทางสภามหาวิทยาลัยฯได้มีมติมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านพระพุทธศาสนา ให้แก่พระเถระ และ บุคคลในสังคมที่ทำคุณประโยชน์ ต่อพระพุทธศาสนา สังคมและประเทศชาติอย่างเด่นชัดมีผลงานปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ต้องขอแสดงความยินดีกับ “อั้ม” อธิชาติ ชุมนานนท์ ดารานักแสดงพระเอกชื่อดัง และ “เอ” ไชยา มิตรชัย พระเอกลิเกและนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่ได้เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านพระพุทธศาสนา ในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา (มจร.) เพื่อช่วยงานกิจกรรมประชาสัมพันธ์และด้านอื่นของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ได้อย่างมากมาย 

nn น้ำท่วมยังไม่ทันไรในแม่น้ำลำคลองกลับแห้งขอด จนเห็นโขดหินโขดดินอย่างเด่นชัด นั่นหมายถึงภัยแล้งจะมาเยือนอีกในไม่ช้า เพราะตอนน้ำมาไม่สามารถกักเก็บน้ำเอาไว้ในแม่น้ำลำคลองที่ตื้นเขินได้ หากจะใช้วิกฤตเป็นโอกาส ก็น่าจะทำการขุดลอกลำคลองแม่น้ำได้ในช่วงนี้แต่หากอยากจะปล่อยให้น้ำท่วมซ้ำซาก แล้งซ้ำซาก ก็ไม่ต้องทำอะไรปล่อยผ่านไป ท่วมมาก็โอด แล้งมาก็ครวญ แบบนี้ต่อไปละครับเจ้านาย nn
 

เกียรติยศ ศรีสกุล

กรมประมงยึดกม.สหรัฐฯ คุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621686

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศกฎหมายว่าด้วยการนำเข้าสินค้าประมงเพื่อคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม (Marine Mammal Protection Act : MMPA) ใช้บังคับการนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินกฎระเบียบข้อบังคับการทำการประมงเชิงพาณิชย์ของประเทศที่ส่งสินค้าประมงไปยังสหรัฐฯ ว่าเพียงพอที่จะป้องกันผลกระทบจากการประมงไม่ให้เกิดการตายหรือบาดเจ็บรุนแรงของสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น โลมา วาฬ พะยูน ฯลฯ หากมีมาตรการไม่เพียงพอ และเป็นการประมงที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม ประเทศคู่ค้าดังกล่าวอาจเข้าข่ายเสี่ยงต่อการถูกห้ามนำเข้าสินค้าประมงที่ได้จากการประมงนั้นๆ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ อันดับ 1 ของประเทศไทย ในปี 2563 ประเทศไทยส่งออกสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.99 หมื่นล้านบาทจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้กฎหมายMMPA เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 และกำหนดระยะเวลาผ่อนผัน 5 ปี เพื่อให้ประเทศคู่ค้าได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมาย MMPA ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2566

ในช่วงระหว่างการผ่อนผัน 2560-2565 ประเทศผู้ส่งออกสินค้าประมงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้มีการจัดส่งข้อมูลต่างๆ ไปยังสหรัฐฯ อาทิ ข้อมูลสถานภาพสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมในพื้นที่ทำการประมง ข้อมูลด้านการทำการประมง ฯลฯ โดยสหรัฐฯ จะประเมินจากข้อมูล ว่าประเทศผู้ส่งออกมีการใช้มาตรการลดผลกระทบจากการทำประมงและมาตรการคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่เพียงพอเทียบเท่ากับระบบของสหรัฐฯ (Comparability findings) หรือไม่

ที่ผ่านมา ประเทศไทยดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง มีการตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมาย MMPA พร้อมจัดทำรายงานข้อมูลต่อสหรัฐฯ 5 ครั้งต่อเนื่องทุกปี โดยคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบของการทำประมงต่อสัตว์ทะเลหายากและสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม 3 คณะดำเนินการจัดทำข้อมูลด้านการทำการประมงและมาตรการด้านการทำประมงของประเทศไทย ข้อมูลการประเมินทรัพยากรสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม ฯลฯ ซึ่งจะสามารถรายงานข้อมูลได้ทันตามกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ

ใช้‘เกษตรอัจฉริยะ’ ยกระดับแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิต ได้ข้าวเมล็ดพันธุ์ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621684

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ดวงพร วิธูรจิตต์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ได้ส่งเสริมด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้พันธุ์ข้าว และนำเทคโนโลยีการจัดการแปลงขั้นสูง หรือเกษตรอัจฉริยะ มาปรับในพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ชัยนาท ทั้งเครื่อง Weather Station ตัว Sensor วัดระดับน้ำ การใช้โดรนในการฉีดพ่นสารเคมี และเมื่อเกษตรกรเห็นภาพว่าการปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ช่วยให้พื้นที่มีความสม่ำเสมอในการจัดการน้ำ ก็จะให้ความสำคัญกับการปรับระดับพื้นที่ และการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง รวมทั้งการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การลดอัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้หว่านในพื้นที่ต่อไร่

ด้านนายขวัญชัย แตงทอง ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวบ้านบึงม่วง กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมรูปแบบการรวมกลุ่ม และถ่ายทอดวิชาการให้เกษตรกร 87 ราย นำไปใช้ในแปลงตัวเอง สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ การรวมกลุ่มทำให้สมาชิกมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และได้ทดลองใช้เทคโนโลยีไปปรับใช้ในแปลงนาของตน ยกระดับการทำเกษตรให้ก้าวทันยุคสมัย ช่วยเกื้อกูลกันในกลุ่ม ผลผลิตก็มีคุณภาพ

ทั้งนี้ เกษตรรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีในการจัดการเพื่อความแม่นยำสูงในการเพาะปลูก เน้นความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยทั้งผู้บริโภคสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดในยุคที่แรงงานภาคการเกษตรลดน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปศุสัตว์เตือนเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีก หลังจีนพบผู้เสียชีวิตเพิ่มจากไข้หวัดนก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621659

ปศุสัตว์เตือนเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีก หลังจีนพบผู้เสียชีวิตเพิ่มจากไข้หวัดนก

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 21.21 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขของจีน ออกแถลงการณ์ว่า พบผู้หญิง อายุ 54 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองจื้อกง ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 โดยผู้ป่วยได้มีอาการในวันที่ 17 พ.ย.โดยมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกป่วยตายก่อนเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ต่อมาได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง 4,578 จุด โดยเป็นผู้ป่วยที่พบสายพันธุ์ H5N6 จำนวน 61 ราย และในประเทศจีน ส่วนใหญ่อยู่ที่มณฑลเสฉวน นอกจากนั้นกระจายอยู่ในเทศบาลนครฉงชิ่ง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มณฑลกวางตุ้ง มณฑลอานฮุย และมณฑลหูหนาน

ทั้งในในส่วนประเทศไทยกรมปศุสัตว์ ยังคงมาตรการชะลอการนำเข้า นำออก หรือผ่านราชอาณาจักร สำหรับประเทศที่พบการรายงานการเกิดไข้หวัดนกชนิดรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนเชื้อมาสู่ประเทศไทย ส่วนในประเทศไทยปัจจุบันไม่พบการติดเชื้อไข้หวัดนกทั้งในคนและสัตว์ โดยปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพอากาศทำให้สัตว์ปีกปรับตัวได้ยาก อาจส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ปีก ทำให้สัตว์ปีกอ่อนแอ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีคำสั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอทั่วประเทศเข้มงวดในการดำเนินมาตรการ เฝ้าระวังและป้องกันโรคในพื้นที่ สั่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรทุกราย และรายงานสถานการณ์สัตว์ปีกทุกวัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในส่วนการป้องกันที่ดีถือเป็นหัวใจของความสำเร็จที่ทำให้ไทยปลอดจากไข้หวัดนกมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ทั้งในคนและสัตว์จากการที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกทั่วประเทศจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวด เรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เมื่อได้รับแจ้งหรือพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ หรือมีอาการต้องสงสัยเหมือนนิยามโรคไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด

หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 063-225-6888

ปธ.สภาเกษตรฯหนุน’อนุทิน’ปลดล็อคกัญชา 100% ชี้สร้างเศรษฐกิจประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621720

ปธ.สภาเกษตรฯหนุน'อนุทิน'ปลดล็อคกัญชา 100% ชี้สร้างเศรษฐกิจประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.54 น.

ประธานสภาเกษตรฯ หนุน อนุทิน! ปลดล็อคกัญชา 100% เพื่อให้ประชาชนได้ปลูก จะสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปิดงานคิกออฟกัญชาริมฝั่งโขง นำร่องนครพนมโมเดล ในการปลดล็อคกัญชา 100% ว่า ต้องขอขอบคุณท่านอนุทินที่ได้พยายามปลดล็อคทั้งในส่วนของต้น ราก ดอก ใบ ของกัญชา ให้เอามาขายได้ ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าระดับหนึ่ง

นายประพัฒน์ บอกว่า สิ่งที่ประชาชนและที่เกษตรกรอยากได้เพิ่มเติม คือ ขั้นตอนการขออนุญาตที่ง่าย อาจถ่ายโอนท้องถิ่นในบางระดับ และปลดล็อคในทุกๆ เรื่อง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิตของท้องถิ่น รวมไปถึงเพื่อให้ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออก ทั้งกัญชาและกัญชง โดยทางกระทรวงสาธารณสุขจะต้องมีกฎระเบียบรองรับไว้ และเร่งส่งเสริมให้วิจัยสายพันธุ์ของเราเอง อนุญาตให้เรื่องท่องเที่ยวโดยแบ่งเป็นโซนนิ่ง ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวได้ จะสามารถสั่งสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อถามถึงปัญหาที่ยังติดขัดในเรื่องของการแก้กฎระเบียบดังกล่าว นายประพัฒน์ ให้ความเห็นว่า “ปัญหาที่ยิ่งใหญ่คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีความเข้าใจ ไม่เชื่อถือว่ากัญชาเป็นยารักษาโรคได้ คิดว่าเป็นยาเสพติดอยู่ ดังนั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงต้องทำความเข้าใจกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้น และการขอปลูก ยังไม่เป็นแบบ One Stop Service เกษตรกรที่จะปลูกจะต้องขออนุญาตหลายขั้นตอน และต้องติดต่อกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วย ดังนั้น จึงต้องให้กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับในเรื่องของยาสูบที่มอบหมายให้กับกระทรวงการคลังกระทรวง อ้อยให้กระทรวงอุตสาหกรรมดูแล ซึ่งกัญชากัญชงจะต้องให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลเท่านั้น จึงจะทำให้ง่ายขึ้น” นายประพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

รบ.​เผย​กระทรวงเกษตรฯ​สยบโรคระบาดในม้า-วัวได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621588

รบ.​เผย​กระทรวงเกษตรฯ​สยบโรคระบาดในม้า-วัวได้แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 09.55 น.

สยบโรคระบาดในม้า วัว ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน คงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เตรียมคลอดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน

12 ธ.ค.64 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความสำเร็จในการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ที่เกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ว่า การระบาดของโรคต่างๆ เริ่มคลี่คลายมีแนวโน้มที่ดีขึ้น สามารถควบคุมการเกิดโรคและป้องกันได้อย่างสำเร็จ กรณี โรคกาฬโรคแอฟริกาม้า (African Horse Sickness: AHS) ซึ่งพบรายงานครั้งแรกเมื่อ มีนาคม 2563 ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงม้าและค้าม้าในประเทศอย่างมาก ด้วยมาตรการการดูแลที่เข้มข้นของกระทรวงฯ และความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน ผนวกกับแผนปฏิบัติการกำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้า เพื่อคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ทำให้ประเทศไทยไม่พบรายงานโรค AHS ตั้งแต่กันยายน 63 มั่นใจว่าขอคืนสถานภาพปลอดโรคนี้ได้ ภายในปี 2566 ได้แน่นอน สำหรับการควบคุมโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin)  ในโค-กระบือ พบรายงานครั้งแรกในปี 2564 ด้วยมาตรการควบคุมโรคให้สงบอย่างรวดเร็ว การควบคุมการเคลื่อนย้าย การกำจัดแมลงและสัตว์พาหะนำโรค การกระจายและเร่งฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือ ทั่วประเทศ ทำให้ปัจจุบันสามารถจำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดของโรคได้ และลดความเสียหายจากการเกิดโรค อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯยังคงมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพราะยังคงพบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้ง กรมปศุสัตว์ได้ทำการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโรคลัมปี สกิน ซึ่งขณะนี้ได้วัคซีนต้นแบบแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปฉีดเพื่อทดสอบประสิทธิภาพการสร้างภูมิคุ้มกันในโค

ส่วนโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ซึ่งเป็นโรคที่พบการระบาดทั่วโลก สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมการผลิตสุกรอย่างมาก แต่ยังไม่พบการระบาดในประเทศไทย นายเฉลิมชัย ได้กล่าวว่า มาตรการการป้องกันอย่างเคร่งครัดและความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สมาคม และเกษตรกรผู้เลี้ยง ทำให้ไทยยังคงสถานะปลอดโรค ASF เป็นประเทศหนึ่งเดียวในอาเซียน อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่พบการเกิดโรคในไทย แต่ด้วยยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ ประเทศไทยก็อาจมีความเสี่ยงได้ ทางกรมปศุสัตว์จึงได้เร่งดำเนินการพัฒนาวัคซีน ASF ในสุกรต้นแบบ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตต่อไป 

“นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์โรคระบาดในสัตว์ด้วยความห่วงใย  เพราะเป็นโรคอุบัติใหม่ ทั้งยังสามารถแพร่ระบาดข้ามประเทศได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีการรายงานการติดตาม การเฝ้าระวัง การป้องกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นายกฯ ได้ชื่นชมและพอใจการทำงานของกระทรวงฯ รวมถึงขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และความสามารถด้านปศุสัตว์ของไทย ทำให้ควบคุมโรคระบาดในสัตว์ได้สำเร็จ ทั้งโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (AHS) และโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ (Lumpy skin) และเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียนที่สามารถป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) คงสถานะปลอดโรคได้ ” นางสาวรัชดา กล่าว