ศูนย์ข้าวสุรินทร์เร่งผลิต เมล็ดพันธุ์ดีให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622673

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายไพรัตน์ รูปคม ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ กล่าวว่าได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพดีให้ชาวนา ซึ่งการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องอาศัยเกษตรกรในรูปแบบรับสมาชิกเข้าร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ศูนย์ฯ โดยมี 2 ชั้นพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขยาย ต้องรับเมล็ดพันธุ์หลักจากศูนย์ฯ และชั้นพันธุ์จำหน่าย ซึ่งก็ใช้พันธุ์จากชั้นพันธุ์ขยายไปให้เกษตรกรผลิต โดยโครงสร้างของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์มี 4 กลุ่ม 1 ฝ่าย ได้แก่ 1.กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์จะรวมไปถึงโรงงาน 2.กลุ่มควบคุมคุณภาพ 3.กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ 4.กลุ่มถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ดี และฝ่ายบริหารทั่วไป ซึ่งมีบทบาท ภารกิจ แตกต่างกันไป

ด้านนายทินภัทร พวงสด นักวิชาการเกษตรชำนาญการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มควบคุมคุณภาพ มีหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการเมล็ดพันธุ์ ก่อนจัดทำแปลง ควบคุมแปลงขยายพันธุ์ก่อนจะนำส่งจำหน่ายให้ศูนย์ฯ รวมถึงขั้นตอนระหว่างจัดซื้อและการเก็บรักษา ก่อนปรับปรุงสภาพต้องมีการตรวจสอบ สุ่มตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์ และหลังจากปรับปรุงสภาพต้องตรวจสอบการเก็บรักษาด้วยทุกๆ เดือน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนและส่งเสริมการกระจายพันธุ์ข้าว ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อส่งเสริม เผยแพร่ และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี

‘ประภัตร’ ยกระดับแปลงใหญ่สุพรรณ ดันเกษตรสมัยใหม่เชื่อมโยงตลาด เพิ่มช่องทางรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622679

'ประภัตร' ยกระดับแปลงใหญ่สุพรรณ ดันเกษตรสมัยใหม่เชื่อมโยงตลาด เพิ่มช่องทางรายได้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.41 น.

16 ธันวาคม 65 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ณ โรงบรรจุภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มแปลงใหญ่ผัก หมู่ 13 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายปรีชา ทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรีเข้าร่วมงาน

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ที่มีการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ภายใต้แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นในการสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ในระดับท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตรหรือปรับเข้าสู่เกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรสมัยใหม่

โดยโครงการดังกล่าวฯ ถือเป็นการยกระดับระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้กับกลุ่มเกษครกรซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ร่วมกับการทำการเชื่อมโยงตลาดสินค้า รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานสินค้า ส่งผลให้เกิดการต่อยอดด้านคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มคุณภาพผลผลิต สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เพิ่มช่องทางการตลาด และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามตามการขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้ ได้มอบเงินสนับสนุนงบประมาณ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด (ด้านพืช) จังหวัดสุพรรณบุรี ให้กับแปลงใหญ่ผัก หมู่ 13 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 3,000,000 บาท / เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยแปลงใหญ่หนองอีดอกโมเดล อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2,879,800 บาท / แปลงใหญ่ทั่วไป (มันสำปะหลัง) ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2,804,800 บาท

สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรี มีกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่เสนอความต้องการเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 24 แปลง รวม 66,005,129 บาท ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 3 แปลง รวม 8,684,600 บาท และกรมการข้าว จำนวน 21 แปลง รวม 57,320,529 บาท

-(016)

กรมปศุสัตว์จ่ายเงินชดเชย โค-กระบือป่วย‘ลัมปี สกิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622431

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า โรคลัมปี สกิน สร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบืออย่างมาก จึงเร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรค ลดความเสียหายและผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดและพิจารณาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อเยียวยาเกษตรกร โดยมีการตรวจสอบและชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 โดยมีการช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว 8 จังหวัด 297 ราย โค-กระบือ 390 ตัว วงเงิน 8,520,000 บาท โดยจะเร่งตรวจสอบในส่วนที่เหลือตามขั้นตอน พร้อมทยอยจ่ายเงินให้เกษตรกรแต่ละจังหวัด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ที่ได้รับความเสียหาย ทั้งในด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสัตว์ การกำจัดแมลงพาหะ เพื่อป้องกันโรค และการให้ความช่วยเหลือเยียวยา โดยมีเกณฑ์การช่วยเหลือใหม่ แบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้ โคอายุน้อยกว่า 6 เดือน ได้รับ 13,000 บาท กระบืออายุน้อยกว่า 6 เดือน ได้รับ 15,000 บาท โคอายุตั้งแต่ 6 เดือน-1 ปี ได้รับ 22,000 บาทกระบืออายุตั้งแต่ 6 เดือน-1 ปี ได้รับ 24,000 บาท โคอายุมากกว่า 1-2 ปี ได้รับ 29,000 บาท กระบืออายุมากกว่า 1-2 ปีได้รับ 32,000 บาท โคอายุมากกว่า 2 ปี ได้รับ 35,000 บาท และกระบืออายุมากกว่า 2 ปี ได้รับ 39,000 บาท ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ มั่นใจว่าจะได้รับค่าชดเชยแน่นอน

กรมชลฯเดินหน้า อ่างเก็บน้ำวังโตนด แก้ปัญหาแล้งยั่งยืน ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622432

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทาน ร่วมกับชุมชนลุ่มน้ำวังโตนด พัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง เพื่อน้ำในการอุปโภค-บริโภค ใช้ในภาคการเกษตร รวมถึงอนุรักษ์ผืนป่า และสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยการพัฒนาโครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพแหล่งกักเก็บน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ตลอดจนการบรรเทาปัญหาอุทกภัยและปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ท้ายอ่างฯ ที่เกิดขึ้นใน อ.ท่าใหม่อ.นายายอาม และ อ.แก่งหางแมว ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต มีพื้นที่ประโยชน์ประมาณ 69,468 ไร่ โดยลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นลุ่มน้ำย่อยในลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ครอบคุลมพื้นที่ 3 อำเภอใน จ.จันทบุรี มีพื้นที่ประมาณ 1,652 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่า รายปีเฉลี่ย1,237 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อการแก้ไขปัญหาของสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีความลาดชันสูง ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผลที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้ ทุกภาคส่วนมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภค-บริโภค และยังเป็นพื้นที่สำรองน้ำดิบ ให้การประปาส่วนภูมิภาค จ.จันทบุรี ถึง 15 ล้าน ลบ.ม./ปีให้บริการประชาชนได้ถึง 99,067 ครัวเรือนและยังเป็นแหล่งน้ำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคตะวันออกได้ถึงปีละ 70 ล้าน ลบ.ม./ปี บรรเทาความรุนแรงหรือชะลอน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากได้

นอกจากนี้ขีดความสามารถอ่างเก็บน้ำจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ ส่งผลให้มีการฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ป่า มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และไม่เพียงเป็นแหล่งน้ำเพื่อการผลักดันน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง ยังเป็นการเพิ่มแหล่งน้ำเพื่อสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในพื้นที่อีกด้วย

‘เฉลิมชัย’รับฟังความเห็น พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินฯสอดรับปัจจุบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622429

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการศึกษาวิจัยความเหมาะสมของ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 ว่า กรมชลประทาน ได้เริ่มศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายและความเหมาะสมของ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อปรับปรุง ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตอบสนองความต้องการของพี่น้องเกษตรกรแต่ละภูมิภาค และตอบสนองกระบวนการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม และการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีพื้นที่ทั้งประเทศมีประมาณ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมถึง 149.25 ล้านไร่มีเกษตรกรทั้งสิ้น 8,094,954 ครัวเรือน นโยบายของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ ให้สามารถแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม การขาดแคลนน้ำภาคการผลิต น้ำอุปโภค-บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำซึ่งการพัฒนาและขยายพื้นที่ชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม การจัดระบบการบริหารจัดการแหล่งน้ำ การใช้น้ำ และการบริหารจัดการน้ำในระดับไร่นาและชุมชนที่เชื่อมโยงกับระบบชลประทาน รวมทั้งการจัดรูปที่ดินและพัฒนาพื้นที่ดินให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง และเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ สามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านผลผลิตทางการเกษตรกับนานาประเทศได้ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมาย “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรยั่งยืน”

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า การศึกษาผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายฯ นั้น ควรมีการรับฟังและปรับปรุงแก้ไขทุกๆ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ดีการทำเกษตรกรรม น้ำย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการทำการเกษตร ซึ่งการมีกรอบ มีกฎหมาย เพื่อกำกับและควบคุมดูแลการบริหารจัดการน้ำ จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน การปรับปรุงกฎและข้อบังคับต่างๆ จึงสมควรที่จะต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงควรให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย และในส่วนของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ หากมีการปรับปรุงแก้ไขและรับฟังความคิดเห็นแล้ว จะสอดคล้องกับสถานการณ์ สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรไปพร้อมๆ กันด้วย

สวก.พัฒนางานวิจัยข้าวพันธุ์‘หอมแม่โจ้9’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622430

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.ร่วมกับสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และมหาวิทยาลัยแม่โจ้
เปิดตัวเมล็ดข้าวพันธุ์ “หอมแม่โจ้ 9”เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์หลัก ส่งต่อข้าวพันธุ์ดีถึงเกษตรกร โดยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ การอุปโภคและบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งการส่งออกข้าวไทย ติดอันดับโลกมาตลอด แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้
เช่น ผลผลิตตกต่ำ อุบัติภัยต่างๆ ต้นทุนในการผลิตสูง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสายพันธุ์ข้าวบางชนิดที่ไม่ทนต่อโรคและแมลง ใช้ระยะเวลาผลิตนานเกินไปหรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้เสียโอกาสทางการค้า การวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ การดูแล รวมถึงการส่งออก จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรภายในประเทศ ให้เกษตรกรสามารถทำอาชีพปลูกข้าวได้อย่างมั่นคง

สวก.เล็งเห็นและให้ความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่หน่วยงานความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์ข้าว คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์ 8 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 50 ล้านบาทจนสามารถพัฒนาเป็นพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มสายพันธุ์ “หอมแม่โจ้ 9” ที่มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพเมล็ดทางกายภาพและคุณภาพทางเคมี ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ และดีกว่าข้าวปทุมธานี 1 ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ทุกฤดู เป็นข้าวต้นเตี้ยต้านทานการหักล้ม ให้ผลผลิตสูงถึง 700 กิโลกรัมต่อไร่ ทางสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว จึงได้ลงนามขอใช้สิทธิ รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยพันธุ์ข้าว เพื่อผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวดังกล่าวสู่เกษตรกร

เกษตรฯจับมือเอกชนผลิตโคเนื้อชั้นดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622188

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการสร้างโคเนื้อคุณภาพสูงจากฝูงโคนม ระหว่างกรมปศุสัตว์ บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินโครงการสร้างโคเนื้อคุณภาพสูงจากโคนม ขยายการผลิตโดยการผสมเทียมโคนมพันธุ์ที่เป็นที่ต้องการ เช่น พันธุ์วากิว แองกัส บีฟมาสเตอร์ ฯลฯ ตามที่ตลาดต้องการ ลดปัญหาโคนมล้นตลาด สร้างรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนสามารถเลี้ยงโคนมคู่กับโคเนื้อ ซึ่งเกษตรกรจะได้ความรู้ คำแนะนำด้านการลงทุน การจัดทำแผนธุรกิจ และการสนับสนุนด้านการตลาดตลอดห่วงโซ่

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯมีบทบาทส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ โคเนื้อต้นแบบธนาคารโค-กระบือ เป็นต้น โดยกรมปศุสัตว์ ยังได้จัดทำโครงการสร้างโคเนื้อคุณภาพสูงจากฝูงโคนม เพื่อเพิ่มปริมาณโคเนื้อที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศได้อีกทั้งยังเป็นการขยายการผลิตโคเนื้อ สร้างรายได้จากการจำหน่ายลูกโคเนื้อ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมของฟาร์มโคนม

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากสถิติโคเนื้อของประเทศไทย ในปี 2564 ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำรวจไว้ มีจำนวนโคเนื้อกว่า 7.6 ล้านตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ประมาณ 1.1 ล้านราย คิดเป็นเนื้อโคกว่า 2 แสนตันผลผลิตเนื้อโคที่ได้ส่วนใหญ่จะบริโภคภายในประเทศ และมีการนำเข้าเนื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ปัจจุบันการบริโภคเนื้อโคของไทยเฉลี่ย 2.89 กิโลกรัม/คน/ปีซึ่งมีปริมาณน้อยมาก จึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะผลิตโคเนื้อคุณภาพดีเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคและส่งออก รวมทั้งยังเป็นลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศอีกด้วย

กรมการข้าวมุ่งเน้น ซื้อผลผลิตชาวนา กระจายเมล็ดพันธุ์ เชื่อมโยงการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622186

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว ร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรมรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานีโดยมี นายสุเทพ คงมาก นายกกิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ร่วมกิจกรรม ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานี ต.ขามป้อมอ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี โดยนายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ พื้นที่เป้าหมาย1 ล้านไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขยายพื้นที่ผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ เกิดการเชื่อมโยงตลาด

ทั้งนี้ กรมการข้าว จึงนำร่องพื้นที่ อ.เขมราฐ โดยวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานี รับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ซึ่งถือเป็นที่แรกของประเทศไทย เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ ทำให้มีรายได้เพิ่ม มีความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีจากการบริโภคข้าวที่ปลอดสารตกค้าง

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่ามีเป้าหมายจะจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ อ.เขมราฐ เพื่อรองรับการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในอนาคต โดยจะให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุน และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานี จะรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้ผ่านการตรวจรับรองระบบกลุ่มตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์ ในราคาตันละ2,000 บาท และจะรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนในราคาตันละ 500 บาท

ปลัดเกษตรฯส่งเสริมฐานข้อมูล ทำแผนที่เกษตรเชิงรุกแต่ละจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622187

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าแนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสม ตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri – Map) ว่า ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน รวบรวมข้อมูลและจัดทำเอกสารแนวทางส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสม ตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri-Map)ของแต่ละจังหวัด โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ฯ ออนไลน์ เลือกพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ 4 ชนิดแรกที่มีพื้นที่ปลูกมาก เพื่อดูสถานภาพของพืชแต่ละชนิด เช่น ระดับความเหมาะสมของที่ดินของพืชแต่ละชนิด ซึ่งจำแนกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เหมาะสมสูง (S1) เหมาะสมปานกลาง (S2) เหมาะสมเล็กน้อย (S3)และไม่เหมาะสม (N) มีเนื้อที่และการกระจายตัวบริเวณใดของจังหวัด นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงพื้นที่ชลประทานของแต่ละจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมแต่ละจังหวัด

“แนวทางเพื่อส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมของแต่ละจังหวัดสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการเกษตรอินทรีย์ โครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning by Agri-Map) โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการ SmartFarmer เป็นต้น และยังเป็นข้อมูลกลางในการปฏิบัติงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ทองเปลว กล่าว

ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการจัดทำแนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri-Map) 77 จังหวัด เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้ 1.ข้อมูลทั่วไป ได้แก่ ลักษณะทั่วไปของจังหวัด เช่น การแบ่งเขตการปกครอง สภาพพื้นที่ ทรัพยากรดิน การใช้ที่ดิน ภูมิอากาศ การขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นต้น 2.การวิเคราะห์พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ พิจารณาจากพืชที่มีพื้นที่ปลูกมากของจังหวัด 4 ลำดับแรกในพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตป่าไม้ตามกฎหมาย โดยพิจารณาระดับความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับพืชแต่ละชนิดร่วมกับพื้นที่ปลูกปัจจุบัน 3.พืชเศรษฐกิจอนาคตไกล พิจารณาจากพืชทางเลือกที่แต่ละจังหวัดมีศักยภาพในการปลูก ปัจจุบันยังมีพื้นที่ปลูกน้อย แต่ตลาดมีความต้องการสูงราคาดี ทั้งนี้รวมถึงพืช GI ของแต่ละจังหวัดด้วย และ 4.แนวทางการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ กำหนดกิจกรรมหรือมาตรการส่งเสริมตามระดับความเหมาะสมของที่ดินโดยมีความสอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยเร่งรัดกรมพัฒนาที่ดิน จัดทำเอกสารฐานข้อมูลตามแผนที่ฯ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

ศูนย์ข้าวอำนาจเจริญผลิตเมล็ดพันธุ์ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621930

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสำรวย เฉลยบุญ ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอำนาจเจริญ กล่าวว่า เน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์มี 4 กลุ่ม 1 ฝ่าย โดยกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ทำหน้าที่รับเป้าหมายจากกองเมล็ดพันธุ์ เพื่อมาทำงานผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้ตามที่กรมการข้าวกำหนด กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ก็ผลิตเพื่อบริการจำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไป และจำหน่ายให้ตัวแทนจำหน่าย ส่วนกลุ่มควบคุมคุณภาพ มีหน้าที่ควบคุมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว แนะนำให้ได้ตามมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ที่กำหนด ซึ่งจะควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ จนถึงการจำหน่าย และยังรับผิดชอบหลังจากจำหน่ายออกไปแล้ว ขณะที่กลุ่มถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ จะรับผิดชอบตั้งแต่เริ่มโครงการทั่วไปของกรมการข้าว แล้วแนะนำให้เกษตรกรทำโครงการต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบ

ด้านนายกฤษฎิ์ พุทธาศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ฯ มีหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์และปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ เริ่มจากคัดเลือกเกษตรกรและพื้นที่ในการผลิตเมล็ดพันธุ์มีการให้คำแนะนำติดตามกระบวนการผลิตของเกษตรกร หลังจากรับซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านมาตรฐานมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ สู่กระบวนการโรงงาน คัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์บรรจุกระสอบ

ขณะที่ นายกิตตินันต์ จามรพิพัฒน์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ กล่าวว่า กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ มีภารกิจหลักคือดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด พร้อมกระจายสู่เกษตรกรในพื้นที่ มีการวางแผนใช้หลัก 4P คือ Product Price Place และ Promotion ซึ่ง Product หรือผลิตภัณฑ์ ก็คือเมล็ดพันธุ์ดีของศูนย์ Price ก็คือราคาที่ยุติธรรมต่อเกษตรกร Place ก็คือสถานที่มีการวางแผนจำหน่ายในพื้นที่ซึ่งครอบคลุมให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด และ Promotion ก็คือมีโปรโมชั่นเพื่อให้เกษตรกรที่มารับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ฯ ได้กำหนด มีการควบคุมเมล็ดพันธุ์ทุกขั้นตอนการผลิตอย่างเข้มงวด