‘อลงกรณ์’ถกแก้ปัญหาเกลือทะเลไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623211

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กล่าวว่า
การประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 5/2564 ซึ่งมีคณะกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุมหารือและพิจารณาการพัฒนาเกลือทะเลไทย มีประเด็นสำคัญ คือ 1.การจ่ายเงินช่วยเหลือโครงการแก้ไขปัญหาเกลือทะเล ปี 2564 วงเงิน 12,570,300 บาท เพื่อระบายเกลือทะเลค้างสต๊อกปี 2562/63 ปริมาณ 48,817.20 ตัน ในแหล่งผลิตสำคัญ ในอัตราตันละไม่เกิน 250 บาท ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม 2.อนุมัติหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เสียหายจริง ในอัตราไร่ละ 1,220 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ 3.การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการพัฒนาเกลือทะเลไทย ปี 2566 -2570 พร้อมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนงานโครงการ และงบประมาณ บรรจุลงในแผนปฏิบัติงาน และ 4.รายงานจากคณะทำงานเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาเกลือทะเล ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทย ปี 2565 ในระยะเร่งด่วน คณะกรรมการฯ ได้มีมติมอบหมายให้ประธานช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือที่ประสบปัญหาหนี้สิน โดยประสานความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาเห็นชอบแผนการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยและตรวจเยี่ยมหน่วยงานภาคี เกษตรกร ปีงบประมาณ 2565 ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง และยังมอบหมายให้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย ศึกษาฟื้นฟูพิธีการทำขวัญนาเกลือ และพิธีแรกนาเกลือซึ่งเป็นประเพณีในอดีตที่สูญหายไป

ศูนย์วิจัยข้าวช่วยเหลือ กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวปทุมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623213

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธีรพงศ์พันธุ์ ฉิมคราม ประธานนาแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 13 ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กล่าวว่าศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกต้อง ตามหลักมาตรฐานของกรมการข้าวกำหนดไว้ โดยเริ่มตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว และกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เข้ามาวางแผนการดำเนินงานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด การผลิตเมล็ดพันธุ์จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีความประณีตในการผลิตทุกขั้นตอน เอาใจใส่หมั่นสำรวจแปลงนาสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช การกำจัดวัชพืช รวมทั้งการตรวจคัดพันธุ์ปน แม้จะยุ่งยากแต่คุ้มค่า เนื่องจากราคาของเมล็ดพันธุ์ข้าวสูงกว่าราคาข้าวเปลือกถึง 2 เท่า

ด้านนายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรนั้น ทางศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ส่งเสริมให้ความรู้ ความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การรวมกลุ่มเป็นสมาชิกนาแปลงใหญ่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกลุ่ม และให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านเทคโนโลยี อาทิ เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว รถแทรกเตอร์ เครื่องสีข้าว อุปกรณ์การบรรจุหีบห่อ เช่น เครื่องซีลสุญญากาศ ถุงบรรจุข้าว เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพการปลูกและแปรรูปข้าวให้กับเกษตรกรให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ดีเกษตรกรยังคงต้องรักษามาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานตามที่กรมการข้าว กำหนด

กรมชลฯบริหารน้ำทั่วไทย รับมือสถานการณ์ท่วม-แล้งปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623215

กรมชลฯบริหารน้ำทั่วไทย  รับมือสถานการณ์ท่วม-แล้งปี’65

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสำนักงานชลประทาน เครือข่าย SWOC ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ โดยมี ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำจากพื้นที่ต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำ

ดร.ทวีศักดิ์ เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 59,327 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 78 เป็นน้ำใช้การได้ 35,397 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,860 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 เป็นน้ำใช้การได้ 8,164 ล้าน ลบ.ม.

ขณะนี้ได้สิ้นสุดฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง แล้ว จึงเน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่พิจารณาเก็บกักน้ำไว้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ และอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งนี้ ตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ช่วงฤดูมรสุมให้ดำเนินการตามมาตรการรับมือน้ำหลากที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมกับติดตามสภาพอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้ระบบชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุด พิจารณาปรับการระบายน้ำให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำให้น้อยที่สุด พร้อมกับเน้นย้ำให้แจ้งเตือนพื้นที่ด้านท้ายก่อนการระบายน้ำทุกครั้งเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชน ส่วนพื้นที่ซึ่งไม่มีระบบชลประทาน จะใช้ระบบโทรมาตรในการติดตามปริมาณน้ำ นำมาวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังและรับมือ

นอกจากนี้ ได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือ ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำและสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบ จึงขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วน 1460 กรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

ประพัตร นำทีมมอบโคในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623102

ประพัตร นำทีมมอบโคในโครงการธนาคารโค - กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 00.15 น.

รมช.ประภัตร นำทีมกระทรวงเกษตรฯ มอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวจังหวัดขอนแก่น

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมกับมอบเวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ ณ วัดโนนสูง บ้านแห้ว ตำบลบ้านโนน อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น โดยมีนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวเสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำภาคประชาชน และเกษตรกรเข้าร่วม

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานมอบนายโให้แก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโคเป็นของตนเอง และขยายผลให้กับเกษตรกรข้างเคียงเป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้มูลโคเป็นปุ๋ยคอก ได้โคเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

อย่างไรก็ตามจังหวัดขอนแก่นมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ 26 อำเภอ จำนวน 3,425 ราย จำนวนโค – กระบือ ที่เกษตรกรได้ทำสัญญายืมกับกรมปศุสัตว์ จำนวน 3,461 ตัว โดยการมอบโคในครั้งนี้ เป็นการมอบให้แก่เกษตรกรตำบลคำแมด ตำบลบ้านโนน ตำบลห้วยเตย และตำบลคูคำ อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น จำนวนทั้งสิ้น 35 ราย จำนวนโค 35 ตัว เวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ จำนวน 35 ชุด หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 200 ฟ่อน และยังได้มอบไข่ไก่ให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน จำนวน 1,000 แผง -(016)

ประพัตร มอบโค ‘โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623101

ประพัตร มอบโค 'โครงการธนาคารโค - กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ'

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 00.10 น.

“รมช.ประภัตร “มอบโค “โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ “ร้อยเอ็ด ช่วนเหลือเกษตรกร ส่งความสุข รับปีใหม่ 2565 เผยกรมการข้าวเตรียมเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ข้าว ปี 2565 -2567 ส่งเสริมให้ชาวนาเปลี่ยนใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป๋นประธานในพิธีมอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ และมอบเวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ ณ เทศบาลตำบลสีแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวเสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำภาคประชาชน และเกษตรกรเข้าร่วม

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานมอบโค ให้แก่เกษตรกร ตำบลสีแก้ว และตำบลปอภาร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโคเป็นของตนเอง และขยายผลให้กับเกษตรกรข้างเคียงเป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้มูลโคเป็นปุ๋ยคอก ได้โคเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

“วันนี้มีการส่งมอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ 70 ตัว มอบเวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ จำนวน 70 ชุด หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 100 ฟ่อน นอกจากนี้ ยังมีข่าวดี ซึ่งนับเป็นของขวัญปีใหม่ มามอบให้เกษตรกรตำบลสีแก้ว และตำบลปอภาร อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยก่อนปีใหม่ 2565 กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จะจัดโคมามอบให้อีก 140 ตัว เพื่อจัดสรรเพิ่มเติมให้ครบอย่างน้อยหมู่บ้านละ 5 ตัว” รมช.ประภัตร กล่าว

นายประภัตร กล่าวด้วยว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวที่มีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นตนได้มอบหมายให้กรมการข้าว ที่อยู่ในการกำกับดูแล เร่งดำเนินโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2565 -2567 เพื่อส่งเสริมให้ชาวนาเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสำหรับใช้เพาะปลูก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก ในพื้นที่ปลูกข้าว 76 จังหวัด ซึ่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว 29 แห่ง ได้มึการเตรียมพร้อม ในช่วงเดือนมกราคม 2565 – กันยายน 2567 โดยมีเป้าหมายใน ปี2565 จำนวน 5 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 75,000 ตัน ปี 2566 จำนวน 10 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 150,000 ตัน และปี2567 จำนวน 12 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 180,000 ตัน รวมทั้งสิ้น 27 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 405,000 ตัน -(016)

กรมการข้าวสนองนโยบายรัฐบาล เดินหน้าวิจัยโดรนเพื่อการเกษตร ยกระดับการทำนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622841

กรมการข้าวสนองนโยบายรัฐบาล เดินหน้าวิจัยโดรนเพื่อการเกษตร ยกระดับการทำนา

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.02 น.

นางนิตยา รื่นสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาล ภายใต้ยุทธศาตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนดให้มียุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเข้มแข็งในเรื่องของการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว จึงได้มีการวิจัยพัฒนาและส่งเสริมด้านเกษตรอัจฉริยะ เพื่อรองรับเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะ หรือเกษตรอัจฉริยะเพื่อทำเกษตรแม่นยำ โดยหนึ่งในโครงการที่สำคัญที่ดำเนินการ คือ การศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสำรวจ การจัดการด้านอารักขาข้าว รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

ด้าน นางสุกัญญา อรัญมิตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรของกองวิจัยและพัฒนาข้าว ได้เน้นการวิจัยใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านแรกเป็นการประยุกต์ใช้ในเรื่องของโดรนสำรวจเพื่อที่จะประเมินความเสียหายจากต้นข้าวที่เกิดจากศัตรูข้าว เข้าทำลาย ไม่ว่าจะเป็นเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนห่อใบข้าว ซึ่งลักษณะการทำงานจะใช้โดรนถ่ายภาพ หรือโดรนถ่ายวิดิโอ ข้อดีก็คือ จะเห็นภาพในมุมกว้าง สามารถประเมินลักษณะการทำลายได้ ก็จะลดระยะเวลาในเรื่องการสุ่มสำรวจ ด้านที่ 2 การประยุกต์ใช้โดรนพ่นสารเคมี ซึ่งในส่วนของกรมการข้าวจะเป็นการศึกษาในเรื่องของประสิทธิภาพของสารเคมีต่อการควบคุมศัตรูข้าวโดยการใช้โดรนพ่นสาร ในเบื้องต้น จากการศึกษาประสิทธิภาพของสารควบคุมเพลี้ยไฟจากโดรนพ่นสารพบว่า มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการใช้คนพ่นสาร นอกจากนั้นยังได้ศึกษาในเรื่องของผลกระทบจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวต่อความหลากหลายของศัตรูธรรมชาติที่อยู่ในนาข้าว รวมไปถึงจุลินทรีย์ในดินที่มีประโยชน์ และเรายังได้ศึกษาในเรื่องความเป็นพิษของสารเคมีต่อต้นข้าว จากการใช้โดรนพ่นสาร

“สำหรับ ด้านที่ 3  เป็นเรื่องของการศึกษาการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อเป็นเครื่องมือในการปลูกข้าว ประกอบด้วย 2 ส่วน  คือ การใช้โดรนเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว และการใช้โดรนเพื่อการพ่นปุ๋ยในนาข้าว โดยพบว่า การใช้โดรน สำหรับเป็นเครื่องมือในการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ครั้งหนึ่งโดรนจะบรรจุได้ 10 กิโลกรัมต่อครั้ง ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ โดรนจะใช้เวลาในการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวเพียงแค่ 5 นาที ในส่วนการใช้โดรนเพื่อการหว่านปุ๋ย ครั้งหนึ่งโดรนจะบรรจุในการหว่านปุ๋ยในอัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อครั้ง ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่จะใช้โดรนในการหว่านปุ๋ยเพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้น” นางสุกัญญา กล่าว

‘กรมปศุสัตว์’ย้ำสินค้าปศุสัตว์ ต้องได้มาตรฐาน พร้อมถ่ายโอนตรวจน้ำ ให้เซ็นทรัลแล็บไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622822

'กรมปศุสัตว์'ย้ำสินค้าปศุสัตว์ ต้องได้มาตรฐาน พร้อมถ่ายโอนตรวจน้ำ ให้เซ็นทรัลแล็บไทย

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.38 น.

“กรมปศุสัตว์” ย้ำสินค้าปศุสัตว์ ต้องได้มาตรฐาน ปลอดภัย พร้อมถ่ายโอนการตรวจ น้ำ-น้ำแข็ง-น้ำล้างซาก ให้ เซ็นทรัลแล็บไทย

17 ธ.ค.2564 นายสัตวแพทย์ โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงผู้ประกอบการ เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจวิเคราะห์สินค้าปศุสัตว์ ในตัวอย่างน้ำและน้ำแข็ง (กลุ่ม B)และน้ำล้างซาก  จัดโดยกรมปศุสัตว์ และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เซ็นทรัลแล็บไทย ซึ่งโดยเป็นการถ่ายโอนภารกิจของกรมปศุสัตว์ให้กับเซ็นทรัลแล็บไทย ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าปศุสัตว์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าส่งออกกว่าแสนล้านบาท และเพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าปศุสัตว์ เกิดความยั่งยืน ดังนั้น ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องรักษามาตรฐานการผลิตรวมถึงคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ มาตรการสำคัญอันดับหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมและเฝ้าระวังกระบวนการผลิต คือ การตรวจวิเคราะห์ รายการทดสอบเชื้อจุลินทรีย์ในตัวอย่างน้ำและน้ำแข็ง (กลุ่ม B) และในตัวอย่างน้ำล้างซาก ซึ่งผลที่ได้จากการตรวจวิเคราะห์จะใช้ยืนยันความเป็นมาตรฐานของกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ 

นายสัตวแพทย์เลิศชัย จินตพิทักษ์สกุล ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ กล่าวว่า ในการดำเนินงานการถ่ายโอนภารกิจครั้งนี้ ได้เพิ่มในรายการทดสอบเชื้อจุลินทรีย์ในตัวอย่างน้ำ และน้ำแข็ง (กลุ่ม B)และตัวอย่างน้ำล้างซาก ให้กับเซ็นทรัลแล็บไทย  ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนเป็นห้องปฏิบัติการที่รับการถ่ายโอนภารกิจฯ ที่มีความเป็นกลาง ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถเข้าไปตรวจสอบ กำกับ ดูแลได้ทุกกระบวนการ

ด้านนายชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า เซ็นทรัลแล็บไทย พร้อมดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ  ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ และส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฏหมายกำหนด  ซึ่งเซ็นทรัลแล็บไทย ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025  รองรับภารกิจด้านการตรวจวิเคราะห์ มาตรฐานการผลิต ให้มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยมีสาขาให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ 

ด้านขอบข่ายการให้บริการ นางชม้อย  ทองลือ  ผู้อำนวยการสำนักงานสาขากรุงเทพ ระบุว่า การตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ (กลุ่ม B) ในตัวอย่าง น้ำ น้ำแข็ง และ น้ำล้างซาก ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจวิเคราะห์ เพื่อยืนยันว่ากระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ของผู้ประกอบการเป็นไปตามมาตรฐานที่สากลกำหนด ประกอบด้วยดารตรวจวิเคราะห์น้ำ และ น้ำแข็ง (กลุ่ม B) จะเป็นการตรวจหาเชื้อ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ (clostridium perfringens) และเชื้อเอ็นเทอโรคอคไค Enterococci ซึ่งถือเป็นแบคทีเรียก่อโรคอันตราย ส่วนในตัวอย่างน้ำล้างซาก เป็นการตรวจหาเชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella) โดยเซ็นทรัลแล็บไทย เชื่อมั่นในมาตรฐานการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และมีความพร้อมที่จะให้บริการกับผู้ประกอบการทั่วประเทศ สำหรับการดำเนินงานครั้งนี้ เป็นภารกิจต่อเนื่องจากการถ่ายโอนภารกิจการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำ น้ำแข็ง (กลุ่ม A) จากกรมปศุสัตว์ เมื่อปี 2562 

เกษตรเดินหน้า5ยุทธศาสตร์ พัฒนาเกษตรกรรมลุ่มน้ำโขงยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622674

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรฯ โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนเกษตรกรจากทุกจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ว่าในประเด็นความก้าวหน้าของการทำงานนั้น คณะอนุกรรมการฯ ในพื้นที่ และแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566-2570 ได้พิจารณาถึงการตั้งเรื่องของบประมาณปี 2566 ตามโครงการพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของประชาชนต่อผลกระทบของแม่น้ำโขงที่เปลี่ยนแปลงไป

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ความก้าวหน้าของคณะอนุกรรมการฯ ในพื้นที่ทั้งด้านเกษตรและด้านประมง อย่างครอบคลุมในทุกระดับโดยเห็นชอบในกรอบและแนวทางของร่างแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566–2570 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการเพาะเลี้ยง แปรรูป การตลาด และรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงให้ตรงกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบริหารจัดการด้านทรัพยากรประมง แผนงานดังกล่าวมีโครงการภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์จำนวน 44 โครงการ วงเงินงบประมาณกว่า 195.87 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2566 ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการภายใต้กรอบวงเงินดังกล่าว และมีแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเพิ่มเติม โดยจะเสนอเพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาขอรับงบประมาณต่อไป

นายอลงกรณ์ เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา และนโยบายการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากโดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนความรู้ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน เชื่อมโยง เครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ สามารถ ช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร เอื้อให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ ทั้งสังคม ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ให้เข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคการเกษตรไทยของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety-Security-Sustainability-เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) และให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้ง 17 เป้าหมายของสหประชาชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป

กรมปศุสัตว์ประชุม ผู้ประกอบการไก่ไข่ จัดโควตาพ่อแม่พันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622671

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ประชุมผู้ประกอบการไก่ไข่ จัดโควตาพ่อแม่พันธุ์ ปริมาณผลผลิต/วัน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุลผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาสัตว์ปีก กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์นายสัตวแพทย์อภินันท์ คงนุรัตน์ รักษาการราชการแทน ผอ.สำนักพัฒนาและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ผู้แทน ผอ.สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์รวมทั้งผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ เข้าร่วม

การประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือการจัดสรรโควตาแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) และไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) ปี 2565 โดยมีเรื่องพิจารณา 2 ประเด็น คือแนวทางจัดสรรโควตาให้กับผู้ประกอบการ16 บริษัทรายเดิม 5 บริษัทรายใหม่ และแผนการจัดสรรโควตาการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ปี 2565 สำหรับสถานการณ์ไก่ไข่ในปี 2564 มีแผนการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไข่ไก่ (GP) 3,800 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 1,900 ตัวแผนการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2564 จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 376,529 ตัว จำนวนไก่ไข่ยืนกรงปัจจุบัน 50.24 ล้านตัว ประมาณการผลผลิต 41.69 ล้านฟองต่อวัน

สำหรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 2.6 บาท ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่นตัวละ 150 บาท และต้นทุนการผลิตไข่ไก่ (กรกฎาคม-กันยายน 2564) เฉลี่ยฟองละ 2.75 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2563 เฉลี่ยฟองละ 2.56 บาท จึงใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการลดปริมาณไข่ไก่ในตลาดภายในประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2564 เป้าหมาย 48.76 ล้านฟอง

กรมการข้าวจ่ายเงินอุดหนุนชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622672

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ มีเป้าหมาย 1 ล้านไร่โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์จะได้รับเงินอุดหนุนต่อเนื่อง 3 ปี ชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการปรับเปลี่ยนสู่การผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้รับรองมาตรฐาน Organic Thailand ไปแล้ว 3,144 กลุ่ม เกษตรกร 45,112 รายพื้นที่ 466,456 ไร่ จ่ายเงินอุดหนุนไปแล้ว 7,418 ล้านบาท

นายชาตรี เปิดเผยอีกว่า ได้พิจารณาและอนุมัติบัญชีรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ ปีการผลิต 2563 จำนวน 52 จังหวัด 3,876 กลุ่ม 79,807 ราย 655,874 ไร่ วงเงินอุดหนุน 2,237,991,500 บาท กรมการข้าว ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2565 เพื่อจ่ายเงินอุดหนุน 450 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 งวด โดยงวดที่ 1 ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายไปแล้ว 167,619,250 บาทจำนวน 6,626 ราย ใน 34 จังหวัด สำหรับงวดที่ 2 จำนวนเงิน 280 ล้านบาทได้ขอเงินงวดจากสำนักงบประมาณ ก่อนจะเร่งรัดเบิกจ่ายให้ 7 จังหวัด สำหรับงบประมาณที่เหลือซึ่งยังไม่ได้รับจัดสรรอีก 1,787 ล้านบาท จะเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ เพื่อขอใช้งบกลาง จ่ายอุดหนุนเกษตรกรที่เหลือตามโครงการ ในจังหวัดที่เหลือ 11 จังหวัด

อย่างไรก็ดี ปี 2564 ซึ่งถือเป็นปีสุดท้าย มีเป้าหมายดำเนินการ 2,443 กลุ่ม เกษตรกร 51,445 ราย พื้นที่ 385,506 ไร่ ยังอยู่ระหว่างเข้าประเมินของหน่วยรับรองเพื่อเสนอคณะทำงานบริหารจัดการเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ พิจารณาและอนุมัติเงินอุดหนุนต่อไป