รมว.เกษตรฯ ประกาศหนักแน่น ย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618038

รมว.เกษตรฯ ประกาศหนักแน่น ย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 09.12 น.

“เฉลิมชัย” ประกาศหนักแน่นย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า หลังไม่พบโรคมาปีกว่าแล้ว

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการรายงานพบโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยมีการรายงานพบการเกิดโรคไปองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อผู้เลี้ยงม้าอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น ไม่สามารถจัดการแข่งขันม้าทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายม้าข้ามจังหวัดหรือออกนอกประเทศ ไม่สามารถนำม้าให้บริการนักท่องเที่ยวหรือทำสันทนาการได้ ทำให้ผู้เลี้ยงม้าขาดรายได้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบให้น้อยที่สุดและควบคุมโรคในวงจำกัด จึงได้ให้ความสำคัญใส่ใจมาตั้งแต่ต้นและมีนโยบายสั่งการเร่งด่วนให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการควบคุมโรคทันที นั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์รับสนองนโยบาย ได้เร่งดำเนินการพร้อมด้วยภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการตามมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค เพื่อควบคุมโรคให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัดลดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้กำหนดแผนปฏิบัติการการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อขอคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) โดยแนวทางดำเนินการประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ ระยะที่ 2 ระยะเฝ้าระวังและป้องกันการอุบัติซ้ำของโรค และระยะที่ 3 ขอคืนสถานภาพรับรองการปลอดโรค AHS ในประเทศไทยจาก OIE โดยตามข้อกำหนดของ OIE (OIE Terrestrial Animal Health Standards Commission, 2018) ระบุเงื่อนไขในการขอคืนสถานภาพปลอดโรคจะต้องไม่พบม้าป่วยใหม่เพิ่มเติมในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 2 ปี และต้องมีการหยุดการใช้วัคซีนภายในประเทศก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถดำเนินการขอคืนสถานะปลอดโรคนี้จาก OIE ได้ โดย OIE ได้กำหนดการขอคืนสถานะปลอดโรค AHS ในรูปแบบของ free country หรือ free zone ไว้ด้วย

จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรค AHS แล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและขอคืนสถานภาพปลอดโรค AHS จาก OIE ได้โดยเร็ว กรมปศุสัตว์จึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ได้แก่ การเฝ้าระวังโรค การควบคุมเคลื่อนย้าย การควบคุมแมลงและพาหะ และการเฝ้าระวังโรคในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือพื้นที่เฉพาะ (Sentinel surveillance) ซึ่งจากข้อมูลที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจนพบม้าป่วยตัวสุดท้าย สามารถขอคืนสถานภาพปลอดโรคจาก OIE ได้ภายในปี 2566 นี้ นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บกของ OIE กรมปศุสัตว์จึงได้หารือ Dr. Susanne Muensterman ที่ปรึกษา OIE มาตั้งแต่ต้น โดย Dr. Susanne มีกำหนดเดินทางมาประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21-27 พฤศจิกายน 2564 เพื่อเป็นที่ปรึกษาและตรวจประเมินการดำเนินงานควบคุมและกำจัดโรค AHS ของประเทศไทยให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บกของ OIE ก่อนที่ประเทศไทยจะยื่นขอรับรองคืนสถานภาพปลอดโรค

สำหรับกำหนดการเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ด่านกักกันสัตว์ สถานที่กักสัตว์ และสถานที่ที่มีสัตว์ sentinel เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือในประเด็นต่างๆ กับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล่าสุดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 นี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดประชุมหารือร่วมภาคีเครือข่าย Mr. Harald Link นายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี Dr. Susanne ร่วมประชุมหารือด้วย โดย Dr. Susanne ได้ให้ข้อเสนอแนะในการจัดทำเอกสาร รวมทั้งการปรับแนวทางและกิจกรรมการเฝ้าระวังโรคให้ครอบคลุมและครบถ้วนยิ่งขึ้น เช่น ปรับแผน Sentinel surveillance เพิ่มการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการในสัตว์กลุ่มม้าลายในพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้มากขึ้น

รมว.กษ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้มั่นใจประเทศไทยได้ดำเนินการสอดคล้องตามข้อกำหนดและข้อเสนอแนะของ OIE สามารถขอคืนสภาพปลอดโรค AHS ภายในปี พ.ศ. 2566 นี้ได้แน่นอน ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ของ Dr. Susanne จะเป็นประโยชน์กับกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก หากคืนสถานภาพปลอดโรคได้จะทำให้ประเทศไทยลดผลกระทบและความสูญเสียจากโรคดังกล่าว อุตสาหกรรมม้าของประเทศกลับสู่ปกติ และสามารถจัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้าในระดับนานาชาติ ซึ่งสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศไทยได้ต่อไปในอนาคต

คปก.กำหนดค่าตอบแทน ใช้ที่ส.ป.ก.เยียวยาผู้กระทบจากโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617966

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2564 ว่ามีวาระสำคัญในการอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ตลอดจนการรายงานผลการปฏิบัติงานตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำปีบัญชี 2564 ไตรมาสที่ 4 โดย ส.ป.ก.เสนอร่างประกาศ คปก.เรื่อง หลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าตอบแทนการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2564 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2564 ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยพิจารณาหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะเรียกเก็บค่าตอบแทนจากผู้ได้รับการจัดที่ดิน และมีหลักเกณฑ์การลดค่าตอบแทน การปรับปรุงค่าตอบแทน การทบทวนอัตราค่าตอบแทน และการคำนวณค่าตอบแทนเพื่อเป็นการสนับสนุนและลดต้นทุนในกิจกรรมความเป็นอยู่ต่างๆ ของเกษตรกรและผู้เช่าที่ดิน

คปก.ยังให้ความสำคัญในเรื่องของสาธารณูปโภคโดยได้อนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ พร้อมกับหอถังสูงเพื่อการอุปโภค-บริโภค ในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 แปลงที่ดิน No 83 โซน 5 และ 6 จ.ชุมพร ที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ปรับพื้นที่และปรับปรุงถนนสายหลัก ผิวจราจรหินคลุก ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแปลงและขนส่งผลผลิตจากแปลงไปสู่ตลาดได้สะดวก ตลอดจนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแบบครบวงจร

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า การอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครั้งนี้ เป็นการพัฒนาแปลงที่ดินตามโครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ซึ่งอนุมัติหลักการใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในการพัฒนาทั้งสิ้น7 กิจกรรม มีการอนุมัติโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560–2564ไปแล้ว 74 โครงการ 5 กิจกรรม ดำเนินงานในพื้นที่ 12 จังหวัด จำนวน 39 แปลง จำนวนเงินทั้งสิ้น 218,526,362.00 บาท และเบิกจ่ายแล้ว148,445,857.27 บาท ส.ป.ก.ได้เยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปีงบประมาณ2563-2564 รวม 45 จังหวัด เกษตรกร 4,162 ราย เป็นเงิน 146.32 ล้านบาท และช่วยลดภาระหนี้สินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ได้รับผลกระทบโดยผ่อนผันการชำระเงินกู้รายงวด หรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้ออกไป 1 ปี

‘ประภัตร’วางแผนดึงน้ำ เก็บอ่างฯเพนียดแก้แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617962

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายศุภภิมิตร เปาริก รอง ผวจ.ลพบุรี ลงพื้นที่ ต.เพนียด อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี วางแผนสูบน้ำพื้นที่น้ำท่วมขัง มาเก็บกักที่อ่างเก็บน้ำเพนียดเพื่อใช้ประโยชน์หลังฤดูฝน โดยสั่งการให้ อบต.เพนียด นำท่อขนาด 1 เมตร 2 แถว วางเชื่อมต่อระหว่างอ่างเก็บน้ำเพนียด ซึ่งมี 2 ส่วน ให้เชื่อมต่อถึงกัน เพื่อเก็บน้ำให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม).เพิ่มเป็น 3 ล้านลบ.ม. และให้โครงการชลประทาน จ.ลพบุรี ทำถนนคันรอบอ่างเก็บน้ำเพนียดเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้สำนักงานประมง จ.ลพบุรี จัดหาพันธุ์ปลา กุ้ง มาปล่อยเป็นแหล่งอาหารให้ประชาชน

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้สั่งการให้แก้ไขปัญหาการตื้นเขินของลำคลองหนองยายลักษณ์ ข้าง อบต.เพนียด ซึ่งมีความยาว 100 เมตร โดยขุดลอกสองข้างลำคลอง และวางท่อลำคลองรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระยะทาง 30 กิโลเมตร รวมทั้งขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำระยะไกล 3 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 16 ชัยนาท เพื่อสูบน้ำจากสระพุ ต.เพนียด มาเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำเพนียด สำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนคลองลำสนธิ ได้ให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคลพบุรี สำรวจและขุดลอกคลอง เพื่อให้ระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เกษตรกรเฮ! ‘บิ๊กตู่’จัดอีก1.55แสนล้าน เติมประกันรายได้/สินเชื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617995

เกษตรกรเฮ!  ‘บิ๊กตู่’จัดอีก1.55แสนล้าน  เติมประกันรายได้/สินเชื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรกรเฮ! ‘บิ๊กตู่’จัดอีก1.55แสนล้านเติมประกันรายได้/สินเชื่อ นำเข้าครม.อนุมัติ30พ.ย.นี้

นายกฯไม่ทอดทิ้งเกษตรกร จัดสรรเงินช่วยเหลืออีก 1.55 แสนล้านบาทใช้ในโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตรและโครงการสินเชื่อต่างๆเข้าครม. 30 พฤศจิกายนนี้ ปลื้ม“คนละครึ่ง”เฟส 3-“ยิ่งใช้ยิ่งได้”ฉลุยต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปท.“ผู้ซื้อ-ผู้ขาย”ได้ประโยชน์ร่วมกันสร้างมูลค่ารวมมาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพของรัฐสะสมสูงเกือบ2แสนล้านบาทแล้ว

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ระบุว่า “พี่น้องประชาชนที่รักครับ ผมมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทุกคน ที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการแพร่ระบาดโควิดและน้ำท่วม-น้ำแล้ง จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหางบประมาณมาให้พี่น้องเกษตรกร ในโครงการต่างๆ เช่น โครงการประกันรายได้ข้าว โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าว โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการข้าวเพื่อช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิตข้าว โครงการประกันรายได้ยางพารา โครงการประกันรายได้ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งวันนี้ผมขอแจ้งให้ทราบว่ารัฐบาลสามารถจัดสรรเงินให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้เพิ่มเติมอีก 155,000 ล้านบาท

โดยจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติในวันอังคารหน้า (30 พ.ย.64) จากนั้น ก็จะมีการเบิกจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงบัญชีพี่น้องเกษตรกรโดยตรง สำหรับรายละเอียดขอให้ติดตามข่าวสารจากทางภาครัฐอีกครั้งครับ”

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ปลื้มกระแสการใช้จ่ายของประชาชนผ่านมาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพของรัฐ ที่รัฐบาลมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการช่วยลดภาระในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันของประชาชน ช่วยกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19ได้แก่โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ รวมทั้งเพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยความคืบหน้า (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) มียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 41.2ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสม รวม 191,685.3 ล้านบาท

แบ่งเป็น 1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 26.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 169,488.9 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 86,115 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 83,373.9 ล้านบาท 2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 90,799 คน ยอดใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสม 3,445.8 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 184.5 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.55 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 17,123.1 ล้านบาท และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.43 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 1,443 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่ขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม ล่าสุด มีจำนวนกว่า 75,000 ราย ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ยังสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ ผ่านเว็บไซต์ http://www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอป พลิเคชัน “เป๋าตัง” จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ

นายธนกร ยังกล่าวด้วยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจกลับมาคึกคึกหลังจากรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลาย นายกฯ พอใจกระแสตอบรับและการใช้จ่ายของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นฝนรัฐบาล ออกมาใช้ชีวิตแบบ New Normal ซึ่งรัฐบาลยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อ “พลิกโฉมประเทศไทย” ผ่านมาตรการ โครงการต่างๆ มาตรการเยียวยา มาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ละโครงการได้รับเสียงชื่นชมจากต่างชาติ เช่น โครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ฯลฯ ที่ทำให้ว่าทั้งผู้ซื้อ/ผู้รับบริการ และผู้ประกอบการ ตลอดจนร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ต่างได้รับประโยชน์ สร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ คู่ขนานไปกับนโยบายการเปิดประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติได้ เชื่อมั่นว่าในอีก 1 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะยิ่งคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนไทยทุกคนมีความสุขในเทศกาลปีใหม่อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันยภาพรวมด้านการลงทุนในไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยนายกฯ ได้รับทราบความคืบหน้าจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน ดังนี้

-กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2564 คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 213 ราย เงินลงทุนรวมกว่า 11,554 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 5,000 คน โดยชาวต่างชาติ 3 อันดับแรก ที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดได้แก่ ญี่ปุ่น 82 ราย (ร้อยละ 38) สิงคโปร์ 33 ราย (ร้อยละ 15) และ ฮ่องกง 20 ราย (ร้อยละ 9) และลงทุน ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ธุรกิจบริการเป็นที่ปรึกษา บริหารจัดการ และให้บริการเดินรถและซ่อมแซมบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูง ภายใต้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินในประเทศไทย ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม วางระบบและทดสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโครงการศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าอัจฉริยะระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านประกันภัย บริการออกแบบวิศวกรรม จัดซื้อจัดหา ก่อสร้าง ทดสอบและตรวจสอบท่อลำเลียงเชื้อเพลิงก๊าซรวมถึงสถานีควบคุมและวัดปริมาตรก๊าซธรรมชาติสำหรับโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เป็นต้น

นายธนกร กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รายงาน ว่าการกำหนดให้โมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular – Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติ ส่งผลให้สถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกิจการในกลุ่ม BCG ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2564 (ม.ค. – ก.ย.)มีสัญญาณบ่งชี้อัตราเติบโตที่ดี โดยมีกิจการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 564 โครงการ จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 74 และมีมูลค่าลงทุน 128,370 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อนร้อยละ 160 และสูงกว่ามูลค่าการลงทุนในปี 2563 ทั้งปี (93,883 ล้านบาท) ทั้งนี้ ตั้งแต่ ปี 2558–กันยายน 2564 มีจำนวน 2,829 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 677,157 ล้านบาท โดย 5 อันดับแรกกิจการ BCG ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ 1. กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า ที่เป็นพลังงานหมุนเวียน (รวมถึงไฟฟ้าจากขยะ) 289,007 ล้านบาท 2. กิจการผลิตหรือถนอมอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) หรือสิ่งปรุงอาหาร (Food Ingredient) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย 94,226 ล้านบาท 3. กิจการผลิตเคมีภัณฑ์หรือพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปต่อเนื่องจากการผลิตพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในโครงการเดียวกัน 40,998 ล้านบาท 4. กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้หรือเศษวัสดุทางการเกษตร 25,838 ล้านบาท 5. กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ 22,250 ล้านบาท

“คาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2564นี้ จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่อนคลายให้มีการเปิดประเทศ และเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจตามโมเดล BCG ของไทย จะนำไปสู่การปรับกระบวนทัศน์ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs และคาดว่าในอีก 5 ข้างหน้าอุตสาหกรรม BCG ของไทยจะมีมูลค่าร้อยละ25ของ GDP ซึ่งจะทำให้การเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน”นายธนกร กล่าว

ปั้น‘ยุวประมง’ปกป้องทรัพยากรสัตว์น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617961

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้จัดโครงการยุวประมง ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในท้องถิ่น เป็นสื่อกลางในการนำความรู้ที่ได้ไปบอกกล่าวผู้ปกครองที่ประกอบอาชีพประมง และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องชาวประมงในท้องถิ่นของตนเอง โดยดำเนินการจัดอบรมให้นักเรียน นักศึกษาจากทั่วประเทศ 13 รุ่น รุ่นละ 20 คน รวม 260 คน ผู้เข้ารับการอบรมเป็นนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา 4-6 มัธยมศึกษา 1-3 และ 4-6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากสถานศึกษาในชุมชนประมงน้ำจืดและชุมชนประมงทะเลชายฝั่ง ภายใต้โครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่น โดยจะเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับกฎหมายประมง การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ฯลฯ ซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ยังเป็นสื่อกลางถึงพี่น้องชาวประมงท้องถิ่นให้ทราบแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และการทำการประมงอย่างถูกวิธี ลดปัญหาและป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย สร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดการดูแลทรัพยากรประมงพื้นถิ่นมากขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการ

ที่ผ่านมา กรมประมง จัดโครงการยุวประมง ไปแล้วกว่า 196 รุ่น มีเยาวชนที่ผ่านการอบรมกว่า 11,257 คน ซึ่งเครือข่ายเยาวชนเหล่านี้หลายคนมีความเข้มแข็งในการเป็นกระบอกเสียงในการดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นถิ่นของตนเอง บางคนเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวให้ความรู้เรื่องการดูแลคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำ บางคนมีแรงจูงใจหันมาสนใจเรียนประมง จนสอบบรรจุเข้ารับราชการกรมประมง และความสำเร็จเหล่านี้ คืออีกหนึ่งบทบาทของกรมประมง ที่น่าภาคภูมิใจ

กรมหม่อนไหมชม โครงการที่เพชรบุรี มีภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งแนะนำเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617965

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วย นางพรไสวชุ่มบุญชู ผอ.ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ กาญจนบุรี เยี่ยมเยียนให้กำลังใจและคำแนะนำแก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จ.เพชรบุรี ได้แก่ โครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หัตถกรรม และทอผ้าไหม มีสมาชิกในโครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี (ดอน 1)ผลิตเส้นไหม รวมปีละ 180-200 กิโลกรัม สร้างรายได้เป็นอาชีพเสริมให้สมาชิกในกลุ่ม รวมปีละ 216,000-240,000 บาท และเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหม (การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหัตถกรรม การสาวเส้นไหม และการทอผ้าไหม) โดยให้คำแนะนำในการจัดทำให้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญา และวัฒนธรรมด้านหม่อนไหมในชุมชน

ต่อมา นายปราโมทย์ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมโครงการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม ทดแทนการปลูกสับปะรด ให้กับเกษตรกรที่สนใจ รวมทั้งการปลูกหม่อนเพื่อเป็นอาหารสัตว์ เช่น โคขุน แพะขุน เพื่อเพิ่มรายได้ และเป็นอาชีพทางเลือก โดยใช้นโยบายตลาดนำการผลิต ส่งเสริมเกษตรกร และยังเข้าเยี่ยมชมอาคารหอประวัติศาสตร์ดอนขุนห้วย หมู่ 11บ้านวังพลับ ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี (ดอน2) ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานโครงการตามพระราชประสงค์ฯ ร่วมต้อนรับ

กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์ผลสำเร็จแปลงใหญ่ ใช้เทคโนโลยีพัฒนาอาชีพพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617837

กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์ผลสำเร็จแปลงใหญ่ ใช้เทคโนโลยีพัฒนาอาชีพพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.02 น.

​กรมส่งเสริมการเกษตร นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูความคืบหน้าโครงการยกระดับแปลงใหญ่ฯ ในพื้นที่ จังหวัดสระบุรี โชว์ผลสำเร็จแปลงใหญ่พืชไร่และประมง ใช้เทคโนโลยีใหม่ต่อการพัฒนาอาชีพ มุ่งสู่การ พึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

​นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็น ต้องมุ่งเน้นการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพื่อพยุงเศรษฐกิจและเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ในปีงบประมาณ 2564 กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ร่วมกับหน่วยงานเจ้าของสินค้าอีก 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมประมง การยางแห่งประเทศไทย และกรมหม่อนไหม โดยเน้นส่งเสริมการผลิตในรูปแบบเกษตรสมัยใหม่ เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ และสร้างความร่วมมือการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ข้อมูลภาพรวมโครงการ ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 มีกลุ่มแปลงใหญ่ที่แจ้งเข้าร่วมโครงการยกระดับฯ ทั้งสิ้น 3,381 แปลง แบ่งเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร 1,065 แปลง กรมการข้าว 2,029 แปลง กรมปศุสัตว์ 109 แปลง กรมประมง 29 แปลง การยางแห่งประเทศไทย 134 แปลง และกรมหม่อนไหม 15 แปลง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดสระบุรี มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้นจำนวน 77 แปลง ซึ่งได้เสนอความต้องการเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ทั้งหมดจำนวน 61 แปลง งบประมาณรวมประมาณ 152.7 ล้านบาท โดยมีจำนวน 36 แปลงที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการฯ งบประมาณรวมประมาณ 100.7 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการเบิกจ่ายแล้วร้อยละ 98.36 ของจำนวนแปลงที่เข้าร่วมโครงการของจังหวัด ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินงาน มีแปลงใหญ่ในจังหวัดสระบุรีหลายแปลงที่เข้าร่วมโครงการแล้วประสบความสำเร็จ สามารถต่อยอดพัฒนากลุ่มไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง อาทิ

แปลงใหญ่มันสำปะหลังตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง ที่สามารถพัฒนากระบวนการผลิตมันสำปะหลัง โดยไม่มีวัสดุทางการเกษตรเหลือทิ้ง (zero waste) โดยการใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของมันสำปะหลัง ได้แก่ 1) การนำใบและยอดมาหมักเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหาร TMR สำหรับโคนม 2) นำหัวมันสดมาแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาดและหัวมันหมัก 3) นำส่วนของเหง้ามันสำปะหลังมาเผาเป็นถ่านด้วยเตาเผาถ่านชีวมวล และ 4) มีการเก็บต้นมันสำปะหลังเป็นท่อนพันธุ์สำหรับการปลูกในครั้งต่อไป ซึ่งนับเป็นผลสำเร็จของโครงการฯ ที่มีส่วนผลักดันให้เกษตรกรสามารถดำเนินธุรกิจในระดับชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้เลี้ยงปลาดุกแปลงใหญ่อำเภอวังม่วง ที่เกษตรกรสามารถใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุน รวมทั้งสมาชิกทุกคนยังได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกรมประมง (GAP กรมประมง) แล้ว

ทั้งนี้ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการต่อยอดมาจากโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ โดยวางระบบการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานขับเคลื่อนการดำเนินงานกับหน่วยงานเจ้าของสินค้า ปัจจุบันมีแปลงใหญ่ ที่ผ่านการรับรองแล้ว จำนวน 8,318 แปลง เกษตรกรประมาณ 4.67 แสนราย พื้นที่กว่า 7.65 ล้านไร่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากการลดต้นทุนและการเพิ่มผลผลิตรวมประมาณ 47,275.71 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564) -(016)

ศูนย์ข้าวพัทลุงเข้มคุณภาพเมล็ดพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617732

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอัมพร ทองไชย ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง กล่าวว่า กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและภารกิจสนับสนุนโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ช่วยให้ชาวนามีความเข้มแข็ง ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้ในการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตและกระจายเมล็ดข้าวพันธุ์ดี เพื่อเพิ่มรายได้

ขณะที่ นายณรงค์ นาคะสรรค์ หัวหน้ากลุ่มควบคุมคุณภาพ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง เผยว่า ได้กำหนดให้มีการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ทุกขั้นตอน โดยใช้มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว 2557เป็นเกณฑ์ในการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์คืนจากเกษตรกร

“เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพสำคัญที่สุดในกระบวนการเริ่มต้น ถ้าได้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งเมล็ดพันธุ์ดี ประกอบกับเกษตรกรมีแปลงนาที่ดี ดินดี มีองค์ความรู้ผลผลิตมีคุณภาพดีแน่นอน การใช้เมล็ดพันธุ์ดีทำให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากใช้ในปริมาณน้อยกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป ลดต้นทุนการผลิต เพราะผ่านการคัดเลือกรวงที่สมบูรณ์แล้ว จึงลดเชื้อโรคและการใช้สารเคมีกำจัดโรค ผลผลิตสูง และทำให้กำไรต่อพื้นที่มากกว่า” นายณรงค์ กล่าว

นายณรงค์ กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่ากว่าเกษตรกรทั่วไป หรือกลุ่มนาแปลงใหญ่จะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพไปใช้เพาะปลูกนั้น ตลอดกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์สิ่งสำคัญมากที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศคำนึงถึง คือการควบคุมคุณภาพ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตมีคุณภาพดี ตามมาตรฐานที่กำหนดรวมทั้งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เกษตรกร และลูกค้าว่าได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีไปเพาะปลูก เพื่อเกษตรกรจะได้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

กรมวิชาการเกษตรตามหา พันธุ์กล้วยโบราณหายากภาคใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617733

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปฎิวุฒิ บุญเรือง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส และทีมปฏิบัติการได้เริ่มต้นจากการค้นคว้าข้อมูลรายชื่อพันธุ์กล้วยที่มีอยู่ในสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ฯ ในหนังสือโบราณ พบหลักฐานว่า จ.ยะลา มีรายชื่อพันธุ์กล้วย 12 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ปีแซ กาปาพันธุ์ปีแซ ซูซู พันธุ์ปีแซ ยะลอ พันธุ์ปีแซกูกู กูดอ พันธุ์ปีแซ ลือเมาะ มานิ พันธุ์ปีแซกาลอ พันธุ์ปีแซ อาปอ พันธุ์ปีแซ ยะรีบอยอ พันธุ์ปีแซ ตาปง พันธุ์ปีแซสะราโต๊ะ พันธุ์ปีแซ สะรือเน๊ะ และพันธุ์ปีแซ อาเนาะ อาแย หลังจากค้นพบรายชื่อกล้วยโบราณ จึงลงพื้นที่สำรวจและตามหา

ทั้งนี้ พบปัญหาความซับซ้อนของชื่อพันธุ์กล้วยในหนังสือที่เป็นชื่อภาษาไทย ที่มีภาษายาวีกำกับ อย่างไรก็ดีระหว่างการตามหา ได้ค้นพบพันธุ์กล้วยที่คนทั่วไปไม่รู้จักอีกจำนวนมาก สามารถรวบรวมและจำแนกได้ 39 พันธุ์ โดยมี10 พันธุ์ ที่มีรายชื่อตรงกับพันธุ์กล้วยในบันทึกของสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนาฯ ได้แก่ กล้วยตะเภา กล้วยนม กล้วยหอม กล้วยเล็บม้า กล้วยเล็บมือนาง กล้วยตานี กล้วยนิ้วจระเข้ กล้วยร้อยหวี กล้วยขนม และกล้วยเตี้ย

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาฯ ได้นำพันธุ์กล้วยหายากทั้ง 10 พันธุ์ และพันธุ์อื่นๆ ที่ค้นพบ มารวมไว้ในงานวิชาการเกษตรศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส พื้นที่ 2.1 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์ ขยายพันธุ์ และเป็นแหล่งเรียนรู้กล้วยพื้นเมืองหายากตามพระราชดำริไม่ให้สูญหาย เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป รวมทั้งยังขยายแปลงรวบรวมพันธุ์กล้วยพื้นเมืองไว้ในพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนราธิวาส2 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และสำรองพันธุ์อีกพื้นที่หนึ่ง

กรมการข้าวลงพื้นที่ ชมศูนย์วิจัยฯชัยนาท แก้ไขปัญหาอุปสรรค ให้นโยบายการทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617729

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท โดยมี นางปรารถนา สุขศิริ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรภายในศูนย์ฯ ต้อนรับ

ในการนี้ นายชาตรี ได้รับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาของศูนย์วิจัยฯ พร้อมกันนั้นได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ ตลอดจนเน้นย้ำการปฏิบัติงานด้วยความรัก ความสามัคคี และความมุ่งมั่นตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ภายหลังได้ติดตามความเรียบร้อย เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดงานพิธีเปิดโครงการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท มีพันธกิจในการส่งเสริมสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพผลผลิตข้าว วิจัยและพัฒนารูปแบบบูรณาการด้านการผลิต การแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ข้าว ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพชาวนา และองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็งต่อไป