เกษตรฯจัด‘วันดินโลก’ เติมเต็มผลผลิตให้เกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617730

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ แถลงข่าวงานวันดินโลก World Soil Day 2021 พิชิตดินเค็ม เติมเต็มผลผลิต สร้างชีวิตเกษตรกร ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2-5 ธันวาคม 2564 ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งนายเฉลิมชัย กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำ สมาคมดินโลกและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) กำหนดจัดงานวันดินโลก 2564 ในหัวข้อ “Halt soil salinization, boostsoil productivity : พิชิตดินเค็ม เติมเต็มผลผลิต สร้างชีวิตเกษตรกร” มีเป้าหมายผลักดันให้เกิดข้อสรุป หรือผลกระทบเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกเนื่องจากในปัจจุบันทั่วโลกมีพื้นที่มากกว่า 5.2 ล้านไร่ ที่ประสบปัญหาดินเค็ม จึงมีความจำเป็นต้องจัดการกับความเค็มของดินอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเพาะปลูกพืช สร้างแหล่งผลิตอาหารให้มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นความสำคัญของการร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาของดิน ซึ่งจะส่งผลถึงความมั่นคงและความปลอดภัยทางด้านอาหาร เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่ต้องการขจัดความอดอยากหิวโหย หรือ Zero Hunger ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2573 โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมขององค์กรและบุคคลในรูปแบบการร่วมมือและสร้างเครือข่ายผ่านนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและการรักษาระบบนิเวศให้สมบูรณ์ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผลิตอาหารและช่วยสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน น้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติคุณในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานแห่งพระบรมราชนกนาถเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและการพัฒนาที่ดินอย่างต่อเนื่อง ได้บูรณาการทำงานระหว่างเครือข่ายการพัฒนาด้านทรัพยากรดินที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนและรณรงค์การจัดงานนิทรรศการ หรือกิจกรรมเกี่ยวกับวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคมนี้

ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินที่เป็นแหล่งกำเนิดปัจจัย 4 ของมนุษย์ โดยเฉพาะยาและอาหาร ให้มีปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพสามารถยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา และ 3’s(Safety – Security – Sustainability) ของกระทรวงเกษตรฯ

พาณิชย์-เกษตรฯ ประกวดพันธุ์ข้าว มุ่งย้ำความเชื่อมั่น กู้วิกฤตตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617411

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่เพื่อการพาณิชย์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทยโดยมีนายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการอธิบดีกรมการข้าว น.ส.นนทิชาวรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว คณะทูตพาณิชย์ 25 ประเทศ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท

นายชาตรีกล่าวว่า การประกวดข้าวครั้งนี้ เปิดโอกาสให้นักวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว ส่งผลงานเข้าประกวด 3 ประเภท ได้แก่ ข้าวหอมไทย ข้าวขาวพื้นนุ่ม และข้าวขาวพื้นแข็ง ซึ่งมีพันธุ์ข้าวที่ส่งประกวดทั้งสิ้น 48 พันธุ์ แบ่งเป็นพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว 31 พันธุ์ โดยนำพันธุ์ข้าวที่ส่งเข้าประกวดมาทดลองปลูกในแปลงของศูนย์วิจัยข้าว 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก และศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น ก่อนจะตัดสินในช่วงเดือนธันวาคมนี้

ด้าน น.ส.นนทิชา เปิดเผยถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการตัดสิน ว่าคณะกรรมการจะเปรียบเทียบพันธุ์ข้าวที่ส่งเข้าประกวดกับข้าวพันธุ์เดิมที่โดดเด่นในแต่ละประเภท ทั้งด้านการเพาะปลูกในแปลง การขัดสี คุณภาพทางกายภาพของเมล็ดคุณภาพทางเคมี และคุณภาพการหุงต้ม เชื่อว่าการประกวดดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่ออนาคตข้าวไทยให้กับชาวนา ผู้ประกอบการค้าข้าว ตลอดจนผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้มีการเยี่ยมชมแปลงนาพันธุ์ข้าวที่ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทด้วย

‘กรมการข้าว’เดินหน้า ยกระดับชีวิตให้ชาวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617415

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายมาตรฐานข้าวครั้งที่ 1/2564 พร้อมด้วย นายประสงค์ ทองพันธ์ ผอ.กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ศูนย์รับรองระบบมาตรฐานนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย สมาคมชาวนาไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย เข้าร่วมประชุมผ่านโปรแกรม Zoom Cloud Meeting ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ข้าว ชั้น 1 อาคารกรมการข้าว

การประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อชี้แจงให้คณะกรรมการฯได้รับทราบถึงบุคลากรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยรับรองผลการดำเนินงานด้านการตรวจประเมินระบบการผลิตข้าว GAP ผลการวิเคราะห์ผลกระทบต่อความเป็นกลางในการให้การรับรอง รวมถึงพิจารณาทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตามระบบงานมาตรฐาน ISO/IEC 17065:2012 ขอบข่ายการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และขอบข่ายย่อยด้านพืช (ข้าว,ข้าวหอมมะลิ) ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตของชาวนา

กรมชลฯติดตามสถานการณ์ลุ่มน้ำท่าจีน เพิ่มศักยภาพระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617412

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายพงศธร ศิริอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา กรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะทำงานศูนย์บริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำท่าจีน ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายยงยส เนียมทรัพย์รอง ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 รักษาราชการแทน ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 นายประยูร เย็นใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน พร้อมด้วย ผอ.โครงการชลประทานเขตทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ฝั่งตะวันตก และทุ่งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือ พร้อมรายงานสถานการณ์ลุ่มน้ำท่าจีน การบริหารจัดการน้ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันตก ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา ต.โพธิ์พระยา อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

จากนั้น นายประพิศ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำที่ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ประตูระบายน้ำแม่หม้าย และประตูระบายน้ำบางเลน พร้อมหารือร่วมกับผู้นำชุมชน และสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำส่วนเกินออกให้เร็วที่สุด เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำที่คงเหลืออยู่เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำท่าจีนที่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำรวมทั้งหมด 14,837 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ประมาณ 8,141 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 45 ปัจจุบันได้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 11 ทุ่งแล้ว รวมประมาณ 1,335.58 ล้าน ลบ.ม. โดยทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ฝั่งตะวันตก ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 413 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 143 เครื่อง เร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำสายหลักและอ่าวไทย ทั้งนี้ คงเหลือปริมาณน้ำในทุ่งเพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง คาดว่าจะสามารถระบายน้ำออกจากทุ่งได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้

อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เน้นย้ำให้เร่งทำการระบายน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่ ด้วยการระดมทรัพยากร เครื่องจักร เครื่องมือที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนพร้อมกับเน้นย้ำให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับแนวทางตามวิถีชีวิตของชุมชน พร้อมเดินหน้าประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงรวมไปถึงการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกภาคส่วนด้วย

ไทย-จีนร่วมมือด้านเกษตร/อาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617414

วันอังคาร ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาในการประชุม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เกษตรเชิงนิเวศและความปลอดภัยทางอาหารครั้งที่ 15 ในหัวข้อ “ความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหารในการส่งเสริมการเชื่อมโยงระดับประชาชนบนข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการเชื่อมโยงภูมิภาคและครอบคลุมในทุกมิติของการพัฒนา การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ว่าเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญบนระเบียงเศรษฐกิจคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 ระเบียงเศรษฐกิจ ภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางนั้น ทำเลที่ตั้งของประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมต่อของสมาชิกอาเซียนได้ทั้งทางบกและทางทะเล ในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางผ่านความตกลงการค้าเสรีจีน-อาเซียน และความร่วมมือด้านคมนาคม

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร มุ่งหวังให้การพัฒนาการเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคม ภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางนี้เป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้การขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกันมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น และช่วยลดความเสียหายและระยะเวลาในการขนส่ง รวมถึงส่งผลให้เกิดความร่วมมือในการปฏิรูประบบเกษตรและอาหารที่จะสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมกับการดูแลอนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

อย่างไรก็ดี ผลสำเร็จของการส่งเสริมและพัฒนาความเชื่อมโยงที่มีคุณภาพสูงและปฏิบัติได้จริง ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประเทศบนเส้นทางนี้ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน จะส่งเสริมความร่วมมือในทุกระดับ ร่วมพัฒนาระบบเกษตรและอาหาร เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

กรมพัฒนาที่ดินลุยแจกฟ้าทะลายโจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617194

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การใช้ยาต้านไวรัสจากข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ได้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยแล้ว ว่าสามารถรักษาอาการผู้ติดเชื้อในระยะเริ่มต้นได้ เนื่องจากฟ้าทะลายโจร มีสารแอนโดรกราโฟไลด์
ซึ่งช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ จึงเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับและเป็นอีกทางเลือกในการรักษาควบคู่กับการรักษาการแพทย์แผนปัจจุบัน และมีการผลักดันให้เป็นบัญชียาหลักแห่งชาติ จึงถือว่าเป็นสมุนไพรไทยที่กำลังเป็นที่ต้องการในขณะนี้

“กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งเห็นความสำคัญในการขับเคลื่อนการปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จึงให้สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต1-12 และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ สนับสนุนและส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เป็นทางเลือกในการรักษาโรคและสร้างการพึ่งพาตนเองในระดับครัวเรือน หรือนำไปปลูกขยายพันธุ์สร้างอาชีพ” น.ส.เบญจพร กล่าว

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับการปลูกฟ้าทะลายโจร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาดินและน้ำ และสนับสนุนปัจจัยที่ช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน อาทิ สารเร่งซุปเปอร์ พด. เมล็ดปุ๋ยพืชสด สูตรปุ๋ยต่างๆเพื่อยกระดับการพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ภาคอุตสาหกรรม ช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้อย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินการในเดือนสิงหาคมจนถึงปัจจุบัน ได้แจกจ่ายฟ้าทะลายโจรแก่เกษตรกร ชุมชน และประชาชนไปแล้วกว่า 500,000 กล้า และแจกจ่ายครบตามเป้าหมาย1 ล้านกล้า ในเดือนธันวาคมนี้ ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนที่ต้องการขอรับพันธุ์ต้นกล้าฟ้าทะลายโจร สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 และสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ

อสป.ปักหมุดขยายท่าบก นำร่องขายสินค้าสัตว์น้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617195

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา (อสป.) เปิดเผยว่า ทาง อสป.ได้ขานรับนโยบายของนายประภัตร
โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในการให้ อสป.ลุยขยายท่าบกทั่วไทย โดยตนอยากให้พนักงานทุกคนมุ่งดำเนินการสู่
เป้าหมายการขยายโครงการท่าบก พร้อมๆ กับการพัฒนาสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงทั้ง 18 แห่งทั่วไทย เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายรายได้และผลกำไรตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ แผนพัฒนาและขยายตลาดสินค้าสัตว์น้ำของไทย เพื่อให้ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว ช่วยยกระดับตลาดสินค้าสัตว์น้ำจากชาวประมง เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีมาตรฐานสากล ทั้งคุณภาพและราคา สนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศอาเซียน โดยระยะแรกมีเป้าหมายขยายตลาด การหาตลาดท่าบกให้ชาวประมงได้ประกอบอาชีพและการขยายสินค้าสัตว์น้ำได้มากขึ้นซึ่งขณะนี้ อสป.กำลังหารือกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย นำร่องสินค้าสัตว์น้ำเป็นประเภทแรก หากเป็นไปตามที่คาดการณ์จะมีการสร้างคลังสินค้าใกล้ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เป็นที่แรก มีการสร้างห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้า และหากมีความต้องการสินค้าก็จะทำให้สามารถขนส่งขึ้นเรือได้สะดวก รวดเร็ว ถ้าประสบผลสำเร็จก็จะขยายท่าบกในพื้นที่อื่นๆ ที่ยากต่อการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำ

แปลงใหญ่เกษตรฯคืบหน้า เบิกจ่ายกว่า95%ทันก่อนสิ้นปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617196

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ภาพรวม ว่ามีกลุ่มแปลงใหญ่ที่แจ้งเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 3,381 แปลง จากเป้าหมาย 5,250 แปลง แบ่งเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร 1,065 แปลง กรมการข้าว 2,029 แปลง กรมปศุสัตว์ 109 แปลง กรมประมง 29 แปลง การยางแห่งประเทศไทย 134 แปลง และกรมหม่อนไหม 15 แปลงโดยผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการระดับจังหวัดแล้ว 3,379 แปลง คิดเป็นร้อยละ 99.94 ของแปลงที่ร่วมโครงการดำเนินการจัดทำ MOU กับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของสินค้าแปลงใหญ่แล้ว 3,379 แปลงคิดเป็นร้อยละ 99.94 ของแปลงที่เข้าร่วมโครงการโอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว 3,379 แปลงคิดเป็นร้อยละ 99.94 ของแปลงที่เข้าร่วมโครงการ วงเงินงบประมาณกว่า 9,364 ล้านบาท ผลการใช้จ่ายเงินของกลุ่มแปลงใหญ่เบิกจ่ายแล้ว 3,190 แปลง คิดเป็นร้อยละ 94.35 ของแปลงที่เข้าร่วมโครงการ วงเงินงบประมาณรวมกว่า 8,428 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ในฐานะที่กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้ประสานงานหลักของโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ของกรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมประมง การยางแห่งประเทศไทย และกรมหม่อนไหม เร่งรัดการจัดซื้ออุปกรณ์ วัสดุการเกษตร และเบิกจ่ายงบประมาณตามที่กลุ่มแปลงใหญ่แต่ละกลุ่มได้เสนอแผนไว้ เพื่อให้การดำเนินโครงการในภาพรวมสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ที่มีกลุ่มแปลงใหญ่เข้าร่วมโครงการฯ รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบเป็นระยะ ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการส่งมอบเครื่องจักรกลทางการเกษตร ปัจจัยการผลิต โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างและอื่นๆ ตามแผนการดำเนินโครงการและความต้องการของเกษตรกลุ่มแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาศักยภาพ ลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 15 กันยายน 2563 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ และมีสถานะเป็นนิติบุคคล ตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม และยกระดับการผลิตไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง มีกำหนดจะสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 14 กันยายน 2564 ให้ขยายระยะเวลาจากวันที่ 30 กันยายน 2564

กรมชลประทานระบายน้ำ หมื่นล้านลบ.ม.สู่อ่าวไทย ลุ่มเจ้าพระยากลับมาปกติ ฤดูแล้งทำนาปรัง2.8ล้านไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617193

วันจันทร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบเกิดภาวะน้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้รวบรวมปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-1 พฤศจิกายน 2564 พบว่ามีปริมาณไหลผ่านเขื่อนทั้ง 2 แห่งออกสู่อ่าวไทย ถึง 11,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่เศรษฐกิจจึงมีการควบคุมปริมาณน้ำผ่านสถานีวัดน้ำบางไทร และผันน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง คาดว่าสถานการณ์ลุ่มเจ้าพระยาจะเข้าสู่ภาวะปกติวันที่ 23-25 พฤศจิกายนนี้

ส่วนปริมาณน้ำในทุ่งรับน้ำที่เป็นแก้มลิงธรรมชาติ 10 ทุ่ง ในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ได้เริ่มทยอยระบายออกแล้ว เหลือค้างทุ่งประมาณ 645 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสำรองไว้ใช้สำหรับการทำนารอบ 2 (นาปรัง) ร่วมกับการจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งในฤดูแล้งปี 2564/65 นี้ ลุ่มเจ้าพระยา ได้รับจัดสรรน้ำทำนาปรัง ได้ทั้งสิ้นประมาณ 2.8 ล้านไร่

สำหรับสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา นั้น เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 61% หรือ 8,200 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การ4,422 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 47% หรือ 4,509 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 1,659 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำเก็บกักเต็ม 100% ทำให้ฤดูแล้งนี้ มีน้ำต้นทุนรวมประมาณ 8,000 ล้าน ลบ.ม.ดีกว่าปีที่ผ่านมา

อธิบดีกรมชลฯติดตามระบายน้ำลุ่มน้ำท่าจีน สั่งเพิ่มศักยภาพผลักดันลงอ่าวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617228

อธิบดีกรมชลฯติดตามระบายน้ำลุ่มน้ำท่าจีน สั่งเพิ่มศักยภาพผลักดันลงอ่าวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายพงศธร ศิริอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและหรือออกแบบ) กรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะทำงานศูนย์บริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำท่าจีน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายยงยส เนียมทรัพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 นายประยูร เย็นใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) พร้อมด้วยผู้อำนวยการโครงการชลประทานในเขตทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย ทุ่งผักไห่ เจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ พระพิมล และทุ่งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ประกอบด้วย ทุ่งสองพี่น้อง และทุ่งโพธิ์พระยา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือพร้อมรายงานสถานการณ์ลุ่มน้ำท่าจีน การบริหารจัดการน้ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันตก ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา ต.โพธิ์พระยา อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

จากนั้น อธิบดีกรมชลประทาน และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ประตูระบายน้ำแม่หม้าย และประตูระบายน้ำบางเลน พร้อมร่วมหารือกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ โดยได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำส่วนเกินในพื้นที่ออกให้เร็วที่สุด เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายและกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำที่คงเหลืออยู่อย่างปราณีต เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง

ทั้งนี้ นายประพิศ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำท่าจีน ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมทั้งหมด 14,837 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ประมาณ 8,141 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 45 ปัจจุบันได้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 11 ทุ่งไปแล้วรวมประมาณ 1,335.58 ล้าน โดยทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันตก กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 413 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 143 เครื่อง เร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำสายหลักและทะเลอ่าวไทยตามลำดับ ทั้งนี้ จะคงเหลือปริมาณน้ำไว้ในทุ่งเพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งต่อไป คาดว่าจะสามารถระบายน้ำออกจากทุ่งได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเร่งรัดในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว โดยเน้นย้ำให้เร่งทำการระบายน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่ ด้วยการระดมทรัพยากร เครื่องจักร เครื่องมือที่มีอยู่ในพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมกับเน้นย้ำให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับแนวทางตามวิถีชีวิตของชุมชนและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง รวมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกภาคส่วนด้วย – 006