ซีพีเอฟ ชู 4 ปัจจัยสำคัญ หัวใจหลักสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงไก่เนื้อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616729

ซีพีเอฟ ชู 4 ปัจจัยสำคัญ หัวใจหลักสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงไก่เนื้อ

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 10.03 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ แนะ 4 หัวใจหลักความสำเร็จในการเลี้ยงไก่เนื้อ คือ ป้องกันโรคเคร่งครัด  ยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์  ประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย ผู้ปฏิบัติงานมีจิตสำนึก ตระหนักรู้อย่างรับผิดชอบด้วยวัฒนธรรมองค์กร ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ สด สะอาด ปลอดภัย ครองใจคนไทยหลายคนมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านมาตรฐานอาหารสากล บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตเนื้อไก่มีคุณภาพและปลอดภัยได้มาตรฐานสากล และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป โดยยึดหัวใจหลัก 4 ประการ ประกอบด้วย

การป้องกันโรคที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพซึ่งซีพีเอฟร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ จัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ เพื่อป้องกันโรคเชิงรุกขั้นสูงสุดเชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ โรงงานอาหารสัตว์ สู่ฟาร์ม และโรงงานแปรรูป ส่งผลให้ซีพีเอฟได้รับการรับรองคอมพาร์ทเมนต์ฟาร์มสัตว์ปีกปลอดโรคไข้หวัดนกแห่งแรกของประเทศไทย

หัวใจที่สอง คือ ไก่ความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุข หรือที่เรียกว่า CP Happy Chicken เพื่อให้ไก่เติบโตได้ดี แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ไก่ได้รับการคัดเลือก พัฒนาด้านพันธุกรรมที่ดีตามธรรมชาติด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วนำไปเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ให้อาหารที่มีโภชนาการที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของไก่แต่ละช่วงวัยเช่นเดียวกับหลักโภชนาการของมนุษย์ ภายใต้การเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี หรือหลักอิสระ 5 ประการ ประกอบไปด้วย ปราศจากจากความหิวกระหาย ปราศจากความไม่สะดวกสบาย ปราศจากการบาดเจ็บและเจ็บป่วย ปราศจากความกลัว และมีอิสระแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ มีสุขภาพจิตที่ดี มีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย “จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโต ตามความเชื่อที่ผิดมานาน”

สำหรับหัวใจที่สาม ซีพีเอฟ ยังคำนึงถึงนวัตกรรมการต่อยอด ประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยง เช่น การจัดการฟาร์มแบบเกษตรอัจฉริยะ ในการจัดการอุปกรณ์การเลี้ยงภายในโรงเรือนและการจัดการข้อมูล ประยุกต์เทคโนโลยี Internet of Things หรือ IOT และระบบ Big Data มาใช้จริง  2.การติดตั้งกล้องอัจฉริยะตรวจวัดน้ำหนักไก่แบบเรียลไทม์และแม่นยำ โดยไม่ต้องสัมผัสตัวไก่ให้เกิดความเครียด 3.การติดตั้งอุปกรณ์กล้องตรวจสุขภาพ และพฤติกรรมไก่ (Smart Eye) ช่วยลดการรบกวนไก่ในโรงเรือน ลดการปนเปื้อนเชื้อ สนับสนุนหลักการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี 

ซีพีเอฟยังได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ไก่เบญจา (Benja Chicken) ซึ่งมีจุดเด่นในการเลี้ยงด้วยข้าวกล้อง เนื้อไก่มีความหอม ไม่คาว เนื้อนุ่ม เด้ง เพราะเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เรียงตัวสวยงาม เนื้อมีความฉ่ำ และได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF International ว่าไม่เคยได้รับยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู ซึ่งมั่นใจได้ว่าเป็นธรรมชาติ 100% ปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งโต จนทำให้ซีพีเอฟได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนวัตกรรม Top Innovative Product ของงาน THAIFEX – World of Food Asia 2019 รายเดียวในกลุ่ม “วัตถุดิบสด”

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อ ซีพีเอฟ ได้รับมาตรฐาน QS เป็นมาตรฐานสูงสุดรับรองความปลอดภัยอาหารสำหรับผู้บริโภคชาวเยอรมันและสหภาพยุโรป สะท้อนถึงความใส่ใจให้คนไทยได้เข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยมาตรฐานสากล

ส่วนสุดท้ายปัจจัยด้านที่ 4 คือบุคลากรที่เกี่ยวข้องการเลี้ยงซึ่งทุกคนเป็นรากฐานสำคัญ ต้องมีจิตสำนึก ตระหนักรู้ สร้างสรรค์สิ่งที่ดี ภายใต้ค่านิยมองค์กร CPF Way ในการส่งมอบอาหารปลอดภัย ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตไก่เนื้อ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญศึกษาและนำเทคโนโลยีต่างๆ และองค์ความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ได้มาตรฐานสากล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรเพื่อสามารถนำไปต่อยอดองค์ความรู้ และ 4 หัวใจหลัก เพื่อการผลิตไก่เนื้อคุณภาพสูง ปลอดภัย ปลอดสารแก่ผู้บริโภค” นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ปศุสัตว์’กู้เกมวัตถุดิบโลกพุ่ง ช่วย’ชาวนา-ผู้เลี้ยงสัตว์’ลดต้นทุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616718

'ปศุสัตว์'กู้เกมวัตถุดิบโลกพุ่ง ช่วย'ชาวนา-ผู้เลี้ยงสัตว์'ลดต้นทุน

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 08.58 น.

“ปศุสัตว์”กู้เกมวัตถุดิบโลกพุ่ง ช่วย”ชาวนา-ผู้เลี้ยงสัตว์”ลดต้นทุน ใช้ข้าวแหล่งพลังงานผลิตอาหารสัตว์

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 13 ปี มากกว่า 20% เป็นประวัติการณ์ของวงการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง สร้างปัญหาและภาระค่าใช้จ่ายด้านการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและไก่ แบกภาระเพิ่มขึ้น 20-30% ซึ่งวัตถุดิบอาหารสัตว์คิดเป็นต้นทุนหลัก 60-70% ของการเลี้ยงสัตว์และยังมีผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานปลายทางคือราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ทั้งการบริโภคภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนาเพาะปลูกข้าวที่ปีนี้ฝนดีข้าวนาปีทะลัก คาดว่าจะมีข้าวเปลือกปริมาณไม่ต่ำกว่า 25 ล้านตัน ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ เนื่องจากมีการผลิตข้าวส่วนเกิน 4-5 ล้านตัน กรมปศุสัตว์จึงได้มีแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และชาวนา โดยกู้วิกฤตการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพงและวิฤตการณ์ข้าวเปลือกราคาถูก โดยการปรับประยุกต์รูปแบบการเลือกใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการจัดการด้านอาหารสัตว์ตามสถานการณ์ปริมาณ และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (dynamic change) เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้ข้าวเปลือกบดในอาหารสุกรและสัตว์ปีกในช่วงอายุและปริมาณที่เหมาะสม แต่ควรมีข้อควรระวังในการใช้วัตถุดิบแต่ละชนิดในการประกอบสูตรอาหารให้เหมาะสมตามช่วงอายุการผลิตและประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมอาหารระบบทางเดินอาหาร โดยทั่วไปแล้วข้าวเปลือกบดไม่สามารถใช้ได้เกิน 20% ในสูตรอาหารสุกรและสัตว์ปีกระยะให้ไข่ อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ข้าวเปลือกบดประกอบสูตรอาหารสุกรและสัตว์ปีกระยะเล็ก

ข้าวเปลือกบด (ground paddy rice) เป็นวัตถุดิบอาหารที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรนิยมใช้ในการเลี้ยงสัตว์กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงที่ปลายข้าวมีราคาแพง และข้าวเปลือกมีราคาถูก ข้าวเปลือกบดได้จากการเอาข้าวเปลือกทั้งเมล็ดมาบดให้ละเอียด มีองค์ประกอบคุณค่าทางอาหารโดยประมาณ ดังนี้ คือ ความชื้น 10% โปรตีน 8.2% เยื่อใย 9.2% ไขมัน 1.9% เถ้า 6.5% และคาร์โบไฮเดรตย่อยง่าย (NFE) 62.4% พบว่าข้าวเปลือกบดมีปริมาณเยื่อใยสูง มีส่วนของเปลือกข้าวหรือแกลบเป็นองค์ประกอบ เมล็ดข้าวจะมีส่วนของแกลบประมาณ 20-25% ซึ่งส่วนของแกลบจะมีเยื่อใยและสารซิลิกา (silica) ประมาณ 40% และ 11-19% ตามลำดับ นอกจากนี้มีการใช้ข้าวกล้องบดหรือ ข้าวแดงบด (ground brown rice) สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ ประกอบด้วยรำละเอียด และข้าวสารหรือปลายข้าวผสมกัน มีองค์ประกอบคุณค่าทางอาหาร โดยข้าวกล้องมีเยื่อใยอยู่ในระดับต่ำ และมีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับปลายข้าวมาก จึงสามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความฟ่าม การเป็นฝุ่น และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสารไฟติน ดังนั้นข้าวกล้องหรือข้าวกะเทาะเปลือกสามารถใช้เป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์ได้ มีคุณค่าทางโภชนะใกล้เคียงกับข้าวโพดและปลายข้าวจึงสามารถใช้ทดแทนปลายข้าวในสูตรอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ ได้ดี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางเลือกและข่าวดีในวงการปศุสัตว์ ที่สามารถใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบทดแทนเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในอาหารสัตว์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการจัดการด้านอาหารสัตว์ โดยสามารถช่วยลดต้นทุนด้านการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ด้านอาหารสัตว์ นำข้าวกล้องหรือข้าวกระเทาะเปลือกเป็นแหล่งพลังงานหลักทดแทนวัตถุดิบข้าวโพด ข้าวสาลี เมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยเหลือชาวนาปลูกข้าว โดยการใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ เป็นการแก้ปัญหาต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตต่อไป

‘ประภัตร’หารือส่งโคขายตลาดจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616618

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือติดตามสถานการณ์เรื่องโค-กระบือ โดยมีตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว พ่อค้า และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เข้าร่วมการประชุม ก่อนจะมีข้อสรุปร่วมกัน โดยนายประภัตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ พร้อมเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการค้าส่งออกโค-กระบือ ซึ่งขณะนี้ประเทศจีน ยังคงเป็นตลาดหลัก แต่มีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย สารเร่งเนื้อแดง และโรคต่างๆ มีการทำข้อตกลงกับประเทศลาว ในการสร้างด่านชายแดนกักกันและตรวจโรค ซึ่งประเทศไทยก็ไม่สามารถส่งตรงสู่ประเทศจีนได้ โดยได้รับการติดต่อจากตัวแทนประเทศลาว แจ้งมาว่ามีความต้องการซื้อโค จากประเทศไทย เพื่อส่งต่อสู่ตลาดจีน กว่า 500,000 ตัว  ดังนั้น การหารือในครั้งนี้จึงได้ข้อสรุป และตนได้สั่งการให้ดำเนินการแล้ว

 สำหรับการดำเนินการต่างๆ ได้แก่ 1.ให้กรมปศุสัตว์ เปิดเขตพื้นที่ควบคมพิเศษ เพื่อส่งเสริมการนำเข้า การผลิต-ส่งออก โคและเนื้อโคปศุสัตว์ Sandbox ตามด่านชายแดนที่สำคัญ 2.ให้กำหนดมาตรการต่างๆ ตามที่ผู้ซื้อกำหนด (ประเทศจีน ประเทศลาว) รวมถึงการรณรงค์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค งดการใช้สารเร่งเนื้อแดง 3.ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หารือเพื่อเตรียมข้อมูลที่จะใช้ในการเจรจากับผู้ซื้อ 4.ให้ทางคณะเกษตรกรผู้เลี้ยงโค และพ่อค้าคนกลาง ไปพบผู้ซื้อประเทศลาว 5.ให้กรมปศุสัตว์ ประสานงานกับรัฐบาลจีน เพื่อหารือการจัดทำพิธีสารขอเจรจาส่งออกโค-กระบือ ไปยังประเทศจีนโดยตรง ไม่ต้องผ่านประเทศกลาง และ 6.ให้กรมปศุสัตว์ เร่งหารือและกำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ เพื่อเปิดด่านชายแดนทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำเข้าวัวมาขุนต่อและส่งออกได้

ปศุสัตว์เพชรบุรีลุย ฉีดวัคซีนป้องกัน โรคลัมปีสกินในโค ยับยั้งการป่วยตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616616

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานปศุสัตว์ จ.เพชรบุรี ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ให้โคเนื้อและโคนมในอำเภอต่างๆ ของ จ.เพชรบุรี รวม 1,150 ตัว แบ่งเป็น อ.ชะอำ โคเนื้อ 750 ตัว และโคนม 400 ตัว ยอดสะสม 9,950 ตัว คิดเป็นร้อยละ 8.79 จากยอดจัดสรรวัคซีน MEVAC LSD 113,100 โดส เมื่อรวมกับวัคซีน Lumpyvax 3,190 โดส ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ได้ 13,140 โดส พร้อมแนะนำให้เกษตรกร กำจัดและป้องกันแมลงดูดเลือดภายในฟาร์ม อย่างน้อย 30 วัน โดยระยะเวลาสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากรับวัคซีนอยู่ในช่วง 10 วัน-3 สัปดาห์ งดเคลื่อนย้ายสัตว์หลังจากฉีดวัคซีนอย่างน้อย 30 วัน และสังเกตอาการ หากมีอาการข้างเคียงให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที

ขณะเดียวกัน สำนักงานปศุสัตว์ อ.ท่ายาง ได้ลงพื้นที่ออกตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี สกิน โดยติดตามอาการสัตว์ป่วย พร้อมทั้งแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดแมลงพาหะของโรคให้กับเกษตรกร 3 ราย และได้เข้าทำแผลให้ลูกโค 1 ตัว อายุ 3 วัน เนื่องจากถูกสุนัขกัด

สำหรับสถานการณ์โรคลัมปี สกิน ใน จ.เพชรบุรี พบว่ามีโคป่วย ใน 8 อำเภอ 88 ตำบล 375 หมู่บ้าน 77 องค์กรปกครองท้องถิ่น จำนวนเกษตรกร 1,181 ราย โคเนื้อป่วย 5,480 ตัว โคนมป่วย 268 ตัว รวม 5,748 ตัว อัตราป่วย 16.72% ตาย 803 ตัว คิดเป็น 2.34% อัตราป่วยตาย 13.97%

กรมชลประทานเร่งพัฒนา พื้นที่กว๊านพะเยา-เวียงหนองหล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616619

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะทำงานพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูกว๊านพะเยา จ.พะเยา และเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย ผ่านระบบ VDO Conference ที่มีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมฯ ว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามพระราชดำริ ในพื้นที่ จ.พะเยา รวมทั้งสิ้น 4 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยรู ระยะเวลาดำเนินงาน 10 ปี (ปี 2559-2568) โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ ระยะเวลาดำเนินงาน 8 ปี (ปี 2562-2568) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เมาะ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทราย อยู่ในระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และอุทยานฯ

สำหรับโครงการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูกว๊านพะเยา กรมชลประทาน ได้รับการจัดสรรงบประมาณ งบกลาง ประจำปี 2564 เพื่อดำเนินการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูกว๊านพะเยา ประกอบด้วย งานขุดลอกคลองระบายน้ำรอบกว๊าน 0.24 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) งานขุดลอกตะกอนดิน 0.857 ล้าน ลบ.ม. และงานอาคารประกอบต่างๆ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปี 2567

ขณะที่โครงการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จ.เชียงราย ได้กำหนดแผนดำเนินงานไว้ 4 ปี (ปี 2565-2568) โดยปี 2565 จะขุดลอกตะกอนดิน 2 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1,430 ไร่ พร้อมก่อสร้างอาคารระบายน้ำ 2 แห่ง ฝายทดน้ำและระบบส่งน้ำ ความยาว 11 กิโลเมตร พื้นที่รับประโยชน์ 2,400 ไร่ ทั้งยังสามารถผันน้ำไปเติมในหนองได้อีกประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม./ปี อีกด้วย ส่วนในปี 2566 จะทำการขุดลอกตะกอนดิน 4.8 ล้าน ลบ.ม.และขุดลอกลำน้ำแม่ลัว ความยาว 16.20 กิโลเมตร เพื่อบรรเทาอุทกภัย มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 3,440 ไร่ ในเขต ต.จันจว้า และ ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน จ.เชียงราย

ส่วนปี 2567 จะดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน 3 ล้าน ลบ.ม. และก่อสร้างอาคารท่อลอดถนน 7 แห่ง มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 2,150 ไร่ และในปี 2568 จะดำเนินการขุดลอกตะกอนดิน 2.2 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 1,580 ไร่ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำต้นทุน รวมทั้งสิ้น 20 ล้าน ลบ.ม.ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 11,000 ไร่ และเพื่อการอุปโภค บริโภค จำนวน 10,008 ครัวเรือน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงราย มีความมั่นคงทางด้านน้ำ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

กรมประมงขยายเวลา อายุหนังสืออนุญาต16เรื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616617

วันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมประมง ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ เกษตรกรชาวประมง ผู้ประกอบการ ในการดำเนินการตามกระบวนการต่างๆ ตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยลดการเดินทางมาติดต่อราชการ ลดความแออัด ลดความเสี่ยง และไม่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ จึงออกประกาศ เรื่อง การอำนวยความสะดวกประชาชน มิให้ต้องเสียประโยชน์ หรือละเมิดกฎหมาย ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกท้องที่ โดยสรุปสาระสำคัญ ได้แก่ 1.ให้ขยายเวลาหรืออายุของทะเบียน หนังสือรับรอง ใบรับรอง หรือหนังสือประกาศรับรอง ตามประกาศกรมประมงและระเบียบกรมประมงจากวันที่หมดอายุหรือสิ้นอายุไปถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 จำนวน 16 เรื่อง

2.เมื่อสิ้นสุดการขยายเวลา หรืออายุของทะเบียน หนังสือรับรอง ใบรับรอง หรือหนังสือประกาศรับรองตามประกาศนี้แล้ว ให้เกษตรกร ชาวประมง ผู้ประกอบการที่ได้ขยายเวลาหรืออายุดังกล่าว เร่งดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียน หนังสือรับรอง ใบรับรอง หรือหนังสือประกาศรับรองภายใน 30 วัน นับจากวันสิ้นสุดการขยายเวลาหรืออายุของทะเบียน หนังสือรับรอง ใบรับรอง หรือหนังสือประกาศรับรองตามประกาศดังกล่าว

นายบัญชา กล่าวอีกว่า การออกประกาศของกรมประมงในครั้งนี้จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง รวมถึงผู้ประกอบการในภาคการประมงทุกภาคส่วน และขอเป็นกำลังใจให้ก้าวพ้นสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ไปได้

ปศุสัตว์ชี้แจงทำถูกต้องตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย ‘ค่าธรรมเนียมเขตปลอดภาษี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616503

ปศุสัตว์ชี้แจงทำถูกต้องตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย 'ค่าธรรมเนียมเขตปลอดภาษี'

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.19 น.

ปศุสัตว์ชี้แจงทำถูกต้องตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย “ค่าธรรมเนียมเขตปลอดภาษี” หารือทุกฝ่าย คำนึงถึงผลกระทบทุกมิติ โปร่งใสตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวกรณี กรมปศุสัตวละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับส่งเสริมการค้าและการลงทุนและการอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีสร้างเงื่อนไขให้ผู้นำเข้าส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ ในเขตปลอดอากรต้องไปขออนุญาต ทำให้เป็นภาระ เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อผู้ประกอบการที่จะต้องเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม และเสียเวลาไปกับการตรวจนั้น

กรมปศุสัตว์ขอชี้แจงว่า กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านสุขภาพสัตว์ ด้านอาหารปลอดภัย การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการในด้านต่างๆ และให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและด้านวิจัยงานวิชาการ ได้คำนึงและเห็นถึงความสำคัญด้านการส่งเสริมและการลงทุนการประกอบกิจการนำเข้าและส่งออกสินค้าปศุสัตว์มาโดยตลอด ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดจากสัตว์หรือซากสัตว์เพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์แตกต่างจากพระราชบัญญัติศุลกากรฯ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่เขตปลอดอากร เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง โดยแม้จะอยู่ในเขตปลอดอากรแต่เชื้อโรคจากสัตว์หรือซากสัตว์ ก็มีโอกาสและความเสี่ยงในการแพร่กระจายออกไปสู่ภายนอกเขตปลอดอากรได้ ดังนั้น พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ฯ จึงใช้บังคับแก่กรณีการนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเข้าไปในเขตปลอดอากรด้วย ซึ่งการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งซากสัตว์ในเขตปลอดอากร ผู้ประกอบการต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต กิโลกรัมละ 7 บาท ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 5 บาท

นอกจากนี้ ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำผ่านราชอาณาจักรทางอากาศยานซึ่งซากสัตว์ กรณีที่ไม่มีการเปิดตรวจตู้สินค้าหรือแบ่งถ่ายโอนสินค้า และยังอยู่ในเขตปลอดอากรจนกระทั่งมีการเปลี่ยนถ่ายอากาศยาน แล้วขนส่งผ่านออกไปนอกราชอาณาจักรภายในระยะเวลาไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2564 เป็นต้นมา เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิตให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ในตลาดโลก โดยไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและการผลิตปศุสัตว์ภายในประเทศด้วย โดยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดและความปลอดภัยด้านอาหาร ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศ เนื่องจากประเทศไทย เป็นแหล่งส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังต่างประเทศ และส่งเสริมการค้าและการลงทุนอื่นๆ เช่น การลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำเข้าซึ่งซากสัตว์ในราชอาณาจักร และส่งออกนอกราชอาณาจักรทางอื่นนอกจากทางอากาศยาน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้วินิจฉัยทั้ง 2 ครั้ง สรุปได้ว่า การปฏิบัติของกรมปศุสัตว์ไม่ถือว่า เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือนอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และเป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในด้านการส่งเสริมและการลงทุนการประกอบกิจการนำเข้าและส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ที่มีความเห็นว่า การยกเว้นตามมาตรา 152 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ที่เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในด้านพิธีการศุลกากร ไม่รวมถึงการยกเว้นการควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน ดังนั้น “กรมปศุสัตว์จึงถือว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว”

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ณ ปัจจุบัน กรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างการรวบรวมรวบข้อมูลและหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการเสนอลดค่าธรรมเนียมดังกล่าว เพื่อความโปร่งใสสามาารถตรวจสอบได้ โดยจะหารือในทุกมิติคำนึงถึงผลกระทบในทุกด้านและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ อำนวยความสะดวกทางการค้าและบริการโดยเฉพาะด้านการปศุสัตว์ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต ซึ่งในการดำเนินการ กรมปศุสัตว์ต้องมีการรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุมครบถ้วน ให้สอดคล้องนโยบายด้านการส่งเสริมและการลงทุน อันเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

กรมส่งเสริมฯขึ้นทะเบียน 5แมลงเศรษฐกิจหนุนสร้างอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616350

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง  ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ และสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้ง ตั้งแต่ปี 2523 เพื่อพัฒนาการเลี้ยงผึ้งให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งไปยังเกษตรกรทั่วประเทศ ต่อมาได้พัฒนาและขยายงานส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจไปยังแมลงชนิดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะแมลงเศรษฐกิจสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง ครั่ง และจิ้งหรีด สามารถพัฒนาเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพทางเลือก  เช่น การเลี้ยงผึ้ง นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรจากการขายผลิตภัณฑ์ผึ้งแล้ว เกษตรกรผู้ปลูกพืชยังได้ประโยชน์จากผึ้งที่ช่วยผสมเกสรให้พืช เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล เช่น ลำไย ลิ้นจี่ เงาะ ฯลฯ

ส่วนการเลี้ยงจิ้งหรีดที่เป็นแหล่งอาหารใหม่ (Novel food) ให้โปรตีนสูงที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาดโลกอยู่ในขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้คุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเบื้องต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน เช่น น้ำพริกจิ้งหรีด ข้าวเกรียบจิ้งหรีด คุกกี้จิ้งหรีด

สำหรับการขึ้นทะเบียนเกษตรกรครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลจะใช้เป็นฐานข้อมูลไปประกอบการกำหนดโครงการ หรือมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆ โดยเชิญชวนเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ 5 ชนิดดังกล่าว มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทำการเพาะเลี้ยงได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเนื้อที่เพาะเลี้ยงขั้นต่ำในการขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร จำแนกตามประเภท คือ ผึ้งพันธุ์และผึ้งโพรง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชนิดละ 10 รังขึ้นไป ชันโรง 20 รังขึ้นไป ครั่ง ซึ่งเลี้ยงบนไม้ยืนต้น ตั้งแต่ 5 ต้นขึ้นไป และจิ้งหรีด พื้นที่การเลี้ยงตั้งแต่ 30 ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งทั้งเกษตรกรรายเดิมที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจแล้ว เมื่อเริ่มฤดูกาลเพาะเลี้ยงรอบใหม่ในปริมาณเดิม สามารถแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือผ่านแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ส่วนเกษตรกรที่ต้องการเพิ่มการเพาะเลี้ยงในรอบฤดูกาลใหม่และเกษตรกรรายใหม่ สามารถและขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่เพาะเลี้ยงเท่านั้น

อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้รับการดูแลและสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ และภาครัฐจะนำข้อมูลของพี่น้องเกษตรกรไปใช้วางแผนเพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและการตลาดให้กับเกษตรกรได้ถูกต้องแม่นยำต่อไป จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ 5 ชนิดดังกล่าว แจ้งปรับปรุงหรือมาขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือผ่านแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ศูนย์ข้าวฯชูแปลงใหญ่ สร้างผลผลิตครบวงจร #SootinClaimon.Com

https://www.naewna.com/local/616347

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเรืองศักดิ์ สีตะริสุ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวสหกรณ์โคเนื้อสุรินทร์วากิวยางสว่าง จำกัด จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ได้รวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เมื่อปี 2556 ร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 ปัจจุบันมีสมาชิก 120 ราย พื้นที่การปลูกข้าว 1,444 ไร่ ทางกลุ่มปลูกข้าวมะลิ 105 กข15 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวมะลิแดง โดยแบ่งโซนกันปลูกเพราะง่ายต่อการเก็บเกี่ยว และป้องกันการปลอมปนของพันธุ์ข้าว ทางกลุ่มจำหน่ายทั้งเมล็ดพันธุ์และสี แปรรูปจำหน่าย โดยเมล็ดพันธุ์จะจำหน่ายให้กับเครือข่ายในจังหวัดใกล้เคียง ผลผลิตที่แปรรูปส่งจำหน่ายโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มฯ ได้รับรองมาตรฐาน GAP มาตรฐานข้าวอินทรีย์

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ได้เข้ามาส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรในด้านเมล็ดพันธุ์ถึง 3 ปี ทั้งชั้นพันธุ์ขยาย และชั้นพันธุ์จำหน่าย พร้อมทั้งเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงอบรมให้องค์ความรู้ พร้อมทั้งส่งเสริมกลุ่มฯ เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด นำเงินทุนที่ได้มาจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิตข้าว ได้แก่ รถเกี่ยวนวดข้าว รถดำนา เครื่องหยอดข้าว เครื่องอัดฟาง รถอีแต๋น และโดรนพ่นยา นำมาใช้ร่วมกันภายในกลุ่ม พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการดูแลเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยแบ่งให้คณะกรรมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มฯ ซึ่งเป็นผลดี ช่วยทุ่นแรงให้กับสมาชิก ลดต้นทุนการผลิต ช่วยขับเคลื่อนกลุ่มฯ จนประสบความสำเร็จ เห็นได้จากผลผลิตข้าวที่ได้คุณภาพและมาตรฐานรองรับ

กรมพัฒนาที่ดินทำMOUหนุนการพัฒนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/616348

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม สนับสนุนการวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ในภาคการเกษตร ร่วมกับนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ปฏิบัติการแทน ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และ น.ส.ธีรณี อจลากุล ผอ.สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ รับมอบอำนาจจากนายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผอ.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงดังกล่าว มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเชื่อมโยงและต่อยอดการใช้ประโยชน์ข้อมูลภาคการเกษตร เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการรวบรวม Big Data เป็นการบูรณาการข้อมูลภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่

น.ส.เบญจพร เปิดเผยว่า การประสานความร่วมมือครั้งนี้เน้นการใช้ประโยชน์การวางแผนบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม บูรณาการข้อมูลจากฐานข้อมูลของระบบ Agri-Map ตั้งแต่ปี 2558 อย่างไรก็ดี ข้อมูลใน Agri-Map มีหลายชั้น เป็นข้อมูลในระดับเชิงภูมิสารสนเทศ มีความจำเป็นต้องพัฒนาเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้งนี้ เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน มีโอกาสทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ เพื่อพัฒนาบุคลากรในการจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการนำข้อมูลด้านการเกษตรมาพัฒนาเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดผลงานเชิงประจักษ์ของการบูรณาการข้อมูล เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการวิเคราห์และใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในภาคการเกษตร ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้