เกษตรกรสุโขทัยวอนลุงตู่ เร่งหาวัคซีนคุมโรคลัมปีสกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583926

เกษตรกรสุโขทัยวอนลุงตู่ เร่งหาวัคซีนคุมโรคลัมปีสกิน

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว หมู่ที่ 10 ต.วังน้ำขาว อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ได้รวมตัวกันร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ว่าขณะนี้กำลังได้รับความเดือดร้อนหนัก จากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน ทำให้วัวขุนตัวละ 50,000-60,000 บาท ติดเชื้อล้มตายจำนวนมาก ซ้ำมีการตั้งด่านห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ วัวอ้วนพร้อมขายก็ส่งขายพ่อค้าไม่ได้ ทำให้ต้องกินทุนไปเรื่อยๆ และไม่มีเงินใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จนเครียดกันทั้งหมู่บ้าน 

นายสนม  โพธิ์ใจ กำนันตำบลวังน้ำขาว บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ที่บ้านเลี้ยงวัวขุนไว้ 40 ตัว เป็นโรคลัมปี สกิน แล้ว 3 ตัวส่วนการดูแลนั้นทางปศุสัตว์ให้วัคซีนมา แต่ไม่เพียงพอ เกษตรกรก็ต้องหากันเอง ตอนนี้ทุกคนเดือดร้อนมาก เริ่มแย่ลงทุกที เพราะเคลื่อนย้ายวัวไปขายไม่ได้ ทำให้เริ่มกินทุนไปเรื่อยๆ

นายนิพนธ์  พ้นเคราะห์ สมาชิก อบต.วังน้ำขาว บอกว่า เฉพาะในหมู่บ้านนี้มีกว่า 140 หลังคาเรือน เลี้ยงวัวกันแทบทุกบ้าน บ้านละไม่ต่ำกว่า 10 ตัวรวมทั้งหมู่บ้านก็ประมาณ 5,500 ตัว เป็นวัวปลายน้ำ พร้อมขาย ถ้าเลี้ยงเกิน75 วัน ก็จะทำให้ขาดทุนอย่างหนักจึงขอวิงวอน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ช่วยเร่งจัดหาวัคซีนมาให้เกษตรกร และเปิดด่านกักกันสัตว์โดยเร็ว เพื่อจะได้เคลื่อนย้ายวัวส่งขายพ่อค้า นำเงินมาใช้หนี้ ธ.ก.ส.

นายเผ่าพันธ์  ปราณีบุตร ปศุสัตว์อำเภอบ้านด่านลานหอย กล่าวว่า โรคลัมปี สกิน เริ่มแพร่ระบาดในพื้นที่ อ.บ้านด่านลานหอย เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2564 ถึงปัจจุบันมีการแจ้งวัวตายแล้ว 66 ตัว ปศุสัตว์ได้เข้ามาช่วยเหลือโดยการแจกยา ฆ่าเชื้อ ฉีดพ่น แต่ก็ไม่เพียงพอกระทรวงมหาดไทยจึงให้เทศบาล กับอบต. เข้ามาช่วยแทน ขณะที่ อบจ.สุโขทัยก็ได้จัดซื้อเวชภัณฑ์ในการฉีดรักษา และยาพ่นฆ่าแมลงให้กับทุกอำเภอ ถ้ายังไม่พออบต. ก็จะจัดซื้อเพิ่มอีก ส่วนกรณีสัตว์ตายจะช่วยเหลือได้เฉพาะเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์แล้วเท่านั้น

สทนช. ติวเข้มระบบ Thai Water Plan ลดซ้ำซ้อนโปร่งใสแก้ปัญหาน้ำทุกมิติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583930

สทนช.ติวเข้มระบบThai Water Plan  ลดซ้ำซ้อนโปร่งใสแก้ปัญหาน้ำทุกมิติ

สทนช.ติวเข้มระบบThai Water Plan ลดซ้ำซ้อนโปร่งใสแก้ปัญหาน้ำทุกมิติ

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สทนช.ผนึกกำลังหน่วยงานด้านน้ำ จังหวัดและอปท.ทั่วประเทศ ติวเข้มการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำปี 2566-70 ผ่านระบบบูรณาการแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ หรือ Thai Water Plan มั่นใจช่วยให้การแก้ไขปัญหาน้ำเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกมิติ ลดความซ้ำซ้อน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมใช้เสนอแผนต่อ กนช.ปลายปีนี้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผนงานด้านน้ำของทุกหน่วยงานจะต้องผ่านกลไกการพิจารณาของคณะกรรมการในระดับพื้นที่ คือ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นที่และเกิดการ”บูรณาการอย่างแท้จริง นอกจากนี้แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำทั้งหมดต้องให้ กนช. เห็นชอบ ก่อนที่หน่วยงานของรัฐและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะไปขอตั้งงบประมาณประจำปี

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำปี 2566-2570 ได้ครบถ้วน ถูกต้อง สะดวก และรวดเร็ว สทนช.จึงได้พัฒนาระบบบูรณาการแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ หรือThai Water Plan (TWP) ขึ้นมา ซึ่งล่าสุดได้มีการจัดประชุมชี้แจงการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ปี 2566-2570 ผ่านระบบ TWP ดังกล่่าวให้กับคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด หน่วยงานที่ดำเนินการด้านทรัพยากรน้ำ 48 หน่วยงานจาก 13 กระทรวง จังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Video Conference) เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อแนวทางการเสนอแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ผ่านระบบ TWP

ทั้งนี้ Thai Water Plan เป็นเครื่องมือสำคัญที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในบูรณาการแผนงาน/โครงการด้านทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ สร้างระบบฐานข้อมูลกลางที่สามารถค้นหา ตรวจสอบความซ้ำซ้อน และวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญของแผนงานได้ พร้อมใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ความเหมาะสม ด้านวิศวกรรม สังคม เศรษฐศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมในทุกมิติ สะดวกและรวดเร็ว มีความโปร่งใส สามารถใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

“ความท้าทายของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ส่วนหนึ่งคือมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำจำนวนมาก มีอยู่ทุกตำบล ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้ในแต่ละปี มี
งบประมาณด้านน้ำจำนวนมาก กระจายอยู่ทั้ง 3 มิติงบประมาณ ประกอบด้วย ภารกิจพื้นฐาน (Function) ภารกิจยุทธศาสตร์ นโยบายเร่งด่วน แนวทางปฏิรูปภาครัฐ งบประมาณบูรณาการ (Agenda) และภารกิจพื้นที่ ท้องถิ่นภูมิภาค จังหวัด กลุ่มจังหวัด (Area) สทนช.จึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาการจัดทำแผนปฏิบัติการทรัพยากรน้ำของทุกหน่วยงานอย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของแผนงานและงบประมาณ โดย Thai Water Plan จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สามารถจัดลำดับความสำคัญ และความพร้อมของแผนปฏิบัติการด้านน้ำของหน่วยงานต่างๆ ให้ครบถ้วน ถูกต้อง เพื่อทันต่อการวางแผนแก้ไขปัญหาด้านน้ำในเชิงพื้นที่ที่ครอบคลุมทุกมิติ

ปีนี้เป็นปีแรกที่ สทนช.ได้นำระบบ Thai Water Plan มาใช้ โดยได้ทำการประชุมซักซ้อมทดลองระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้หน่วยงานด้านน้ำทั้งส่วนกลาง หน่วยงานระดับจังหวัดและท้องถิ่น สามารถจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2566 และปี 2566-2570 ผ่านระบบ Thai Water Plan ได้ถูกต้อง โดยระบบจะเปิดให้กรอกข้อมูลตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน – 30กรกฎาคม 2564 ทั้งนี้ การเข้ากรอกรายละเอียดแผนปฏิบัติการดังกล่าว ในส่วนของระดับพื้นที่ สทนช. ได้ประสานกระทรวงมหาดไทยในการแจกจ่ายรหัสเข้าใช้งานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อมอบหมายผู้รับผิดชอบดำเนินการต่อไป ส่วนหน่วยงานราชการในส่วนกลาง สทนช. ประสานแจ้งรหัสการเข้างานกับแต่ละหน่วยงานโดยตรง เพื่อให้ทันต่อการเสนอแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำต่อ กนช. ภายในเดือนธันวาคม 2564 นี้” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย

กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือมรภ.พระนคร พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ของชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583932

กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือมรภ.พระนคร พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ของชุมชน

กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือมรภ.พระนคร พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ของชุมชน

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายในการขับเคลื่อนงานพัฒนาการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ซึ่งประกอบด้วย การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรภาคการเกษตรในทุกระดับผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ตั้งแต่เยาวชนผ่านกระบวนการพัฒนายุวเกษตรกร (4-H) โดยการสร้างให้เยาวชนเกิดความภาคภูมิใจอาชีพการเกษตรและเตรียมความพร้อมในทักษะด้านต่างๆ เพื่อก้าวสู่การประกอบอาชีพในอนาคต ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ โดยพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer สู่ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ที่มีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม นำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการผลิตและการตลาด สามารถบริหารจัดการการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เป็นผู้นำในการพัฒนาการเกษตรของชุมชนได้ต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (มรภ.พน.) จะเข้ามาสนับสนุนกรมส่งเสริมการเกษตรในการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนากำลังคนภาคการเกษตร เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยฯมีองค์ความรู้ และนักวิชาการที่มีศักยภาพด้านวิชาการและเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งสามารถขยายผลในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่ชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาเด็กและเยาวชน เกษตรกรรุ่นใหม่Young Smart Farmer, Smart Farmer องค์กรเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน และบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน รวมทั้งการพัฒนาคนในภาคการศึกษา ให้สอดคล้องกับการพัฒนากำลังคนภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร(มรภ.พน.)ขึ้น ในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ณ ห้องประชุมสมันตเนตร ชั้น 8 อาคารเรียนรวมและอำนวยการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (มรภ.พน.) โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยมีความรู้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเกษตร 2) เพื่อให้เด็ก เยาวชน ยุวเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ มีความรู้ในการบริหารจัดการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบยั่งยืนในอนาคต 3) เพื่อพัฒนาส่งเสริมความรู้ให้บุคลากรทั้งสองฝ่ายและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมีความรู้ด้านการเกษตรโดยแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน และ 4) เพื่อให้ภาคการเกษตร เคหกิจเกษตร การแปรรูปผลผลิตเกษตร การตลาดสินค้าเกษตร งานวิชาการเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer, Smart Farmer องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนได้รับการพัฒนาจนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรเกษตรกร ได้แก่กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการกลุ่มให้มีประสิทธิภาพ โดยกรมส่งเสริมการการเกษตรมีทิศทางการดำเนินงานดังกล่าวอย่างชัดเจนและสอดคล้องกันในทุกระดับ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างครอบคลุม ทั่วถึง และต่อเนื่อง ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ซึ่งโดดเด่นในด้านงานวิจัยระดับชุมชน เหมาะสมที่จะนำไปส่งเสริมและขยายผลไปสู่เกษตรกร และภาคการเกษตรไทยในวงกว้างต่อไป

บุรีรัมย์ประกวดยุทธวิธีตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583928

บุรีรัมย์ประกวดยุทธวิธีตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์  เป็นประธานเปิดการฝึกและประกวดการฝึก เพื่อควบคุมความประพฤติและระเบียบวินัยของข้าราชการตำรวจ ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ประจำปี 2564 โดยมี พ.ต.อ.นิรันดร์ แก้วอิน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรในสังกัด และผู้เข้ารับการประกวดการฝึกฯ ร่วมในพิธี ที่โดมสวนรมย์บุรี 200 ปี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจมีการพัฒนาตนเองในด้านความรู้ เทคนิคและทักษะความชำนาญในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ปลูกฝังจรรยาบรรณ และจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ข้าราชการตำรวจ และเพื่อให้สายงานป้องกันปราบปรามมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในชีวิต ร่างกาย ของข้าราชการตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยการประกวดการฝึกในครั้งนี้ มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คะแนนในแต่ละท่าการฝึกไว้ โดยมีตำรวจจากทุกสถานีตำรวจภูธร ทั้ง 34 สถานีตำรวจ

โดยการฝึกปฏิบัติ ประกอบด้วย แบบฝึกยุทธวิธีตำรวจ การใช้อาวุธที่ถูกต้องและมีความปลอดภัย นอกจากนั้น ก็เป็นการฝึกระเบียบวินัยต่างๆ เช่น ระเบียบแถวชิด การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่ 

ศูนย์การฝึกนาวิกโยธินอ.สัตหีบ เตรียมความพร้อมรับทหารใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583929

ศูนย์การฝึกนาวิกโยธินอ.สัตหีบ เตรียมความพร้อมรับทหารใหม่

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเรือตรี ชัยวัฒน์ คุ้มทิมผู้บัญชาการศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน พร้อมด้วย นายกิตติพงษ์ กิติคุณนายอำเภอสัตหีบ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่อำเภอสัตหีบ ร่วมตรวจการซักซ้อมการปฏิบัติในการเข้ารายงานตัวของทหารใหม่ผลัด 1/64 เข้าประจำการระหว่างวันที่1-2 กรกฎาคม 2564 เหมือนวันจริง เน้นมาตรการ Lock Down กองร้อยในการฝึกทหาร เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของกรมแพทย์ทหารเรือ ณ อาคารเรียนหมายเลข 8 ศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ        

โดยขั้นตอนการปฏิบัติในการเข้ารายงานตัวของทหารใหม่ผลัด 1/64 ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกองทัพเรือ ประกอบด้วย สถานีที่ 1 จุดลงรถ เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจวัดอุณหภูมิพร้อมกับฉีดพ่นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือการวัดอุณหภูมิถ้าหากอุณหภูมิเกิน 37.5 จะมีการให้พักคอย 10 นาที จากนั้นจะทำการวัดอุณหภูมิอีกครั้งถ้าหากอุณหภูมิไม่เกิน 37.5 จะส่งไปยังสถานีพักคอยและประชาสัมพันธ์ต่อไปถ้าตรวจพบอุณหภูมิเกินกว่า 37.5 จะทำการส่งกำลังพลไปยังสถานีสอบสวนโรคเพื่อสอบสวนโรคโดยละเอียดทันที สถานีที่ 2 จุดคัดกรองโรค เป็นสถานีซักประวัติการเดินทางของกำลังพลในห้วงเวลาที่ผ่านมาจากนั้นเข้าไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อทำการสอบถามประวัติโดยละเอียดอีกครั้งถ้าหากซักถามประวัติและมีความเสี่ยงในการติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) จะทำการส่งกำลังพลไปยังจุดสอบสวนโรคต่อไป สำหรับกำลังพลที่ไม่มีความเสี่ยงจะดำเนินการส่งตัวไปยังจุดคัดกรองโรคติดต่อทั่วไป  

 สถานีที่ 3  จุดสอบสวนโรคเป็นสถานีที่ทำการตรวจสอบและซักประวัติโดยละเอียด เพื่อวินิจฉัยกำลังพลที่มีความเสี่ยงหรือมีความเสี่ยงสูงเพื่อคัดแยกออกจากกำลังพลกลุ่มทั่วไป ถ้าหากสรุปแล้วเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจะทำการส่งตัวแยกไปกักตัวที่ พัน.พ.กรม.สน.พล.นย. เพื่อดำเนินการตรวจสารคัดหลั่ง (SWAB) และรอผลตรวจพร้อมกักกันตัว 14 วัน และสถานีที่ 4 จุดคัดกรองโรคทั่วไป เป็นการคัดกรองโรคติดต่อที่พบในชุมชนทหารได้บ่อย เช่น วัณโรค ตับอักเสบ และ ผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องรับประทานยาเป็นประจำจะให้พบแพทย์เพื่อตรวจให้คำแนะนำและวางแผนการนัดติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง

สศก.-สอท. เดินหน้าโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583656

สศก.-สอท.เดินหน้าโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ

สศก.-สอท.เดินหน้าโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิต ซึ่งมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สมดุล ทั้งด้านปริมาณ ความต้องการสินค้า และมีความมั่นคงทางการตลาด โดยในปี 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ (ระยะที่ 1) ผ่านกลไกคณะทำงานจัดทำแนวทางการส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตและการปลูกพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางดาเรศร์ กิตติโยภาส) เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมทั้งหน่วยงานที่ร่วมเป็นคณะทำงานและเลขานุการ รวม 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานในการส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตและปลูกพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร

โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับขีดความสามารถการบริหารจัดการของเกษตรแปลงใหญ่ด้วยการเกษตรสมัยใหม่และแม่นยำ ตั้งแต่การผลิตสินค้าเกษตร โดยมีตลาดที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน เน้นกระบวนการจัดการที่ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาในทุกด้าน ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ

“การดำเนินโครงการครั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มคิกออฟได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม และได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตร ที่สำคัญคือมีตลาดรองรับที่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งรายได้ของชุมชน จังหวัด และประเทศที่มากขึ้นไปด้วย บนฐานความยั่งยืนด้านรายได้และความเข้มแข็งของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สำหรับโครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำ สู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ เตรียมจะดำเนินการปี 2564 – 2566 โดยระยะแรก ดำเนินการร่วมกับ 7 บริษัท เกษตรกร 25,286 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 32 จังหวัด รวมพื้นที่ 298,111.36 ไร่ สินค้าเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ยางพารา โดยบริษัท ไทยอิสเทิร์น รับเบอร์
จำกัด ปาล์มน้ำมัน โดยบริษัท ทักษิณปาล์ม จำกัด อ้อยโรงงาน โดยโรงงานน้ำตาลเกษตรไทย โรงงานน้ำตาลรวมผล และโรงงานน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ ข้าวโพดหวาน โดยบริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) และ มะเขือเทศ โดยบริษัท ศรีเชียงใหม่อุตสาหกรรม จำกัด ทั้งนี้ มีเป้าหมายจะดำเนินการในพื้นที่แปลงใหญ่ที่มีการขึ้นทะเบียนแปลงใหญ่กับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเป็นเกษตรกรรายย่อยเครือข่ายของบริษัทผู้รับซื้อผลผลิตที่จะขึ้นทะเบียนรวมเป็นแปลงใหญ่ภายใต้โครงการ โดยอยู่ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร จากแหล่งรับซื้อ เพื่อลดต้นทุนการจัดการด้านโลจิสติกส์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ และการดำเนินการในระยะที่ 2 จะเป็นการพัฒนาเพื่อยกระดับขีดความสามารถ (Scale up) ของแปลงใหญ่ขึ้นไปสู่การรวมเป็นกลุ่มจังหวัด/ภูมิภาค (Area base) โดยจะมีการให้คัดเลือกกลุ่มสินค้าเกษตร (Product base) ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อป้อนเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ให้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งขณะนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เสนอความต้องการสินค้าเกษตรมาพร้อมแล้ว อาทิ มันสำปะหลังผักอินทรีย์ ผลไม้ ยูคาลิปตัส และ โกโก้

หนุนเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา คุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583657

หนุนเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา  คุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่

หนุนเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา คุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่

วันอังคาร ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรโดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.สงขลา (ศทอ.สงขลา) สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส เผยผลการทดลองใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ในยางพาราการทดสอบเบื้องต้นมีแนวโน้มว่าการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถควบคุมเชื้อสาเหตุโรคใบร่วงยางพาราในดินได้พร้อมเตรียมส่งเสริมเกษตรกรใช้แก้ปัญหาต่อไป

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า หลังจากที่โรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ ได้เริ่มระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2562 ในจังหวัดนราธิวาส ทำให้สวนยางพาราของเกษตรกรได้รับความเสียหาย โดยจะทำให้ใบยางร่วงรุนแรง ต้นยางมีสภาพเสื่อมโทรม ต้องหยุดกรีดยางทำให้ผลผลิตยางลดลงมากกว่าร้อยละ 50 และหากมีใบร่วงหลายๆครั้ง อาจจะทำให้ยางยืนต้นตายได้ ด้วยเหตุนี้กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ให้ ศทอ.สงขลา พร้อมด้วยสำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ทำการศึกษาทดลองในแปลงต้นแบบของเกษตรกร เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อ

โดย ศทอ.สงขลา ร่วมกับกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ทำการศึกษาคัดเลือกแปลงยางพารา ของนายบัณฑิตฐ์ เอียดเล็ก ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส พื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน ปลูกยางพาราพันธุ์ RRIM 600 อายุ 9 ปี ที่มีการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราอย่างรุนแรง ได้ทำการทดสอบโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในรูปแบบต่างกัน 2 กรรมวิธี คือ 1) ฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาลงดิน ในอัตราส่วน เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กก./น้ำ 200 ลิตรทั่วทั้งแปลง เน้นรอบทรงพุ่ม และ2) หว่านเชื้อราไตรโคเดอร์มาลงดิน อัตราส่วน เชื้อราไตรโคเดอร์มา 50 กรัม1 ตารางเมตร ทุกๆ 4 เดือน ซึ่งผลการศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าเชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถควบคุมเชื้อสาเหตุของโรค Pestalotiopsis sp. และColletotrichum sp. ได้ค่อนข้างดีโดยมีกลไกเข้าทำลายเชื้อสาเหตุคือ แย่งอาหารและปัจจัยในการเจริญเติบโต พันรัดเส้นใยให้เหี่ยว ผลิตน้ำย่อย (enzyme) ออกมาย่อยสลาย อีกทั้งยังพบว่าเชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถเจริญเติบโตยึดครองพื้นที่และควบคุมเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่ได้ทั้ง 2 กรรมวิธี โดยจะควบคุมได้ดีในช่วง 1-3 เดือน หลังใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มา จึงมีคำแนะนำให้เกษตรกรใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มาทุกๆ 3 เดือนเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อไตรโคเดอร์มาในดิน เกษตรกรสามารถปรับวิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ได้ นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่เกษตรกร โดยแนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำของ กยท. และโดโลไมท์อัตรา 400 กรัม/ต้น/ปี เพื่อปรับสภาพดิน ใช้สารเคมีพ่นบริเวณทรงพุ่มและพื้นดินรอบโคนต้น เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อสาเหตุต่อไป