เลยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา หลากหลายเมนูอาหาร-เครื่องสำอาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584198

เลยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา หลากหลายเมนูอาหาร-เครื่องสำอาง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเป็นประธานในการเปิดร้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ท่อมชงชา เป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกัญชาและกัญชง โดยมีนายแพทย์ปรีดาวรหาร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เลย พร้อมกับหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจผู้ปลูกกัญชาในจังหวัดเลย เข้าร่วมในพิธี ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย

นายแพทย์ปรีดา เปิดเผยว่า เขตสุขภาพที่ 8 โดยผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการ Service Plan สาขากัญชา ได้มียุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การใช้ประโยชน์ การสร้างรายได้ครอบคลุมทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 8 ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาต่อยอดให้มีผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีส่วนประกอบของกัญชาที่ไม่ใช่ยาเสพติดรวมทั้งส่งเสริมให้มีสถานที่เพื่อดำเนินการทั้งวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สาธิต แลกเปลี่ยน และเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ภายใต้ชื่อร้าน ท่อมชงชา (Tomchongcha shop: T2C)

โดยมีที่มาจาก ท่อม หมายถึงกระท่อม ชง หมายถึงกัญชง ชา หมายถึงกัญชา ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ได้เปิดดำเนินการนำร่องเป็นแห่งแรกของจังหวัดเลย ซึ่งมีผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์สุขภาพ จากวิสาหกิจ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกัญชาที่ได้รับอนุญาต จำนวน 3 แห่ง จาก 6 แห่งที่ได้รับอนุญาตปลูกอย่างถูกกฎหมายของจังหวัดเลย ซึ่งมีวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาเกษตรกรพัฒนาธุรกิจภาคเอกชน วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรภูอ่าง และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาเกษตรกรพัฒนาธุรกิจภาคเอกชน และในส่วนผู้ประกอบการร้านอาหารที่ปรุงอาหารมีส่วนประกอบจากกัญชาที่ไม่ใช่ยาเสพติด มีร้านเลยดานัง ที่ขายอาหารที่มีส่วนผสมของกัญชาจำหน่ายภายในร้าน และมีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร HERO LOEI และมีร้านจำหน่ายเมี่ยงคำ จากเครือข่าย อำเภอหนองหิน

ภายในงานได้มีการจัดแสดงเมนูสาธิตอาหารปรุงจำหน่ายที่มีส่วนผสมของกัญชา และมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สบู่สมุนไพร และชุดต้มยำสมุนไพร ที่มีส่วนประกอบจากกัญชาที่ไม่ใช่ยาเสพติด จากเครือข่ายวิสาหกิจผู้ปลูกกัญชาใน จ.เลย อีกด้วย

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584205

ซอกแซกอาเซียน  : 1 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 1 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แนวคิดเรื่องการจัดหาสถานที่เก็บสำรองข้าวฉุกเฉินที่ผมกล่าวมาในตอนที่แล้ว ซึ่งศึกษาโดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี สมาชิกหลายฝ่ายดูจะไม่ค่อยสนองตอบเท่าไหร่ ทั้งที่น่าจะเกิดประโยชน์มาก เนื่องจากมีการสำรองข้าวจริงเก็บไว้ตลอดเวลา และสามารถนำออกไปช่วยกรณีเกิดภัยธรรมชาติจนเกิดการขาดแคลนขึ้น แต่ทว่าจะว่าไปแล้ว ระบบนี้ก็แทบจะไม่ต่างจากระบบเดิมของแอปเตอร์ที่ออกแบบไว้แล้ว คือ ระบบ Preposition ที่มีการเอาข้าวไปเก็บรักษาไว้ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง และยื่นขอเสนอเป็นเจ้าภาพในการเก็บรักษา ซึ่งมีเป็นประจำอยู่ทุกปีอยู่แล้ว ประกอบกับ หากนำเอาระบบใหม่ที่กล่าวมาใช้ ตัวอย่างเช่น มีการจัดตั้งฉางเก็บสำรองข้าวในประเทศไทย สิ่งที่จะตามมา คือ ค่าใช้จ่ายในการเช่าหรือก่อสร้าง การจัดเก็บ การดูแลรักษา การขนส่ง รวมทั้งค่าประกันภัย และค่าอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งภาระหน้าที่ของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็จะเพิ่มขึ้น คือ ต้องไปดูแลรักษาข้าวที่เก็บไว้เป็นประจำอีก ดังนั้น ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของ เอดีบี จึงไม่ค่อยมีสมาชิกให้ความสนใจมากนัก ผมเองในฐานะผู้ปฏิบัติตามนโยบายและมติของแอปเตอร์ ก็ไม่มีความเห็นอะไร แล้วแต่คณะมนตรีแอปเตอร์จะตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอา พวกเราพร้อมเสมอ

ที่พูดมาทั้งหมดข้างต้น เป็นเรื่องของ เทียร์ 3 คือ การช่วยเหลือแบบให้เปล่า ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ถือเป็นกิจกรรมหลักของแอปเตอร์ที่ดำเนินการอยู่ แต่ในความเป็นจริง อย่างที่ผมพูดมาหลายครั้งว่า แอปเตอร์เรายังมี เทียร์ 1 และ เทียร์ 2 ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้นำมาดำเนินการเลย ทั้งที่น่าจะเป็นหัวใจหลักในการสนองตอบวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ เพราะในส่วนนี้ เรามีข้าวสำรองที่เรียกว่าearmarked stock อยู่ถึง 787,000 ตัน ซึ่งในปริมาณดังกล่าวปรากฏว่าตั้งแต่ผมเข้ามาเป็น จีเอ็ม มีการทำสัญญาล่วงหน้าหรือ Forward contract อยู่ครั้งเดียวที่เคยเขียนเล่าไปแล้วระหว่างญี่ปุ่น กับ ฟิลิปปินส์ ในจำนวนข้าว 10,000 ตัน ส่วนเทียร์ 2 ซึ่งมีการซื้อขายแบบเงินเชื่อนั้น ยังไม่มีเลย ความจริงแล้ว การที่จะมีหรือไม่มีนั้น ขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกเป็นหลัก ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายสำนักเลขานุการที่จะต้องพยายามชักชวนให้ประเทศสมาชิกสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรม สาเหตุที่ทั้งเทียร์ 1 และ 2 ยังไม่มีกิจกรรมเท่าที่ควร ก็เพราะว่าปัจจุบันนี้ สภาวะการขาดแคลนข้าว หรือการที่ข้าวในท้องตลาดมีราคาสูงมาก ยังไม่เกิดขึ้น เหมือนเมื่อปี 2008 ดังนั้น ตลาดข้าวจึงเป็นของผู้ซื้อ ประเทศผู้นำเข้าข้าวสามารถที่จะเลือกซื้อข้าวจากประเทศผู้ผลิตใดๆ ก็ได้ แต่ตรงกันข้ามจากเมื่อปี 2008 ที่ตลาดเป็นของผู้ขาย ราคาข้าวสูงมาก ทำให้ประเทศผู้ซื้อเดือดร้อนมาก ต้องจ่ายค่าข้าวแพงกว่าเดิมมาก แถมยังถูกผู้ขายเล่นตัวอีก เจ็บกันไปทั้งบาง และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการจัดตั้งแอปเตอร์ขึ้นมา

ผมได้เคยอ่านบทวิเคราะห์ของนักวิชาการต่างประเทศ สรุปว่าแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งแอปเตอร์ถือเป็นเรื่องดี มีประโยชน์ เพราะเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกประเทศ ทว่า ในทางปฏิบัติ ก็คงยากที่จะมีการช่วยเหลือกันอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ประเทศที่ขาดแคลนข้าวก็หวังที่พึ่งพิงจะได้ประโยชน์จากประเทศผู้ผลิตข้าวเหลือส่งออก ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออก ก็หวังที่จะได้กำไรจากการขายข้าว จึงเป็นเรื่องที่สวนกระแสและหาจุดสมดุลยาก รวมทั้งท้าทายต่อเจตนารมณ์ของแอปเตอร์ อันนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากองค์กรช่วยเหลืออย่าง World Food Program(WFP) หรือ AHA Center ของอาเซียน ที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแบบให้เปล่าอย่างเดียว

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซีพีเอฟเดินหน้าสร้างพื้นที่ต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584199

ซีพีเอฟเดินหน้าสร้างพื้นที่ต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวรพจน์ สุรัตนวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรผลิตอาหารสัตว์ให้แก่ซีพีเอฟกล่าวว่า บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาห่วงโซ่ผลิตอาหารที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการจัดซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่มีการปลูกอย่างยั่งยืน ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกมีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า 100% (ZeroDeforestation) ควบคู่กับการงดการเผาแปลงเกษตรหลังเก็บเกี่ยวให้เป็นศูนย์ (Zero Burn) สำหรับในฤดูกาลปลูกปี 2564 นี้ บริษัทเดินหน้ารณรงค์ถ่ายทอดความรู้เกษตรกรปลูกด้วยวิธีการที่ยกเลิกการเผาตอซัง เปลี่ยนมาใช้ประโยชน์เศษวัสดุทางการเกษตร โดยเลือกกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ต.บัลลังก์ อ.โนนไทยจ.นครราชสีมา และพื้นที่ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ในโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นต้นแบบนำร่องปลูกข้าวโพดปลอดเผา (Zero Burn) โดยสมบูรณ์

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มั่นใจในประโยชน์ของการนำหลักวิชาการมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพรวมถึงการสนับสนุนช่องทางการรับซื้อที่โปร่งใส และเป็นธรรม เป็นแรงจูงใจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ หันมาใช้วิธีไถกลบตอซังแทนการเผาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะสนับสนุนและผลักดันให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ ทั้งหมดยกเลิกการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรภายหลังการเก็บเกี่ยว ไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพและธาตุอาหารในดินแล้ว ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ย ยังมีส่วนช่วยสภาพแวดล้อมชุมชนดีขึ้น บรรเทาปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน และร่วมจัดการปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย” นายวรพจน์กล่าว

นอกจากระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกข้าวโพดที่บริษัท ใช้ในกระบวนการจัดซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร มาตั้งแต่ปี 2560 บริษัทฯ ยังได้ต่อยอดนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดที่มาจากพื้นที่ที่ยังใช้การเผาตอซัง โดยบริษัทจะมีทีมงานลงพื้นที่ให้ความรู้และเพิ่มความตระหนักในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หยุดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังเก็บเกี่ยว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งสิ่งแวดล้อม เกษตรกร และสังคม

การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาปราศจากบุกรุกพื้นที่ป่า หรือปลูกบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิและไม่เผาหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ต่อผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ของซีพีเอฟมาจากต้นทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านการดำเนิน โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มาตั้งแต่ปี 2558 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตทั้ง ในแง่ปริมาณและคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรขายผลผลิตเข้าโรงงานโดยตรง เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้รับราคาที่เป็นธรรม เป็นอีกกลไกที่จะจูงใจให้เกษตรกรร่วมขจัดปัญหาการทำลายพื้นที่ป่าและปัญหาฝุ่นละอองหมอกควันได้ในระยะยาว

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584202

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย

สกู๊ปพิเศษ : เกษตรกรเมืองสงขลาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกกระท้อนห่อปุยฝ้าย รสชาติดี เนื้อนุ่ม หวานอร่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สวนเกษตรผสมผสาน ของนายดำรงค์ ชัชวงษ์ เกษตรกรเมืองสงขลา วัย 57 ปี บ้านสวนตูล หมู่ 5 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ปลูกพืชผสมผสาน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นบริโภคภายในครัวเรือน แบ่งปัน และจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

นายดำรงค์ ชัชวงษ์ ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว แต่มีใจรักและชอบการทำการเกษตรจึงใช้ที่ดินในบริเวณบ้าน จำนวน4 แปลง รวมประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ทำการเกษตรผสมผสานให้เกื้อกูลกัน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไม่ใช้สารเคมีในการผลิตพืชหลากหลายชนิด เช่น มะพร้าวบริโภคผลสด กระท้อนห่อ กล้วย ฝรั่งกิมจู มะนาว อ้อยคั้นน้ำ เป็นต้น ซึ่งในแปลงของต้นฝรั่งกิมจู มีจำนวน 50 ต้น จะให้ผลผลิตทั้งปีขณะนี้ผลผลิตยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ส่วนกระท้อนห่อจะเป็นพันธุ์ปุยฝ้าย จำนวน 30 ต้น ให้ผลผลิตแล้วจำนวน 7 ต้น และในช่วงนี้เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอเมืองสงขลาก็ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อให้คำแนะนำถึงสวนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงนี้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ตาม

สำหรับการดูแลกระท้อนห่อที่สวนนายดำรงค์ จะพบเพียงปัญหาแมลงวันผลไม้เจาะผลเท่านั้น แต่สามารถแก้ปัญหาแมลงวันผลไม้ไปได้ ด้วยการห่อผลกระท้อนด้วยกระดาษห่อตั้งแต่ผลขนาดเท่ากำมือ หลังห่อประมาณ 2 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้ กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้ายจำนวน 7 ต้นที่ออกผลผลิตในปีนี้ ได้ห่อผลไว้ประมาณ 1,500 ผล การห่อผลกระท้อน นอกจากป้องกันแมลงวันผลไม้ทำลายแล้ว ยังทำให้ผลกระท้อนมีผิวสวย เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้กิน กระท้อนปุยฝ้ายในสวนนี้ เนื่องจากมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเนื้อฟู นิ่ม

วันนี้เป็นวันแรก ที่เริ่มเก็บผลผลิต โดยขนาดผลประมาณ 3-4 ผลต่อกิโลกรัม ส่วนหนึ่งเก็บไว้กินในครอบครัวและแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านอีกส่วนหนึ่งจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวในราคากิโลกรัมละ 60 บาท นอกจากนี้ยังได้ตอนกิ่งพันธุ์ฝรั่งกิมจู กระท้อนห่อพันธุ์ปุยฝ้ายปลูกเพิ่มในสวน และจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจอีกด้วยผู้ใดสนใจเข้ามาชม ชิมกระท้อนห่อเมืองสงขลาที่เชื่อว่ารสชาติดีไม่แพ้ที่ใด

นายดำรงค์ ชัชวงษ์ เกษตรกรเมืองสงขลา กล่าวว่า สวนเกษตรพอเพียงผสมผสานที่ผมทำอยู่ที่นี่ กระท้อนห่อก็กำลังสุกพอดี ถึงแม้ว่ากระรอกจะมาแย่งมั่ง ฝนตกมา 2 เดือนมั่ง แต่ว่ามันเริ่มสุกแล้ว ตอนนี้หวานมากเลย มีลูกค้าสั่งไว้แล้วแต่น่าจะมีไม่พอให้ รสชาติอร่อยมาก ขณะนี้ของผมมีประมาณ 30 ต้น ปีนี้มันออกผล 7 ต้นรสชาติเป็นที่น่าพอใจ ใครสนใจกิ่งพันธุ์ ก็จะขยายพันธุ์ขาย สามารถติดต่อมาได้เลย ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-1845-5714 ก็ติดต่อมาได้เลย ถึงแม้ว่าไม่ซื้อก็มาเยี่ยมเยียนกันได้

‘มนัญญา’ เปิดงานเกษตรปลอดภัยสู้ภัย ‘ลัมปี สกิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584201

‘มนัญญา’เปิดงานเกษตรปลอดภัยสู้ภัย‘ลัมปี สกิน’

‘มนัญญา’เปิดงานเกษตรปลอดภัยสู้ภัย‘ลัมปี สกิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯเปิดงาน“เกษตรปลอดภัย ใส่ใจเกษตรกร สู้ภัยโรคลัมปี สกิน” จ.มหาสารคาม สร้างความมั่นใจผู้บริโภคทานเนื้อดื่มนมโคได้ พร้อมติดตามความก้าวหน้าโครงการตามนโยบายสำคัญ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้พบสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin Disease : LSD) ในโค-กระบือ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทยที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ โดย จ.มหาสารคาม ในพื้นที่ 13 อำเภอ มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้รับผลกระทบสัตว์ป่วยสะสม จำนวน 30,165 ตัว คิดเป็น 11.85% ของสัตว์ทั้งหมด ตายสะสม จำนวน 1,517 ตัว คิดเป็น 0.60% สัตว์ป่วยคงเหลือ 5,237 ตัว คิดเป็น 2.06% (ข้อมูลณ วันที่ 23 มิ.ย. 2564) เกษตรกรมีความวิตกกังวลต่อการระบาดของโรคดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน ตลอดจนได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและกำจัดโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค เพื่อควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรคให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการแสดงความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ดื่มนม ผลิตภัณฑ์นม และอาหารปลอดภัย รวมทั้งคลายความวิตกกังวลของพี่น้องเกษตรกร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดกิจกรรม “เกษตรปลอดภัย ใส่ใจเกษตรกร สู้ภัยโรคลัมปี สกิน”ขึ้น พร้อมทั้งได้มอบยากำจัดแมลง จำนวน 300 แกลลอน และเสบียงอาหารสัตว์ 200 ฟ่อน (หญ้าแห้งแพงโกล่าอัดฟ่อน) มอบเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง สายพันธ์ุขอนแก่น 6 และเวชภัณฑ์ ให้แก่ตัวแทนสหกรณ์ เกษตรกรเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ จ.มหาสารคาม สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม ภาคีเครือข่าย และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคลัมปี
สกิน ตามมาตรการของกรมปศุสัตว์มาโดยตลอด และได้ประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชนิดโรคลัมปี สกินในโค–กระบือ ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ และประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 12 อำเภอ ตลอดจน อปท. ให้การช่วยเหลือ สนับสนุนเวชภัณฑ์ ยากำจัดแมลง 81 แห่ง เป็นเงิน 5,341,665 บาท และ อบจ.เตรียมอนุมัติเงินสนับสนุนเงินสำหรับเวชภัณฑ์อีก 500,000 บาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงโค–กระบือ ในพื้นที่มหาสารคาม อีกทั้ง ได้เร่งจัดหาวัคซีนเข้ามาเพิ่มเติมให้กับจังหวัด และจะประสานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้เร่งรับรองวัคซีนโดยเร็ว

รมช.เกษตรฯ ยังได้มอบอุปกรณ์การตลาด ได้แก่ เครื่องตัดหญ้า จำนวน 70 เครื่อง ให้กับสหกรณ์การเกษตรเชียงยืนจำกัด และรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง ให้กับสหกรณ์การเกษตรนาเชือก จำกัด ตามโครงการปรับโครงสร้างการผลิต การรวบรวมและการแปรรูปของสถาบันเกษตรกรรองรับผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งมอบใบรับรองมาตรฐานปลอดภัยจากสารพิษ (GAP) ให้แก่สมาชิกสหกรณ์โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร จำนวน 3 ราย และมอบใบรับรองมาตรฐานฟาร์มโคนมและการผลิตน้ำนมดิบ (GAP,GFM) ให้กับตัวแทนฟาร์มโคนมสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ จำกัด จากนั้นพบปะสมาชิกสหกรณ์และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ โครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม

กห.จับมือกษ. ช่วยเกษตรกรรับซื้อ-กระจายสินค้าการเกษตร 42 พื้นที่ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584031

กห.จับมือกษ.ช่วยเกษตรกรรับซื้อ-กระจายสินค้าการเกษตร 42 พื้นที่ทั่วประเทศ

กห.จับมือกษ.ช่วยเกษตรกรรับซื้อ-กระจายสินค้าการเกษตร 42 พื้นที่ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 11.36 น.

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกหระทรวงกลาโหม (กห.) เปิดเผยว่า  พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปล.กห.และ นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ). ได้เป็นผู้แทนระหว่างกระทรวง กห.และ กษ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและการสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายและกระจายผลผลิตทางการเกษตร โดยบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นการยืนยันความร่วมมือของทั้งสองกระทรวงในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายและกระจายผลผลิตการเกษตร เช่น ผลผลิตทางปศุสัตว์ การประมง ผักผลไม้ตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์นม ไข่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ และผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญอื่นๆ เป็นต้น

โดย กษ.จะดำเนินการจัดการผลผลิตทางการเกษตรให้เป็นไปตามกลไกลทางการตลาดเป็นลำดับแรก เมื่อผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ กห. โดยทุกเหล่าทัพพร้อมให้การสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรกระจายให้กับหน่วยทหารทั่วประเทศ  รวมทั้งสนับสนุนพื้นที่จำหน่าย กระจายสินค้าการเกษตรให้กับประชาชนในชุมชนต่างๆ รอบหน่วยทหารทุกเหล่าทัพ จำนวน 42 พื้นที่ 26 จว.ทั่วประเทศ  โดยในขั้นต้นจะเร่งดำเนินการในพื้นที่นำร่องกระจายผลผลิตทางการเกษตรใน 6 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, นครสวรรค์, สุราษฎร์ธานี, กระบี่ และสงขลา

โฆษก กห.กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กห.โดยทุกเหล่าทัพได้สนับสนุน กษ. รับซื้อสินค้าการเกษตรและสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายและกระจายผลผลิตการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมา ทั้งนี้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จะสามารถสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตร ลดค่าขนส่งและกระจายสินค้าการเกษตรได้เร็วขึ้น ในราคาที่เป็นธรรมกับทั้งเกษตรกรและประชาชน เพื่อบรรเทาผลกระทบ กรณีผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด และมีราคาตกต่ำ อันเนื่องมาจากสถานการณ์ต่างๆตามนโยบายของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรม

คนมวยบุรีรัมย์ร้องขอจัดชกมวย อบจ.เด้งรับจัดชกผ่านออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/583927

คนมวยบุรีรัมย์ร้องขอจัดชกมวย อบจ.เด้งรับจัดชกผ่านออนไลน์

วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพุทธิพงษ์ ปลุกรัมย์หัวหน้าค่ายมวย ส.พวงทอง พร้อมตัวแทนบุคคลในวงการมวย มีทั้งโปรโมเตอร์มวย กรรมการมวย เจ้าของค่ายมวย และนักมวยที่อยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ รวมกว่า 50 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือข้อร้องเรียนต่อนายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ.บุรีรัมย์ ที่ห้องประชุมชั้น 3 อบจ.บุรีรัมย์ (เขากระโดง) ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ก่อนจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อกับ นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ (เขากระโดง) ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อขอปรึกษาหารือแนวทางในการจัดการแข่งขันกีฬามวย หรือขอให้ทางจังหวัดมีการอนุญาตจัดให้มีการชกมวยขึ้นในจังหวัด หลังได้รับความเดือดร้อน และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อบุคคลในวงการมวย เนื่องจากนักมวยไม่มีรายการชกจึงทำให้ขาดรายได้ แต่ทางค่ายมวยยังจะต้องมีภาระค่าเลี้ยงดูนักมวยเหมือนเดิม ทั้งค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายๆ อีกทั้งนักมวยจะต้องทำการฝึกซ้อมมวยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีสภาพร่างกายที่พร้อมอยู่เสมอ หากหยุดซ้อมกว่าจะฟื้นคืนสภาพร่างกายกลับคืนมาก็จะยาก บางทีนักมวยก็อาจจะเลิกชกไปเลย ทางตัวแทนบุคคลในวงการมวย จ.บุรีรัมย์ จึงขอความร่วมมือทางจังหวัดได้ส่งเสริมกีฬามวย หากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขอให้มีการผ่อนคลายมาตรการ