“กรมชลฯ” เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน “คลองวังโตนด” ผ่าน EHIA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/472784

“กรมชลฯ”เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน”คลองวังโตนด”ผ่านEHIA

3 กรกฎาคม 2564 – 13:59 น.

“กรมชลประทาน”เตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนโครงการอ่างฯ”คลองวังโตนด”หลังผ่าน EHIA ย้ำให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม  พร้อมมั่นใจเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ

“กรมชลประทาน“เตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนโครงการอ่างฯ”คลองวังโตนด“หลังผ่าน EHIAย้ำให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม มั่นใจเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำได้อย่างยั่งยืนมีประสิทธิภาพประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 100,000 ครัวเรือน 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ว่าได้ผ่านการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเรียบร้อยแล้ว

"กรมชลฯ"เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน"คลองวังโตนด"ผ่านEHIA

ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมดำเนินการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้น้ำรวมถึงผู้มีส่วนได้-เสียของโครงการฯ

ทั้งนี้ในการจัดทำEHIA นั้นกรมชลประทานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกๆเรื่องตลอดจนร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องซึ่งได้รับสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขหาแนวทางที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่า

"กรมชลฯ"เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน"คลองวังโตนด"ผ่านEHIA

ทั้งนี้การดำเนินโครงการอ่างฯคลองวังโตนด กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมในอันดับต้นๆ โดยกรมชลประทานได้เตรียมแผนปลูกป่าทดแทน 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบหรือจำนวน 29,200 ไร่ เมื่อแล้วเสร็จก็จะดำเนินการคืนพื้นที่อนุรักษ์

พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยาน ดำเนินงานตามโครงการแก่งหางแมวโมเดลของมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัดเพื่อแก้ปัญหาช้างป่าตลอดจนสร้างแนวรั้วกันช้างตามแนวรอยต่ออุทยาน 73,729 ไร่ ระยะทางรอบอุทยาน 60 กิโลเมตร รวมทั้งยังจะสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสำรองสำหรับสัตว์ป่าเพื่อลดผลกระทบจากโครงการฯอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีปริมาณน้ำท่าปีละ 1,200ล้านลบ.ม.แต่ก็ประสบปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็มรุกล้ำและน้ำท่วม เป็นประจำสร้างความเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาท

"กรมชลฯ"เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน"คลองวังโตนด"ผ่านEHIA

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าหากจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนตลอดจนสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ได้จะต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่ง ดังนี้

อ่างฯคลองประแกด ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว อ่างฯคลองพะวาใหญ่ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม.   อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม.จะแล้วเสร็จภายในปี 2565และอ่างฯคลองวังโตนดความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม. ดังกล่าว

“อ่างฯคลองวังโตนด จะเป็นแหล่งสำรองน้ำดิบสำคัญให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปีและสำรองน้ำให้การประปาสาขาจันทบุรีได้อีก 18.89 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี มีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 120,000 ครัวเรือนหรือประมาณ226,000 คนรวมทั้งยังสามารถส่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้ถึง  87,700 ไร่นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินไปยังอ่างฯประแสร์ จ.ระยอง ในช่วงฤดูฝนได้สูงสุด70 ล้าน ลบ.ม.เพื่อสนับสนุนและเสริมความมั่นคงให้กิจกรรมการใช้น้ำในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)   อีกทั้งยังช่วยชะลอน้ำหลาก และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้กว่า 5,000 ไร่ ตลอดจนยังช่วยรักษาระบบนิเวศและคุณภาพน้ำตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์อีกด้วย”อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/472703

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

2 กรกฎาคม 2564 – 17:53 น.

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เผยปี 64 มูลค่าทุเรียนกว่า 6 หมื่นล้านขยายได้อีกเพราะยังไม่พอกับตลาด

นายอุดม วรัญูรัฐ  สว.จันทบุรี กล่าวว่า คนจังหวัดจันทบุรีสนับสนุนการสร้างเก็บน้ำคลองวังโตนดเพราะคนประชาชนในพื้นที่ต่างทราบดีถึงความสำคัญของการมีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้

และที่ผ่านมาต่างประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรชาวสวนทุเรียนผลไม้สำคัญของจังหวัดและผลไม้ส่งออกสำคัญของประเทศซึ่งจากข่าวที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกก.วล.เห็นชอบแล้วทำให้ขณะนี้หลายพื้นที่เกษตรกรเตรียมโค่นยางพาราเพื่อหันมาปลูกทุเรียนเพราะเพื่อรออ่างเก็บน้ำที่จะมาสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่

“ทุเรียนในจังหวัดจันทร์ประมาณ3 แสนไร่ ปี2564 รวบรวมได้ประมาณ 4 แสนตันมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเพราะต่างมองว่าทุเรียนเป็นอนาคตเพราะคนที่นี่มีความชำนาญในการปลูกทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่ตลาดต้องการ แต่ทั้งนี้จันทบุรีไม่ได้มีทุเรียนเพียงอย่างเดียวยังมีมังคุด เงาะ ยางพาราและอื่นๆซึ่งหลายปีก่อนแล้งมากคนสวนทุเรียนต้องซื้อน้ำมาใส่ต้น แต่ทุกคนก็สู้แพงก็ต้องซื้อหามาเพราะถ้าต้นตายต้องใช้เวลาปลูกมากกว่า 5ปี แต่ถามว่าน้ำมาจากไหนก็มาจากลำน้ำมาจากอ่างเช่นกันทุกคนก็ทราบว่าสภาพอากาศเปลี่ยนเมืองจันทร์มีน้ำท่าเยอะแต่เราไม่มีอ่างเก็บ อ่างวังโตนดจึงเป็นความหวังของชาวสวนเมืองจันทบุรีซึ่งนอกจากเมืองจันทร์ใช้เองแล้ว ยังสามารถเผื่อแผ่ให้กับจังหวัดอื่นได้อีกด้วย”นายอุดมกล่าว

นายเจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อให้ได้อ่างคลองวังโตนด ก็เพื่อลูกหลานในอนาคตที่จะมั่นคงด้านน้ำเพราะตนเองปัจจุบันอายุ 77  ปี ไม่รู้จะมีโอกาสได้เห็นอ่างนี้เมื่อสร้างเสร็จหรือไม่ ซึ่งเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 64ที่ผ่านมานายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ก็ลงมาหารือในพื้นที่ทางประชาคมลุ่มน้ำคลองวังโตนดยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนกรมชลฯทุกมิติเพราะจากอดีตที่อยู่กันมาทราบถึงปัญหาขาดแคลนน้ำดีว่าเดือดร้อนกันอย่างไรจึงไม่แปลกที่อ่างแห่งนี้เป็นอ่างที่คนลุ่มน้ำวังโตนดและคนเมืองจันทบุรีลุกขึ้นมาสนับสนุน แต่ก็มีบางคนยังมาแย้งว่าน้ำจะไปเลี้ยงพื้นที่อีอีซีด้วยซึ่งในฐานะคนที่ทำงานด้านน้ำมาก่อนก็ฝากว่าน้ำนั้นต้องแบ่งปันกันที่ผ่านมาทางลุ่มน้ำยังมีอ่างไม่ครบ4 อ่าง มีเพียง 3 แห่งอ่างพะวาใหญ่ อ่างประแกด อ่างแก่งหางแมวที่กำลังก่อสร้าง ทางลุ่มน้ำได้มีการจัดสรรแบบมีเงื่อนไขเมื่ออ่างครบ4อ่างก็ยังคงมีเงื่อนไขว่าต้องผันในช่วงฤดูฝน

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

นอกจากนั้นยังต้องสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อสามารถนำน้ำไปใช้ในพื้นที่รอบอ่างให้สมบูรณ์ด้วยซึ่งทางกรมชลประทานก็รับรอง  ในขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมคนลุ่มน้ำจะช่วยกันฟื้นฟูตามแผนที่กก.สว.กำหนด คนลุ่มน้ำคลองวังโตนดเห็นตรงกันว่าสมควรมีอ่างเก็บน้ำที่ลุ่มน้ำวังโตนด ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เผยปี 64 มูลค่าทุเรียนกว่า 6 หมื่นล้านขยายได้อีกเพราะยังไม่พอกับตลาด

นายอุดม วรัญูรัฐ  สว.จันทบุรี กล่าวว่า คนจังหวัดจันทบุรีสนับสนุนการสร้างเก็บน้ำคลองวังโตนดเพราะคนประชาชนในพื้นที่ต่างทราบดีถึงความสำคัญของการมีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ และที่ผ่านมาต่างประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรชาวสวนทุเรียนผลไม้สำคัญของจังหวัด และผลไม้ส่งออกสำคัญของประเทศ ซึ่งจากข่าวที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกก.วล.เห็นชอบแล้วทำให้ขณะนี้หลายพื้นที่เกษตรกรเตรียมโค่นยางพาราเพื่อหันมาปลูกทุเรียนเพราะเพื่อรออ่างเก็บน้ำที่จะมาสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

“ทุเรียนในจังหวัดจันทร์ประมาณ 3 แสนไร่ ปี2564 รวบรวมได้ประมาณ 4 แสนตัน มูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเพราะต่างมองว่าทุเรียนเป็นอนาคตเพราะคนที่นี่มีความชำนาญในการปลูกทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่ตลาดต้องการแต่ทั้งนี้จันทบุรีไม่ได้มีทุเรียนเพียงอย่างเดียว ยังมีมังคุด เงาะ ยางพาราและอื่นๆซึ่งหลายปีก่อนแล้งมากคนสวนทุเรียนต้องซื้อน้ำมาใส่ต้น แต่ทุกคนก็สู้แพงก็ต้องซื้อหามาเพราะถ้าต้นตายต้องใช้เวลาปลูกมากกว่า 5 ปี แต่ถามว่าน้ำมาจากไหนก็มาจากลำน้ำ มาจากอ่างเช่นกัน     ทุกคนก็ทราบว่าสภาพอากาศเปลี่ยน เมืองจันทร์มีน้ำท่าเยอะแต่เราไม่มีอ่างเก็บ อ่างวังโตนดจึงเป็นความหวังของชาวสวนเมืองจันทบุรีซึ่งนอกจากเมืองจันทร์ใช้เองแล้วยังสามารถเผื่อแผ่ให้กับจังหวัดอื่นได้อีกด้วย”นายอุดมกล่าว

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

เปิดตัวแคมเปญ “ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ” x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/472684

เปิดตัวแคมเปญ”ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ”x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย

2 กรกฎาคม 2564 – 15:56 น.

ปุ๋ยเต็มสูตร”ตราหัววัว-คันไถ”ผนึกกำลังแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังเจ้าดังเอ็ม-150 เปิดตัวแคมเปญ”ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ” x เอ็ม-150 : ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย” มอบโปรโมชั่นแบบจัดเต็มให้กับ”เกษตรกร”

“ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ“แบรนด์ปุ๋ยเคมีชั้นนำที่อยู่คู่กับเกษตรกรไทยมาเกือบ 50 ปี โดย บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมีร่วมกับ เอ็ม-150 ผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานที่เป็นที่นิยมมากว่า 35 ปีจากเครือโอสถสภาจัดทำแคมเปญร่วมมือทางการตลาด “ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย”เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย”ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ”

โดยการแถมเครื่องดื่มเอ็ม-150 กระชายดำผสมน้ำผึ้ง ให้กับเกษตรกรที่ซื้อปุ๋ยที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถร่วมกิจกรรมโดยการแอดไลน์แต้มเอ็ม และส่งรหัสใต้ฝาเพื่อสะสมแต้มและนำไปแลกของพรีเมียมหรือร่วมลุ้นรางวัลใหญ่จากแต้มเอ็มได้อีกด้วย

นายวัชระ ปิงสุทธิวงศ์ เจ้าหน้าที่บริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี กล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นการขายปุ๋ยในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกและมอบสิทธิพิเศษให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ตราหัววัว-คันไถของบริษัทตลอดมา

เปิดตัวแคมเปญ"ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ"x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย

เราจึงร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจกับเอ็ม-150 ที่เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มพลังงานในการทำแคมเปญ“ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย”โดยการนำTaglineที่เป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์คือไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อยของ เอ็ม-150 และปุ๋ยเต็มสูตร ผลผลิตเต็มร้อยของหัววัว-คันไถ มาใช้เป็นชื่อแคมเปญเพื่อสื่อให้เห็นถึงการร่วมมือกันของทั้งสองแบรนด์

นอกจากนี้แคมเปญดังกล่าวยังเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์โดยการสร้างมิติใหม่ด้านการตลาดและขยายฐานลูกค้าของ”หัววัว-คันไถ”โดยการโปรโมทผ่านช่องทางของเอ็ม-150 ได้อีกด้วย

เปิดตัวแคมเปญ"ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ"x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย

ด้านนายสรายุทธ จิตจรุงพร Chief Customer Development Officer บมจ.โอสถสภา กล่าวว่า การโปรโมทแบรนด์ผ่านช่องทางของหัววัว-คันไถ จะช่วยทำให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักได้ครอบคลุมมากขึ้นช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคผ่านการร่วมมือของแบรนด์ที่เป็นผู้นำจากสองอุตสาหกรรมที่ต่างกัน

แต่มีกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกัน เป็นการร่วมกันทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมอีกทั้งยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภคอยู่เสมอ

แคมเปญดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปโดยสินค้าที่จะร่วมรายการมีดังนี้
o เดือนกรกฎาคม สูตร 16-8-8, 16-12-8, 16-8-8 พลังสอง และ 16-12-8 พลังสอง
o เดือนสิงหาคม สูตร 15-15-15 พรีเมี่ยม
o เดือนกันยายนถึงตุลาคม สูตร 14-4-9, 16-8-4, 18-4-5 และ 15-7-18

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดแคมเปญเพิ่มเติมได้ที่ร้านค้าใกล้บ้าน หรือผ่านทาง Facebook ปุ๋ยเต็มสูตร ตราหัววัว-คันไถ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดไร่อินทผลัมจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่พิษณุโลก กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเอาใจคนรักสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584518

สกู๊ปพิเศษ : เปิดไร่อินทผลัมจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่พิษณุโลก กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเอาใจคนรักสุขภาพ

สกู๊ปพิเศษ : เปิดไร่อินทผลัมจุดแลนด์มาร์คแห่งใหม่พิษณุโลก กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเอาใจคนรักสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พาไปบุกไร่อินทผลัม จุดแลนด์มาร์คและจุดเช็คอินแห่งใหม่ในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ที่ “ไร่สอนสิริ” ตั้งอยู่ที่ม.6 ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ของนายสมชัยแสนสิริบรรพต อายุ 44 ปีที่พาผู้สื่อข่าวเดินชมไร่อินทผลัมบนพื้นที่กว่า 13 ไร่ ที่พร้อมเปิดแล้วอย่างเป็นทางการ รอต้อนรับนักท่องเที่ยวสายเกษตรอินทรีย์ และผู้ที่ชื่นชอบทานผลอินทผลัม สายพันธุ์นำเข้า ที่นอกจากรสชาติจะอร่อยแล้ว ยังให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายที่หลากหลาย เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่สุดยอดประโยชน์ที่คนเริ่มหันมาสนใจทานกันมากขึ้น

นายสมชัย แสนสิริบรรพต ได้เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมตนและครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับค้าขายสินค้าเบเกอรี่ และทุกคนในครอบครัวชื่นชอบการรับประทานทานอินทผลัมมาก แต่เวลาที่ซื้อมาทานคือความรู้สึกเหมือนแบบมันยังไม่สุด บางทีต้องมาลุ้นว่าซื้อมาแล้วอร่อยไหม หวานไหมฝาดหรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจที่จะทำอาชีพเสริมเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารัก คือทำไร่อินทผลัมเองเมื่อ 5 ปีก่อน คัดเลือกสายพันธุ์ที่จะนำมาปลูก เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ สายพันธุ์บาฮีแดง บาฮีเหลือง โคไนซี เบรมและสายพันธุ์ อัมเอ็ดดาฮา เป็นต้น โดยต้นอินทผลัมนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษและ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทางไร่ได้นำต้นกล้าที่เพาะมาจากเนื้อเยื่อจากต่างประเทศมาเพาะปลูก แบ่งเป็นตัวผู้ 50 ต้น ตัวเมีย 250 ต้น บนพื้นที่ 13 ไร่ โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับการให้ผลผลิตแบบเต็มที่

อินทผลัมเป็นพืชประเภทปาล์ม มีอายุที่ยืนยาวประมาณ 100 ถึง 120 ปี เป็นพืชที่ชอบแสงแดด ชอบอากาศร้อน แต่ขาดน้ำไม่ได้ไม่ชอบดินชุ่ม ปลูกกับดินปนทรายจะดีที่สุด และศัตรูของต้นอินทผลัม คือด้วงแรด ด้วงงวงช้าง ซึ่งทางไร่จะใช้วิธีกำจัดแบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี จึงมั่นใจได้ในผลอินทผลัมทุกเมล็ด

นายสมชัย แสนสิริบรรพต บอกต่ออีกว่า อินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความต้องการสูงในช่วงเทศกาลถือศีลอด ของชาวมุสลิม และเป็นตัวยาที่ลดโรคเบาหวาน โดยทั่วไปแล้วอินทผลัมสามารถรับประทานแบบดิบและแบบแห้งแบบดิบจะมีรสชาติหวานน้อยเนื้อกรอบ แบบแห้งจะมีรสชาติหวานภายในเนื้อของอินทผลัมชุ่มฉ่ำเหมือนน้ำเชื่อม รสชาติอร่อย แตกต่างกับที่บรรจุอยู่ในกล่องจำหน่ายห้างร้านต่างๆ

ปัจจุบันราคาขายหน้าสวนเริ่มต้นกิโลกรัมละ 400 เป็นต้นไปแล้วแต่สายพันธุ์ ถ้าต้องการรับซื้อในราคาส่ง แบบหลักเป็นตัน หรือหลายๆ ตัน ทางไร่ก็มีจำหน่ายในราคาส่งอีกด้วยท่านใดที่สนใจอยากจะท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ที่ไร่สอนสิริอินทผลัม ก็สามารถ เดินทางไปได้ ไร่สอนสิริ ตั้งอยู่ ม.6 ตำบลหอกลอง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก (ใกล้เคียงวัดหอกลอง) สอบถามเส้นทางได้ทางเพจ : อินทผลัม ไร่แสนสิริ เบอร์ติดต่อ 096-6588816 ไร่เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

เทศบาลนครแม่สอดเตรียมพร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 100 เตียงรองรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584514

เทศบาลนครแม่สอดเตรียมพร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม100เตียงรองรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ประเสริฐ ปวงละคร นายกเทศมนตรีนครแม่สอด มอบหมายให้ว่าที่พันตรี ดร.ไพฑูรย์ ปริญญาธรรมกุลผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ และงบประมาณ รักษาราชการแทน รองปลัดเทศบาลนครแม่สอด พร้อมด้วยนายเฉลิมเกียรติ ปัญญาสว่าง ผู้อำนวยกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่สำรวจความพร้อมเตรียมจัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ที่กำลังระบาดอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3ของ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด ซึ่งทางคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ตาก ได้มีมติให้ใช้สนามกีฬา 5 อำเภอชายแดนของเทศบาลนครแม่สอด เป็นโรงพยาบาลสนาม เนื่องจากเป็นพื้นที่กว้างขวางมีอาคารรองรับผู้ป่วยได้

ว่าที่พันตรีไพฑูรย์ กล่าวว่า ได้นำส่วนการงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความพร้อมในการจัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกโรงพยาบาลสนาม ประกอบด้วย เตียงผู้ป่วยซึ่งเป็นกล่องกระดาษ จำนวน 100 เตียง ระบบไฟฟ้า ห้องน้ำ ระบบความปลอดภัย คาดว่าจะเริ่มลงมือจัดตั้งอุปกรณ์ภายในสัปดาห์นี้

สำหรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิค-19 ในพื้นที่ อ.แม่สอด ยังคงพบผู้ป่วยต่อเนื่อง หลังจากทีมสาธารณสุข ทีมแพทย์โรงพยาบาลแม่สอด ลงพื้นที่เชิงรุกตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 (Swab) ข้อมูลจากโรงพยาบาลแม่สอดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2564 แจ้งว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลสนามที่ใช้สถานประกอบการโรงงานต่างๆ ที่มีอาคาร และเอื้อต่อการรักษาผู้ป่วยที่เป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติเมียนมาโดยไม่ต้องเคลื่อนย้าย ทั้งหมด 4 แห่ง จำนวน 379 ราย โรงพยาบาลรัฐ และเอกชนในพื้นที่ อ.แม่สอด 2 แห่ง โรงพยาบาลแม่ระมาด 1 แห่ง ผู้ป่วยทั้งหมด 158 ราย และผู้ป่วยที่รอการรักษา แต่พักรออีกจำนวน 104 ราย รวมทั้งหมด 641 ราย

นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่เทศกิจ ลงพื้นที่รณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามคำสั่งจังหวัด เรื่องมาตรการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อโควิด-19 จ.ตาก ตลอดเวลาเข้าตลาดพาเจริญ และตลาดสดเทศบาลนครแม่สอด
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เนื่องจาก อ.แม่สอด พบผู้ติดเชื้อดังกล่าวเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘สหกรณ์ลับแล’ ทำล้งทุเรียนส่งออก ดันหลง-หลินได้ GAP เกษตรกรยิ้มราคาดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584517

‘สหกรณ์ลับแล’ทำล้งทุเรียนส่งออก  ดันหลง-หลินได้GAPเกษตรกรยิ้มราคาดี

‘สหกรณ์ลับแล’ทำล้งทุเรียนส่งออก ดันหลง-หลินได้GAPเกษตรกรยิ้มราคาดี

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทุเรียนหลง-หลินลับแล และทุเรียนหมอนทอง ถือว่าเป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดอุตรดิตถ์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด สาขาหัวดง จึงใช้ระบบสหกรณ์มาดำเนินการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร โดยเปิดเป็นอาคารรวบรวมทุเรียนเพื่อการส่งออก สหกรณ์ฯ สาขาหัวดง เพื่อเป็นตัวกลางในการซื้อขาย รวมถึงการคัดคุณภาพระหว่างเกษตรกรสมาชิกกับผู้ประกอบการ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยมีการรับรองคุณภาพ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้ราคาที่สมาชิกได้รับสูงกว่าตลาดทั่วไป

นางสุธาสินี แดงแม่พูล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด สาขาหัวดงเปิดเผยว่า สมาชิกของสหกรณ์ฯ สาขาหัวดง ซึ่งมีอยู่ 2,162 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนผลไม้ทั้งทุเรียน ลองกอง มะยงชิด แต่มักประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่มีผลไม้ออกสู่ตลาดมาก ทางสหกรณ์ฯ จึงมองว่าหากมีสถานที่รวบรวมผลผลิตและจัดจำหน่ายเพื่อช่วยเหลือสมาชิกก็จะช่วยแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำได้คณะกรรมการสหกรณ์จึงมีมติใช้เงินดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ดำเนินการจัดสร้างอาคารรวบรวมผลไม้ (ล้ง) ขนาดพื้นที่ 1,320 ตารางเมตร ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจัดจำหน่ายผลไม้ที่มีมาตรฐานตามระบบการจัดการที่ดี (Good Manufacturing Practice : GMP) เพื่อผลักดันผลผลิตส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศ แต่เนื่องจากเป็นปีแรกของการดำเนินงาน สหกรณ์ฯ ยังไม่มีประสบการณ์ ในเบื้องต้นจึงให้ผู้ประกอบการเข้ามาเช่าดำเนินการ โดยสหกรณ์ฯ และผู้ประกอบการได้ร่วมกันเปิดรับซื้อทุเรียนจากสมาชิก เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีนมาตั้งแต่ช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2564 สหกรณ์ฯ ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายผลผลิตและการคัดคุณภาพระหว่างสมาชิกและผู้ประกอบการ
พร้อมกับมีการรับรองคุณภาพมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ดังนั้น สมาชิกจะต้องพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP เท่านั้น จึงจะทำให้จำหน่ายทุเรียนได้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป

ทั้งนี้ สหกรณ์ฯ ได้มีการสำรวจและส่งเสริมให้สมาชิกจัดทำระบบ GAP ของผลผลิตแต่ละชนิด ส่งเสริมให้ลดการใช้สารเคมี รวมถึงการเรียนรู้และปรับใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อพัฒนาผลผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการพิจารณาตั้งแต่พื้นที่การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีลักษณะตรงตามความต้องการ และมีความปลอดภัยต่อการบริโภค ข้อมูล ณ วันที่25 มิถุนายน 2564 สหกรณ์ฯ มีจำนวนเกษตรกรสมาชิกที่จดทะเบียนรับรองแหล่งผลิต (GAP) ทุเรียนแล้ว 118 ราย รวมพื้นที่ 226 ไร่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากสหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสู่มาตรฐาน GAP ทำการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่วนในด้านโรงคัดบรรจุผลไม้หรืออาคารรวบรวมผลผลิต (ล้ง) ก็จะต้องผ่านมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) เพื่อยืนยันสำหรับการส่งออกเช่นเดียวกัน

ผลจากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ ได้จัดส่งทุเรียนหลง-หลินลับแลชุดแรก ไปยังประเทศจีนและฮ่องกง จำนวน 200 กิโลกรัม โดยเป็นการทดลองเปิดตลาดในปีแรก ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดีและเตรียมดำเนินการจัดส่งรอบต่อไป ส่วนทุเรียนหมอนทอง ดำเนินการจัดส่งไปแล้วจำนวน 500 กว่าตัน มูลค่า 78 ล้านบาท คาดว่าตลอดทั้งปีนี้สหกรณ์ฯ จะสามารถส่งออกทุเรียนได้ประมาณ 5,000 ตัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นหมอนทองและมีหลง-หลินลับแล บางส่วน

การที่สหกรณ์ฯ ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมผลผลิตและจัดจำหน่ายผลผลิตไปยังต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้จำหน่ายผลผลิตในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดและเป็นธรรม โดยทุเรียนเกรด A รับซื้ออยู่ที่ราคา 150 บาทต่อกิโลกรัม และเกรด B ราคา 90 บาทต่อกิโลกรัม (ราคา ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564) ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้สมาชิกมั่นใจว่าสหกรณ์ฯ สามารถเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือสมาชิกได้ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์คอยเข้ามาให้คำแนะนำและทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ มีความคล่องตัว

“การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ ได้มีการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการเพื่อสร้างแรงจูงใจและเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับสมาชิก ซึ่งนอกจากสมาชิกได้จำหน่ายผลผลิตในราคาสูงและเป็นธรรมแล้ว สมาชิกได้รับเงินจัดสรรเฉลี่ยคืนอีก 2% จากยอดจำหน่ายของแต่ละรายอีกด้วย ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจในกระบวนการดำเนินงาน ซึ่งจากผลสำเร็จในปีนี้ สหกรณ์ฯ จึงได้วางเป้าหมายในปีต่อไปเพื่อให้สมาชิกนำผลผลิตมารวบรวมที่สหกรณ์ฯมากที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ของเรา ก็จะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผู้ประกอบการให้มากที่สุด แบ่งหน้าหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิต ผู้ประกอบการประสานงานเรื่องตลาด เพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นางสุธาสินี กล่าว

ด้าน นายประสิทธิ์ ปทุมศรี สมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด สาขาหัวดง เปิดเผยว่า ทำสวนทุเรียนอยู่ 40 ไร่ ก่อนหน้านี้จำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมักไม่ค่อยได้ราคาที่พึงพอใจ แต่เมื่อสหกรณ์ฯ เปิดศูนย์รวบรวมผลผลิต จึงนำมาจำหน่ายที่สหกรณ์ ทำให้ได้ราคาสูงกว่าจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าสวนจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น อีกทั้ง จะมีเงินจัดสรรเฉลี่ยคืนให้อีก 2% เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล ซึ่งทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงนับว่าเป็นบทบาทที่สำคัญของระบบสหกรณ์ ในการช่วยเหลือสมาชิกอีกทางหนึ่ง

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อุบัติเหตุกับการชะลอขายยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/584515

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : อุบัติเหตุกับการชะลอขายยาง

วันศุกร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผมยังจำเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วได้ดี ผมมีโอกาสเดินทางไปพื้นที่รอยต่อภาคเหนือและภาคอีสาน ผ่านสวนยางพาราจำนวนมาก เจอรถตู้วิ่งมาดีๆเข้าโค้งแล้วหมุนประสบอุบัติเหตุตกลงข้างทาง อีกสักครู่เห็นบิ๊กไบค์ล้มลื่นไถลตามพื้นที่ถนนบริเวณเดียวกันผมรีบจอดรถลงไปช่วย โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก

ระหว่างที่ผมเดินบนถนนจะเอาสายสลิงไปเกาะรถตู้ เพื่อลากขึ้นมาบนถนน เนื่องจากรถยนต์ผมมีวินซ์ (รอกที่ใช้ลากรถหรือวัตถุที่มีน้ำหนักมาก) นั้น ผมเกือบล้มเหมือนเหยียบน้ำมัน ซึ่งต่อมาผมถึงรู้ว่า ไม่ใช่น้ำมัน แต่มันคือ น้ำยางพารา ที่ชาวบ้านขนส่งแล้วหกลงบนถนน จนกลายเป็นสาเหตุทำให้รถตู้ และบิ๊กไบค์ประสบอุบัติเหตุในครั้งนี้

เมื่อเร็วๆ ได้อ่านข่าว คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ไฟเขียวให้ กยท.ดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ระยะ 2 หลังจากประสบผลสำเร็จในโครงการนำร่องที่ดำเนินการเฉพาะยางก้อนถ้วยของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคเหนือ ทำให้ผมนึกถึงอุบัติเหตุที่ผมได้เห็นเมื่อปีที่แล้ว

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. บอกว่า โครงการนำร่อง นอกจากจะประสบผลสำเร็จทำให้ราคายางก้อนถ้วยมีเสถียรภาพมากขึ้น เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จากผลต่างของราคาที่จำหน่ายสูงสุดถึง 4.50 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคายางที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 26.56 บาทต่อกิโลกรัมเป็นราคาเฉลี่ย 29.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 3.16 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของอาชีพการทำสวนยาง สามารถลดมลภาวะเป็นพิษ ลดอุบัติเหตุทางท้องถนน จากการขนส่งยางก้อนถ้วยเปียกบนท้องถนน ทำให้ถนนเลื่อนได้

วันนี้ขอนำโครงการดีๆ ของ กยท.ดังกล่าวมาเขียนถึงนะครับ

สถานการณ์ราคายางเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากราคายางแผ่นลมควันชั้น 3 เมื่อเดือนพฤษภาคมราคาพุ่งขึ้นถึง 70 บาทต่อกิโลกรัม ตอนนี้ลงมาเหลือที่ 57 บาทต่อกิโลกรัม เช่นเดียวกับยางแผ่นดิบขณะนี้ราคา 56 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสดลงมาต่ำกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม

การดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ดังกล่าว กยท.มั่นใจว่าจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ เพราะเป็นการชะลอปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาด ช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอขายผลผลิต เมื่อสินค้าออกสู่ตลาดน้อย ราคาก็จะเพิ่มขึ้นตามกลไกทางการตลาด ในขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยางที่มีคุณภาพที่ดี รวมทั้งยังเป็นการยกระดับราคาซื้อขายยางในตลาด และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับกยท.จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนบริหารจัดการยางทั้งหมด

โครงการนี้ กยท. ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะยางก้อนถ้วยเท่านั้น แต่ยังขยายผลดำเนินโครงการฯ กับน้ำยางสด ยางแผ่นดิบยางแผ่นรมควันด้วย โดยตั้งเป้าในการดำนินโครงการฯไว้ ประมาณ 20,300 ตัน ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่ขณะนี้ไปจนถึงเดือน กันยายน 2564

แต่ยางที่เข้าร่วมโครงการ กยท.ได้กำหนดเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นยางที่มีคุณภาพ โดย ยางก้อนถ้วยจะต้องมีเป็นยางที่มีค่า DRC 75% และสามารถเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยไม่เสียคุณภาพ ส่วนน้ำยางสด กำหนดค่า DRC 100% และจะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 10 วัน โดยไม่เสียคุณภาพ ในแท็งก์ที่ได้มาตรฐานที่ กยท. กำหนด ในขณะที่ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน จะต้องเก็บได้ไม่น้อยกว่า 1 เดือนโดยไม่เสียคุณภาพ

เงื่อนไขนี่แหละ..ที่จะช่วยลดอุบัติเหตุที่ผมกล่าวในเบื้องต้นได้ สำหรับสถาบันเกษตรกรที่สนใจร่วมโครงการฯสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานของ กยท.ทั่วประเทศ

รัฐศักดิ์ พลสิงห์