โควิด-19 ชะลอความต้องการมะพร้าวครึ่งปีแรก สศก.แจ้งผู้แปรรูปมะพร้าวช่วยรับซื้อผลผลิตเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585640

โควิด-19ชะลอความต้องการมะพร้าวครึ่งปีแรก สศก.แจ้งผู้แปรรูปมะพร้าวช่วยรับซื้อผลผลิตเกษตรกร

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตและความต้องการใช้มะพร้าวของไทย ปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนมีนาคม 2564) ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีผลผลิตมะพร้าวรวม 0.876 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต 0.827 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6) โดยผลผลิตปีนี้ ทยอยออกสู่ตลาดมาตั้งแต่เดือนมกราคม และจะออกมากไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2564 คิดเป็นปริมาณรวม 0.644 ล้านตัน (ร้อยละ 73 ของผลผลิตทั้งประเทศ) ในขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ประมาณ 1.269 ล้านตัน จึงคาดว่า ในปีนี้จะมีการนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ 0.418 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ความต้องการใช้ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลง โดยพบว่า ราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้ในเดือนมิถุนายน 2564 เฉลี่ย 10.67 บาท/ผล ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคาผลละ 12.98 บาท หรือลดลงร้อยละ 18

สำหรับการบริหารจัดการนำเข้ามะพร้าว คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้มีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 เห็นชอบการกำหนดช่วงเวลานำเข้ามะพร้าวผลตามกรอบความตกลง AFTA ปี 2564 ในช่วงที่ 1 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และ ช่วงที่ 2 เดือนกันยายน-ธันวาคม (รวม 6 เดือน) ทั้งนี้ เพื่อให้สัดส่วนการนำเข้าและการรับซื้อผลผลิตในประเทศมีความสมดุลกับปริมาณผลผลิต และไม่กระทบต่อราคามะพร้าวผลที่เกษตรกรขายได้ ซึ่งต่อมา คณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ได้มีการพิจารณาช่วงเวลานำเข้ามะพร้าวผลตามกรอบความตกลง AFTA ปี 2564 ช่วงที่ 2 คือ ช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2564 โดยจะใช้ผลการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวในประเทศของผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าว ในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2564 มาประกอบการพิจารณาจัดสรรปริมาณนำเข้า

“ผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าวที่มีความต้องการนำเข้ามะพร้าว ภายใต้ความตกลง AFTA ช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2564 ควรรับซื้อผลผลิตมะพร้าวในประเทศให้มากขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านราคาและปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดกระจุกตัวในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมทั้งขอให้จัดส่งเอกสารเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา มายัง สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ภายในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร โทร.0-2579-0611 ได้ตลอดในวันและเวลาราชการ” รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

‘เปรมวดี บุญมี’ ชูจุดเด่นคลองนิยมยาตราท้าชิงผู้นำการเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585653

‘เปรมวดี บุญมี’ชูจุดเด่นคลองนิยมยาตราท้าชิงผู้นำการเปลี่ยนแปลง

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.41 น.

อีกไม่กี่วันจะมีการประกวดผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ประเภทดีเลิศ ตามโครงการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยมี 18 ตำบล ทั่วประเทศไทย ที่ผ่านการคัดเลือกมาจาก 18 เขต เข้าร่วมชิงเงินรางวัล 1 ล้านบาทและ“ตำบลคลองนิยมยาตรา” คือ 1 ใน 18 ตำบลนั้น

6 ก.ค.64 อาจารย์เปรมวดี บุญมี ประธานกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและที่มาที่ไป ก่อนจะได้เป็นตัวแทนเขตว่า “นับตั้งแต่เกษียณมา ตัวเองได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาโดยตลอด และด้วยความเป็นคนที่ชอบการปลูกต้นไม้ จึงได้ร่วมโครงการกับ กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เกี่ยวกับ “โคก หนอง นา โมเดล” พอเข้าร่วมโครงการได้ เราก็ลงมือทำกันเลยแบบไม่รู้ โดยเปิด YouTube ศึกษา แล้วลงมือขุดโดยไม่ได้รองบจากราชการ ต่อมา พช. ส่งเราไปอบรมที่ศูนย์จังหวัดชลบุรี เกี่ยวกับครอบครัวและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเวลา 5 วัน จากนั้นกลับมาในพื้นที่ เหมือนได้ไปเติมพลังมา เราลงมือทำแบบคนมีไฟ เพราะเพิ่งกลับมาจากการอบรม อะไรที่อาจารย์สอนมา เราลงมือทำกันทันที เริ่มด้วยปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นจากเดิม อาทิ พืชผักสวนครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากทำ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกให้ทำ”

“หลังจากนั้น พช. มีโครงการมาให้เรา โดยให้กล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยการหาผู้นำ 15 คน ซึ่งเราปฏิญาณตนว่า จะทำดีเพื่อพ่อหลวงและรัชกาลที่ 10 จึงเป็นจุดเริ่มตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จากนั้นได้เข้าอบรมอีก 3 วัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และได้ดูตัวอย่างของ “โก่งธนูโมเดล” ต้นแบบของเรา ซึ่งเราลงมือทำกันแบบไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งศูนย์จังหวัดชลบุรี เข้ามาถ่ายทำไปออกรายการออกไปเผยแพร่ ทำให้มีคนรู้จักพื้นที่ของ ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ ต่อมาทาง จังหวัดสมุทรปราการ ให้เราเป็นตัวแทนของจังหวัดไปกวดในระดับเขต แข่งกับ นครปฐม ปทุมธานี และ นนทบุรี ซึ่งเราชนะ และได้เป็นตัวแทนของเขตไปแข่งกับอีก 17 ตำบลทั่วไทย” อาจารย์เปรมวดี กล่าว

นอกจากนี้ อาจารย์เปรมวดี กล่าวถึงการเริ่มต้นว่า “ผ่านมา 3 เดือน จนถึงตอนนี้ จากที่เราไม่มีต้นทุนอะไรเลยสำหรับการเริ่มต้นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราเริ่มเปลี่ยนแนวการคิด ซึ่งเราเป็นประธาน จึงต้องเริ่มทำก่อน และทำเป็นต้นแบบให้กับ 15 คน ซึ่งทั้งหมดมองมาที่เราว่าเราจะทำอะไร ดังนั้นเราจึงต้องทำให้เขาดู และชวนเขาทำ และทำกันมาเรื่อยๆ เมื่อคุณทำ เราจึงตามไปดู การได้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของตำบล และเป็นตัวแทนของจังหวัดสมุทรปราการ เราจึงต้องคิดไปข้างหน้าแล้ว จะมัวคิดอยู่กับที่ไม่ได้เลย ตอนแรกเราเริ่มทำกันในแต่ละบ้าน และในหมู่บ้านของเรา เราจึงยังไม่ได้ออกไปช่วยหมู่บ้านอื่นมากนัก เมื่อเราได้เป็นตัวแทนของเขต เราต้องบอกเป้าหมายของเรากับคณะกรรมการว่าจะทำอะไร จึงบอกไปว่าถ้าเราได้เงินรางวัล เราจะไม่หยุดนิ่งเฉพาะหมู่บ้านตรงนี้ เราจะต้องทำให้ทุกหมู่บ้านในตำบลของเราดีขึ้น เพื่อผู้นำของแต่ละหมูบ้านจะได้เอาไปเผยแพร่ในถิ่นของตัวเอง อีกทั้งเราไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะในตำบลของเรา เพราะเราไปจด MOU กับหลายที่ในอำเภอบางบ่อ รวมถึงข้ามไปจังหวัดที่อยู่ติดกันอย่าง ฉะเชิงเทรา อีกด้วย”

สำหรับจุดเด่นของ ตำบลคลองนิยมยาตรา อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ คือ เราทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เราเปรียบเสมือนมวยใหม่ ไม่มีต้นทุนทางด้านภูมิประเทศหรือภูมิทัศน์ หรือสัมมาอาชีพ เพราะบางที่เขามีต้นทุนอยู่แล้ว อย่างบางที่มีพื้นฐานของการปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว หรือ แตงกวา แต่ภูมิประเทศของเราเป็นการทำนา เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง และพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการ มีราคาค่อนข้างแพง ที่ริมถนนของเรามีค่ามาก อย่างหมู่ 6 พอข้ามมอเตอร์เวย์ไป เนื้อที่จะมีมูลค่าประมาณไร่ละ 5-6 ล้านบาท ซึ่งจะต่างจากต่างจังหวัด คือภูมิสังคมและความเป็นอยู่เราต่างกัน ฉะนั้นต้นทุนของเราแทบไม่มีเลย

ประธานกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลง ตำบลคลองนิยมยาตรา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่าเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตั้งแต่ตัวเอง รวมไปถึงผู้นำในกลุ่มของเราทั้ง 15 คน ซึ่งทุกคนล้วนมีแนวคิดเหมือนกันว่า ตัวเองได้เปลี่ยนไป รวมทั้งคนในบ้านและครอบครัวของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดยืนและจุดเด่นของเรา ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น ถ้าเรามีโอกาสจะไปลงพื้นที่ทุกจุด คือเราจะช่วยเอามื้อกัน ไปให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยที่เราไม่มีงบประมาณส่วนไหนมาช่วยเหลือ พวกเราทำกันด้วยใจจริงๆ แต่ที่สำคัญ พช. ลงมาดูแลเรา ไม่ว่าจะอำเภอหรือจังหวัดก็ดี เปรียบเสมือนพี่เลี้ยง ซึ่งดูว่าเราทำอะไร และช่วยแนะแนวทางให้กับเรา

สำหรับภารกิจต่างๆ ที่กลุ่ม “ตำบลคลองนิยมยาตรา” ได้ทำอย่างเห็นผลแล้ว อาทิ ถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือการนำถังมาเจาะก้นถัง แล้วนำไปฝังดิน มีฝาปิดด้านบนเพื่อควบคุมปริมาณอากาศและสภาวะแวดล้อมไม่ให้อากาศถ่ายเทออกไปจากตัวถังได้ง่าย เพื่อใช้สำหรับใส่ขยะที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น เศษอาหาร พืชผัก โดยใช้ วัสดุภาชนะเหลือใช้ เช่น ถังสี ถังพลาสติก ใช้แล้ว โดยขนาดของภาชนะขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในครัวเรือน หากมีมากก็ใช้ภาชนะ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามความเหมาะสม แล้วเจาะรูหรือตัดภาชนะที่ก้นถัง แล้วขุดหลุมขนาดความลึก 2 ใน 3 ส่วนของความสูงของภาชนะ นำภาชนะที่เตรียมไว้ไปใส่ในหลุมที่ขุด หากมีปริมาณขยะอินทรีย์เกิดขึ้นมากและมีพื้นที่เหลือ สามารถทำได้มากกว่า 1 จุด แล้วนำเศษอาหาร เศษผักผลไม้ ใบไม้ และเศษหญ้า ที่เหลือมาเทใส่ในถังที่ฝังไว้ และปิดฝาภาชนะให้มิดชิด จุลินทรีย์ในดิน ไส้เดือนในดิน จะทำการย่อยเศษอาหารในภาชนะให้กลายเป็นปุ๋ย เมื่อปริมาณเศษอาหารถึงระดับเดียวกับพื้นดินที่ขุดไว้ ให้เอาดินกลบแล้วย้ายถังไปทำตามขั้นตอนเดิมที่จุดอื่นต่อไป ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้เกิดการกระตุ้นให้มีการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกออกจากขยะทั่วไป ช่วยสร้างความรับรู้ ความเข้าใจให้คนในท้องถิ่นของตนเองได้มามีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ และจากการทำถังเปียกของครัวเรือน จะช่วยลดรายจ่ายในการปลูกผักสวนครัว หรือประโยชน์ด้านเกษตรกรรมอื่นๆ ของครอบครัวและชุมชนได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดให้มีจุดบริการการคัดแยกขยะทั่วไปตั้งแต่ต้นทาง ด้วยหลัก 3 R คือ 
– Reduce ลดการใช้ มิได้หมายความว่า “ห้ามใช้” แต่ให้คิดก่อนใช้ ให้ใช้ตามความจำเป็นหลีกเลี่ยงการใช้อย่างฟุ่มเฟือย ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยลดลง
– Reuse การใช้ซ้ำ เป็นแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานแล้ว กลับมาใช้อีกให้คุ้มค่า เช่น การนำขวดพลาสติกมาทำภาชนะสำหรับปลูกผักสวนครัว
– Recycle การแปรรูปใหม่ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว สามารถรวบรวมขายให้ร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำไปให้โรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้

กรมส่งเสริมการเกษตรตีปี๊บ ‘ศูนย์ขยายพันธุ์พืช’ แหล่งพืชพันธุ์ดี-ปลอดโรคพร้อมบริการเกษตรกรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585359

กรมส่งเสริมการเกษตรตีปี๊บ‘ศูนย์ขยายพันธุ์พืช’ แหล่งพืชพันธุ์ดี-ปลอดโรคพร้อมบริการเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า เป็นเวลากว่า 45 ปี ที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตและกระจายพืชพันธุ์ดีสู่เกษตรกร โดยในปี พ.ศ. 2519 ได้จัดตั้ง “ศูนย์ขยายพันธุ์พืช” ขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นแห่งแรก ตามโครงการผลิตและขยายพันธุ์พืช ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และพืชผัก ต่อมาเมื่อมีเทคโนโลยีด้านการขยายพันธุ์พืชใหม่ๆเข้ามา จึงได้มีการจัดตั้ง “สถาบันเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเกษตรกรรม” ขึ้นในปี พ.ศ.2534 เพื่อทำหน้าที่ผลิตและกระจายพืชพันธุ์ดีด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นเหมือนต้นแม่ทุกประการ มีคุณภาพและปลอดโรค ส่งมอบให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูก และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ” โดยมีภารกิจหลักคือ ผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 4 ชนิด คือ กล้วย อ้อย มันฝรั่งและหน่อไม้ฝรั่ง มีการส่งเสริมให้ความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่เกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ภาคเอกชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ภาคเอกชนมีศักยภาพสามารถผลิตพันธุ์พืชจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เอง ตอบสนองต่อนโยบายการผลิตพืชพันธุ์ดีให้ได้มากขึ้น

ต่อมาได้ปรับโครงสร้างหน่วยงาน และจัดตั้ง “ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง” ขึ้นในปี พ.ศ. 2546 จำนวน 10 ศูนย์ ตั้งกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ตรัง นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ พิษณุโลก มหาสารคาม ลำพูน สุพรรณบุรี และจังหวัดอุดรธานี ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)” และเพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีพันธุ์พืชพันธุ์ดีออกสู่ตลาด ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและราคาแพง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดตั้ง “กองขยายพันธุ์พืช” ขึ้น เพื่อดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ซึ่งมีภารกิจหลักในการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ให้มีศักยภาพในการดำเนินการผลิตและขยายพืชพันธุ์ดีใน 4 สายการผลิต คือ สายการผลิตต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อส่งต่อพืชพันธุ์ดีที่ได้รับจากหน่วยงานวิจัยกระจายไปสู่เกษตรกรให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและอุปกรณ์เดิมของศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยงมีความเหมาะสมสำหรับการดำเนินการอยู่แล้ว ประกอบกับความสำเร็จของกรมส่งเสริมการเกษตรในการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถผลิตพันธุ์ดีและปลอดโรคได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว จึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับภาคการเกษตรไทย เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรมีด้วยกัน 10 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรังศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 4 จังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 8 จังหวัดลำพูน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี และ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี โดยมีพันธุ์พืชพันธุ์ดีให้บริการครบทุกรูปแบบ ทั้งเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อที่เกษตรกรจะได้หลุดพ้นจากปัญหาไม่สามารถเข้าถึงพืชพันธุ์ดี และปัญหาพืชพันธุ์ดีมีราคาแพงได้

ทั้งนี้ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชทุกแห่ง กำลังพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นไป ด้วยการเพิ่มช่องทางการรับข้อมูลพันธุ์พืชพันธุ์ดีที่มีจำหน่ายในศูนย์ต่างๆ ให้แก่เกษตรกร ในรูปแบบออนไลน์ โดยคาดการณ์ว่าน่าจะเปิดให้บริการได้ในปี พ.ศ. 2565 โดยจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์พืชพันธุ์ดีชนิดต่างๆ ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้บริการแก่เกษตรกรอยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยข้อมูลชนิดพืช แหล่งจำหน่าย และช่องทางการติดต่อเพื่อขอรับการบริการพืชพันธุ์ดีของศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 แห่งสำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลพันธุ์พืชกับศูนย์ขยายพันธุ์พืชได้ทันที เกษตรกรทุกท่านมั่นใจได้ในคุณภาพ “พืชพันธุ์ดีต้องที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร”

‘บิ๊กป้อม’ เกาะติดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ สั่งเร่งทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำผ่าน TWP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585361

‘บิ๊กป้อม’เกาะติดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ สั่งเร่งทำแผนปฏิบัติการด้านน้ำผ่านTWP

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ประวิตร” มั่นใจตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำได้ภายในต้นปีงบประมาณ 2565 หลังกนช.ไฟเขียวแก้กฎกระทรวง พร้อมหน่วยงานที่เก่ี่ยวข้อง เร่งเสนอแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำผ่านระบบ Thai Water Plan ให้ทันงบประมาณปี 2566

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่…(พ.ศ. ….) ออกตามความใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ พ.ศ. 2564 ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า เมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 บังคับใช้ (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2562) การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำเดิมต้องสิ้นสุดลง

ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อให้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำชุดแรกโดยเร็ว โดยได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) นำร่างกฎกระทรวงที่แก้ไข เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเมื่อกฎกระทรวงฉบับแก้ไขประกาศใช้แล้ว จะได้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกลุ่มน้ำให้ทันในต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ต่อไป

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้หน่วยงานของรัฐและ อปท. ที่จะเสนอขอรับงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เป็นต้นไปจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2566 และแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ 5 ปี (2566-2570) ผ่านระบบ Thai Water Plan (TWP)ซึ่งเป็นระบบที่ สทนช.ได้พัฒนาขึ้นโดยเข้าใช้งานได้ 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ iOS Android และ Windows เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมทั้งการติดตามประเมินผลโครงการด้านทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นปัจจุบัน โดยมีกระบวนการและปฏิทินการเสนอแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ผ่านระบบ Thai Water Plan

สำหรับการจัดทำแผนปฏิบัติการน้ำ ปี 2566-2570 แบ่งเป็น 3 ช่วง โดยเริ่มที่หน่วยงานและจังหวัดจัดทำแผนปฏิบัติการและยืนยันแผนในระบบภายในเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2564 จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการในพื้นที่คือ อนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด และคณะกรรมการลุ่มน้ำในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2564 และเข้าสู่การพิจารณาของ กนช. โดย สทนช. ในฐานะเลขานุการ กนช. จะวิเคราะห์และจัดทำแผนปฏิบัติการน้ำของประเทศ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 และเสนอ กนช. พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2564 เพื่อให้ทันตามปฏิทินงบประมาณปี 2566 ที่คาดว่าสำนักงบประมาณจะให้หน่วยงานเสนอแผนผ่านระบบ budgeting ช่วงเดือนมกราคม 2565

นอกจากนี้ กนช.ยังเห็นชอบให้เร่งรัดทุกหน่วยงานดำเนินการลงทะเบียนแหล่งน้ำ ผ่านระบบ Thai Water Resources (http://twrc.onwr.go.th) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการเสนอขอตั้งงบประมาณ พิจารณาแผนงาน/โครงการ สามารถตรวจสอบหน่วยงานที่รับผิดชอบ ลดความซ้ำซ้อนของแผนงาน/โครงการในแหล่งน้ำเดียวกัน โดยให้เชื่อมโยงกับระบบ Thai Water Plan ซึ่งจะทำให้การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีความสมบูรณ์ ครอบคลุมในทุกมิติ สะดวกและรวดเร็วมีความโปร่งใส สามารถใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

สกู๊ปพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนอุทัยฯปลูกกัญชาแปรรูป สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585103

สกู๊ปพิเศษ : วิสาหกิจชุมชนอุทัยฯปลูกกัญชาแปรรูป สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชุมชน

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การันตีทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อเดือน คนห้วยคตรวมตัวตั้ง “วิสาหกิจชุมชนสุขฤทัย” ปลูกกัญชาโรงเรือนเดียว แปรรูปต่อยอดทำผลิตภัณฑ์อาหารคาวหวาน ทั้งแกง ต้ม ผัด ทอด ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เล็งขยายเฟสสองต่อ

หลังจากมีการปลดล็อกกัญชา เปิดทางให้มีการนำ “กิ่ง ก้าน ราก ใบ” มาใช้ทางการแพทย์-แปรรูปอย่างแพร่หลาย..ทำให้ขณะนี้ “กัญชา”เริ่มกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในหลายพื้นที่ ซึ่งในจังหวัดอุทัยธานี พบว่า “วิสาหกิจชุมชนสุขฤทัยเกษตรปลอดภัย บ้านหมู่ 6 ต.สุขฤทัย อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี” ได้แปรรูปกัญชาเป็นผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาออกมาจำหน่ายสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่คนในชุมชนได้

นายไกรราช เล่าเกษตรวิทย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนสุขฤทัยเกษตรปลอดภัย อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นตนเองได้ลงทุนปลูกต้นเมล่อน และได้ตั้งชื่อว่า สุขฤทัยฟาร์มเมล่อนอุทัยธานี มาได้ 5 ปี ไม่ประสบความสำเร็จ โดยขาดทุนมาตลอด หลังจากนั้นตนเองก็ได้มีแนวความคิดใหม่พรรคภูมิใจไทย นโยบายกัญชา ก็ไปขอเอกสารการปลูกต้นกัญชา  หลังจากนั้นตนเองก็ได้เข้าร่วมกับ รพ.สต.สุขฤทัย ก็ได้รับอนุญาตในการปลูกต้นกัญชา โดยเริ่มต้นในการปลูก 10 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นตนเองก็ได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสุขฤทัยเกษตรปลอดภัย พร้อมกับได้นำผลผลิตของกัญชามาจัดแปรรูปเป็นอาหารต่างๆการปลูกกัญชาในปัจจุบันบอกได้เลยว่าเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยที่สามารถทำรายได้ให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของเรา  และก็เป็นโอกาสดีที่เกษตรกรได้เข้าถึงยาคืออย่างน้อยก็ปลูกมาปรุงกันเองในชุมชนได้

แต่สำหรับวิสาหกิจชุมชนของเราซึ่งมีสมาชิกหลายคน จึงมีการแยกให้แต่ละคนนำกิ่ง ก้าน ราก ใบกัญชา ไปต่อยอดแปรรูปตามที่แต่ละคนถนัด เช่น นางน้อย ต้องการที่จะทำก๋วยเตี๋ยว อีกคนหนึ่งทำข้าวผัด อีกคนหนึ่งทำน้ำพริก อีกคนทำกาแฟ ทำอะไรก็ได้ที่แต่ละคนถนัด ซึ่งเป็นการระดมความคิด ความสามารถแต่ละคนออกมา หลังจากนั้นได้นำผลิตภัณฑ์ของตนเองออกจำหน่าย ก็นำรายได้มาร่วมกัน แล้วหักค่าส่วนต่างๆ ของแต่ละคนออกไป หลังจากนั้นผลกำไรก็นำเข้าสู้กลุ่ม หลังจากครบรอบของกัญชาก็จะนำผลประโยชน์มาแบ่งกันไปแต่ละคน ซึ่งสร้างรายได้ให้แต่ละคนอย่างงาม

กระทั่งทำให้กัญชาที่ทางวิสาหกิจชุมชนฯ ร่วมกันปลูกแบบปลอดสารพิษอยู่ 1 โรงเรือน 50 ต้น สามารถนำมาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาได้อย่างหลากหลาย เช่น กล้วยฉาบ มันฝรั่ง มันม่วง มันญี่ปุ่น ป๊อปคอร์น จะขายอยู่ที่ราคาถุงละ 35 บาท พริกทอดเคลือบผงใบกัญชา 100 บาท และพริกแกงผสมผงใบกัญญา กิโลกรัมละ 220 บาท ยาหม่อง 88 บาท ชากัญชา ชงร้อน ถุงละ 100 บาท น้ำต้มกัญชาพร้อมดื่ม ขายขวดละ 35 บาท ก๋วยเตี๋ยวกัญชา 59 บาท และเมนูกับข้าวผสมกัญชาเริ่มต้นที่ 60 บาท นอกจากนี้ยังมี Signature ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือต้มไก่บ้าน ผัดฉ่า

“ตอนนี้ทั้งน้ำต้มกัญชา กล้วย ฉาบกัญชา มันฝรั่งทอดกัญชา มันม่วงทอดกัญชา มันญี่ปุ่นทอดกัญชา ป๊อปคอร์นกัญชา พริกทอดกัญชา พริกแกงกัญชา ที่เป็นสินค้าที่ขายดีจนผลิตไม่ทัน ซึ่งทั้งหมดใช้กิ่ง ก้าน ราก ใบกัญชาคุณภาพปลอดสารพิษของวิสาหกิจชุมชนฯ เป็นส่วนผสมในปริมาณที่เหมาะสม ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะน้ำต้มกัญชาเรารักกัน  เป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในวิสาหกิจชุมชน มียอดขายหลายพันขวดต่อเดือน สร้างรายได้ให้แก่คนในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาทต่อเดือนทีเดียว”

นายไกรราชกล่าวด้วยว่า หลังจากผลิตภัณฑ์ผสมกัญชาของวิสาหกิจชุมชนฯ เราได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีโครงการที่จะขยายกำลังการผลิต เพิ่มโรงเรือนปลูกกัญชาในเฟสที่ 2 อีก แต่ในเฟสใหม่นี้ จะเน้นการใช้ประโยชน์จากดอกกัญชา โดยแบ่งผลผลิตที่ได้กับรัฐในสัดส่วน 50 ต่อ 50

นายไกรราช กล่าวต่อว่า สำหรับท่านที่สนใจเข้ามาเที่ยวเข้ามาพูดคุย ขอคำปรึกษา ในเรื่องการขออนุญาตการปลูกต้นกัญชา ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ร่วมทั้งท่านที่จะเข้ามาชิมรสอาหารเมนูกัญชาต่างๆ หรือจะสั่งจองอาหารเมนูกัญชา สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 08-6202-0444 คุณไกรราช หรือกดที่เฟสสุขฤทัยฟาร์มเมล่อนอุทัยธานีโดยจะมี จีพีเอส บอกเส้นทางดังกล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 5 กรกฎาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585101

ชายคาพระพิรุณ : 5 กรกฎาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เมื่อไหร่ ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า แม้กระทั่งสมาชิกของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรต่างๆ ที่อาจจะมีรายได้ลดลงและกระทบต่อการส่งชำระเงินกู้ให้กับสหกรณ์ที่ตัวเองสังกัดได้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้หาแนวทางช่วยเหลือ โดยจับมือกับสหกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่ง นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่าได้ขอความร่วมมือสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เดินหน้าช่วยเหลือบรรเทาภาระด้านหนี้สินและลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเพื่อนสมาชิกมาอย่างต่อเนื่องในห้วงที่สถานการณ์ของโรคไวรัส โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดมาตั้งแต่ปี’63 ถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้สมาชิกสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ พร้อมกันนี้หากต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างอาชีพเพื่อให้เกิดรายได้เพิ่ม กรมก็พร้อมที่จะเข้าสนับสนุน โดยล่าสุดกรมได้มีการจัดอบรมสมาชิกในด้านการค้าออนไลน์  ซึ่งปัจจุบันเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่สำคัญ ในขณะที่โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านและโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จะเป็นอีกช่องทางด้านตลาดเปิดให้สมาชิกสหกรณ์นำสินค้ามาจำหน่ายในแต่ละพื้นที่

สำหรับผลการช่วยเหลือสมาชิกในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า ท่านอธิบดีวิศิษฐ์ บอกว่า สามารถที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับสมาชิกได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจากการเก็บข้อมูลนับแต่วันออกมาตรการ เม.ย.2563- พ.ค.  2564 รวมมูลค่าที่ช่วยลดผลกระทบกว่า  5 หมื่นล้านบาท การให้ความช่วยเหลือสมาชิกด้านหนี้สินและการลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกทั้งเป็นนโยบายสำคัญของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รมช.เกษตรฯ ที่ให้กรมประสานกับสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรให้ความช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เริ่มการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2563 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตั้งแต่เกิดสถานการณ์ โดยกรมได้วางกรอบมาตรการช่วยเหลือไว้ ซึ่งจากข้อมูลผลการช่วยเหลือ ณ ปี  2563 ถึงปัจจุบัน(พ.ค. 2564) จากสหกรณ์ที่มีมาตรการช่วยเหลือสมาชิกทั้งสิ้น  2,502 แห่ง หรือร้อยละ 33.01% ของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีการรวบรวมข้อมูล 7,500 แห่ง ซึ่งจากผลที่มีการเก็บข้อมูลผลการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เพราะเป็นการสะท้อนว่าในยามวิกฤติ วงการสหกรณ์จะไม่ทิ้งกันและพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ส่วนผลการบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์/สถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย 1. มาตรการพักชำระหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร จำนวน  620 แห่ง  172,845  ราย  เฉลี่ยรายละ  2 แสนบาท มูลหนี้รวม 32,229.83  ล้านบาท  2.การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร เฉลี่ยร้อยละ 0.75-1.50 (ตามชั้นลูกหนี้)  611 แห่ง  511,540 ราย  3.ลดภาระส่งค่าหุ้นโดยการปรับลดและ/หรืองดส่งค่าหุ้นชั่วคราว 360 แห่ง  217,814  ราย คิดเป็นมูลค่า 1,026.51 ล้านบาท 4. การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับสมาชิกที่มีความประสงค์ยื่นขอจัดทำแผนจัดการหนี้ 342 แห่ง 50,952 ราย(54,126 สัญญา) มูลหนี้รวม 18,189.97 ล้านบาท สถาบันเกษตรกรรับภาระหนี้ 5,702.95 ล้านบาท 5.ประกันสุขภาพ พัฒนาอาชีพเสริม เงินบริจาคช่วยเหลือครอบครัว ถุงยังชีพ 303 แห่ง 122,591 ครัวเรือน/ชุมชน 138.05 ล้านบาท 6. การลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับสมาชิกในด้านสุขภาพอนามัยและส่วนลดในการจัดหาสินค้าอุปโภค-บริโภค มาจำหน่าย 278 แห่ง 182,909  ราย ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือสมาชิก182.29 ล้านบาท…

ขุนเกษตรา

‘บิ๊กป้อม’ สั่งรับมือฝนทิ้งช่วงเดือน ก.ค. จับตา 8 เขื่อนน้ำมาก- 58 จว. เสี่ยงอุทกภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585104

‘บิ๊กป้อม’สั่งรับมือฝนทิ้งช่วงเดือนก.ค. จับตา8เขื่อนน้ำมาก-58จว.เสี่ยงอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กนช.เกาะติดสถานการณ์น้ำ “รองนายกฯ ประวิตร” สั่งเตรียมความพร้อมรับมือฝนทิ้งช่วงเดือนกรกฎาคม หลังประเมิน 3 เขื่อนใหญ่ “ภูมิพล – กิ่วลม –ทับเสลา” น้ำใช้การฯ เหลือศูนย์ แต่สถานการณ์จะคลี่คลายหลังเดือนกรกฎาคม คาดเขื่อนใหญ่ 8 แห่ง เสี่ยงน้ำมากกว่า 80% และมีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยสูงสุดในเดือนตุลาคมถึง 58 จังหวัด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปฏิบัติการเตรียมพร้อมรับมือตาม 10 มาตรการรับฤดูฝน ทั้งก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย เพื่อบริหารจัดการน้ำและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีความแตกต่างกันในหลายพื้นที่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดยล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำทั่วประเทศมีอยู่ทั้งสิ้น 36,943 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 12,866 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น แหล่งน้ำขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำ 32,344 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 45 แหล่งน้ำขนาดกลาง ปริมาณน้ำ 2,732 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 50 และแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีปริมาณน้ำ 1,868 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 37 ของความจุ อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูฝน แต่มีบางพื้นที่ที่ฝนทิ้งช่วงและมีความเสี่ยงภัยแล้งในฤดูฝนปี 2564 เนื่องจากปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยหรือเท่ากับค่าเฉลี่ย โดยในเดือนกรกฎาคมมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง รวม 1,384 ตำบล 213 อำเภอ 24 จังหวัด และเดือนสิงหาคม จำนวน 1,603 ตำบล 272 อำเภอ 34 จังหวัด

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ใช้การได้หลังสิ้นเดือนกรกฎาคม พบว่า มีอ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่า 15% ของน้ำที่ใช้การได้ 14 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธาราฯ เขื่อนภูมิพล เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนกิ่วลม เขื่อนแม่มอก เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯเขืิ่อนทับเสลา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำพุง เขื่อนลำปาว เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนศรีนครินทร์ ขณะที่อ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงที่มีปริมาณน้ำมากมีเพียงแห่งเดียว คือ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล คาดว่าในเดือนกรกฎาคม จะมีปริมาณน้ำ102% ของน้ำใช้การได้ และในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูฝนได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ พบว่า อ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์น้ำมากกว่า 80% จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ 108% เขื่อนอุบลรัตน์ 101% เขื่อนลำตะคอง 91% เขื่อนลำพระเพลิง 109% เขื่อนขุนด่านปราการชล 99% เขื่อนหนองปลาไหล 116% เขื่อนประแสร์ 94% และ เขื่อนแก่งกระจาน 81%

“รองนายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมให้หน่วยงานทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝน โดยเฉพาะการสื่อสาร ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้และรับทราบ เพื่อจะได้เตรียมตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการป้องกันปัญหาในระหว่างที่ฝนทิ้งช่วงที่จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน” เลขาธิการ สทนช.กล่าวในตอนท้าย

กลุ่มเครือข่ายโคล้านนายื่น ‘อนุทิน’ เร่ง อย. อนุมัตินำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน ช่วยสกัดโรคระบาดในโค-กระบือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585102

กลุ่มเครือข่ายโคล้านนายื่น‘อนุทิน’ เร่งอย.อนุมัตินำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน ช่วยสกัดโรคระบาดในโค-กระบือ

วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปตรวจสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ จ.เชียงราย ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อ.เมือง จ.เชียงราย กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนา นำโดย นายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายฯ พร้อมสมาชิกใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ช่วยเหลือเร่งรัดการใช้วัคซีนเพื่อการป้องกันโรคลัมปีสกิน ในโคกระบือ ซึ่งกำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ โดยทางเครือข่ายระบุว่าปัจจุบันกำลังประสบปัญหาจากการระบาดของโรคลัมปีสกิน อย่างหนัก และเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดโคเนื้อจึงขอให้รัฐบาลได้เร่งรัดกระบวนการจัดหาวัคซีนทั้งการจัดหาโดยรัฐและการจัดหาเองโดยภาคเอกชนโดยด่วน 

นายนเรศ กล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายใน 8 จังหวัดภาคเหนือ มีสมาชิกอยู่รวมกันประมาณ 600 กลุ่ม มีโคเนื้อในเครือข่ายรวมกันประมาณ 3,000 ตัว โดยมีทั้งพันธุ์ผสมยุโรปและบีฟมาสเตอร์ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.เป็นต้นมา โรคได้เริ่มระบาดอย่างหนักทำให้มีโคติดเชื้อกว่า 20-30% โดยมีแมลงเป็นพาหนะซึ่งแม้จะเป็นโรคที่รักษาได้และสามารถป้องกันด้วยการสุมไฟ กางมุ้ง ฯลฯ แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ และยังกลับมีผลทำให้โคตัวเมียที่ติดเชื้อมีโอกาสติดลูกยาก จึงทำให้โรคนี้ได้ส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยาว ดังนั้นล่าสุดกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ จึงมอบให้บริษัทเวท อะกริเทค จำกัด ได้นำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน แต่ทราบว่ายังติดขัดเรื่องการพิจารณาอนุญาตขององค์การอาหารและยา (อย.) จึงได้เดินทางยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เร่งรัดกระบวนการโดยถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้วย 

นายนเรศ กล่าวอีกว่า โคเนื้อแต่ละตัวมีต้นทุนตัวละประมาณ 40,000 บาท จากนั้นเมื่อขุนจนโตและสามารถจำหน่ายได้ก็จะได้ราคาประมาณ 60,000 บาท แต่เมื่อต้องเผชิญกับโรคลัมปี สกิน ทำให้เสียต้นทุนในการรักษาตัวละตั้งแต่ 2,000-3,000 บาท จนไปถึงนับหมื่นบาททำให้ต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก โดยเฉพาะการระบาดที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ เช่น ฟาร์มโคนมใน อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งมีอยู่ 52 แห่ง ก็พบว่ามีการระบาดไปกว่า 47 แห่งแล้ว ซึ่งจากการยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและยืนยันว่าจะช่วยเร่งรัดกระบวนการให้แล้วเสร็จ