ผู้ประกอบการ “ภาคเกษตรไทย” ผนึกความร่วมมือ “พันธมิตร” ทางการค้า “แอฟริกา” ตั้งศูนย์กระจายสินค้าในเคนยาดันส่งออกสินค้า “เกษตรไทย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474232

ผู้ประกอบการ”ภาคเกษตรไทย” ผนึกความร่วมมือ”พันธมิตร”ทางการค้า”แอฟริกา”ตั้งศูนย์กระจายสินค้าในเคนยาดันส่งออกสินค้า”เกษตรไทย”

13 กรกฎาคม 2564 – 21:55 น.

ผู้ประกอบการ”ภาคเกษตรไทย” ผงาดผนึกความร่วมมือพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศ”ไทย-แอฟริกา”ตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน”กรุงเทพ-เคนยา”เป็นประตูการส่งออก-นำเข้าสินค้าของ”ไทย-แอฟริกา” มุ่งกระจายสินค้าเกษตรและนวัตกรรมยึดหัวหาดตลาดแอฟริกา  

ผู้ประกอบการภาคเกษตรไทย​ ผงาดผนึกความร่วมมือพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศไทย-แอฟริกา ตั้งศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพ-เคนยาเป็นประตูการส่งออก-นำเข้าสินค้าของไทย-แอฟริกา มุ่งกระจายสินค้าเกษตรและนวัตกรรมยึดหัวหาดตลาดแอฟริกา วางเป้าส่งออกไม่ต่ำกว่า 200 ล้าน/ปี นำร่องสินค้าข้าวหอมมะลิ ซีเรียล ชา กาแฟเพื่อสุขภาพ                      

นางสาวกรชวัล สมภักดี  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส.พี.ดี เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด กล่าวว่า เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสมุนไพรของไทยและสินค้านวัตกรรมการเกษตรต่างๆที่ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท เอส.พี.ดี เอ็นเตอร์ไพร์ซฯได้ทำพิธีลงนามการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับ Kenthai Global Steering Limited พันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศ ไทย-เคนยา-แอฟริกา  คือ

1.ด้านการก่อตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกา ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

2.ด้านการก่อตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกา ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา

3.ด้านความร่วมมือในด้านธุรกิจการค้าการลงทุนและการตลาดร่วมกัน

4.ด้านความร่วมมือในการนําสินค้าไทยสู่ประเทศสาธารณรัฐเคนยาและประเทศในทวีปแอฟริกา

และ 5 ด้านความร่วมมือด้านธุรกิจการค้าการลงทุนเกี่ยวกับการนําสินค้าไทยสู่ตลาดออนไลน์ ณ กรุงไนโรบี ประเทศสาธารณรัฐเคนยาเพื่อมุ่งสู่ตลาดออนไลน์ในทวีปแอฟริกา

นอกจากนี้ภายใต้บันทึกข้อตกลงยังครอบคลุมไปถึงการส่งเสริมนวัตกรรมและการเรียนรู้ด้านการเกษตร การปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ส่งเสริมการปลูกข้าวออร์แกนิก ปลูกชา การทำโรงงานสี โรงงานอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป กลุ่มซีเรียล ชา การเกษตรอย่างครบวงจรสำหรับส่งออกไปยังสาธารณรัฐเคนยาและประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการทำการเกษตรเป็นหลัก  

 “การลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท เอส.พี.ดี เอ็นเตอร์ไพร์ซฯของไทยกับ Kenthai Global Steering Limited พันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศ ไทย-เคนยา-แอฟริกา ในครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการที่ผู้ประกอบการด้านภาคเกษตรของไทยในการบุกเบิกขยายช่องทางตลาดใหม่ ๆ เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน

เนื่องจากการเป็นการเปิดมิติใหม่ๆนำไปสู่การผลักดันให้เกิดกลุ่มผู้ประกอบการคนไทยที่จะนำสินค้าไปขายที่แอฟริกา โดยมีสถานที่ตั้งในกรุงเทพมหานครเพื่อรับรองคู่ค้าที่จะเดินทางมาที่เมืองไทยเพื่อเจรจา การแลกเปลี่ยนทางการค้าการลงทุนต่างๆ

ตลอดจนมี Nairobi, Kenya Hub กระจายสินค้าในการรองรับสินค้าไทยเพื่อการกระจายสินค้าไปทั่วภูมิภาคแอฟริกาโดยวางเป้าหมายมูลค่าขั้นต่ำ 200 ล้านบาท/ปี รวมทั้งยังเป็นการช่วยเผยแพร่วัฒนธรรม การท่องเที่ยวระหว่างกันด้วย ส่งเสริมเอกลักษณ์ ภาพลักษณ์ของคนไทยอีกทางหนึ่งด้วย” นางสาวกรชวัล กล่าว  

นางสาวกรชวัล  กล่าวด้วยว่า  สำหรับศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกาจะมีการจัดตั้งขึ้นใน2ประเทศคือ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยและกรุง ไนโรบี ประเทศสาธารณรัฐเคนยา จะทำหน้าที่คัดสรรสินค้าคุณภาพ และจับมือกับบริษัทต่างๆที่จะมาเป็นพันธมิตรในการนำสินค้าไทยไปสู่ตลาดแอฟริกาและเป็นตัวแทน(Trade)ในการกระจายสินค้าให้ผู้ประกอบการไปด้วย

นอกจากนี้เพื่อให้สินค้าในแบรนด์ของบริษัทฯและในเครือได้มีโอกาสออกสู่ตลาดแอฟริกามากขึ้น รวมถึงสินค้าของผู้ประกอบการอื่น ๆ พันธมิตรทางการค้าอื่นที่ต้องการนำสินค้าเข้าไปจัดจำหน่ายที่แอฟริกา  การประชุมจับคู่ธุรกิจ Business Matching การจัดแสดงสินค้า Fair/ Exhibition ในแต่ละประเทศ

การเป็นผู้นำที่จะนำสินค้าไทยเข้าสู่ Departmentstore & Supermarket ต่างๆในแอฟริกา  การนำสินค้าเข้าสู่ Platform หรือ Application ต่าง ๆ  โดยเชื่อมต่อกับ Jumia Online  การสร้างธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านกาแฟ  แลกเปลี่ยนระหว่างกัน  การส่งเสริมสินค้า OTOP ไทย เข้าสู่ตลาดแอฟริกาและการนำเข้าสินค้าจากแอฟริกา เพื่อการจัดจำหน่ายที่ประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มชา กาแฟ และการเกษตร เป็นต้น 

ด้านนายปกรณ์ ปั้นลี้ ประธาน บริษัท kenthai global steering limited​ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแอฟริกามีแนวโน้มการบริโภคและการนำเข้าสินค้าข้าวและอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป สินค้าสมุนไพร มุ้งลวดและโครงสร้างต่างๆสูงขึ้น

เนื่องจากภาคการผลิตของแอฟริกายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้เพียงพอทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก รวมทั้งภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยต่อสายตาชาวแอฟริกา ก็ถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ดีมาก สินค้าไทยในแอฟริกาใต้ได้รับความนิยมมาก

เช่น ข้าวไทยจากผลการสำรวจในห้างค้าปลีกรายใหญ่ในเมืองโจฮันเนสเบิร์กคนส่วนใหญ่จะหยิบข้าวไทยก่อน   ส่วนแนวโน้มความต้องการสินค้าแอฟริกาของไทยเท่าที่ศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็น น้ำมันดิบ สินแร่โลหะ เศษโลหะ เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องเพชรและอัญมณี ทองคำ ในเรื่องอาหาร ผลไม้ อะโวคาโด  แมคคาเดเมีย กาแฟ ชา  เนื้อสัตว์  ขนสัตว์ ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศไทย ดังนั้นแอฟริกาจัดเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของไทยในอนาคตอีกเช่นกัน                 

   “สาเหตุที่เลือกจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกานำร่องในกรุง ไนโรบี ประเทศเคนยา เนื่องจากเห็นว่า เคนยาเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก มีเครือข่ายการเชื่อมโยงคมนาคมที่ดี มีท่าเรือสำคัญ มีเส้นทางรถไฟและการบินเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งใช้เป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแอฟริกาได้อย่างดี  โดยสินค้าที่ทางแอฟริกามีความสนใจในสินค้าไทย  ประกอบด้วย สินค้าทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป โดยเฉพาะ เครื่องเทศ ข้าว ข้าวหอมมะลิ  ซีเรียล  สินค้ากลุ่มสุขภาพ ความสวยงาม อาทิ  คอลลาเจน ชา กาแฟ เพื่อสุขภาพเป็นต้น” นายปกรณ์  กล่าว     สำหรับสถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยไปยังยังแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา  มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 598.8 ล้านดอลลาร์ (หรือคิดเป็นร้อยละ 0.7 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย) โดยสินค้าที่ส่งออกมากที่สุดได้แก่ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น  ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเคนยา ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติก    การนำเข้าสินค้าจากแอฟริกาใต้ของไทยมีมูลค่าประมาณ 379.1 ล้านดอลลาร์ (หรือคิดเป็นร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทย)   สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากเคนยา ได้แก่ เคมีภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรรูป แผงวงจรไฟฟ้า สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค                    ************************* 

“กรมชลฯ” จับมือประชาคม “คลองวังโตนด” กางแผนดูแล “ช้างป่า” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/473283

“กรมชลฯ”จับมือประชาคม”คลองวังโตนด” กางแผนดูแล”ช้างป่า”

7 กรกฎาคม 2564 – 15:50 น.

“อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” จังหวัดจันทบุรีอยู่ในกระบวนเตรียมข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโครงการภายใต้แนวทางฟื้นฟูและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

“อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด”จังหวัดจันทบุรีอยู่ในกระบวนเตรียมข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโครงการภายใต้แนวทางฟื้นฟูและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

โดยหนึ่งในนั้นมีแนวปฏิบัติที่จะดูแลผลกระทบต่อ”ช้างป่า”แห่งลุ่มน้ำวังโตนดที่กรมชลประทานจะต้องจับมือกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

นายเฉลิมเกียรติ  คงวิเชียรวัฒน์  รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่หารือกับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนดและร่วมกันติดตามพฤติกรรมช้างป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมวซึ่งเป็นอ่างที่กำลังก่อสร้างในลุ่มน้ำเดียวกันเพื่อใช้ประกอบแนวทางแก้ไขผลกระทบและช่วยเหลือตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIMP)

ซึ่งกรมได้นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)รวม 38 แผนงานแยกเป็นแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 19 แผนงานและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวม 19 แผนงาน

ซึ่งทั้งหมดกรมชลประทานจะสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูระยะเวลาติดตามโครงการ 15 ปี

ทั้งนี้อ่างมีความจุ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ใช้พื้นที่ป่า14,600 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 7,097 ไร่ และในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 7,503 ไร่

เบื้องต้นจะลดการใช้พื้นที่สำหรับเป็นพื้นที่บริหารโครงการจาก 1,850 ให้เหลือประมาณ 500-800 ไร่ในส่วนของการฟื้นฟูสภาพป่าไม้และดูแลสัตว์ป่าโดยจัดสรรงบประมาณให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ปลูกป่าทดแทนและดูแลรักษาป่าในพื้นที่อนุรักษ์ 29,200 ไร่ปลูกพืชอาหารสัตว์ การส่งมอบคืนพื้นที่ป่าอนุรักษ์และกำหนดจุดสร้างฝายดักตะกอน

“มาตรการและแผนปฏิบัติการฯกรมอุทยานฯเป็นผู้กำหนดจุดที่เหมาะสมในการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า การก่อสร้างแหล่งน้ำเล็กๆ และแหล่งน้ำสำรองสำหรับสัตว์ป่าให้กระจายเป็นจุดๆอย่างน้อย5 จุดทางตอนบนของอ่างระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนย ปลูกต้นไม้พืชอาหารสัตว์ ไม้ดั่งเดิม ไม้ท้องถิ่น ไม้ป่ามีผล กระจายทั่วทางด้านเหนือตะวันออกและตะวันตกของโครงการเพื่อให้สัตว์ป่ากระจายตัว การสร้างหน่วยพิทักษ์อุทยาน  การสร้างแนวรั้วป้องกันช้างออกนอกพื้นที่อุทยานนอกจากนั้นในบริเวณขอบอ่างที่มีความชัน กรมชลฯจะมีการปรับให้มีความลาดลงเพื่อให้สัตว์ป่าลงมากินน้ำได้อย่างปลอดภัย “

นายมหิทธิ์ วงศ์ษา ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการ  กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีรูปทรงเป็นกระทะเหมือนอ่างเก็บน้ำคลองประแกดซึ่งในฤดูแล้งพบว่าจะมีสัตว์ป่าและช้างป่า ลงมากินน้ำที่อ่างเก็บน้ำคลองประแกดอยู่เสมอทุกปี

ดังนั้นก็คาดว่าในอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดหากสร้างเสร็จจะกลายเป็นแหล่งน้ำให้กับช้างและสัตว์ป่าในพื้นที่เพิ่มเติมได้อีกจุดหนึ่ง และในแต่ละปีจะมีช่วงที่น้ำเยอะประมาณ 5-6 เดือน และในห้วงเวลาที่เหลือระดับกักเก็บน้ำจะเริ่มลดลง ทำให้พื้นที่หากินของสัตว์ขยายเพิ่มมากขึ้นสลับกันไป

ทั้งนี้เนื่องจากกรมได้เก็บข้อมูลน้ำในรอบ 30 ปีและทำรูปแบบการบริการจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดพบว่าระดับน้ำกักเก็บในอ่างเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 65.6 ล้านลบ.ม.จะมีพื้นที่น้ำท่วมในอ่างสูงสุดประมาณ 4,479  ไร่ในช่วงเดือนต.ค- ก.พ. พื้นที่หากินของสัตว์ป่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,494 ไร่  

ในขณะที่เดือนที่เหลือจะมีพื้นที่น้ำท่วมเฉลี่ย 1,800 – 2,200 ไร่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เม.ย.-ก.ค. จะมีน้ำกักเก็บประมาณ 12 -7.4 ล้านลบ.ม.พื้นที่น้ำท่วมประมาณ 500-800 ไร่เท่านั้น ทำให้พื้นที่หากินของสัตว์ป่าจะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 5,553 ถึง 6,800 ไร่  และในพื้นที่อ่างจะมีพืชอาหารสัตว์เติบโตขึ้นอีกด้วย

ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่าพร้อมสนับสนุนกรมชลประทานในการขับเคลื่อนโครงการอย่างเต็มที่เพราะคนในลุ่มน้ำนี้ต่อสู้และรอมานาน

ดังนั้นจะให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการนี้ อีกทั้งพร้อมทำความเข้าใจกับภาคส่วนอื่นทั้งเรื่องป่าไม้และช้างป่า ซึ่งกรณีเรื่องช้างป่านั้นทางกลุ่มลุ่มน้ำวังโตนดพร้อมที่จะต้อนรับทุกคนที่ต้องการลงมาดูพื้นที่จริง

นายเดช จินโนรส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนซ่อง อ.ท่าใหม่ กล่าวว่าตนเองอยู่ในพื้นที่มา30 ปีเดิมทีไม่ค่อยมีช้างออกมาเพราะป่าสมบูรณ์

ต่อมามีการให้สัมปทานมีการลากไม้สำคัญไปหมดจนป่าเสื่อมโทรมและคนเริ่มเข้ามาทำกินและในลุ่มน้ำวังโตนดเริ่มแห้งแล้งเพราะไม่มีที่เก็บน้ำน้ำมาก็ไหลลงทะเล ช้างก็เริ่มออกมาใกล้คนมากขึ้นมีอันตรายทั้งคนทั้งช้าง

ดังนั้นแนวทางที่มีการวางไว้คือการสร้างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารในป่าและแนวกันช้าง ก็น่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมและคนในชุมชนพร้อมที่จะช่วยกันฟื้นฟูป่าและช้างในระยะต่อไป

รองอธิบดีกรมการข้าว “ณัฏฐกิตติ์” ลงพื้นที่ตรวจติดตามงาน “ศมข.ราชบุรี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/473112

รองอธิบดีกรมการข้าว”ณัฏฐกิตติ์”ลงพื้นที่ตรวจติดตามงาน”ศมข.ราชบุรี”

6 กรกฎาคม 2564 – 13:15 น.

“รองฯณัฏฐกิตติ์”ลงพื้นที่ตรวจติดตามงาน ศมข.ราชบุรี ย้ำ จนท.ต้องปฏิบัติงานเต็มที่เร่ง”ผลิตเมล็ดพันธุ์”ให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้อง”ชาวนา “

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นประธานการมอบนโยบายแนวทางการทำงานรับฟังปัญหา อุปสรรคและให้กำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี พร้อมเยี่ยมชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า กรมการข้าวต้องร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการหารือโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอ

ซึ่งจะเป็นกรอบแนวทางในการทำงานร่วมกันในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดข้าว โดยแบ่งข้าวออกเป็น 5 ประเภท คือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมไทย ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ข้าวเจ้าพื้นแข็ง และข้าวเหนียว

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การผลิตเมล็ดพันธุ์จะเริ่มต้นจากกรมการข้าว เป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คัด เมล็ดพันธุ์หลัก และเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายหลังจากนั้นศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ต่าง ๆ และสมาคมพ่อค้า ผู้ผลิตและรวบรวมเมล็ดพันธุ์จะมารับเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายไปทำการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่ายต่อไป

โดยท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)การดำเนินงานของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจะต้องดำเนินภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ไม่หยุดนิ่ง มุ่งมั่นทำงานเพื่อพี่น้องชาวนาอย่างสุดความสามารถ

แต่ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานจะต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและเพิ่มความระมัดระวังในการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี จะต้องมีความสามัคคีกันในการทำงาน มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และบุคลากรในการทำงานจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุข รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

บ.ไทยเพียวฯ จับมือ ราชมงคลกรุงเทพ ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586388

บ.ไทยเพียวฯ จับมือ ราชมงคลกรุงเทพ ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย

บ.ไทยเพียวฯ จับมือ ราชมงคลกรุงเทพ ร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 16.01 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ณ บริษัท ไทยเพียว โคโคนัทเวิลด์ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร นายพงศ์พิศุทธ์ เกียรติวรางกูร  ประธานกรรมการบริษัท ไทยเพียว โคโคนัทเวิลด์ จำกัด และ นายสมพร ปิยะพันธ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการ สถาบันวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์ หลักที่จะร่วมมือกันพัฒนา การเกษตรอินทรีย์ นำไปสู่องค์ความรู้ ในด้านการศึกษา และ การพัฒนาทรัพยากร เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน

สถาบันวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไทย ประกอบไปด้วย ศูนย์การเรียนรู้ อบรมและพัฒนาเรื่องเกษตรอินทรีย์ พิพิธภัณฑ์พระราชประวัติในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโครงการพระราชดำริ และ ศูนย์วิจัยและพัฒนามะพร้าว และ พืช ผัก สมุนไพร นานาพันธุ์ ตามรายละเอียดทั้งหมดนี้ ซึ่งจะใช้เนื้อที่กว่า 20,000 ไร่ ในการดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนินการประมาณ 5 ปี คาดกว่าจะแล้วเสร็จ ภายในปี 2569

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนคลองวังโตนดสู่เป้าหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586187

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนคลองวังโตนดสู่เป้าหมาย

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : ขับเคลื่อนคลองวังโตนดสู่เป้าหมาย

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มั่นใจขึ้นมาอีกระดับหนึ่งว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จะมีความมั่นคงเรื่องน้ำ เมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน(EHIA) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ของกรมชลประทาน

โครงการดังกล่าวอยู่จันทบุรี เกี่ยวกับ EEC อย่างไร?

น้ำต้นทุนที่ใช้ในพื้นที่ EEC ปัจจุบันมีประมาณ 2,539 ล้าน ลบ.ม ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำในทุกภาคส่วนรวมกันประมาณ 2,419 ล้านลบ.ม. มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำสูงหากไม่มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่ม เพราะจากการประเมินความต้องใช้น้ำในอนาคตพบว่า ปี 2570จะมีความต้องการใช้ 2,888 ล้านลบ.ม. และปี 2580 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,089 ล้านลบ.ม. หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 670 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้นจำเป็นจะต้องวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มตั้งแต่ขณะนี้ มิฉะนั้นอีก 10 ปี EEC เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำแน่นอน และโครงการอ่างฯคลองวังโตนดก็เป็นหนึ่งในแผนที่จะช่วยพื้นที่ EEC ให้มีความมั่นคงเรื่องน้ำ

วันก่อนผมได้มีโอกาสสนทนากับอธิบดีกรมชลประทาน “ประพิศ จันทร์มา”

ท่านอธิบดีบอกว่า ตามแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด จะสร้างอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 4 แห่ง คือ อ่างฯคลองประแกด ความจุ 60 ล้านลบ.ม. ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว อ่างฯคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68 ล้านลบ.ม. อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80 ล้านลบ.ม. จะแล้วเสร็จในปี 2565 และอ่างฯคลองวังโตนด ความจุ99.5 ล้านลบ.ม. ขณะนี้ ผ่าน EHIA รวมปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ทั้งหมด 307.5 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 249,700 ไร่ ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์และมีความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ

นอกจากนี้ยังจะผันน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝน สูงสุดอีกปีละประมาณ 140 ล้านลบ.ม. ไปเติบให้กับอ่างฯประแสร์ จ.ระยอง ก่อนที่จะจัดสรรผ่านโครงข่ายน้ำไปใช้ใน EEC ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ EEC อย่างยั่งยืนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการอ่างฯคลองวังโตนดจะสร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็ถูกต่อต้านจาก NGO ที่ใช้ชื่อว่า “เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์” โดยกล่าวหาว่าคณะกรรมการสิ่งแวลล้อมแห่งชาติ
“ลักหลับ” ผ่าน EHIA คลองวังโตนด แต่ดูเหมือนข้อกล่าวหานี้จะฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะอธิบดีประพิศยืนยันไม่มีลักหลับ การจัดทำ EHIA ครั้งนี้เข้มข้นมากเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อสั่งการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมทุกประการ เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อกังวลในเรื่องสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่านั้น จะมีการสร้างโป่งเทียม การสร้างแหล่งน้ำใหม่ การสร้างแหล่งอาหารสำรองสำหรับช้างและสัตว์ป่าการสร้างรั้วกันช้างรอบอุทยานแห่งชาติยาวประมาณ 60 กิโลเมตร และปลูกป่าทดแทนอีก 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ หรือประมาณ 29,200 ไร่ พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานขึ้นมาดูแล รวมทั้งยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุน 15 ปี มากกว่า 600 ล้านบาทอีกด้วย

ส่วนผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องที่ทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น จะพิจารณาช่วยเหลือเป็นกรณีไป โดยจะมีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษ สร้างบ้านมั่นคงชนบท ซึ่งขณะนี้ได้จัดหาที่สำรองไว้ให้ประมาณ 800 ไร่

ผมว่า เรื่องนี้ NGO น่าจะรู้ดี แต่อาจจะแกล้งไม่รู้

หลังจากผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้น้ำ รวมถึงผู้มีส่วนได้-เสียของโครงการ ขั้นตอนนี้กรมชลประทานจะต้องวางแผนดำเนินงานให้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

ระวัง!!!จะถูก NGO เตะถ่วง จนหมดเวลา….สร้างไม่ได้หรือไม่ได้สร้าง นอกจากประชาชนในพื้นที่จะเดือดร้อนแล้ว EEC ก็จะวิกฤติเรื่องน้ำด้วย

วางแผนให้ดี ทำตามกฎหมายทุกข้อ ประชาสัมพันธ์ทั้งรุกและรับทุกช่องทาง ให้ประชาชนทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศได้รับทราบอย่างต่อเนื่องจาก….ลุ่มน้ำคลองวังโตนดจะเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างของการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบแน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

เตรียมแผนรับมือสับปะรดกระจุกตัวไตรมาส 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/586192

เตรียมแผนรับมือสับปะรดกระจุกตัวไตรมาส 4

เตรียมแผนรับมือสับปะรดกระจุกตัวไตรมาส 4

วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ฉันทานนท์ วรรณเขจร

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์)เป็นประธานว่า ปี 2564 คาดว่าจะมีผลผลิตสับปะรดประมาณ 1.8 ล้านตัน โดยแบ่งเป็นผลผลิตในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน 2564) มีประมาณ 0.987 ล้านตัน ซึ่งจะออกมากช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2564 ประมาณ 0.550 ล้านตัน และผลผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม – ธันวาคม 2564) ประมาณ 0.813 ล้านตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ประมาณ 0.557 ล้านตัน

ผลผลิตที่กระจุกตัวในช่วงเวลาดังกล่าว อาจจะส่งผลต่อราคาสับปะรดที่เกษตรกรขายได้ เห็นควรต้องมีแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดในจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ที่ประชุมจึงได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2564 โดยใช้กลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด(คพจ.) และคณะทำงานด้านการตลาดระดับจังหวัด (เซลส์แมนจังหวัด) ในแหล่งผลิตสับปะรด เร่งแก้ปัญหาผลผลิตโดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงรุก ดำเนินการตามแนวทาง/มาตรการ ให้เห็นผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

ด้านนางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสศก. กล่าวว่า มาตรการที่จะดำเนินการนั้น ประกอบด้วย การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า โดยจับคู่ธุรกิจ ให้สถาบันเกษตรกร ทำสัญญาข้อตกลงกับโรงงานแปรรูป การกระจายผลผลิต ภายในจังหวัดและออกนอกแหล่งผลิต โดยเชื่อมโยงตลาดผ่านเครือข่ายภาครัฐ เอกชน ช่องทาง Onlineและ Offline รวมทั้งจัดหาจุดจำหน่ายสับปะรด การส่งเสริมการบริโภค โดยจัดงานประจำจังหวัด งานแสดงสินค้า ตลาดประชารัฐ ร้านธงฟ้า อ.ต.ก. ส่งเสริมการบริโภคสับปะรดในหน่วยงานราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน เรือนจำ นิคมอุตสาหกรรมรวมทั้งประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภค การส่งเสริมการแปรรูป โดยขอความร่วมมือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร และภาคเอกชน รับซื้อผลผลิตเพื่อนำมาแปรรูป และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตให้ผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคสดเพิ่มขึ้น โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดแหล่งผลิตและจังหวัดที่อยู่ห่างไกลโรงงานแปรรูปปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อให้ผลิตสับปะรดบริโภคสดเพิ่มขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านสับปะรด พ.ศ. 2564 – 2565 ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการผลิต 2) การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมแปรรูป และ 3) การเพิ่มศักยภาพการตลาดและการส่งออก โดยนำหลักการเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy :BCG) มาเป็นแนวทางในการดำเนินการเพิ่มมูลค่าผลสับปะรดและสิ่งเหลือใช้รวมทั้งมอบหมายคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาสับปะรดกำกับดูแลการดำเนินงาน และให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตามแผนให้เป็นรูปธรรมและสามารถชี้วัดได้ชัดเจน เกิดผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสับปะรดทั้งระบบต่อไป

ปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585912

ปรับเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร เคาะร่างหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พร้อมเตรียมแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตร ในช่วงฤดูฝน ปี 2564

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2/2564 ในรูปแบบระบบ VDO Conference ด้วยโปรแกรม Zoom Meetings โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่าเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค และกระบือ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหายจากสัตว์ตายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันราคาต้นทุนการเลี้ยงสัตว์เพิ่มสูงขึ้น มีการเลี้ยงเป็นอาชีพมากขึ้น มีการยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงให้ดีกว่าเดิม ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงขอเสนอปรับเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ดังนี้ 1. ปรับเกณฑ์จำนวนตัวที่ให้ความช่วยเหลือ 2 รายการ คือ โค กระบือ จากรายละไม่เกิน 2 ตัว เป็น รายละไม่เกิน 5 ตัว 2. ปรับราคาอัตราการให้ความช่วยเหลือให้เพิ่มสูงขึ้น โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่าง หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. …. และเตรียมเสนอกรมบัญชีกลางพิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตร ในช่วงฤดูฝน ปี 2564 ซึ่งกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงจากอุทกภัยและฝนทิ้งช่วง ประกอบด้วย คือ 1. การเตรียมความพร้อม การป้องกันและลดผลกระทบ โดยขั้นตอนการเตรียมความพร้อมนั้น ให้หน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมในขอบข่ายภารกิจของหน่วยงานตนเอง อาทิ ให้กรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำ กรมการข้าว กำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพิ่มและปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำเดิมที่มีอยู๋ให้พร้อมรองรับปริมาณฝน กรมฝนหลวง จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 13 ศูนย์ ฐานเติมสาร 4 ฐาน ช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม 2564 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนให้พื้นที่เกษตรกรรม ในช่วงเริ่มฤดูเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจประจำปี 2. การเผชิญเหตุ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การเร่งระบายน้ำ สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลอื่นๆ สนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ดูแลสุขภาพสัตว์สนับสนุนเรือตรวจการณ์และเจ้าหน้าที่ ช่วยเหลือและสื่อสารสถานการณ์กรณีฝนทิ้งช่วงหรือฝนน้อยกว่าค่าปกติ เช่น การปฏิบัติการฝนหลวง สนับสนุนเครื่องสูบน้ำหรือรถบรรทุกน้ำ และ 3. การฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิมได้แก่ การสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง การจัดหน่วยเคลื่อนที่ เพื่อเยี่ยมเยียนและให้การช่วยเหลือระยะเร่งด่วน การสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำและเมล็ดพันธุ์ดีการซ่อมแซมโครงสร้างด้านชลประทาน เครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตร การบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงบำรุงดิน การสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

กรมชลฯเปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อนคลองวังโตนดผ่าน EHIA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585913

กรมชลฯเปิดเวทีรับฟังประชาชน  ขับเคลื่อนคลองวังโตนดผ่านEHIA

กรมชลฯเปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อนคลองวังโตนดผ่านEHIA

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานเตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน โครงการอ่างฯคลองวังโตนด หลังผ่าน EHIA ย้ำให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม พร้อมมั่นใจเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำได้อย่างยั่งยืนมีประสิทธิภาพประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 100,000 ครัวเรือน

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ว่า ได้ผ่านการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมดำเนินการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้น้ำ รวมถึงผู้มีส่วนได้-เสียของโครงการ ทั้งนี้ในการจัดทำ EHIA นั้นกรมชลประทานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกๆเรื่อง ตลอดจนร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขหาแนวทางที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่า

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการอ่างฯคลองวังโตนด กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมในอันดับต้นๆ โดยกรมชลประทานได้เตรียมแผนปลูกป่าทดแทน 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ หรือจำนวน 29,200 ไร่ เมื่อแล้วเสร็จก็จะดำเนินการคืนพื้นที่อนุรักษ์ พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยาน ดำเนินงานตามโครงการแก่งหางแมวโมเดล ของมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัดเพื่อแก้ปัญหาช้างป่า ตลอดจนสร้างแนวรั้วกันช้างตามแนวรอยต่ออุทยาน 73,729 ไร่ ระยะทางรอบอุทยาน 60 กิโลเมตร รวมทั้งยังจะสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสำรองสำหรับสัตว์ป่า เพื่อลดผลกระทบจากโครงการฯ อีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีปริมาณน้ำท่าปีละ 1,200 ล้านลบ.ม. แต่ก็ประสบปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็มรุกล้ำ
และน้ำท่วม เป็นประจำสร้างความเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า หากจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ได้ จะต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่ง ดังนี้ อ่างฯคลองประแกด ความจุ 60 ล้านลบ.ม. ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว อ่างฯคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68 ล้านลบ.ม. อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม. จะแล้วเสร็จภายในปี 2565 และอ่างฯคลองวังโตนด ความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม. ดังกล่าว

“อ่างฯคลองวังโตนด จะเป็นแหล่งสำรองน้ำดิบสำคัญให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคได้ตลอดทั้งปี และสำรองน้ำให้การประปาสาขาจันทบุรี ได้อีก 18.89 ล้านลบ.ม.ต่อปี
มีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 120,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 226,000 คน รวมทั้งยังสามารถส่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้ถึง 87,700 ไร่ นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินไปยังอ่างฯ ประแสร์ จ.ระยอง ในช่วงฤดูฝนได้สูงสุด 70 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนและเสริมความมั่นคงให้กิจกรรมการใช้น้ำในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) อีกทั้งยังช่วยชะลอน้ำหลาก และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้กว่า 5,000 ไร่ ตลอดจนยังช่วยรักษาระบบนิเวศและคุณภาพน้ำตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์อีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

อย.จัดช่องทางเร่งด่วน ขึ้นทะเบียนวัคซีนสำหรับสัตว์ ‘ลัมปีสกิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585956

อย.จัดช่องทางเร่งด่วน ขึ้นทะเบียนวัคซีนสำหรับสัตว์'ลัมปีสกิน'

อย.จัดช่องทางเร่งด่วน ขึ้นทะเบียนวัคซีนสำหรับสัตว์’ลัมปีสกิน’

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 19.43 น.

อย.จัดช่องทางเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ สำหรับผู้ขออนุญาตนำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน เพื่อควบคุมการระบาดของโรคในสัตว์ และกรณีการระบาดรุนแรง ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ สามารถนำเข้าวัคซีนนี้ได้ ซึ่งในระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค.64 มีการนำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน แล้วจำนวน 497,000 โดส

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน ในโค กระบือ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหลายพื้นที่ของประเทศไทยทำให้มีสัตว์ล้มตายเป็นจำนวนมาก วัคซีนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค อย.ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สาธารณะในการควบคุมโรคระบาดของสัตว์ จึงได้จัดช่องทางการขึ้นทะเบียนวัคซีนลัมปีสกิน (Lumpy skin) แบบเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งการนำเข้าทะเบียนสำหรับสัตว์นั้น ผู้รับอนุญาตนำเข้าหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องมาขอขึ้นทะเบียนตำรับก่อน เมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับแล้ว ก็สามารถนำเข้าวัคซีนนั้นได้ โดยยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับวัคซีนสัตว์พร้อมเอกสารหลักฐานที่สนับสนุนคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ของวัคซีนให้ครบถ้วนตามที่กำหนด ก็จะอนุมัติขึ้นทะเบียนได้อย่างรวดเร็วตามช่องทางเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ กรณีการระบาดอย่างรุนแรง กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถดำเนินการนำเข้าวัคซีนดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 13 (5) โดยได้รับการยกเว้น ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารเพื่อยื่น คำขอขึ้นทะเบียนวัคซีนลัมปี สกิน สำหรับสัตว์แล้ว จำนวน 2 ราย และกรมปศุสัตว์ได้นำเข้าวัคซีนลัมปี สกิน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 แล้ว รวม 360,000 โดส และเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 อีกจำนวน 137,000 โดส

รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า อย.มุ่งดำเนินงานโดยคำนึงถึงความมั่นคงของระบบสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศ และในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ อย.ทำการพิจารณาอนุญาตยาหรือวัคซีนที่จำเป็นต้องใช้อย่างรวดเร็ว แต่คงไว้ซึ่งคุณภาพมาตรฐาน ขอให้ประชาชนมั่นใจ

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : สายสัมพันธ์ ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รมช.เกษตรฯ กับ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ นายเก่าที่ไทยรักไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/585635

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : สายสัมพันธ์‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’รมช.เกษตรฯ กับ‘ทักษิณ ชินวัตร’นายเก่าที่ไทยรักไทย

วันพุธ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้ “หนุ่มยูโร” จะพาไปดูความเคลื่อนไหว หลังจากร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ คว้าตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ทุกสายตาจึงจับจ้องพรรคการเมืองนี้ และ โฟกัสไปที่ “ผู้กองธรรมนัส” ผู้ที่เคยอยู่กับ “พรรคไทยรักไทย”และ “เพื่อไทย” ในอดีต คนที่เคยใกล้ชิดนายทักษิณ ชินวัตร มีความสัมพันธ์กันแนบแน่นมายาวนาน

จริงๆ แล้วพรรคพลังประชารัฐยุคปัจจุบัน เมื่อ 4 กุมาร พ้นจากพรรค และกลุ่มกปปส.ถูกศาลพิพากษาทำให้2 รัฐมนตรีกระเด็นจากตำแหน่ง “พลังประชารัฐ” ก็เปรียบเสมือน “เพื่อไทยสาขา 2”รัฐมนตรีและสส.ล้วนแต่เคยอยู่เพื่อไทย และ ไทยรักไทย มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นายสุพล ฟองงาม และแกนนำอีกหลายคน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาเป็นแม่บ้านพรรคใหญ่ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง และเตรียมที่จะขยับขยายเป็นรัฐมนตรีว่าการ มากกว่าที่จะเป็นรมช.เกษตรฯ ในปัจจุบัน ด้วยมีพลังทุนมหาศาล และคอนเนคชั่นทุกระดับ หลายคนจึงมองกันว่า“ผู้กองธรรมนัส”มีหลายมิติ แล้วแต่จะมองในมิติไหน

หากยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ ย่อมหมายถึงการสัประยุทธ์กันอย่างเข้มข้นระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผ่านตามแบบวิธีเดิมไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผ่านบัตร 2 ใบ ตามแบบวิธีใหม่หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและผู้ที่จะต้องต่อกรกับพรรคเพื่อไทยอย่างเข้มข้นย่อมต้องเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเพิ่งเข้าไปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เคยเป็นลูกน้องเก่านายทักษิณ และเป็นคนเมือง เช่นเดียวกัน คนหนึ่งอยู่ จ.เชียงใหม่ อีกคนอยู่ จ.พะเยา เยื่อใยและสายสัมพันธ์จึงแนบแน่นไม่เสื่อมคลายต้องยอมรับว่าคนที่เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่จะยังรักษาท่าทีอันเป็นมิตรกับนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์เทพสุทิน หรือนายสันติ พร้อมพัฒน์

นอกจากสนามการเมืองระดับชาติแล้ว ร.อ.ธรรมนัส ยังให้ความสำคัญกับสนามท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นสก. หรือ สข.ในกรุงเทพมหานคร ผู้กองธรรมนัส ส่งนายสุชัย หรือ “เสี่ยต่าย” พงษ์เพียรชอบ คนใกล้ชิดไปเป็นที่ปรึกษาของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. สำหรับ “เสี่ยต่าย” เป็นน้องชายของ “เสี่ยหมู”นายสุธีร์พงษ์เพียรชอบ คนดูแลตลาดคลองเตย เป็นการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ พล.ต.อ.อัศวิน นรต.31 รุ่นน้องทักษิณ นรต.26 อีกด้วย

วันนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องสายสัมพันธ์เก่าระหว่าง “ธรรมนัส”กับ “ทักษิณ”ไม่เฉพาะคนในพรรคเพื่อไทยและพลังประชารัฐ เท่านั้น ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ยิ่งตาไม่กะพริบ

ขุนเกษตรา